เศรษฐศาสตร์​พฤติกรรม ฉบับเข้าใจง่ายที่สุดในโลก!

ชื่อหนังสือ: เศรษฐศาสตร์​พฤติกรรม ฉบับเข้าใจง่ายที่สุดในโลก! (Amazing Decisions)

ผู้เขียน: Dan Ariely

ผู้แปล: พรเลิศ อิฐฐ์

ภาพประกอบ: Matt R. Trower

สำนักพิมพ์: สำนักพิมพ์วีเลิร์น

หนังสือ Amazing Decisions ของ Dan Ariely เป็นงานที่ตั้งใจ “ลดกำแพง” ของเศรษฐศาสตร์ลงอย่างชัดเจน ด้วยการเลือกเล่าแนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมผ่านรูปแบบการ์ตูน แทนที่จะใช้กราฟ สมการ หรือภาษาวิชาการแบบตำรา จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ความซับซ้อนเชิงเทคนิค หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการทำให้ผู้อ่านเห็นว่า เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการตัดสินใจนั้นจริง ๆ แล้วใกล้ตัวและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันอย่างยิ่ง

แก่นสำคัญของหนังสือคือการอธิบายว่ามนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผลสมบูรณ์แบบตามสมมติฐานเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก หากแต่ถูกกำกับโดย “บรรทัดฐาน” ที่แตกต่างกันสองประเภท ได้แก่ บรรทัดฐานทางตลาด และบรรทัดฐานทางสังคม Ariely ใช้ตัวอย่างจากงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจำนวนมากมาอธิบายว่า บรรทัดฐานทั้งสองแบบนี้ให้ผลต่อพฤติกรรมและแรงจูงใจของมนุษย์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และไม่สามารถนำมาใช้แทนกันได้ในทุกสถานการณ์ การตัดสินใจของคนจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์เชิงตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ผูกพันอยู่กับความรู้สึก ความคาดหวัง และบริบททางสังคมที่รายล้อมอยู่ด้วย

ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้คือ วิธีที่ผู้เขียนทำให้แนวคิดเชิงทฤษฎีเหล่านี้ “มองเห็นได้” ผ่านสถานการณ์สมมติและเหตุการณ์ใกล้ตัว เช่น การให้ความช่วยเหลือ การทำงานโดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นเงิน หรือการเปลี่ยนแรงจูงใจจากความรู้สึกทางสังคมไปเป็นการแลกเปลี่ยนแบบตลาด ซึ่งมักส่งผลให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไปในทิศทางที่คาดไม่ถึง หนังสือจึงทำหน้าที่เหมือนกระจกที่สะท้อนให้เห็นความไม่สมเหตุสมผลของการตัดสินใจมนุษย์ โดยไม่จำเป็นต้องกล่าวโทษหรือสั่งสอนผู้อ่านตรง ๆ

ในมุมมองของผู้อ่านที่มีพื้นฐานทางกฎหมาย หนังสือเล่มนี้เปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถามต่อการออกแบบกฎหมายและสัญญาได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการนำบรรทัดฐานทางสังคมมาใช้ในระบบกฎหมาย แม้ว่าข้อกฎหมายที่ชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษรจะมีความจำเป็น แต่หากรายละเอียดของกฎหมายถูกออกแบบให้ละเอียดและตายตัวเกินไป จนผู้บังคับใช้ยึดติดกับถ้อยคำมากกว่าการตีความตามเจตนารมณ์ ก็อาจนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายอย่างบิดเบี้ยว หนังสือของ Ariely จึงช่วยชี้ให้เห็นว่า การพึ่งพาบรรทัดฐานทางตลาดหรือกฎเกณฑ์แบบแข็งตัวเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอในการกำกับพฤติกรรมมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยภาพรวม Amazing Decisions เป็นหนังสือที่อ่านสนุก เข้าใจง่าย และไม่ลดทอนความจริงจังของเนื้อหาแม้จะมาในรูปแบบการ์ตูน จุดแข็งของมันอยู่ที่การทำให้ผู้อ่าน “ฉุกคิด” ต่อการตัดสินใจเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน และเชื่อมโยงไปสู่คำถามเชิงนโยบาย กฎหมาย และสถาบันทางสังคมได้อย่างเป็นธรรมชาติ สำหรับผู้อ่านที่คุ้นเคยกับงานของ Dan Ariely อยู่แล้ว หนังสือเล่มนี้อาจไม่ได้นำเสนอแนวคิดใหม่ทั้งหมด แต่เป็นเวอร์ชันที่เข้าถึงง่ายและชวนทบทวนงานเดิมในมุมที่เบาขึ้น ขณะที่สำหรับผู้อ่านทั่วไป นี่คือประตูบานหนึ่งที่พาเข้าสู่โลกของเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมได้อย่างเป็นมิตร และน่าหยุดไฮไลต์หลายหน้าอย่างที่คุณรู้สึกจริง ๆ

กฎหมายกับการเป็นคุณพ่อรู้ดีของรัฐ

ภาพประกอบจาก: shout factory tv

ในช่วงปี ค.ศ. 1954-1960 มีซีรีย์อเมริกันเรื่องหนึ่งชื่อว่า Father Knows Best เล่าถึงครอบครัวหนึ่งชนชั้นกลางครอบครัวหนึ่งที่มีพ่อเป็นผู้นำครอบครัวและเป็นหัวใจสำคัญและสีสันของเรื่อง ความรู้ดีของคุณพ่อเป็นตัวจุดประกายประเด็นและตั้งคำถามเป็นจำนวนมาก ซึ่งเมื่อมองพ่อในฐานะหัวหน้าครอบครัวแล้ว

ซึ่งหากเปรียบบทบาทของรัฐเสมือนพ่อและประชาชนทุกคนเป็นลูก บทบาทของพ่อก็ต้องเป็นการปกป้องคุ้มครองลูกจากอันตรายจากทั้งภายนอกและจากตัวของลูกเอง เช่นเดียวกับที่พ่อเเม่ส่วนใหญ่บอกลูกว่าลูกควรกินอะไร ควรจะนอนเมื่อไร ควรจะระมัดระวังตัวอย่างไร และควรเรียนอะไร โดยเชื่อว่าเข้าใจความต้องการของลูกดี แม้ส่วนหนึ่งสิ่งเหล่านี้จะมาจากความเป็นห่วงเป็นใยก็ตาม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการที่พ่อแม่ตัดสินใจแทนลูกหรือกำหนดวิถีชีวิตแทนลูกไปเสียทุกเรื่องสิ่งที่ตามมาคือ การปิดกั้นเสรีภาพและโอกาสที่ลูกจะตัดสินใจเลือกด้วยตัวเอง จนในท้ายที่สุดลูกจะไม่รู้จักความต้องการที่แท้จริงของตัวเองไปในที่สุด

แนวคิดเช่นนี้เองก็ปรากฏอยู่ในบทบาทของรัฐเช่นกันและแสดงออกผ่านทางตัวบทกฎหมายจำนวนมาก ซึ่งเรียกว่ากฎหมายแบบปิตาธิปไตยกฎหมายแบบปิตาธิปไตย (Legal Paternalism) เป็นคำที่เราใช้เรียกกฎหมายที่ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า รัฐเข้าใจความต้องการของปักเจกบุคคลดี (ในบางครั้งคิดว่าดีกว่าตัวปัจเจกบุคคลเองเสียอีก) โดยรัฐออกกฎหมายมามีวัตถุประสงค์เพื่อบังคับให้ปัจเจกบุคคลปฏิบัติตาม เพื่อหลีกเลี่ยงผลอันไม่พึงปรารถนา

ตัวอย่างเช่น ในเรื่องของการทำนิติกรรมกฎหมายยอมรับเสรีภาพในการทำสัญญา (Freedom of Contract) ซึ่งเป็นหลักหนึ่งในหลักอิสระทางแพ่ง (Private Autonomy) ที่เคารพการตัดสินใจของเอกชนภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนด (ตราบเท่าที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น)

อย่างไรก็ตามแม้บุคคลจะมีเสรีภาพในการทำสัญญา แต่ก็อาจมีข้อจำกัดซึ่งรัฐกำหนดขึ้นให้บุคคลต้องปฏิบัติตาม เช่น การปกป้องผู้เยาว์ คนวิกลจริต คนไร้ความสามารถในการทำนิติกรรมโดยจำกัดความสามารถของเขา เพื่อไม่ให้บุคคลเหล่านั้นไปทำนิติกรรมที่อาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ตนเองกฎหมายจึงเข้ามาคุ้มครองการแสดงเจตนา หรือในเรื่องละเมิดซึ่งมีหลักการสำคัญอย่างหลักความยินยอมไม่ทำให้เป็นละเมิด (Volenti non fit injuria) ดังปรากฏอยู่ในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 บัญญัติว่า “ความตกลงหรือความยินยอมของผู้เสียหายสำหรับการกระทำที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จะนำมาอ้างเป็นเหตุยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดมิได้”

เหล่านี้เป็นตัวอย่างของกฎหมายแบบปิตาธิปไตย ซึ่งล้วนมีลักษณะเป็นการเข้ามาตัดสินใจแทนเจตจำนงของบุคคลที่ศาลและกฎหมายเห็นสมควรเข้ามาแทรกแซงด้วยเหตุผลของความสงบเรียบร้อยทางศีลธรรม หรือนโยบายสาธารณะ

ในบางครั้งกฎหมายแบบปิตาธิปไตยนั้นก็มีข้อดีและมีความจำเป็นเพื่อคุ้มครองประชาชนตามเหตุผลของเรื่อง ดังตัวอย่างที่ได้เล่าไปแล้วคือ ในเรื่องของการจำกัดความสามารถของบุคคล การทำนิติกรรมที่ฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เช่น การทำสัญญายอมเป็นตนลงเป็นทาส หรือทำสัญญายอมให้ผู้หญิงเป็นภริยาคนที่สอง หรือการมิให้เอาเรื่องความยินยอมมาใช้ในเรื่องที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือในกฎหมายอาญาต่าง ๆ

แต่อย่างไรก็ตามการนำแนวคิดแบบปิตาธิปไตยไปใช้ในทุกเรื่องของสังคมก็อาจไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการจำกัดเสรีภาพในการเลือกโดยการเข้ามาตัดสินใจแทนบุคคล และในขณะเดียวกันการออกกฎหมายนั้นย่อมส่งผลกระทบในแง่ของการเพิ่มต้นทุนให้กับเอกชน การที่รัฐจะเป็นคุณพ่อรู้ดีได้นั้น รัฐเองก็ต้องมีความเข้าใจในเรื่องนั้นหรือมีข้อมูลที่มากพอ (บางครั้งอาจต้องมากพอเข้าไปถึงจิตใจและวิธีคิดของประชาชน) แต่ปัญหาก็คือมุมมองการแก้ปัญหาของรัฐส่วนใหญ่มักจะเป็นในทิศทางการตัดสินใจจากเบื้องบน (Top-down)

Review – สะพรึง (Terror)

ชื่อหนังสือ: สะพรึง (Terror)

ผู้เขียน: Ferdinand von Schirach

ผู้แปล: ศศิภา พฤกษฎาจันทร์

สำนักพิมพ์: Illuminations Edition

หนังสือ สะพรึง (Terror) ของ Ferdinand von Schirach เป็นนวนิยายเชิงบทละครที่จำลองสถานการณ์สมมติของการพิจารณาคดีนายทหารอากาศผู้ตัดสินใจยิงเครื่องบินโดยสารซึ่งถูกผู้ก่อการร้ายยึด เพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องบินลำดังกล่าวพุ่งชนสนามฟุตบอลที่มีผู้ชมจำนวนมาก การตัดสินใจดังกล่าวนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมดบนเครื่อง และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพิจารณาคดีในศาล ซึ่งมิได้มุ่งเพียงการพิสูจน์ข้อเท็จจริง หากแต่เป็นการพิจารณาความชอบธรรมของการใช้อำนาจรัฐในสถานการณ์วิกฤต

ประเด็นแกนกลางของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่คำถามว่า เราสามารถฆ่าคนที่บริสุทธิ์บางคน เพื่อรักษาชีวิตของคนบริสุทธิ์อีกจำนวนมากได้หรือไม่ คำถามดังกล่าวมิใช่เพียงปัญหาทางศีลธรรมหรือการตัดสินใจเชิงนโยบาย หากแต่เป็น ภาวะชะงักงันทางหลักการรัฐธรรมนูญ หรือ constitutional dilemma กล่าวคือ เป็นสถานการณ์ที่หลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญซึ่งต่างก็มีสถานะสูงสุดและต่างก็มีความชอบธรรมในตัวเอง ต้องปะทะกันโดยไม่อาจประนีประนอมได้ ด้านหนึ่งคือหน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนจำนวนมาก แต่อีกด้านหนึ่งคือหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการห้ามปฏิบัติต่อบุคคลในฐานะเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายของรัฐ ไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาในทิศทางใด ย่อมหมายถึงการละเมิดหลักการรัฐธรรมนูญอีกด้านหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความน่าสนใจของ สะพรึง อยู่ที่การทำให้ภาวะชะงักงันทางหลักการรัฐธรรมนูญ ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมผ่านกระบวนการพิจารณาคดีในศาล ตัวบทไม่ได้พยายามเสนอคำตอบสำเร็จรูปหรือชี้นำว่าทางเลือกใด “ถูกต้อง” มากกว่า หากแต่บังคับให้ผู้อ่านเผชิญกับความจริงที่ไม่สบายใจว่า ในบางสถานการณ์ รัฐธรรมนูญไม่อาจให้คำตอบที่สอดคล้องกันได้ทั้งหมด และการตัดสินใจของรัฐย่อมต้องแลกมาด้วยการทำให้หลักการพื้นฐานบางประการบาดเจ็บอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จุดเด่นของบทละครเรื่องนี้คือการปะทะกันของตรรกะและเหตุผลทั้งในเชิงเทคนิคทางกฎหมายและเชิงปรัชญา ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านบทบาทของอัยการ ทนายฝ่ายจำเลย และตัวจำเลยเอง การโต้แย้งของอัยการและฝ่ายจำเลยในบทละครจึงมิใช่เพียงการถกเถียงข้อเท็จจริงหรือความเหมาะสมของการกระทำ หากแต่สะท้อนการเลือกยืนอยู่บนหลักการรัฐธรรมนูญคนละด้าน ฝ่ายหนึ่งให้ความสำคัญกับการคุ้มครองชีวิตในเชิงปริมาณ ขณะที่อีกฝ่ายยืนหยัดว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นคุณค่าที่ไม่อาจถูกชั่งน้ำหนักหรือยกเว้นได้ แม้ในภาวะฉุกเฉิน การปะทะกันเช่นนี้ทำให้เห็นว่าภาวะชะงักงันทางหลักการรัฐธรรมนูญ มิใช่ปัญหาที่แก้ได้ด้วยเทคนิคทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาที่แตะถึงแก่นของความหมายของรัฐธรรมนูญและอำนาจรัฐโดยตรง

ในมิติที่ลึกยิ่งขึ้น หนังสือเล่มนี้ชวนให้ตั้งคำถามว่า “ความเป็นมนุษย์แท้จริงอยู่ที่ตรงไหน” และใครเป็นผู้มีอำนาจตัดสินคุณค่าดังกล่าว คำถามนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในโลกสมัยใหม่ที่รัฐมักอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง ภัยก่อการร้าย หรือสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อขยายขอบเขตอำนาจของตน สะพรึง จึงสะท้อนให้เห็นว่า ภาวะชะงักงันทางหลักการรัฐธรรมนูญ มิได้เป็นเพียงสถานการณ์เฉพาะหน้า หากแต่เป็นจุดเปราะบางที่รัฐสมัยใหม่ต้องเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อหลักสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงถูกทำให้ต้องเลือกข้าง

เมื่อพิจารณาหนังสือเล่มนี้ในบริบทของประเทศไทย ปัญหาภาวะชะงักงันทางหลักการรัฐธรรมนูญ ยิ่งชวนให้สะท้อนกลับมาที่การรับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในรัฐธรรมนูญไทย แม้หลักการดังกล่าวจะถูกบัญญัติไว้ในระดับสูงสุด แต่คำถามคือ สังคมไทยเคยตั้งคำถามต่อรัฐอย่างจริงจังเพียงใด เมื่อรัฐใช้อำนาจในสถานการณ์ที่อ้างเหตุผลด้านความมั่นคง โดยเฉพาะในกรณีการบังคับสูญหายหรือการใช้กำลังของรัฐต่อประชาชน รัฐให้ความหมายและให้คุณค่าต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในทางปฏิบัติอย่างไร และหลักการนี้ยังคงเป็นหลักที่ “ไม่อาจยกเว้นได้” อยู่จริงหรือไม่

โดยสรุป สะพรึง (Terror) เป็นหนังสือที่ทำให้เห็นว่า ปัญหาบางอย่างในรัฐสมัยใหม่ไม่ใช่ปัญหาที่มีคำตอบถูกหรือผิดอย่างชัดเจน หากแต่เป็นภาวะชะงักงันทางหลักการรัฐธรรมนูญ ที่บังคับให้สังคมต้องเลือกว่าจะยืนอยู่บนหลักการใด และยอมรับการสูญเสียคุณค่าใดเป็นต้นทุน คุณงามความดีของหนังสือเล่มนี้จึงมิได้อยู่ที่บทสรุปของคดี หากแต่อยู่ที่การเปิดพื้นที่ให้ถกเถียงอย่างจริงจังต่อขอบเขตของอำนาจรัฐ บทบาทของรัฐธรรมนูญ และความหมายของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งยังคงเป็นคำถามที่สังคมไทยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เช่นเดียวกัน

โครงการศึกษาแนวทางการกำกับดูแลผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุน

ชื่องานวิจัย: โครงการศึกษาแนวทางการกำกับดูแลผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุน

ผู้วิจัย: ดร.จักรกฤษณ์ ควรพจน์ ดร.กิรติพงษ์ แนวมาลี อรพัทธ์ วงศาโรจน์ เขมภัทร ทฤษฎิคุณ และอตินุช นวมสันเทียะ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

ผู้ให้ทุนวิจัย: สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)


สรุปสาระสำคัญของงานวิจัย

การกำกับดูแลผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุนเป็นประเด็นที่มีความสำคัญในตลาดทุนไทยในปัจจุบัน นับตั้งแต่วิกฤต Enron และ Worldcom เป็นต้นมา การกำกับดูแลผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุนมีความสำคัญมากขึ้น และถูกจับตาเฝ้าระวังมาเป็นพิเศษ ทำให้ต่างประเทศให้ความสำคัญในการศึกษาเกี่ยวกับการกำกับดูแลผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุน

Facebook Live นำเสนอผลการศึกษาวิจัยเพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะการศึกษาวิจัย

เอกสารประกอบการนำเสนอ

เอกสารบทสรุปผู้บริหารงานวิจัย

พูดออกอากาศครั้งแรก

ในวันนี้ ผมได้มีโอกาสไปออกรายการ BizValues Live บน Facebook Live ครั้งแรก โดยเข้าไปเล่าประสบการณ์ในการทำงานวิจัยในโครงการทบทวนการอนุญาตของทางราชการ และร่วมแชร์ประสบการณ์กับทางรายการ BizValues

การได้มีโอกาสไปพูดในรายการครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นการพูดออกอากาศครั้งแรกในชีวิตของผมเลยก็ว่าได้ ส่วนตัวแล้วค่อนข้างจะมีอาการตื่นเต้นเล็กๆ น้อย เพราะไม่เคยได้มีโอกาสไปพูดกับคนผ่านทางสื่อมาก่อน โชคดีที่การไปพูดครั้งนี้ เรายังไปพูดในฐานะเป็นคนทำงานร่วมกันกับพี่เพลส ดร.รัชพร วงศาโรจน์ ที่มีบทบาทเป็นหัวหน้าทีมหลักในการมีบทบาททบทวนกฎหมาย

หัวข้อและใจความสำคัญในการไปพูดครั้งนี้ จึงเป็นการยกตัวอย่างเกี่ยวกับผลการทบทวนการอนุญาตที่ได้ทำมา อาทิ ใบอนุญาตโรงแรม ใบอนุญาตสปา และใบอนุญาตอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว

แนวคิดเกี่ยวกับการลดภาระทางกฎหมายของประชาชนจากการปฏิบัติตามกฎหมาย

ชื่อบทความ: แนวคิดเกี่ยวกับการลดภาระทางกฎหมายของประชาชนจากการปฏิบัติตามกฎหมาย

เผยแพร่ใน: หนังสือรพีคณะนิติศาสตร์ 2562, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, น. 91 – 107, 2562.

บทคัดย่อ

กฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐในการบริหารประเทศให้เป็นไปโดยสงบเรียบร้อยของคนในสังคม ซึ่งในบางกรณีกฎหมายจำเป็นต้องเข้าไปจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประะชาชน ซึ่งแม้ในบางกรณีกฎหมายจะได้จำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยไม่ถึงขั้นทำลายหรือห้ามไม่ให้ใช้สิทธิและเสรีภาพนั้นได้เลยก็ตาม แต่กฎหมายอาจทำให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้สิทธิและเสรีภาพนั้น อันเนื่องมาจากแนวโน้มที่จะจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากกว่าที่จำเป็นและใช้มาตรการครอบคลุมเกินกว่ากรณีอันเนื่องมาจากการออกแบบกฎหมายให้มีระดับการควบคุมที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทำได้ยาก

สภาพปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งกำหนดแนวทางให้กับรัฐดำเนินการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในการบริการราชการแผ่นดินจะต้องมีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิกปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน ขึ้นมาเพื่อกำหนดแนวทางให้กับหน่วยงานของรัฐในการตรากฎหมายบังคับใช้กับประชาชนจะต้องคำนึงถึงภาระของประชาชนผู้ปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนั้น ซึ่งจุดมุ่งหมายของบทบัญญัติดังกล่าวคือ การส่งเสริมให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้อย่างเต็มที่โดยมีภาระของกฎหมายเท่าที่จำเป็น

สำหรับบทความฉบับนี้ ผู้เขียนมีความตั้งใจอธิบายให้เห็นถึงแนวคิดสำคัญเบื้องหลังการลดภาระของประชาชนจากการปฏิบัติตามกฎหมาย กับลักษณะของกฎหมายที่เป็นการสร้างภาระให้กับประชาชนก่อนจะนำไปสู่การทำความเข้าใจเรื่องการประเมินภาระของประชาชนจากการปฏิบัติตามกฎหมาย และท้ายที่สุดคือ แนวทางการลดภาระของประชาชนจากการปฏิบัติตามกฎหมาย

Download

แนวทางการกำกับดูแลผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุน

สไลด์ประกอบการนำเสนอเนื้อหาข้อเสนอโครงการศึกษาแนวทางการกำกับดูแลผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุน โดย ดร.กิรติพงษ์ แนวมาลี อรพัทธ์ วงศาโรจน์ เขมภัทร ทฤษฎิคุณ และอตินุช นวมสันเทียะ โดยนำเสนอผ่านทาง Facebook Live ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 ณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

หมายเหตุ เนื้อหาในการนำเสนอครั้งนี้มาจากโครงการศึกษาแนวทางการกำกับดูแลผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุน

การศึกษาวิจัยเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะ มาตรการ หรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ชื่องานวิจัย: การศึกษาวิจัยเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะ มาตรการ หรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ผู้วิจัย: ดร.จักรกฤษณ์ ควรพจน์ สิรานันท์ เดชาคุปต์ เขมภัทร ทฤษฎิคุณ และ กัญจน์ จิระวุฒพงศ์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

ผู้ให้ทุนวิจัย: สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ


สรุปสาระสำคัญของงานวิจัย

งานวิจัยฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาแนวทางการรับรองสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับการจัดการที่ดิน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาการจัดการสิทธิในทรัพยากรที่ดิน ซึ่งเกิดมาจากระบบที่ดินที่มีความหลากหลาย และมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องหลายฉบับ โดยปราศจากแนวทางการจัดการที่ดินอย่างเป็นระบบ

เอกสารบทสรุปผู้บริหาร

เอกสารเผยแพร่ ปัญหาและแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

รายงานฉบับสมบูรณ์ การศึกษาวิจัยเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะ มาตรการ หรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นักเศรษฐศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ และนักกฎหมาย

ได้อ่านบทความหนึ่งของ ดร. โกร่ง วีรพงษ์ รามางกูร ชื่อ “นักเศรษฐศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ และนักกฎหมาย ซึ่งในบทความพูดเป็นภาพแทน (Stereotype) ของ 3 นักที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ โดยบางส่วนเป็นเนื้อหาที่มาจากปาฐกถาของ ดร.โยฮัน เกาตุง พูดถึงศาสตร์ 3 ศาสตร์ ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมคน

โดย ดร.โยฮัน เกาตุง ได้เปรียบเทียบนักเศรษฐศาสตร์เหมือนกับคนที่ถูกปิดตาทั้งสองข้างและให้เข้าไปในห้องมืดแล้วโยนแมวเข้าไปในห้องให้จับ​ นักเศรษฐศาสตร์ก็พยายามจับแมวเท่าไหร่ก็จับไม่ได้​เพราะถูกผ้าปิดตาเอาไว้​แถมห้องก็ยังมืดแต่ก็รีบไล่จับแมวอยู่นั่นเอง​ไม่เคยจับได้​แต่ก็ไม่ยอมเลิกจับ จนคนข้างนอกบอกให้เลิกจับ

ส่วนนักรัฐศาสตร์ซึ่งรวมทั้งพวกนักการเมืองเหมือนกับคนที่ถูกปิดตาไว้ให้จับแมวในห้องมืดเหมือนกัน แต่นักรัฐศาสตร์ผู้นั้นจะพยายามวิ่งไปวิ่งมาอยู่พักหนึ่ง และสักพักก็จะตะโกนบอกว่า “จับแมวได้แล้ว” แต่ไม่ยอมชูแมวให้ดู ซึ่งคนอุ้มแมวอยู่ก็จะตกใจ และตะโกนกลับไปว่า “ยังไม่ได้โยนแมวเข้าไปในห้องเลย” แต่นักรัฐศาสตร์ก็ยังยืนยันว่าเขาจับแมวได้แล้ว

ส่วนนักกฎหมายนั้นเหมือนคนที่ถูกปิดตา ให้เข้าไปจับแมวในห้องมืด หลังจากที่โยนแมวเข้าไปในห้องแล้ว นักนิติศาสตร์ผู้นั้นก็จะเช่นเดียวกันกับผู้อื่นคือ พยายามวิ่งไล่จับแมว แต่จับเท่าไหร่ก็จับไม่ได้ แต่ก็ไม่ยอมแพ้ พยายามไล่จับอยู่นั้นเอง จนสักพักหนึ่งก็หยุด ดึงผ้าผูกตาออกแล้วตะโกนออกมาว่า “รู้แลัว จะออกกฎหมายให้แมวมามอบตัว”

ความน่าสนใจของบทความนี้อยู่ที่ว่า สิ่งที่ ดร.โกร่ง ต้องการสื่อเมื่อพูดถึง การพยายามแก้ไขปัญหาเรื่องหนึ่งๆ โดยเปรียบเทียบวิธีแก้ปัญหาโดยอาศัยศาสตร์ทั้ง 3 ศาสตร์ข้างต้น คือ

นักเศรษฐศาสตร์ถูกล้อว่าไม่เคยแก้ปัญหาได้ หรือแก้ได้ก็ไม่ตรงจุด และไม่เคยลงรอยกันในระหว่างพวกเดียวกัน (ระหว่างเศรษฐศาสตร์แนวนีโอคลาสสิกกับแนวเคนส์)

ส่วนนักรัฐศาสตร์นั้นไม่มีอะไรทำไม่ได้ เพราะแม้ว่าขนาดแมวยังไม่ถูกปล่อยนักรัฐศาสตร์ก็สามารถบอกว่าทำได้ กล่าวคือ หลายเรื่องนั้นที่คิดว่าเป็นเรื่องจริง แต่ไม่ใช่เรื่องจริง เป็นเรื่องที่นักการเมืองหลอก (ลองนึกถึงเวลาที่นักการเมืองหาเสียงและสัญญาเอาไว้กับประชาชนเพื่อให้ได้คะแนนเสียงไป)

และนักกฎหมายมักชอบคิดว่า ปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้โดยอาศัยการออกกฎหมายใช้บังคับ

แม้จะไม่ได้พูดตรงๆ แต่สิ่งที่คิดได้หลังจากการอ่านบทความนี้ คือ การอย่ามองปัญหาในเรื่องหนึ่งผ่านแว่นตาของศาสตร์ใดเพียงศาสตร์หนึ่ง แต่จะต้องมองผ่านแว่นตาโดยใช้วิธีการมองแบบสหวิชาการ เพื่อให้ในการมองหาแนวทางการแก้ไขปัญหาในเรื่องหนึ่งครอบคลุม และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างดีที่สุด เพราะถ้าหากใช้เพียงศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งแล้ว ก็อาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริงๆ อย่างเช่น หากใช้โมเดลเศรษฐศาสตร์อย่างเดียว โดยปราศจากเจตจำนงค์ทางการเมืองแล้ว (Political Will) การแก้ไขปัญหาก็อาจไม่สำเร็จ เพราะขาดแรงสนับสนุนทางการเมือง หรือในขณะเดียวกันการอาศัยกฎหมายอย่างเดียวโดยปราศจากองค์ความรู้ทางด้านอื่น กลไกทางกฎหมายก็อาจจะบกพร่องและกลายเป็นการซ้ำเติมปัญหาไปในที่สุด และในท้ายที่สุดการอาศัยเพียงแค่เจตจำนงค์ทางการเมืองอย่างเดียวโดยไม่พิจารณาสิ่งอื่นเลยสังคมก็อาจจะมีปัญหาทางการเมืองไม่จบไม่สิ้น

โครงการศึกษาวิเคราะห์ทบทวนกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับและกระบวนงานที่เกี่ยวกับการอนุญาต เพื่อลดขั้นตอนการดำเนินการและการอนุญาตที่ไม่จำเป็นหรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชน

ชื่องานวิจัย: โครงการศึกษาวิเคราะห์ทบทวนกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับและกระบวนงานที่เกี่ยวกับการอนุญาต เพื่อลดขั้นตอนการดำเนินการและการอนุญาตที่ไม่จำเป็นหรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชน

ผู้วิจัย: สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

ผู้ให้ทุนวิจัย: สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) และคณะกรรมการร่วมสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย


สรุปสาระสำคัญของงานวิจัย

การศึกษาวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาแนวทางในการปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชน อันเป็นการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย เป้าหมายหรือผลอันพึงประสงค์ที่ 2

เอกสารบทสรุปผู้บริหาร

รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาวิเคราะห์ทบทวนกฎหมายฯ เล่มที่ 1

รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาวิเคราะห์ทบทวนกฎหมายฯ เล่มที่ 2

รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาวิเคราะห์ทบทวนกฎหมายฯ เล่มที่ 3