เมื่อชาติขับเคลื่อนด้วยเสียงเพลง รัฐจึงบรรเลงเพลงเป็นของกำนัลแด่ ประชาชน

ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์ ฤาอุบายมุ่งร้ายฉมังนัก มโนหนักมืดมัวเหมือนราตรี และดวงใจย่อมดำสกปรก ราวนรกชนเช่นกล่าวมานี้ ไม่ควรใครไว้ใจในโลกนี้ เจ้าจงฟังดนตรีเถิดชื่นใจ

บทพระราชนิพนธ์แปลในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง เวนิสวาณิช ของวิลเลียม เชกสเปียร์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสียงดนตรีนั้นเป็นของดี เพราะทั้งช่วยให้ประโลมจิตใจให้ผ่อนคลาย สร้างความรู้สึกร่วม และถ่ายทอดคุณค่า ความเชื่อ หรืออุดมคติบางประการของสังคมออกมาได้อย่างทรงพลัง ดังเช่นในบทประพันธ์ของวิลเลียม เชกสเปียร์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแปลมา

ดนตรีจึงไม่ใช่เพียงศิลปะเพื่อความบันเทิง หากยังเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่ช่วยสร้างความทรงจำร่วมและภาพแทนบางอย่างให้ฝังแน่นอยู่ในใจผู้คน ดังเช่นที่เมื่อใครหลายคนได้ยินเพลงหนาวแสงนีออนของตั๊กแตน ชลดา ก็ย่อมนึกถึงความเหงาของ แรงงานที่โยกย้ายจากต่างจังหวัดเข้ามาทำงานในกรุงเทพเมืองฟ้าอมร หรือเพลงปรารถนาสิ่งใดฤๅ ของวงค็อกเทล ก็อาจจะทำให้หวนนึกถึงความมุ่งหมายของชีวิต ท่ามกลางความไม่แน่นอนของยุคสมัยและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคม บทเพลงจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ความบันเทิง หากแต่บทเพลงยังทำหน้าที่ในการถ่ายทอดเรื่องราวบางอย่าง และทำหน้าที่ย้ำเตือนความจำบางอย่าง ทั้งความทรงจำร่วมและความจำของปัจเจกบุคคล

ทว่า หนึ่งในผู้ให้ความสำคัญและเห็นประโยชน์ของเสียงดนตรี คงจะหนีไม่พ้นบรรดาหน่วยงานของรัฐและส่วนราชการต่าง ๆ ที่เห็นประโยชน์ของดนตรี ต่างมีเพลงประจำหน่วยงานของตนเองไว้สำหรับขับขานภารกิจ เกียรติภูมิ และอุดมคติขององค์กร แต่เมื่อเนื้อเพลงเหล่านั้นบรรยายถึงความเสียสละ ความใกล้ชิดประชาชน หรือความซื่อสัตย์สุจริตอย่างงดงาม ก็ย่อมหลีกไม่พ้นที่จะชวนให้ตั้งคำถามกลับไปยังโลกแห่งความเป็นจริงว่า การทำงานของหน่วยงานเหล่านั้นสอดคล้องกับถ้อยคำที่ตนเองขับร้องอยู่เพียงใด

รัฐไทยนิยมอุดมไปด้วยเสียงเพลง

หากย้อนกลับไปพิจารณาว่า หน่วยงานของรัฐและส่วนราชการต่าง ๆ นิยมเสียงเพลงมากแค่ไหน อาจจะพิจารณางบประมาณที่ใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อแต่งเพลง ผลิตเพลง จัดทำ หรืออัดเพลง (โดยไม่รวมการจ้างทำสื่อประชาสัมพันธ์ในลักษณะผสมผสาน)1 ย้อนหลัง พบว่าในช่วง 10 ปี (งบประมาณ) ที่ผ่านมาหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ ได้ทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างมากถึง 11,767,139.00 บาท คิดเป็นจำนวนทั้งสิ้น 902 โครงการ โดยมูลค่าโครงการเฉลี่ย 19,000 บาท และคิดเป็นเฉลี่ยปีละประมาณ 1,176,713 บาท (ภาพที่ 1) กระจายอยู่ตามหน่วยงานหลากหลายประเภท อาทิ โรงเรียน มหาวิทยาลัย/สถาบันอุดมศึกษา วิทยาลัย/อาชีวศึกษา ราชการส่วนกลาง/หน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ราชการส่วนภูมิภาค/จังหวัด (ภาพที่ 2)

ภาพที่ 1: มูลค่าสัญญา/งบประมาณตามปีงบประมาณ (ล้านบาท)
หมายเหตุ: สีน้ำเงินหมายถึงโครงการที่มีชื่อเป็นงานจ้างแต่งเพลงโดยตรง และสีส้มเป็นโครงการที่มีชื่อในลักษณะเดียวกัน 
ที่มา: Act AI (2558-2568)
ภาพที่ 2: ผู้ว่าจ้างจำแนกตามหมวดหน่วยงาน
หมายเหตุ: สีน้ำเงินหมายถึงโครงการที่มีชื่อเป็นงานจ้างแต่งเพลงโดยตรง สีส้มเป็นโครงการที่มีชื่อในลักษณะเดียวกัน และสีเขียวคือจำนวนรวมของทั้งสองประเภท
ที่มา: Act AI (2558-2568)

อนึ่ง แม้มูลค่าของโครงการจ้างแต่งเพลงดังกล่าวนั้นจะไม่มาก ด้วยส่วนหนึ่งอาจจะเป็นข้อจำกัดจากการเลือกใช้คีย์เวิร์ดเจาะจงเฉพาะโครงการที่มีชื่อเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อแต่งเพลง ผลิตเพลง จัดทำ หรืออัดเพลง โดยไม่รวมถึงโครงการประชาสัมพันธ์ที่มีลักษณะผสมผสาน ทว่า ข้อมูลดังกล่าวก็น่าจะทำให้เห็นนัยความนิยมเสียงเพลงในหน่วยงานของรัฐและส่วนราชการได้ในระดับหนึ่ง คำถามสำคัญก็คือ หน่วยงานของรัฐและส่วนราชการเหล่านี้แต่งเพลง เพื่ออะไร

เมื่อพิจารณาในเนื้อหาของโครงการจ้างแต่งเพลง พบว่าโครงการจำนวนมากไม่ได้ระบุวัตถุประสงค์ของการจ้างไว้อย่างชัดเจน แต่เมื่อพิจารณาจากชื่อโครงการสามารถจำแนกประเภทของเพลง โดยประเภทที่พบมากที่สุดคือเพลงประกอบกิจกรรม การแสดง หรือการแข่งขัน รองลงมาคือเพลงมาร์ช เพลงประชาสัมพันธ์ เพลงท่องเที่ยวหรือชุมชนท้องถิ่น และเพลงประจำสถาบันตามลำดับ จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานรัฐใช้เพลงในหลายลักษณะ ทั้งเพื่อประกอบกิจกรรม สร้างอัตลักษณ์ของหน่วยงาน และสื่อสารข้อมูลหรือกิจกรรมของรัฐต่อประชาชน แต่บทเพลงนั้นมีความหมายมากกว่านั้นหรือไม่

บทเพลงในฐานะสื่อแห่งอำนาจและความชอบธรรม

ในทางสังคมและการเมือง การใช้อำนาจของรัฐมิได้ปรากฏเฉพาะในรูปของตัวบทกฎหมาย คำสั่งทางปกครอง หรือการใช้อำนาจบังคับเท่านั้น หากการใช้อำนาจยังปรากฏผ่านพิธีกรรม ถ้อยคำ สัญลักษณ์ และรูปแบบการสื่อสารต่าง ๆ ที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และความชอบธรรมให้แก่องค์กรของรัฐ บทเพลงเป็นสื่อรูปแบบหนึ่งที่ทำหน้าที่ดังกล่าวได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะเพลงสามารถสร้างอารมณ์ร่วม ผลิตภาพจำ และถ่ายทอดอุดมคติขององค์กรหรือหน่วยงานออกสู่สาธารณะได้ในลักษณะที่เข้าถึงง่ายกว่าภาษาราชการทั่วไป

ด้วยเหตุนี้ เพลงหรือการผลิตเพลงของหน่วยงานรัฐ จึงไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะกิจกรรมประชาสัมพันธ์หรือกิจกรรมทางวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นวิธีที่รัฐใช้สื่อสารทางอารมณ์และสัญลักษณ์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานกับประชาชน สมาชิกขององค์กร หรือชุมชนทางการเมืองในระดับต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลงมาร์ช เพลงประจำสถาบัน เพลงรณรงค์ เพลงประชาสัมพันธ์ หรือเพลงประกอบกิจกรรมของรัฐ เพลงเหล่านี้ล้วนมีส่วนในการทำให้กิจกรรมและข้อความของรัฐถูกจดจำ รับรู้ และยอมรับในรูปแบบที่ต่างออกไปจากเอกสารราชการหรือคำประกาศโดยตรง

เพลง “คืนความสุขให้ประเทศไทย” เป็นตัวอย่างสำคัญของบทเพลงที่ทำหน้าที่มากกว่าการประชาสัมพันธ์ของรัฐ เพลงดังกล่าวถูกเผยแพร่ในบริบทหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2557 และถูกใช้เพื่อสื่อสารภาพของคณะรัฐประหารในฐานะผู้เข้ามาดูแล คุ้มครอง และฟื้นฟูความสงบของประเทศ ความน่าสนใจของเพลงนี้อยู่ที่การแปลงปัญหาทางการเมืองให้กลายเป็นปัญหาทางอารมณ์ ผ่านถ้อยคำเกี่ยวกับความรัก ความบาดหมาง ความเหน็ดเหนื่อย และความสุข แทนที่จะอธิบายความชอบธรรมของอำนาจผ่านภาษากฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ เพลงกลับสร้างความชอบธรรมผ่านคำมั่นว่าจะนำความสงบและความสุขกลับคืนมาในอนาคต ในแง่นี้ เพลงจึงทำหน้าที่เป็นสื่อแห่งอำนาจที่ทำให้อำนาจรัฐหลังรัฐประหารปรากฏในรูปแบบที่อ่อนโยน   
น่ารับฟัง และผูกโยงกับประโยชน์ของชาติและประชาชน

ทว่า เพลงคืนความสุขให้ประเทศไทยนั้นไม่ใช่เพลงเดียวที่ถูกแต่งขึ้นภายหลังจากการรัฐประหาร โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังได้เผยแพร่เพลงต่อเนื่องกันอีก 6 เพลงคือ เพลงเพราะเธอคือประเทศไทย เพลงความหวังความศรัทธา เพลงสะพาน เพลงใจเพชร เพลงสู้เพื่อแผ่นดิน และเพลงในความทรงจำ2 ซึ่งแม้แต่ละเพลงนั้นจะไม่ได้มีความโดดเด่นหรือได้รับการตอบรับมากเท่าเพลงคืนความสุขให้ประเทศไทย แต่นัยของเพลงเหล่านี้ล้วนกำลังทำหน้าที่สื่อสารทางการเมือง ผ่านการตอกย้ำด้วยถ้อยคำต่าง ๆ เพื่อสื่อสารไปยังอารมณ์ความรู้สึกของประชาชน

ไม่ใช่แค่เพลงคืนความสุขให้ประเทศไทยเท่านั้น ที่มีนัยของปฏิบัติการทางการเมือง จะเห็นได้ว่าบรรดาเพลงต่าง ๆ ที่ถูกแต่งขึ้นภายในหน่วยงานของรัฐและส่วนราชการ ล้วนแล้วแต่มีเป้าหมายเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองทั้งสิ้น

เมื่อภาพจริงในสังคมแตกต่างจากบทเพลง

ปัญหาสำคัญของบทเพลงที่สร้างสรรค์โดยหน่วยงานของรัฐและส่วนราชการต่าง ๆ ไม่ได้อยู่ที่เพลง (ถ้ามันเพราะ) ปัญหาสำคัญของบทเพลงเหล่านี้ก็คือ ระยะห่างระหว่างภาพของสังคมที่บทเพลงพยายามนำเสนอกับสภาพความเป็นจริงที่ประชาชนเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน โดยบทเพลงจากหน่วยงานของรัฐมักนำเสนอภาพอุดมคติของสิ่งที่อยากจะให้เป็น ความสามัคคี การปฏิบัติหน้าที่โดยโปร่งใส และการยึดหลักการตามกฎหมาย ทว่า ภาพดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับประสบการณ์จริงของประชาชนที่ต้องเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม ความล่าช้าของระบบราชการ หรือความไม่ไว้วางใจต่ออำนาจรัฐ

เมื่อบทเพลงของรัฐนำเสนอภาพของสังคมที่แตกต่างกันมากเกินไป เพลงจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสื่อสารหรือประชาสัมพันธ์เท่านั้น แต่ยังอาจมีส่วนทำให้ปัญหาทางสังคมบางประการถูกลดทอนหรือถูกทำให้มองไม่เห็น กล่าวคือ ความขัดแย้งทางการเมือง ความไม่เท่าเทียม หรือความรู้สึกไม่เป็นธรรมของประชาชนอาจถูกแทนที่ด้วยถ้อยคำที่เน้นความรัก ความสามัคคี และการร่วมมือกันอย่างกว้าง ๆ โดยไม่ได้เปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถามต่อเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่ก่อให้เกิดปัญหาเหล่านั้น

ตัวอย่างของบทเพลงที่สร้างสรรค์โดยหน่วยงานของรัฐสะท้อนให้เห็นว่า เพลงถูกใช้เพื่อทำหน้าที่แตกต่างกันไปตามลักษณะขององค์กรและภารกิจของรัฐ เพลงมาร์ชขององค์กรการเลือกตั้ง เป็นตัวอย่างของเพลงประจำสถาบันกำกับการเลือกตั้งที่มุ่งสร้างภาพขององค์กรในฐานะผู้ยึดมั่นความซื่อสัตย์ ความเป็นกลาง และการพิทักษ์ประชาธิปไตย เพลงลักษณะนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงบอกชื่อหรือภารกิจขององค์กร แต่ยังพยายามสร้างศักดิ์ศรีและความน่าเชื่อถือให้แก่องค์กรผ่านถ้อยคำที่เน้นอุดมการณ์และคุณธรรมของผู้ปฏิบัติหน้าที่

ขณะที่เพลงเรียงความเกี่ยวกับภาษีของกรมสรรพากรก็เป็นอีกตัวอย่างของเพลงรณรงค์ ที่ทำให้เรื่องภาษี ซึ่งโดยปกติสัมพันธ์กับการคลังของรัฐ กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของประชาชน เพลงอธิบายภาษีผ่านภาพของถนน โรงเรียน โรงพยาบาล อาหารกลางวัน และการพัฒนาประเทศ ทำให้การเสียภาษีถูกนำเสนอในฐานะหน้าที่ของพลเมืองที่ดี อย่างไรก็ดี ลักษณะเช่นนี้ยังเปิดให้ตั้งคำถามได้ว่า เพลงของรัฐมักเน้นหน้าที่ของประชาชนในการเสียภาษีมากกว่าการอธิบายหน้าที่ของรัฐในการใช้เงินภาษีอย่างโปร่งใส คุ้มค่า และตรวจสอบได้

อีกตัวอย่างของเพลงจากหน่วยงานของรัฐก็คือ เพลงปณิธานขององค์กรด้านการแข่งขันทางการค้านั้นก็เป็นตัวอย่างของเพลงที่ใช้สร้างอัตลักษณ์ให้แก่องค์กรกำกับดูแลทางเศรษฐกิจ โดยนำภารกิจที่มีลักษณะซับซ้อน อาทิ การกำกับการแข่งขันทางการค้าและการสร้างความเป็นธรรมในการประกอบธุรกิจ มาอธิบายผ่านภาษาของความมุ่งมั่นและปณิธานขององค์กร ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า เพลงของรัฐไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเพลงมาร์ช เพลงปลุกใจ หรือเพลงรณรงค์ด้านสังคมเท่านั้น แต่ยังถูกใช้โดยองค์กรกำกับดูแลสมัยใหม่เพื่อสื่อสารบทบาท อุดมการณ์ และความชอบธรรมของตนต่อสาธารณะด้วย ทว่า ภาพดังกล่าวนั้นอาจจะย้อนแย้งกับสถานการณ์การบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าของไทย

เมื่อบทเพลงกับความจริงพูดกันคนละภาษา

ปัญหาของบทเพลงที่สร้างสรรค์โดยหน่วยงานของรัฐจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าเพลงเหล่านั้นนำเสนอภาพของรัฐในเชิงอุดมคติมากเกินไปเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่าภาษาของบทเพลงกับประสบการณ์จริงของประชาชนอาจห่างไกลกันจนแทบเหมือนมาจากคนละโลก ในบทเพลงรัฐมักปรากฏในฐานะองค์กรที่ซื่อสัตย์ เสียสละ เป็นกลาง โปร่งใส และทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน แต่ในชีวิตจริงประชาชนจำนวนไม่น้อยอาจพบรัฐในรูปของความล่าช้า ความยุ่งยากของระบบราชการ ความไม่เสมอภาคในการเข้าถึงบริการสาธารณะ หรือความรู้สึกว่าเสียงของตนไม่ได้รับการรับฟังอย่างเพียงพอ

ความห่างไกลเช่นนี้ทำให้บทเพลงของรัฐมีลักษณะคล้ายภาษาราชการในรูปของเสียงดนตรี กล่าวคือ แม้เพลงจะใช้ถ้อยคำที่อ่อนโยนกว่าเอกสารราชการ และเข้าถึงอารมณ์ของผู้ฟังได้มากกว่า แต่สารที่เพลงส่งออกมาก็ยังมักเป็นสารจากมุมมองของรัฐเป็นหลัก เพลงบอกว่ารัฐต้องการให้ประชาชนมองรัฐอย่างไร มากกว่าจะเปิดพื้นที่ให้เห็นว่าประชาชนมองรัฐอย่างไร ในแง่นี้ เพลงจึงอาจกลายเป็นบทสนทนาที่ไม่ได้มีการสนทนาจริง เพราะฝ่ายหนึ่งขับร้องภาพอุดมคติของตนเอง ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งอาจกำลังเผชิญประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

เมื่อเป็นเช่นนี้การฟังเพลงของรัฐจึงชวนให้ตั้งคำถามว่า เสียงเพลงเหล่านี้กำลังพูดกับใคร และพูดจากโลกแบบใด หากเพลงกล่าวถึงความซื่อสัตย์ขององค์กร แต่สังคมยังตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรนั้น หากเพลงกล่าวถึงความสำคัญของการเสียภาษี แต่ประชาชนยังไม่มั่นใจว่าเงินภาษีถูกใช้ด้วยความโปร่งใสและคุ้มค่าเพียงใด หรือหากเพลงกล่าวถึงความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ แต่การบังคับใช้กฎหมายยังไม่สามารถทำให้ประชาชนรู้สึกถึงความเป็นธรรมนั้นได้จริง บทเพลงก็อาจไม่ได้ช่วยสร้างความชอบธรรมให้รัฐเท่านั้น แต่อาจเผยให้เห็นช่องว่างระหว่างภาพที่รัฐต้องการนำเสนอกับความเป็นจริงที่ประชาชนรับรู้ด้วย

ฟังเพลงของรัฐด้วยคำถามต่ออำนาจ

ท้ายที่สุดแล้ว บทเพลงของรัฐไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะเสียงดนตรีเพื่อความไพเราะ หรือเครื่องมือประชาสัมพันธ์กิจกรรมของหน่วยงานเท่านั้น หากแต่ควรถูกพิจารณาในฐานะสื่อรูปแบบหนึ่งที่รัฐใช้ในการเล่าเรื่องเกี่ยวกับตนเอง บอกเล่าภารกิจขององค์กร สร้างภาพของความซื่อสัตย์ ความเสียสละ ความเป็นกลาง ความโปร่งใส หรือความใกล้ชิดกับประชาชน ผ่านถ้อยคำและทำนองที่เข้าถึงง่ายกว่าภาษาราชการทั่วไป

ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างเกี่ยวกับการแต่งเพลงและการผลิตเพลงของหน่วยงานรัฐในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าเพลงมิได้เป็นเรื่องเล็กน้อยหรือเกิดขึ้นอย่างกระจัดกระจายเท่านั้น แต่เป็นรูปแบบการสื่อสารที่หน่วยงานรัฐหลากหลายประเภทเลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน มหาวิทยาลัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานราชการส่วนกลาง หรือองค์กรกำกับดูแลเฉพาะด้าน เพลงเหล่านี้มีทั้งเพลงมาร์ช เพลงประจำสถาบัน เพลงรณรงค์ เพลงประชาสัมพันธ์ และเพลงประกอบกิจกรรมของรัฐ

อย่างไรก็ดี ความสำคัญของเพลงของรัฐไม่ได้อยู่ที่ว่าเพลงเหล่านี้ไพเราะหรือไม่ แต่อยู่ที่การถามว่าเพลงเหล่านี้กำลังสร้างภาพแบบใดของรัฐและสังคม ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับประสบการณ์จริงของประชาชนมากน้อยเพียงใด และเพลงเหล่านี้ช่วยเปิดเผยหรือกลบเกลื่อนปัญหาบางอย่างของรัฐอย่างไร เพราะในหลายกรณีเพลงของรัฐมักนำเสนอภาพขององค์กรที่ดีงาม มีอุดมคติ และสมควรได้รับความไว้วางใจ แต่ภาพดังกล่าวอาจแตกต่างจากความรับรู้ของประชาชนที่ต้องเผชิญกับปัญหาในการใช้บริการรัฐ ความไม่โปร่งใส ความล่าช้า หรือความไม่เป็นธรรมในชีวิตจริง

ในแง่นี้การฟังเพลงของรัฐจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การรับฟังถ้อยคำตามที่เพลงต้องการสื่อสาร แต่ควรฟังพร้อมกับตั้งคำถามต่ออำนาจที่อยู่เบื้องหลังเสียงเพลงนั้นด้วย เพลงของรัฐอาจช่วยให้เราเห็นว่า รัฐต้องการให้ประชาชนจดจำตนเองในรูปแบบใด ต้องการให้ประชาชนรู้สึกอย่างไร และต้องการให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนถูกอธิบายผ่านภาษาแบบใด

ดังนั้น บทเพลงของรัฐจึงเป็นมากกว่าของขวัญทางเสียงที่มอบให้แก่ประชาชน หากแต่เป็นพื้นที่ที่อำนาจ ความชอบธรรม อุดมคติ และความเป็นจริงทางสังคมมาบรรจบกัน การศึกษาบทเพลงเหล่านี้จึงช่วยให้เห็นอีกด้านหนึ่งของรัฐไทย คือรัฐที่ไม่ได้สื่อสารผ่านกฎหมาย คำสั่ง หรืองบประมาณเท่านั้น แต่ยังสื่อสารผ่านทำนอง คำร้อง และอารมณ์ร่วมที่พยายามทำให้ประชาชนรับรู้ จดจำ และยอมรับภาพบางอย่างของรัฐด้วย


เชิงอรรถ

  1. ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างนี้ อาศัยข้อมูลจากที่ปรากฏในเว็บไซต์ ACT Ai ซึ่งพัฒนาโดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เพื่อนำข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างของส่วนราชการมาเปิดเผยต่อประชาชน. ดู องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย), “ACT Ai เครื่องมือสู้โกงภาคประชาชน,” องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) [Online] สืบค้นเมื่อ 1 มิถุนายน 2569, จาก https://actai.co/. ↩︎
  2. อรพรรณ จันทรวงศ์ไพศาล, “จากบทเพลงถึงการเมือง 5 ปี ประยุทธ์กับ 7 เพลงเพื่อประเทศไทย,” มติชนออนไลน์, 20 มกราคม 2562 [Online], สืบค้นเมื่อ 1 มิถุนายน 2569, จาก https://www.matichon.co.th/prachachuen/news_1326329. ↩︎

อีกครั้งกับงบฯ กลาง เมื่อประเทศไทยใช้งบกลางเป็นเสมือนสิ่งจำเป็น

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 บนเว็บไซต์ pridi.or.th

การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2567 ล่าช้ามาจากกรอบเวลาปกติค่อนข้างมากเนื่องจากช่วงของการเสนองบประมาณนั้นต่อเนื่องจากช่วงการเลือกตั้ง ทำให้ในท้ายที่สุด พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2567 มาถูกเสนอในช่วงปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา และเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับงบประมาณในครั้งนี้ มีหลายเรื่อง อาทิ การตั้งรายการชดเชยเงินคงคลังไว้ในจำนวนที่ค่อนข้างสูง การตั้งงบประมาณของบางหน่วยงานที่ไม่ค่อยมีรายละเอียด และที่มีการถกเถียงบ่อยครั้งคือ การตั้งงบประมาณรายจ่ายงบกลาง ที่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากปีนี้รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายงบกลางไว้ 6.06 แสนล้านบาท ซึ่งทำให้เกิดปัญหาว่าเพราะเหตุใดรัฐบาลจึงเลือกตั้งงบประมาณรายจ่ายงบกลางไว้สูง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับรายการใช้จ่ายอื่นๆ แล้ว งบประมาณรายจ่ายงบกลางมากเป็นอันดับ 3 ดังปรากฏตามภาพ

งบประมาณรายจ่ายงบกลางคืออะไร

งบกลางหรืองบประมาณรายจ่ายงบกลางเป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยเป็นงบประมาณรายจ่ายรัฐบาลตั้งขึ้นสำหรับรายจ่ายที่ไม่ได้เป็นรายจ่ายเฉพาะของหน่วยรับงบประมาณ อาทิ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินและต้อนรับประมุขต่างประเทศ, ค่าใช้จ่ายเพื่อชดใช้เงินทดลองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน, ค่าใช้จ่ายตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ, ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ, เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ, และเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้าง

นอกจากนี้ งบประมาณรายจ่ายงบกลางอาจจะเป็นการตั้งรายการสำรองสำหรับการนำไปใช้จ่ายในฐานะเป็นเงินสำรองจ่ายของรัฐบาล อาทิ เงินสำรอง เงินสมทบ และเงินชดเชยของข้าราชการ หรือเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

วัตถุประสงค์ของงบประมาณรายจ่ายงบกลางจึงมีขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือให้กับรัฐบาลในการใช้งบประมาณได้คล่องตัวในการดำเนินนโยบาย และสามารถจัดการแก้ไขปัญหาตามสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันต่อเหตุการณ์ หรือสาเหตุที่มาจากความไม่แน่นอนของรายจ่ายในอนาคต[1]

ทั้งนี้ในประเทศที่ปกครองในระบอบเสรีประชาธิปไตย (รวมถึงไทย) จะมอบอำนาจสูงสุดทางการคลังให้เป็นการตัดสินใจของรัฐสภาในฐานะผู้แทนของประชาชนการกำหนดงบประมาณใดๆ จึงต้องสะท้อนต่อความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของประชาชน[2] ในทางหลักการจึงกำหนดสิ่งที่เรียกว่า “งบประมาณต้องเฉพาะเจาะจง” กล่าวคือ การกำหนดให้งบประมาณต้องมีการระบุรายละเอียดของการใช้จ่ายให้ชัดเจนเพื่อควบคุมมิให้รัฐบาลนำเงินภาษีของประชาชนในรูปของงบประมาณรายจ่ายไปใช้จ่ายโดยไม่มีเหตุอันสมควร[3] และระบุแน่นอนว่ารัฐบาลเอางบประมาณไปใช้เพื่อการใด โดยเสนอกรอบวงเงินงบประมาณและเรื่องที่จะนำงบประมาณนั้นไปใช้ต่อรัฐสภาเพื่อขออนุมัติ

ดังนี้ การมีอยู่ของงบประมารายจ่ายงบกลางจึงเป็นข้อยกเว้นของหลักการงบประมาณต้องเฉพาะเจาะจง โดยยินยอมรัฐบาลตั้งงบประมาณไว้เพื่อสถานการณ์เฉพาะเรื่องโดยไม่กำหนดเป้าหมายหรือวงเงินค่าใช้จ่ายไว้ล่วงหน้าเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินหรือเหตุอันไม่แน่นอน

เมื่องบประมาณรายจ่ายงบกลางเป็นข้อยกเว้นของการตั้งงบประมาณทั่วๆ ไปแล้ว รัฐบาลก็ควรจะต้องงบประมาณส่วนนี้เท่าที่จำเป็นเสมือนเงินติดกระเป๋าเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉินจำเป็น เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายงบกลางไม่สามารถระบุรายละเอียดหรือแผนของการใช้จ่าย และหน่วยรับงบประมาณลงไปได้อย่างชัดเจนผิดกับงบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ รัฐสภาทำได้แต่เพียงการอนุมัติกรอบวงเงินของการใช้จ่ายเท่านั้น แต่ไม่อาจทราบรายละเอียดของการใช้จ่ายได้เลยจนกว่าจะมีการใช้จ่ายจริงเกิดขึ้นว่า งบประมาณดังกล่าวได้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใดโดยหน่วยงานใด การใช้จ่ายงบประมาณงบกลางจึงเป็นการปล่อยให้ฝ่ายรัฐบาลใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าวตามดุลยพินิจของตน ดังคำที่คนทั่วไปเรียกกันว่า “ตีเช็คเปล่า”[4] ในลักษณะนี้จะเห็นได้ว่าลักษณะของงบประมาณรายจ่ายงบกลางนั้นเป็นสิ่งชั่วร้าย แต่เป็นสิ่งชั่วร้ายที่จำเป็น (lesser evil)

ในทางปฏิบัติของงบประมาณไทย

งบประมาณรายจ่ายงบกลางของประเทศไทยนั้นสวนทางกับการเป็นสิ่งชั่วร้ายที่จำเป็น แต่เป็นความจำเป็นอันชั่วร้าย กล่าวคือ ตลอดช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมารัฐบาลต่างๆ มีแนวโน้มที่จะตั้งงบประมาณรายจ่ายงบกลางเพิ่มสูงขึ้นดังปรากฏตามภาพ อ้างอิงจากเอกสารวิชาการของสำนักงบประมาณรัฐสภาในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 – 2566 โดยพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าวมีการจัดสรรงบกลางไป 4.96 ล้านล้านบาท คิดเป็นเฉลี่ย 4.96 แสนล้านบาทต่อปี[5]

ส่วนหนึ่งก็เพราะรายจ่ายที่อยู่ในวงเงินงบประมาณรายจ่ายงบกลางเพิ่มขึ้น โดยอันดับต้นๆ นั้นอยู่ในรายการที่รัฐจำเป็นต้องจ่ายคือ เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ 2.24 ล้านล้านบาท คิดเป็น 45.24% หรือเฉลี่ย 2.24 แสนล้านบาทต่อปี (คำนวณจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 – 2566)[6] โดยในปีนี้รัฐบาลตั้งเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญไว้ 3.29 แสนล้านบาทโดยเป็นเงินจำนวนกว่ากึ่งหนึ่งของงบประมาณรายจ่ายงบกลาง

ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่อาจปฏิเสธได้ถึงความจำเป็นในการตั้งงบประมาณได้ รวมถึงเป็นภาพสะท้อนของการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่ค่อยๆ มีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จึงมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น

แต่งบประมาณรายจ่ายงบกลางที่น่าจะมีปัญหามากที่สุดก็คือ งบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงินสำรองฉุกเฉินหรือจำเป็น งบประมาณรายการนี้แตกต่างจากงบประมาณรายจ่ายงบกลางประเภทอื่นๆ คือ วัตถุประสงค์ของการใช้จ่าย กล่าวคือ แม้ว่างบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงินสำรองฉุกเฉินหรือจำเป็น จะถูกกำหนดว่าต้องใช้เพื่อสถานการณ์ฉุกเฉินหรือจำเป็น แต่กรณีของความฉุกเฉินและจำเป็นนี้คืออะไร ผิดกับกรณีของเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ ที่มีความชัดเจนในแง่ของวัตถุประสงค์ เพียงแต่ไม่ชัดเจนในกลุ่มเป้าหมายผู้รับว่ามีกี่คน

เมื่อพิจารณาแนวโน้มในการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงินสำรองฉุกเฉินหรือจำเป็นของประเทศไทยจะพบว่า นับตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 เป็นต้นมาจนถึงปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 มีแนวโน้มจะจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงินสำรองฉุกเฉินหรือจำเป็นเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าในช่วงปี 6 ปีหลังจำนวนเงินจะไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก เว้นแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ที่การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงินสำรองฉุกเฉินหรือจำเป็นไว้มากเพื่อรับมือกับปัญหาการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

แต่ในความเป็นจริงจะไม่ได้มีการเบิกจ่ายเต็มจำนวนที่ตั้งไว้ โดยสาเหตุหนึ่งอาจจะเป็นเพราะการตั้งงบประมาณของประเทศไทยไม่ค่อยมีพื้นที่เหลือสำหรับการนำงบประมาณไปใช้ในเรื่องที่จำเป็นและไม่อาจคาดหมายได้ ทำให้การรัฐบาลขาดความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณไปกับสถานการณ์อย่างเหมาะสม

ไม่เพียงเท่านั้นการตั้งบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงินสำรองฉุกเฉินหรือจำเป็นไว้สูง หากตั้งงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นมากเกินไป ย่อมเสียโอกาสในการตั้งงบประมาณรายจ่ายให้แก่หน่วยรับงบประมาณอื่นที่มีรายการค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนแน่นอนอยู่แล้ว[7] ทำให้รายการสำคัญๆ ที่รัฐบาลจำเป็นต้องใช้จ่ายอาจจะไม่ได้ถูกนำไปใช้จ่ายจริง

นอกจากนี้ ในเรื่องของการใช้งบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการสำรองหรือฉุกเฉิน จากข้อสังเกตของสำนักงบประมาณของรัฐสภาพบว่า[8] รัฐบาลที่ผ่านมา (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 – 2564) มีพฤติกรรมที่จะใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายงบกลางเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล โดยนำเงินงบประมาณส่วนนี้ไปใช้ 3 เรื่อง ได้แก่

  1. การใช้จ่ายเพื่อแก้ไข ป้องกัน บรรเทาความเสียหายจากสถานการณ์ต่างๆ โดยมีสัดส่วนการใช้จ่ายทั้งสิ้นร้อยละ 53.5 ของงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงินสำรองฉุกเฉินหรือจำเป็นในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 – 2564 ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ได้แก่ การฟื้นฟูเยียวยา ป้องกันภัยพิบัติ พัฒนาด้านการเกษตร รวมถึงแก้ไขปัญหาและเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19
  2. การใช้จ่ายเพื่อนโยบายของรัฐบาลร้อยละ 25.26 ของงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงินสำรองฉุกเฉินหรือจำเป็นในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 – 2564 อาทิ การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผ่านกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงเด็กแรกเกิด โครงการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เช่น โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว โครงการชิม ช้อป ใช้
  3. การใช้จ่ายเพื่อดำเนินงานที่เป็นภารกิจประจำของหน่วยรับงบประมาณ เช่น การดำเนินงานของศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย เป็นต้น

ดังจะเห็นได้ว่า บางรายการงบประมาณรัฐบาลสามารถตั้งงบประมาณรายการงบประมาณให้กับหน่วยรับงบประมาณปกติได้ โดยไม่จำเป็นต้องตั้งงบประมาณเผื่อไว้ในงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการสำรองฉุกเฉิน

นอกจากนี้ พบว่าในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 รัฐบาลโอนงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณต่างๆ มาไว้ในงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการสำรองหรือฉุกเฉินเพื่อมาดำเนินการใช้จ่ายเพื่อแก้ไข เยียวยา และลดผลกระทบจากโควิด-19[9] ซึ่งในความเป็นจริงรัฐบาลอาจจะตั้งงบประมาณส่วนนี้ไว้เป็นในแผนงานหรือโครงการของกระทรวงสาธารณสุขก็ได้ เพื่อให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยรับงบประมาณที่มีอำนาจในการเบิกจ่ายรองรับกับสถานการณ์โควิด-19 โดยที่รัฐสภาและประชาชนสามารถทราบแผนการใช้จ่ายได้ แต่รัฐบาลกลับเลือกที่จะตั้งไว้ในงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการสำรองฉุกเฉินหรือจำเป็นแทน

จะควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายงบกลางอย่างไร

ดังกล่าวมาแล้วว่างบประมาณรายจ่ายงบกลางนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ไม่ได้จำเป็นถึงขนาดต้องได้รับการจัดสรรงบประมาณไว้เป็นจำนวนมาก ในทางหลักการรัฐบาลควรจะใช้งบประมาณรายจ่ายงบกลางเสมือนกับเงินติดกระเป๋าในกรณีฉุกเฉิน เพราะในทางหลักการปฏิเสธไม่ได้ว่างบประมาณรายจ่ายงบกลางนั้นมีข้อเสียที่ทำให้เกิดความยากในการติดตามและตรวจสอบความใช้จ่ายโดยรัฐสภาในฐานะผู้แทนของประชาชน รวมถึงเราไม่อาจคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าการเบิกจ่ายดังกล่าวจะทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนเมื่อเทียบกับงบประมาณที่มีการใช้จ่ายไปหรือไม่

ในทางหลักการจึงมีความพยายามควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายงบกลางเอาไว้ โดยกำหนดกรอบในการใช้งบประมาณรายจ่ายงบกลางเอาไว้  อย่างไรก็ดี กรอบในการดำเนินการในปัจจุบันนั้นยังคงไม่ครอบคลุมและทำให้เกิดช่องว่างในการควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายงบกลาง ดังนี้

เรื่องที่หนึ่ง พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 กำหนดให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายงบกลางเฉพาะในกรณีที่มีเหตุผลความจำเป็นที่ไม่อาจจัดสรรหรือไม่สมควรจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้แก่หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบได้โดยตรง[10] ซึ่งสะท้อนหลักการว่างบประมาณรายจ่ายงบกลางควรมีเท่าที่จำเป็น  นอกจากนี้ ภายใต้พระราชบัญญัตินี้ยังให้อำนาจคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐกำหนดกรอบวงเงินของงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงินสำรองฉุกเฉินหรือจำเป็นไว้ไม่เกินร้อยละ 2 แต่ไม่เกินร้อยละ 3.5 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี[11]

อย่างไรก็ดี การกำหนดสัดส่วนของงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงินสำรองฉุกเฉินหรือจำเป็นนั้นในทางปฏิบัติไม่ได้ประสบความสำเร็จมาก เนื่องจากการปรับเปลี่ยนเพดานสัดส่วนดังกล่าวสามารถทำได้โดยคณะกรรมการการเงินการคลังของรัฐที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นรองประธาน ทำให้ในทางปฏิบัติรัฐบาลมีดุลพินิจในการปรับสัดส่วนดังกล่าวได้ตามอำเภอใจ ดังเช่นในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ปรับเพดานสัดส่วนเงินสำรองฉุกเฉินหรือจำเป็นใหม่

เรื่องที่สอง พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 ประกอบกับระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 ได้กำหนดเรื่องวิธีการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายงบกลาง โดยกำหนดให้หน่วยงานที่มีความต้องการใช้งบประมาณรายจ่ายงบกลางให้แสดงเหตุผลความจำเป็นและรายละเอียดและจำนวนงบประมาณที่จะขอใช้ และยื่นคำขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายงบกลาง พร้อมกับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายเดือนต่อผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเพื่อขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะในส่วนของงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการสำรองฉุกเฉินหรือจำเป็นนั้น ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2562 แต่ระเบียบดังกล่าวนั้นก็เพียงแต่กำหนดกรอบของเรื่องที่จะเบิกจ่ายไว้เพียงกว้างๆ ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของกฎหมายไทยที่มีปัญหาในการตีความว่า “ความจำเป็นเร่งด่วน” ซึ่งเป็นเหตุในการใช้จ่ายนั้นคืออะไร[12]

ลักษณะดังกล่าวสะท้อนความไม่เพียงพอของรายละเอียดของเรื่องที่จะขอเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายงบกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการสำรองฉุกเฉินหรือจำเป็นที่ควรจะมีเงื่อนไขที่ชัดเจนกำกับว่าเรื่องใดคือเงื่อนไขที่จำเป็นบ้าง เพื่อปิดไม่ให้รัฐบาลนำโครงการที่เป็นนโยบายของรัฐบาลมาแทรกไว้ในงบประมาณส่วนนี้ ทั้งที่รัฐบาลสามารถตั้งรายการงบประมาณในส่วนนี้ได้ในรายการและแผนงานปกติ[13]

นอกจากนี้ กรอบดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมในเชิงรายละเอียดที่เพียงพอ กฎหมายควรกำหนดกรอบในการขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยกำหนดรายละเอียดที่ชัดเจนโดยควรแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับหน่วยรับงบประมาณที่ดำเนินการ แผนงาน โครงการ กิจกรรม หรือมาตรการ วงเงินงบประมาณที่จะนำไปใช้จ่าย วัตถุประสงค์และความจำเป็นเร่งด่วนของการใช้จ่ายงบประมาณ แผนการดำเนินงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ และผลสัมฤทธิ์ที่คาดว่าจะได้รับ เพื่อแสดงถึงความพร้อมความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบการดำเนินการและการใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าวได้[14]

กล่าวโดยสรุป งบประมาณรายจ่ายงบกลางยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการบริหารประเทศ แต่ปัญหาของการใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าวเป็นเรื่องที่ควรจะต้องหาทางแก้ไขเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินมีประสิทธิภาพ


เชิงอรรถ

[1] อัญชลี ทองอุ่น, “ปัญหาการใช้จ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นของประเทศไทย,” (วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายมหาชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2565), 34-35 และ 39.

[2] เขมภัทร ทฤษฎิคุณ, “มหากาพย์งบประมาณรายจ่ายงบกลาง: วิธีคิดและมุมมองต่อความเหมาะสม,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 20 สิงหาคม 2564, สืบค้นเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2567, สืบค้นจาก https://pridi.or.th/th/content/2021/08/802#_ftn1.

[3] สุปรียา แก้วละเอียด, กฎหมายการคลัง: ภาคงบประมาณแผ่นดิน (วิญญูชน 2563), 240.

[4] เขมภัทร ทฤษฎิคุณ, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 2.

[5] วนิยดา ชูชาย, “งบประมาณรายจ่ายงบกลางของไทย: การจัดสรรและการบริหารงบประมาณ,” สำนักงบประมาณของรัฐสภา, 35.

[6] เพิ่งอ้าง, 38.

[7] สิทธิกร นิพภยะ, “งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น,” เศรษฐสาร, 31 ตุลาคม 2562, สืบค้นเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2567, สืบค้นจาก https://setthasarn.econ.tu.ac.th/blog/detail/33#:~:text=งบประมาณรายจ่ายงบกลาง%20เป็น,หน่วยรับงบประมาณได้โดยตรง.

[8] วนิยดา ชูชาย, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 5, 74-75.

[9] วนิยดา ชูชาย, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 5, 74.

[10] มาตรา 22 พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561.

[11] ประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ เรื่อง กำหนดสัดส่วนต่างๆ เพื่อเป็นกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2563.

[12] เขมภัทร ทฤษฎิคุณ, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 2.

[13] ดู วนิยดา ชูชาย, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 5, 84.

[14] เพิ่งอ้าง, 83-84.