ข้อถกเถียงเมื่อคราวร่างภาษีมรดกครั้งแรก

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2564 บนเว็บไซต์ pridi.or.th

การอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครองสยามจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบประชาธิปไตยนั้น มิได้มีความมุ่งหมายแต่เฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเท่านั้น หากคณะผู้ก่อการมุ่งหมายให้เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยพยายามแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่กระทบต่อชาวนาและคนยากจน ทั้งในแง่ของการแก้ไขปัญหาการถูกยึดทรัพย์สินของกสิกรหรือการห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ไปจนถึงการยกเลิกภาษีอากรบางประเภท เช่น การยกเลิกอากรสมพัตสร และการยกเลิกเก็บเงินค่ารัชชูปการ เป็นต้น ซึ่งการยกเลิกภาษีอากรจึงนำมาซึ่งการขาดรายได้ให้กับรัฐบาลสยามในเวลานั้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องกำหนดภาษีอากรประเภทใหม่ขึ้นเพื่อทดแทนภาษีอากรประเภทเดิมที่ยกเลิกไป ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “ภาษีมรดก” (ในบทความนี้จะใช้คำว่า “มฤดก” เมื่อกล่าวถึงบริบทในช่วงปี พ.ศ. 2475) 

รัฐบาลของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ประธานคณะกรรมการราษฎร) ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติอากรมฤดก พุทธศักราช 2475 มาสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในเวลานั้น โดยประธานคณะกรรมการราษฎรได้แถลงว่า

“ภาษีเรื่องมฤดกนี้เป็นภาษีอย่างหนึ่งที่บ้านเมืองทั้งหลายเขามีกันทั้งนั้นแล้ว ซึ่งเป็นภาษีที่สมควรจะมีเป็นอย่างยิ่ง วิธีเก็บมี 2 วิธี บางเมืองก็ใช้ 2 วิธีรวมกัน บางเมืองก็ใช้วิธีเดียว วิธีเก็บอย่างที่ 1 คือ เอามฤดกมากองเป็นกองใหญ่ก่อนแบ่ง เมื่อชำระหนี้สินทั้งหลายแล้วก็หักเงินค่าภาษีออกจากเงินนั้น เหลือเท่าใดก็แบ่งกันระหว่างผู้รับมฤดก 

อีกวิธีหนึ่ง คือแบ่งเสียก่อนตามกฎหมาย ใครได้มากได้น้อยเท่าใด เสร็จแล้วจึงเสียภาษีจากส่วนแบ่งนั้นทีหนึ่ง ประเทศอังกฤษเก็บจากกองมฤดกก่อน และเมื่อแบ่งก็เก็บอีกทีหนึ่ง ฝรั่งเศสทราบว่าเก็บวิธีเดียว คือแบ่งเสียก่อนจึ่งเก็บจากส่วนแบ่งทีเดียว ส่วนของเราคิดว่าฐานะของเราเวลานี้ไม่มีศาล Probate วิธีการแบ่งมฤดกยุ่งเหยิงที่จะทำให้คล่องสะดวกง่ายนั้นยากเต็มที่ 

ถ้าจะเก็บอย่างวิธีแรก คือ เก็บจากกองมฤดก คือเอามฤดกมากองแล้วเก็บนั้น เห็นว่าเป็นวิธีที่ง่าย อีกอย่างหนึ่งวิธีตั้งอัตรา (Scale) มีอีกวิธีหนึ่ง คือเขาตั้งกำหนดอย่างน้อยไว้ตั้งแต่เปอร์เซ็นต์ต่ำแล้วสูงขึ้นไป เราได้คิดว่าสำหรับมฤดกน้อยจะเก็บภาษีก็ไม่ควร เพราะต้องแบ่งแยกกันไประหว่างผู้รับมฤดก อีกประการหนึ่งก็ได้น้อยด้วย 

ฉะนั้นจึ่งตั้งอัตราไว้ 25,000 บาท และตั้งต้นเก็บแต่ 3% ขึ้นไป ตามจำนวนมฤดกที่มีอยู่ อีกประการหนึ่งที่เราทำอย่างนี้คิดว่าคนยากจนสักหน่อย กล่าวคือคนมีมฤดกน้อยก็ไม่ได้รับความเดือดร้อน หรือแบ่งออกไปได้คนละเล็กละน้อยก็ไม่ต้องเสียภาษี แต่คนที่มีมากก็เสียตามมากขึ้นตามส่วน…”

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการนำเสนอภาษีมรดกในสภาผู้แทนราษฎรนั้นมีข้อถกเถียงอยู่เป็นจำนวนมากที่น่าสนใจ และน่าสนใจควรค่าแก่การหยิบมาพิจารณาบริบทของสังคมในขณะนั้น ซึ่งข้อถกเถียงสำคัญของการจัดเก็บภาษีมรดกในเวลานั้นคือ รัฐบาลควรจะเก็บเริ่มเก็บภาษีมรดกแล้วหรือไม่

ข้อสำคัญที่สุดก็คือ ภาษีมรดกนั้นภาระทางภาษีจะตกกับบุคคลใดมากน้อยเพียงใด และการจัดเก็บภาษีมรดกในประเทศสยามเวลานั้นอาจจะยังไม่เหมาะสม เพราะอาจจะเป็นการทำให้ผู้รับมรดกนั้นถึงกับล้มละลายจากรับมรดกก็ได้ อีกทั้งการจัดเก็บภาษีมรดกนั้นจะเป็นการลดทอนกำลังใจของประชาชน

ดังเช่น นายมังกร สามเสน กล่าวว่า “ในการที่จะตั้งอนุกรรมการไปพิจารณา เห็นว่าที่ประชุมนี้ควรจะวางโปลิซีในเรื่องนี้ให้ เพื่อป้องกันมิให้ทรัพย์สมบัติของผู้ตายถึงกับล้มละลาย…”

หรือ พระยาปรีดานฤเบศร์ ได้กล่าวว่า “…เวลานี้ราษฎรเมืองไทยยังไม่มั่งมีสมบูรณ์ที่จะเสียภาษี…เราจะไม่คิดบ้างหรือว่า เมื่อพ่อแม่มั่งมีเมื่อตายแล้วจะไม่ปล่อยให้ลูกหลานมั่งมีด้วย เพราะการที่เขาพยายามสะสมทรัพย์ไว้ก็เพื่อลูกหลานหากจะเก็บภาษีเช่นว่านั้นก็ควรคิดให้ดี และถ้าจะถือหลักเช่นว่านั้นก็แปลว่ารัฐบาลไม่ประสงค์จะให้คนมั่งมี ซึ่งคิดว่าเป็นนโยบายผิด นโยบายที่ถูกนั้นก็คือต้องพยายามปรนให้อ้วนเสียก่อนเป็นข้อสำคัญ 

จึ่งเห็นว่าภาษีนี้แม้จะมีก็ควรเก็บแต่น้อย เช่น คนละ 6 บาทเป็นทำนองภาษีรายได้ก็จะงามดี และทั้งนี้มิใช่ว่าจะมีความเห็นเป็นการคัดค้านโดยตรง (Direct opposition) ก็หาไม่ แต่ว่าอัตราที่วางไว้นั้นค่อนข้างจะแรง”

อย่างไรก็ตาม ภาษีมรดกนั้นก็มีความสำคัญต่อการจัดหารายได้มาเพื่อใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งประเทศสยามในเวลานั้นประสบปัญหาทางการคลัง และเมื่อจะมีการยกเลิกภาษีอากรบางลักษณะก็จำเป็นต้องจัดหารายได้เพิ่มเติม

ดังความเห็นของ หลวงประดิษฐ์มนูญธรรม (ปรีดี พนมยงค์) แถลงว่า “การเก็บภาษีมฤดกจากราษฎรนั้น เท่าจำนวนที่เราได้วางข้อยกเว้นไว้ 25,000 บาทนั้นก็ดีแล้ว เพราะคนที่มีเงินมากกว่านั้น ถ้าจะพูดตามศัพท์เจ้าคุณปรีดาก็กล่าวได้ว่าอ้วนบ้างแล้ว และแม้กระนั้นเราก็ไม่ได้เก็บแรงเลย เราอยากเก็บพวกที่มีมากๆ เช่น 1,000,000 บาท คิด 30% ก็เห็นว่าไม่เป็นภาษีที่มากเลย 

ส่วนที่ภรรยาปรีดาชี้แจงว่า ควรเก็บภาษีเป็นทำนองรายได้นั้น ภาษีเช่นนี้ความจริงก็ดำริและเป็นนโยบายที่เสนาบดีคลังกำลังดำริอยู่เหมือนกัน สำหรับภาษีมฤดกนั้นพิจารณาตามอัตราแล้ว ผู้ที่มีน้อยกว่า 25,000 บาทก็ไม่ต้องเสีย 

การเก็บภาษีมฤดก วัตถุประสงค์ที่จะเก็บมีว่า “ธรรมดาเมื่อบุคคลมีทรัพย์โดยได้มาจากการทำมาหากินซึ่งต้องอาศัยฝูงชนที่ร่วมกันอยู่นี้ คิดดูตามลำพังฉะเพาะคนหนึ่งๆ นั้น จะมีกำลังหาได้ตังค์ 1,000,000 บาท หรือการที่มีมากก็อาศัยฝูงชนที่ทำให้ร่ำรวย เช่นคนที่มีที่ดินซื้อที่ดินไว้เพียงราคาเล็กๆ น้อยๆ ต่อมาที่ดินแถวนั้นมีคนอยู่คับคั่งก็มีราคาแพงขึ้นตั้งหลายๆ เท่าตัวนี้ใครทำให้เจ้าของที่ดินรวย ไม่ใช่ฝูงชนหรือ ฉะนั้นเมื่อคนนั้นตาย การที่จะเก็บภาษีก็เป็นการหันเข้าหาความยุติธรรม เราต้องการที่สุดที่จะสมานฐานะระหว่างคนมั่งมีกับคนจน จึงเห็นว่าการเก็บภาษีมฤดกจะทำความเสมอภาคมากขึ้นไปได้ ถ้าไม่คิดป้องกันเสียก่อนแล้วภายหลังจะลำบาก”

นายประยูร ภมรมนตรี กล่าว่า “ภาษีมฤดกนี้เป็นภาษีพิเศษ ไม่ได้เป็นอากรตามปกติซึ่งเก็บเป็นรายได้ของแผ่นดิน ในเมืองต่างประเทศโดยมากเก็บอากรมรดกไว้เพื่อประโยชน์ในการใช้จ่ายเกี่ยวแก่งานพิเศษของประเทศ เช่น ใช้หนี้ บำรุงการศึกษา สงเคราะห์คนอนาถา และการสุขาภิบาล เป็นต้น ซึ่งเป็นเงินบำรุงประเทศเพราะฉะนั้นความเข้าใจเสียว่าอากรมฤดกที่จะเก็บนี้เพื่อใช้ในการพิเศษ

บรรดาข้อถกเถียงดังกล่าวข้างต้นเกี่ยวกับภาษีมรดกนั้น เป็นข้อถกเถียงสำคัญซึ่งนำไปสู่การศึกษาเพิ่มเติม ในท้ายที่สุดสภาผู้แทนราษฎรก็ลงมติให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการไปพิจารณาศึกษารายละเอียดของภาษีมรดกเพิ่มเติม

ประการสำคัญที่สุด สิ่งนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการต่อสู้อันยาวนาน เพื่อให้มีการจัดเก็บภาษีมรดก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาษีที่มีความสำคัญและช่วยในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ดังจะเห็นได้ว่าแนวคิดเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีนี้ มิได้เก่าไปเลยเมื่อเวลาผ่านไป เพราะท้ายที่สุดนั้น แม้แต่การยกร่างพระราชบัญญัติภาษีมรดกฉบับใหม่ ข้อถกเถียงในลักษณะเช่นนี้ก็ยังคงปรากฏอยู่เสมอ และเรื่องของภาษีมรดกนั้นยังมีให้ได้เล่าอีกเป็นจำนวนมาก


อ้างอิง

รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร 32/28 ตุลาคม 2475

เสาหลักทั้ง 5 ของแนวคิดพื้นฐานปรีดี พนมยงค์

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2564 บนเว็บไซต์ pridi.or.th

เมื่อจะกล่าวถึงความคิดของ “ปรีดี พนมยงค์” สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ก็คือการก่อตัวของสิ่งที่ท่านเรียกว่า “จิตสำนึก” ซึ่งในครั้งหนึ่งท่านรัฐบุรุษอาวุโสเคยได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า จิตสำนึกนั้น ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมา ตั้งแต่เป็นนักเรียนชั้นประถม ขณะอยู่ที่อยุธยา และเพิ่มพูนขึ้นเมื่อได้เข้ามาศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่ได้ยิน ได้ฟังเรื่องราวอันเกี่ยวกับการปกครองในระบอบรัฐสภาจากผู้ใหญ่และครูบาอาจารย์ ตลอดจนได้รับทราบเหตุการณ์ทางการเมือง เช่น การปฏิวัติของซุนยัดเซนในประเทศจีน และ คณะ ร.ศ. 130 เป็นต้น

ในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พื้นหลังของชีวิตที่เคยสัมผัสความยากลำบากของชาวนาในวัยเยาว์ การรับรู้สถานการณ์ทางการเมืองมาโดยตลอดประกอบกับคุณค่าอื่นๆ ที่เลือกรับมาได้หล่อหลอมและปลูกจิตสำนึกขึ้นมาในตัวของท่านเอง

ความเชื่อเรื่องความเป็นอนิจจังของสังคม

ความเชื่อเรื่อง “ความเป็นอนิจจังของสังคม” คือ ความเชื่อที่ว่ามนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงและก้าวหน้าในทุกๆ ด้านอยู่ตลอดเวลา คุณค่าในเรื่องนี้เกิดขึ้นจากการปลูกฝังและเติบโตมาในครอบครัวที่เคร่งครัดในธรรมะของพระพุทธศาสนา ทำให้ อ.ปรีดี มีทรรศนะในการมองสังคมโดยหยิบยกคำอธิบายในพระพุทธศาสนาคือ “เรื่องกฎแห่งความเป็นอนิจจัง” มาอธิบายปรากฏการณ์ในสังคม

ตามทรรศนะนี้ ท่านได้อธิบายว่า สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ไม่ได้นิ่งคงอยู่กับที่ ทุกสิ่งมีอาการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง ชีวิตย่อมมีด้านบวกกับด้านลบ มีส่วนใหญ่ที่กำลังเจริญงอกงามกับส่วนเก่าที่เสื่อมซึ่งกำลังดำเนินไปสู่ความสลายแตกดับ มนุษยสังคมก็ดำเนินไปตามกฎแห่งอนิจจัง คือ มีสภาวะเก่าที่ดำเนินไปสู่ความเสื่อมสลาย และ สภาวะใหม่ที่กำลังเจริญ ระบบสังคมใดๆ ไม่นิ่ง คงอยู่กับที่ชั่วกัลปาวสาน คือ ระบบเก่า ย่อมดำเนินเข้าสู่ความเสื่อมสลายเช่นเดียวกับสังขารทั้งหลาย ส่วนระบบใหม่ที่เกิดเจริญเติบโตจนถึงขีดที่ไม่อาจเติบโตต่อไปได้อีก ก็จะดำเนินสู่ความเสื่อมสลายโดยที่มีระบบที่ใหม่ยิ่งกว่าสืบต่อกันไปเป็นช่วงๆ

นอกจากนี้ อ.ปรีดี ยังได้อธิบายต่อไปอีกว่า การขับเคลื่อนของสังคมเป็นไปตามการปะทะกันระหว่างพลังใหม่ซึ่งเป็นด้านบวก และพลังเก่าซึ่งเป็นด้านลบที่ปะทะกันอยู่ตลอดเวลา ทำให้สังคมเคลื่อนไปไปในทำนองเดียวกันกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายตามกฎของธรรมชาติ ซึ่งเมื่อพลังเก่าเสื่อมสลายไป ระบบสังคมของพลังเก่าก็จะเสื่อมสลายไปด้วย 

พลังใหม่ที่เจริญเติบโตระบบสังคมก็จะเจริญเติบโตไปด้วยสภาวะเก่าจึงหลีกเลี่ยงจากความเสื่อมสลายไม่พ้น ส่วนสภาวะใหม่ก็ต้องดำเนินไปสู่ความเจริญซึ่งพลังเก่าไม่อาจต้านทานไว้ได้ ดังนั้นสภาวะไม่ยอมได้รับชัยชนะต่อสภาวะเก่าในวิถีแห่งการปะทะระหว่างด้านบวกกับด้านลบตามกฎหมายธรรมชาติ และแม้ว่าจะมีเศษซากของพลังเก่าหรือผู้ที่นิยมชมชอบ ได้ประโยชน์จากพลังเก่า หรือ ระบอบเดิมพยายามฉุดรั้งมิให้เกิดความเปลี่ยนแปลง หรือ ยอมรับการมีอยู่ของพลังใหม่ หรือสังคมใหม่ การฉุดรั้งนั้นก็ทำได้เพียงชั่วคราว เพราะสังคมยังต่อดำเนินต่อไปตามกฎแห่งความเป็นอนิจจัง

อ.ปรีดี ได้แสดงทรรศนะต่อสังคมที่เป็นไปตามกฎแห่งความเป็นอนิจจังเอาไว้ในหลายเอกสารและปาฐกถาหลายครั้งด้วยกัน แต่งานชิ้นสำคัญที่ยืนยันความเชื่อเรื่องกฎแห่งความเป็นอนิจจังก็คือ หนังสือที่ชื่อว่า “ความเป็นอนิจจังของสังคม”

ความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม และว่าด้วยตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

“พุทธศาสนา” มีความสำคัญต่อความคิดของอ.ปรีดี เป็นอย่างมาก ซึ่ง อ.ปรีดี อธิบายไว้ว่า ชาวพุทธที่แท้จริงย่อมนึกถึงกฎแห่งกรรม กรรมนั้นอาจประจักษ์ในระยะสั้นหรือในอนาคตต่อไปเร็วหรือช้า โบราณท่านเคยกล่าวถึงกรรมตามทันตาก็มี ซึ่งความเชื่อเรื่องกรรมนี้หมายถึง “ผลของการกระทำของตนเอง”พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนเป็นภาษาบาลีว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ หรือแปลเป็นไทยได้ว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ซึ่งในการปกครองนั้น อ.ปรีดี เชื่อว่า ชาติไทยจะอยู่รอดจากการเป็นเมืองขึ้นมาได้ในอดีตก็ถือคตินี้เป็นหลัก กล่าวคือ ชาติไทยจะต้องพึ่งพาราษฎรไทยนี้เป็นหลัก ส่วนชาติอื่นนั้นเป็นเพียงอุปกรณ์ (ส่วนเสริม) เท่านั้น ซึ่งเป็นแนวคิดแบบชาตินิยมรูปแบบหนึ่งที่เน้นการพึ่งพาตนเองภายในประเทศ

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นได้ชัดในงานเขียนทางเศรษฐกิจของ อ.ปรีดี คือ “เค้าโครงการเศรษฐกิจ” ซึ่งในหลายตอนได้เน้นย้ำถึงการพึ่งพาตนเองของประเทศไทย โดยมีกลไกของรัฐเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินการทางเศรษฐกิจผ่านการเข้ามาจัดการของรัฐบาล เพื่อตอบสนองความต้องการของคนในประเทศ และหลีกเลี่ยงการพึ่งพาทางเศรษฐกิจจากต่างประเทศ 

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าแนวคิดทางเศรษฐกิจของอ.ปรีดี มีลักษณะเป็นเศรษฐกิจแบบชาตินิยม ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นเรื่องสมเหตุสมผลมาก เพราะเมื่อพิจารณาบริบทในช่วงปี พ.ศ. 2473 – 2475 ประเทศสยาม หรือ ประเทศไทยในปัจจุบันได้รับผลกระทบจากการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตลาดโลก ภายหลังจากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลก เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้เศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะประเทศสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของประเทศไทยอยู่ในช่วงยากลำบาก ประเทศไทยก็มีพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย 

ฉะนั้น ในทรรศนะของอ.ปรีดี ในเรื่องการลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจจากต่างประเทศจึงมีส่วนช่วยให้ประเทศไทยสามารถดำรงอยู่ได้ภายใต้สภาวะความผันผวนหรือความไม่แน่นอนของกระแสเศรษฐกิจโลก

ปรัชญาสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตย

ปรัชญาสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตยเป็นแนวคิดเฉพาะตัวของอ.ปรีดี ซึ่งพัฒนาขึ้นมาจากการสังเกตการณ์รับใช้ โดยประสบการณ์ได้พัฒนาแนวคิดดังกล่าวขึ้นมา ประกอบด้วยความคิดเรื่อง เอกราชอธิปไตยของชาติ สันติภาพ ความเป็นกลาง ความไพบูลย์ของประชาชน และประชาธิปไตยของประชาชน

แม้ว่า อ.ปรีดี ไม่เคยอธิบายอย่างชัดเจนว่า “ปรัชญาสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตย” มีความหมายว่าอย่างไร แต่ อ.ปรีดี ก็ได้ยืนยันเสมอว่า 

“ปรัชญาการเมืองของข้าพเจ้าคือสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตย (Democratic Scientific Socialism) เพราะว่าประชาธิปไตยและสังคมนิยมควรมีพื้นฐานเป็นวิทยาศาสตร์”

และระบุว่าสหกรณ์สังคมนิยมที่ปรารถนาจะให้เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตย

การศึกษาเรื่องปรัชญาสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตยในหมู่ผู้ที่ศึกษาความคิดของปรีดี พนมยงค์ หรือที่เรียกกันว่า “ปรีดีศึกษา” นั้น ‘เฉลิมเกียรติ ผิวนวล’ ได้ทำการศึกษา และอธิบายข้อความคิดเกี่ยวกับปรัชญาสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตย โดยเริ่มจากการอธิบายคำที่มาประกอบกันเป็นหลักการของปรัชญา คือ ประชาธิปไตย สังคมนิยม และวิทยาศาสตร์

“ประชาธิปไตย” ที่สมบูรณ์ในทรรศนะของ อ.ปรีดี ก็คือประชาธิปไตยที่ประกอบไปด้วย ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ประชาธิปไตยทางการเมือง และทรรศนะทางสังคมที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งมีความสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อกัน

สำหรับคำว่า “สังคมนิยม” นั้น หมายถึงระบบเศรษฐกิจที่มีสังคมเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและอำนวยให้สมาชิกในสังคมร่วมมือกันในการผลิตโดยได้รับผลประโยชน์และสวัสดิการที่เป็นธรรม

ส่วนคำว่า “วิทยาศาสตร์” หมายถึง ความรู้ที่ได้จากการสังเกตค้นคว้าจากการประจักษ์ทางธรรมชาติและจัดเข้าเป็นระเบียบ วิชาที่ค้นคว้าได้หลักฐานและเหตุผลและจัดเข้าเป็นระเบียบ ขณะที่วิทยาศาสตร์สังคมหรือสังคมศาสตร์ก็คือ ความรู้ว่าด้วยสังคมนั่นเอง

ภายใต้บริบทของปรัชญาสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตยคือ การอธิบายสมุฏฐานของมนุษย์และมนุษยสังคม ซึ่ง อ.ปรีดี ได้อธิบายรายละเอียดเรื่องนี้เอาไว้ในหนังสือ ความเป็นอนิจจังของสังคม ใจความว่า 

บทบาทสำคัญของสสารในฐานะเป็นสมุฏฐานของมนุษย์สังคม หรือที่เรียกว่าสสารทางสังคมอันเป็นสาเหตุที่บันดาลให้มนุษย์ต้องอยู่รวมตัวกันเป็นสังคมนั้นมีความสำคัญเช่นไร เมื่อมนุษย์จำเป็นต้องอยู่รวมตัวกันเป็นสังคมนั้นมนุษย์จำเป็นต้องมี “ชีวปัจจัย” กล่าวคือ ปัจจัยที่ทำให้สามารถดำรงชีวิตและดำเนินชีวิตได้ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็นปัจจัยทางกายและปัจจัยทางใจ  ซึ่งปัจจัยทั้งหลายนั้นจำเป็นที่จะต้องมีบุคคลทำการผลิตและต้องมีเครื่องมือในการผลิต ซึ่งมนุษย์แต่ละคนนั้นไม่อาจจะผลิตชีวปัจจัยได้ครบถ้วน จึงต้องรวมตัวกันอยู่เป็นสังคม กระบวนการว่าด้วยการผลิตชีวปัจจัยก็คือกิจกรรมทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นรากฐานของสังคม

ดังนั้น เพื่อจะตอบสนองต่อสังคมที่เป็นประชาธิปไตยแล้ว ชีวปัจจัยจึงมีความสำคัญในลักษณะที่ว่า ราษฎรทั้งหลายนั้นควรจะสามารถเข้าถึงและเป็นเจ้าของชีวปัจจัยทั้งหลาย ซึ่งเมื่อสามารถเข้าถึงชีวปัจจัยทั้งหลายได้แล้ว ในส่วนของรากฐานทางสังคมก็จะบริบูรณ์ดี ซึ่งจะส่งผลต่อโครงสร้างเบื้องบนคือทางการเมือง เมื่อราษฎรไม่จำเป็นที่จะต้องดิ้นรนเพื่อแสวงหาชีวปัจจัย ราษฎรทั้งหลายก็จะสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพในทางการเมืองของตนได้อย่างเต็มที่

“ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ภายใต้ปรัชญาและระบอบสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตยจะนำมาซึ่งเอกราชและอธิปไตยของชาติ สันติสุข ความเป็นกลาง ความไพบูลย์ และประชาธิปไตยของประชาชน”

ความเชื่อเรื่องสันติภาพและสันติวิธี

พื้นฐานสำคัญของความคิด อ.ปรีดี อีกสิ่งหนึ่งก็คือ “เรื่องสันติภาพและสันติวิธี” งานนิพนธ์ของท่านหลายฉบับได้ชี้ให้เห็นถึงการ “ประณามการรุกรานและหลีกเลี่ยงการใช้กำลังตัดสินความขัดแย้ง” ดังที่ อ.ปรีดี ได้ให้ถ้อยคำไว้ว่า “การรุกรานและการใช้กำลังเป็นอาชญากรรมต่อสันติภาพที่กระทำต่อมนุษยชาติ” ทำให้แนวคิดของ อ.ปรีดี หลายอย่างนั้นต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบเพราะ เผด็จการนั้นจะใช้ความรุนแรงและกระทำการรุกรานต่อผู้อื่น

งานนิพนธ์ชิ้นสำคัญของ อ.ปรีดี ที่สะท้อนแนวคิดเรื่องสันติภาพและสันติวิธีได้ปรากฏอยู่ในนวนิยายและภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” (The King of White Elephant) ซึ่งเป็นภาพยนตร์พูดภาษาอังกฤษเสียงในฟิล์ม เผยแพร่สู่ต่างประเทศโดยมีวัตถุประสงค์ก็คือ เพื่อแสดงทรรศนะเกี่ยวกับสันติภาพว่าเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่ง และอีกนัยหนึ่งเป็นการเตือนบรรดาผู้ที่กำลังสนับสนุนการทำสงครามทั้งภายในและภายนอกประเทศอีกด้วย นวนิยายและภาพยนตร์ดังกล่าว ได้เขียนขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่ง อ.ปรีดี เห็นว่าแนวโน้มของสงครามนั้นกำลังจะขยายตัวลุกลามมาถึงทวีปเอเชียในไม่ช้า

“พระเจ้าจักราทรงกล้าหาญยิ่งในการรบ แต่ทรงรักสันติภาพ นวนิยายเรื่องนี้จึงเขียนขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่สันติภาพเพราะว่าชัยชนะแห่งสันติภาพนั้นมิได้มีชื่อเสียงบันลือน้ำน้อยไปกว่าชัยชนะแห่งสงครามแต่อย่างใด”

ข้อความดังกล่าวมาจากคำนำของ “พระเจ้าช้างเผือก” ซึ่งสะท้อนความเชื่อเรื่องสันติภาพและสันติวิธีของ อ.ปรีดี ว่า “สันติภาพและสันติวิธีนั้นมิใช่เพียงแต่ความเชื่อส่วนบุคคลเท่านั้น แต่เป็นทัศนคติต่อความรับผิดชอบทางการเมือง” โดย อ.ปรีดี มองว่าหน้าที่ในการรักษาสันติภาพ ย่อมจะต้องพิจารณาควบคู่กับความรับผิดชอบในการปกป้องเอกราชของบ้านเมือง ดังปรากฏความตอนหนึ่งในนวนิยายว่า

“พระเจ้าจักราส่งตรงถึงความรับผิดชอบของพระองค์ต่อประชาราษฎร์ หน้าที่ในการรักษาสันติภาพนั้นย่อมจะต้องได้รับการพิจารณาควบคู่กับความรับผิดชอบในการป้องกันเอกราชของบ้านเมือง”

และอีกตอนหนึ่งว่า 

“ความสุขเป็นรอยเท้าของบุคคลจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อบ้านเมืองตนมีสันติภาพอย่างแท้จริง สันติภาพที่ค้ำประกันโดยสติปัญญาและความเด็ดเดี่ยวมั่นคงของผู้ปกครอง นี่ใช่การยอมแพ้อย่างขลาดเขลาและไร้เกียรติ หากเป็นสันติภาพและรางวัลของสันติภาพซึ่งมีค่าสุดประมาณ”

ความเชื่อเรื่องสันติภาพและสันติวิธีของ อ.ปรีดี มิได้ปรากฏเพียงเฉพาะในงานวรรณกรรมเท่านั้น หากแต่ในเชิงของการนำมาใช้ในทางนโยบายก็ปรากฏอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งพิจารณาเนื้อหาเค้าโครงการเศรษฐกิจโดยตลอดแล้ว ท่านได้เน้นเอาไว้ว่า สันติภาพนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการมุ่งมั่นที่จะรักษาสัญญาและเคารพซึ่งกันและกันของประชาคมระหว่างประเทศ เหตุที่ต่างประเทศนั้นได้มีการรุกรานซึ่งกันและกันก็เกิดขึ้นมาจากการไม่รักษาไว้ซึ่งสัญญา

เมื่อมีการจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศตามเค้าโครงการเศรษฐกิจ อ.ปรีดี เน้นย้ำเสมอว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องยึดทรัพย์สินของคนต่างชาติ หรือสัมปทานที่ได้รับจากรัฐบาลสยามในเวลานั้น เพราะเหตุดังกล่าว จะกลายเป็นการจุดชนวนให้เกิดความขัดแย้งและเป็นข้ออ้างในการใช้กำลัง สิ่งที่ประเทศสยามจะได้ประโยชน์ก็คือการเรียนรู้จากชาวต่างชาติโดยนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาการผลิตของประเทศ

สิทธิมนุษยชนและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

ความตระหนักต่อสิทธิมนุษยชนของ อ.ปรีดี เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อครั้งที่ท่านเป็นผู้บรรยายวิชากฎหมายปกครองในโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม ในปี พ.ศ. 2474 ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ดังความที่ท่านได้เคยบรรยายไว้ว่า

“ในบรรดาหลักกฎหมายทั่วไปซึ่งแอบแฝงอยู่ในวิชาต่างๆ ยังมีหลักกฎหมายทั่วไปประเภทหนึ่งซึ่งอาจยกขึ้นกล่าวในเบื้องต้นนี้อันเป็นประโยชน์ในการศึกษากฎหมายปกครอง คือ สิทธิมนุษยชน”

ในทรรศนะของ อ.ปรีดี สิทธิมนุษยชนไม่ได้เป็นเพียงแต่อุดมการณ์ทางการเมืองเท่านั้น หากแต่เป็นหลักการทั่วไปของกฎหมายซึ่งบรรดาบทบัญญัติของกฎหมายทั้งหลายจะต้องตั้งอยู่บนความเคารพซึ่งสิทธิมนุษยชน มนุษย์ซึ่งเกิดมาย่อมมีสิทธิและหน้าที่ในอันที่จะดำรงชีวิต และรวมกันอยู่ได้เป็นหมู่คณะ สิทธิและหน้าที่เหล่านี้ย่อมมีขึ้นจากสภาพตามธรรมดาแห่งการเป็นมนุษย์ 

จำแนกออกได้เป็นสามประการคือ ความเป็นอิสระหรือเสรีภาพ (Liberte) ความเสมอภาค (Eligalite) และ ความภราดรภาพ ซึ่งหมายถึงการช่วยเหลือซึ่งกันและกันฉันท์พี่น้อง ซึ่งหากปราศจากปัจจัยทั้งสามประการนั้น สิทธิมนุษยชนย่อมจะไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้

การบรรยายเรื่องสิทธิมนุษยชนของ อ.ปรีดี ในโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรมนั้น จึงถือว่าเป็นการบรรยายสิทธิมนุษยชนอย่างเปิดเผยครั้งแรกในประเทศไทยภายใต้การปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ความตระหนักเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของ อ.ปรีดี ยังปรากฏอีกในงานนิพนธ์เรื่อง “ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญเบื้องต้นกับการร่างรัฐธรรมนูญ” ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2517 ท่านได้กล่าวถึงสิทธิมนุษยชนและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนไว้ดังนี้

“สมาชิกสหประชาชาติรวมทั้งสยามที่เป็นภาคีแห่งองค์การนั้นได้ปฏิญาณรับรองผูกพันกฎบัตรแห่งสหประชาชาติ ซึ่งมีบทบัญญัติเริ่มต้นว่า เราประชาชนแห่งสหประชาชาติได้ตกลงเด็ดขาด…ยืนยันความเชื่อถือในหลักการพื้นฐานแห่งสิทธิมนุษยชน ในศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ในสิทธิที่เสมอภาคระหว่างชายหญิงและระหว่างชาติไม่ว่าใหญ่เล็ก”

การอธิบายเรื่องการเป็นสมาชิกของกฎบัตรแห่งสหประชาชาติและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนนั้น เพื่อเน้นย้ำถึงพันธกรณีที่รัฐบาลไทยได้ผูกพันในประชาคมระหว่างประเทศ และจำเป็นจะต้องทำตาม

“คุณค่าแห่งสิทธิมนุษยชน” มีความสำคัญอย่างมาก ซึ่ง อ.ปรีดี ได้ชี้ให้เห็นว่า 

“เมื่อรัฐบาลสยามได้รับรองกฎบัตรและปฏิญญาดังกล่าวแล้ว โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา และสถานีวิทยุกระจายเสียงกรมประชาสัมพันธ์ได้เคยประกาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกๆ วัน วันละข้อ ติดต่อกันมาหลายปี ดังนั้น กฎบัตรแห่งสหประชาชาติและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนดังกล่าวนี้ จึงเป็นส่วนสำคัญของกฎหมายรัฐธรรมนูญของสยาม หรือประเทศไทย ด้วยพระราชบัญญัติและบทบัญญัติกฎหมายใดที่ขัดต่อกฎบัตรและปฏิญญาสากลดังกล่าวแล้วจึงเป็นโมฆะ”

นัยยะดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าสิทธิมนุษยชนในทางการเมืองของสังคมไทยว่า รัฐบาลไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ก็ตามที่มีผลเป็นการ ลบล้างหรือลดทอนคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ได้ด้วยการผ่านกฎหมายลักษณะใดก็ตามที่ให้อำนาจรัฐบาลทำลายคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ และจะต้องพิทักษ์รักษาซึ่งสิทธิมนุษยชนไว้ เพราะสิทธิดังกล่าวนี้เองจึงเป็นหลักประกันของการใช้เสรีภาพในทางการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

หลักการพื้นฐานทั้ง 5 ประการ ดังที่กล่าวมานี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทรรศนะทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนถึงนโยบายการต่างประเทศของปรีดี พนมยงค์ ในช่วงตลอดระยะเวลาที่ท่านมีบทบาททางการเมืองของสังคมไทย ซึ่งอาจสามารถนำมาใช้เป็นทางเลือกเชิงปรัชญาและอุดมการณ์ที่ปวงชนชาวไทยเจ้าของอำนาจอธิปไตย หรือแม้กระทั่งปัจเจกบุคคลก็นำมาประกอบพิจารณาการตัดสินใจตามวิธีทางการเมืองระบอบประชาธิปไตยของตนเองได้ โดยเฉพาะในช่วงที่สังคมกำลังเข้าสู่วิกฤติเช่นปัจจุบัน 

การปกครองของรัฐบาลนั้นละเลยต่อหลักการและคุณค่าต่างๆ ซึ่งควรเคารพในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การกลับมาพิจารณาหลักการทั้ง 5 ประการนั้นในเวลานี้อาจจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดแล้ว


อ้างอิงจาก

  • ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, ประสบการณ์และความเห็นบางประการของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ (พิมพ์ครั้งที่ 2, สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก 2542) <https://pridi.or.th/sites/default/files/pdf/pridibook110.pdf> สืบค้นเมื่อ 20 มิถุนายน 2564.
  • เฉลิมเกียรติ ผิวนวล, ‘ความคิดสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตยของปรีดี พนมยงค์’ ในปรีดีปริทัศน์ ปาฐกถนาชุดปรีดี พนมยงค์ อนุสรณ์ (เทียนวรรณ 2526).
  • ปรีดี พนมยงค์, ความเป็นอนิจจังของสังคม (พิมพ์ครั้งที่ 4, โรงพิมพ์นีติเวชช์ 2513) <https://pridi.or.th/sites/default/files/pdf/2489-51.pdf> สืบค้นเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2564.
  • วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร, ปรีดีสาร ฉบับคู่มือประชาธิปไตย ทางเลือกด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสงัคมตามแนวทคิดของท่านปรีดี พนมยงค์, (กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ, 2548).
  • หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, คำอธิบายกฎหมายปกครอง (โรงพิมพ์นิติสาส์น 2475) <https://pridi.or.th/sites/default/files/pdf/pridibook188.pdf>.

ภาษีที่ดินจากเค้าโครงการเศรษฐกิจสู่ปัจจุบัน

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 บนเว็บไซต์ pridi.or.th

คณะราษฎรมีความมุ่งหมายประการสำคัญ คือ ต้องการให้เปลี่ยนแปลงการปกครอง และ ต้องไม่เพียงแต่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองเท่านั้น แต่ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย นโยบายหนึ่งจึงเป็นเรื่องของการปฏิรูปการถือครองที่ดิน ผ่านกลไกต่างๆ เช่น การจัดรูปแบบการถือครองที่ดินเสียใหม่ การสร้างพื้นที่เพื่อให้ราษฎรสามารถใช้ในการทำกินได้ และการจัดเก็บภาษีที่ดิน เป็นต้น ในบทความนี้จะไปทำการศึกษาภาษีที่ดินซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ริเริ่มเอาไว้ในเค้าโครงการเศรษฐกิจจนในปัจจุบันนี้ภาษีที่ดินยังคงมีบทบาทอยู่แต่จะตรงกับวัตถุประสงค์เมื่อครั้งริเริ่มหรือไม่

ภาษีที่ดินจากเค้าโครงการเศรษฐกิจ

ตามทรรศนะของ “ปรีดี พนมยงค์” นั้น การเปลี่ยนแปลงการปกครองมีความสำคัญเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางเศรษฐกิจของประเทศ  ดังนั้น จึงต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งในเวลาต่อมาคณะราษฎรได้มอบหมายให้ปรีดีเป็นผู้จัดทำเค้าโครงการเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นแผนการที่จะนำมาใช้ในการปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเน้นไปที่เรื่องการส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขของประชาชนที่ปรีดีเรียกว่า “การประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร” และ “การวางแผนทางเศรษฐกิจเบื้องต้น” 

อย่างไรก็ตาม ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2476 ปรีดีได้นำเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจต่อคณะรัฐมนตรีในเวลานั้น แต่เค้าโครงการเศรษฐกิจนั้นสวนทางกับนโยบายของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น และนำไปสู่การกล่าวหาว่าปรีดีฝักใฝ่แนวทางของคอมมิวนิสต์ ซึ่งในเวลาต่อมาได้มีการสอบสวนและพิสูจน์ความจริงว่าปรีดีไม่ได้มีแนวคิดในลักษณะดังกล่าว เหตุดังกล่าวนั้นทำให้เค้าโครงการเศรษฐกิจไม่ได้ถูกนำปฏิบัติ

แก่นแท้ของเค้าโครงการเศรษฐกิจที่มีหมุดหมายสำคัญคือ การประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร และ การวางแผนทางเศรษฐกิจเบื้องต้นนั้น ในหลายเรื่องหลักการยังสามารถนำมาใช้ได้แม้ในปัจจุบัน

ข้อเสนอประการหนึ่งที่ปรีดีได้เคยเสนอไว้ก็คือการนำภาษีที่ดินมาใช้  อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากเค้าโครงการเศรษฐกิจแล้วนั้น ไม่ได้ระบุรายละเอียดของวิธีการหรือหลักคิดของภาษีที่ดินเอาไว้ชัดเจน โดยอธิบายรวมอยู่ในเรื่องของภาษีในฐานะแหล่งรายได้ในการจัดให้มีประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร และการปฏิรูประบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน เช่นเดียวกับภาษีมรดกซึ่งเก็บจากทรัพย์สินและความั่งคั่งของบุคคลที่มีอยู่มากมาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน[1] เนื่องจากความมุ่งหมายเป็นเพียงแค่ต้องการกำหนดหลักการเพื่อนำไปสู่การกำหนดรายละเอียดและการตรากฎหมายออกมาภายหลัง

หลักการสำคัญของภาษีที่ดินตามเค้าโครงการเศรษฐกิจนั้น เป็นผลสะท้อนมาจากปรัชญาภราดรภาพนิยมซึ่งเป็นหลักคิดของปรีดี โดยพิจารณาว่าภาษีทรัพย์สิน ซึ่งเก็บจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตลอดจนมรดกที่ได้รับนั้น บรรดาความมั่งคั่งทั้งหลายเหล่านี้ ที่มีขึ้นนั้นเป็นผลมาจากรวมอยู่เป็นสังคม และเมื่อมีผู้หนึ่งในสังคมที่มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นก็ต้องมีคนใดคนหนึ่งในสังคมลำบากลงเช่นกัน ดังปรีดีได้ชี้แจงไว้ต่อคณะกรรมานุการเค้าโครงการเศรษฐกิจความว่า

“…มนุษย์ที่เกิดมาย่อมต้องเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่อกัน เช่น คนจนนั้น เพราะฝูงชนทำให้จนก็ได้ คนเคยทอผ้าด้วยฝีมือ ครั้งมีเครื่องจักรแข่งขัน คนที่ทอผ้าด้วยมือต้องล้มเลิก หรือ คนที่รวยเวลานี้ไม่ใช่รวยเพราะแรงงานของตนเลย เช่น ผู้ที่มีที่ดินมากคนหนึ่งในกรุงเทพ ซึ่งเดิมมีราคาน้อย ภายหลังที่ดินมีราคาแพง สร้างตึกสูงๆ  ดั่งนี้ ราคาที่ดินแพงขึ้นเนื่องจากฝูงชน ไม่ใช่เพราะการกระทำของคนนั้น ฉะนั้น จึงถือว่ามนุษย์ต่างมีหนี้ตามธรรมจริยาต่อกัน จึงต้องร่วมประกันภัยต่อกันและร่วมกันในการประกอบเศรษฐกิจ”[2]

การจัดเก็บภาษีที่ดินตามทรรศนะของปรีดี จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อลดช่องว่างระหว่างคนมั่งมีกับคนยากจน โดยรัฐจะได้นำเงินภาษีนี้มาใช้จัดสวัสดิการให้กับคนยากจน

ภาษีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง

แม้ว่าความคิดริเริ่มในเค้าโครงการเศรษฐกิจนั้นจะไม่ได้ถูกนำมาปฏิบัติก็ตาม ด้วยสาเหตุทางการเมืองในเวลานั้น แต่ความคิดเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีที่ดินนั้นยังคงได้รับการยอมรับและนำมาปฏิบัติในประเทศไทย 

อย่างไรก็ตาม ภาษีที่ดินซึ่งรัฐบาลนำมาเก็บนั้น มีความคิดเบื้องหลังที่แตกต่างไปจากที่ปรีดีได้เคยคิดเอาไว้ โดยรัฐบาลได้ประกาศใช้กฎหมาย 2 ฉบับที่เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีที่ดิน คือ ‘พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475’ และ ‘พระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508’

ภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2475 รัฐบาลได้ตราพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 โดยพัฒนามาจากการจัดเก็บภาษีโรงร้าน ตึก แพ ซึ่งเริ่มจัดเก็บในปี พ.ศ. 2416 โดยเก็บจากผู้เป็นเจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น เช่น แพที่ติดกับที่ดิน หรือที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือน เป็นต้น โดยใช้ในเขตสุขาภิบาลทุกแห่งในมกราคม พ.ศ. 2499[3] ส่วนพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 นั้นจัดเก็บจากที่ดินโดยจัดเก็บจากที่ดินตามราคาปานกลางที่ดิน หรือตามบัญชีอัตราภาษีบำรุงท้องที่โดยไม่ว่าจะมีเอกสารสิทธิหรือไม่ก็ตาม

ภาษีทั้งสองประเภทนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะหารายได้ให้กับรัฐจากกิจกรรมที่ดำเนินการบนที่ดินมากกว่าจะมีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อลดช่องว่างระหว่างคนมั่งมีกับคนยากจน[4] ส่วนหนึ่งก็มีผลมาจากข้อยกเว้นของกฎหมายที่ได้กำหนดข้อยกเว้นในการจัดเก็บภาษีเอาไว้ ตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 ได้ยกเว้นภาษีให้แก่โรงเรือนที่เจ้าของใช้เป็นที่อยู่อาศัยและโรงเรือนที่ปิดว่างไว้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ข้อยกเว้นในลักษณะดังกล่าวทำให้เกิดจัดเก็บภาษีได้น้อย[5]

ในส่วนของพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 วัตถุประสงค์เก็บจากที่ดินทุกประเภท ไม่ว่าจะมีเอกสารสิทธิ์หรือไม่มีเอกสารสิทธิ์ก็ตาม จะเป็นที่ว่างเปล่าหรือมีสิ่งปลูกสร้างหรือไม่ก็ได้  ฉะนั้น ภาษีประเภทนี้จึงไปเก็บกับทั้งที่ดินที่ใช้เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ อยู่อาศัย ให้เช่า หรือใช้ประโยชน์เองก็ตาม จะต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่นั้นๆ และเมื่อคำนวณอัตราภาษีต่อไร่ พบว่าอัตราภาษีมีลักษณะไม่คงเส้นคงวา โดยในชั้นราคากลางที่ดินช่วงแรกจะเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า ในชั้นราคากลางที่ดินสูงกว่า 1,400 บาทต่อไร่ขึ้นไปอัตราภาษีจะเริ่มเป็นอัตราคงที่ และในชั้นราคากลางที่สูงกว่า 10,000 บาท จะเก็บภาษีในอัตราถดถอย

โดยนัยนี้ อัตราภาษีมีลักษณะไม่เป็นธรรม เพราะใช้อัตราภาษีก้าวหน้ากับที่ดินราคาถูกซึ่งอาจถือครองโดยคนยากไร้ และใช้ภาษีอัตราคงที่สำหรับที่ดินราคาปานกลาง ซึ่งอาจถือครองโดยคนชนชั้นกลาง และใช้ภาษีถดถอยสำหรับที่ดินราคาสูงซึ่งอาจถือครองโดยคนมีรายได้มาก[6]

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ภายหลังจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติทั้งสองฉบับเพื่อจัดเก็บภาษีนั้น ก็ได้มีการยกเลิกพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับลงด้วยเหตุที่การจัดเก็บภาษีตามพระราชบัญญัติทั้งสองนั้นมีปัญหาทั้งในเชิงความซ้ำซ้อนกันของภาษีทั้งสองประเภท และการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้นอาศัยฐานภาษีมาจากค่าเช่า ซึ่งซ้ำซ้อนกับภาษีเงินได้ อีกทั้งเหตุในการลดหย่อนภาษีทั้งสองประเภทนั้นไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้ไม่เพียงพอในการพัฒนาท้องถิ่น 

ดังนั้น รัฐบาลจึงได้ยกเลิกภาษีทั้งสองฉบับแล้วทดแทนด้วยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น จัดเก็บโดยอาศัยฐานทรัพย์สินหรือก็คือมูลค่าของที่ดินในการจัดเก็บภาษี กล่าวโดยเฉพาะในบริบทของความเหลื่อมล้ำ พระราชบัญญัติฉบับนี้มีความคาดหวังว่าภาษีประเภทนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและกระจายความมั่งคั่ง เนื่องจากฐานภาษีมีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้นโดยจะจัดเก็บจากที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างทุกประเภท ทั้งที่เจ้าของอาศัยอยู่เอง ที่ดินเกษตรกรรม โรงเรือนปิดว่าง ห้องชุด โรงเรือนเพื่อใช้ประกอบกิจการต่างๆ[7] ทำให้มีฐานภาษีที่กว้าง นอกจากนี้ อัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยังเป็นภาษีที่มีการจัดเก็บในอัตราก้าวหน้าตามมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่รวมอยู่บนที่ดิน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีอัตราภาษีแบบก้าวหน้าก็ตามแต่ด้วยเพดานของภาษีสูงสุดที่ต่ำและด้วยข้อยกเว้นจำนวนมากทำให้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยังคงถูกตั้งคำถามได้ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำได้หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นกรณีของที่อยู่อาศัยนั้น เพดานภาษีสูงสุดอยู่ที่ร้อยละ 0.3 และหากเป็นกรณีบ้านหลังแรก (หลังหลังที่บุคคลมีชื่ออยู่เป็นเจ้าบ้าน) จะได้รับยกเว้น 50 ล้านบาทแรก (ของราคาประเมิน) และหากมีส่วนเกินค่อยนำมาคิดภาษี

จะเห็นได้ว่าโอกาสที่บุคคลจะเสียภาษีทีดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น มีโอกาสน้อยมาก ทำให้ความตั้งใจที่จะให้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นเครื่องมือช่วยลดความเหลือมล้ำและช่วยกระจายความมั่งคั่ง ประเด็นปัญหาเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น เนื่องจากกฎหมายให้ดุลพินิจกับเจ้าหน้าที่ในการตีความว่าที่ดินจะเข้าลักษณะเป็นที่ดินประเภทใด

ผลที่เกิดขึ้นคือ ที่ดินรกร้างว่างเปล่าแม้จะไม่ได้ทำการเกษตรกรรมจริงๆ หากแต่มีต้นไม้ปลูกไว้ เช่น ต้นกล้วย เป็นต้น ก็อาจจะได้รับการตีความเป็นทีดินเกษตรกรรมแทนก็ได้ ซึ่งก็กลายเป็นที่ดินที่ได้รับการยกเว้นจากกฎหมายอีกประเภทหนึ่ง โดยจะได้รับการยกเว้น 50 ล้านบาทแรก (ของราคาประเมิน) ด้วยบรรดาข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนดไว้นั้นเองทำให้ความต้องการที่จะมิให้มีการถือครองที่ดินเพื่อการเก็งกำไรนั้นประสบความสำเร็จ ซึ่งในอนาคตหากต้องการจะทำให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินและให้ภาครัฐได้นำเงินภาษีไปใช้เพื่อช่วยลดความเหลือมล้ำและกระจายความมั่งคั่ง

ในอีกแง่หนึ่งในทางวิชาการได้มีการเสนอให้ปรับเปลี่ยนวิธีการจัดเก็บภาษีที่ดินเสียใหม่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและกระจายความมั่งคั่งให้กับสังคม โดยจัดเก็บภาษีที่ดินเฉพาะกรณีเมื่อมีการขายที่ดิน โดยคิดมูลค่าภาษีจากกำไรส่วนเกินจากการขาย (Capital Gain Tax) จากการขายที่ดิน ในกรณีเช่นนี้ในพื้นที่ที่ดินมีราคาแพงตามราคาตลาด เมื่อมีการจำหน่ายที่ดินก็จะต้องเสียภาษีจากกำไรส่วนเกินนั้น ซึ่งจะเป็นการบังคับให้เจ้าของที่ดินนำที่ดินไปใช้เพื่อประโยชน์ในลักษณะอื่นแทนการขาย เช่น นำไปใช้เพื่อการลงทุนซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างงาน หรือนำไปใช้จัดสรรเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยเพื่อให้เกิดการเข้าถึงแทน เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป ดังจะเห็นได้ว่าความคิดเรื่องภาษีที่ดินนั้นยังคงมีความสำคัญในฐานะภาษีที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและกระจายความมั่งคั่งให้กับคนในสังคม 

อย่างไรก็ตาม ภาษีที่ดินในปัจจุบันยังคงมีปัญหาอยู่ดังได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งในอนาคตเมื่อสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสดีขึ้น อาจจะมีความจำเป็นที่ต้องปฏิรูปการจัดเก็บภาษีที่ดินเสียใหม่ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและลดความเหลื่อมล้ำให้กับคนในสังคมได้อย่างแท้จริง เพื่อให้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นแหล่งรายได้อันจะนำไปสู่การประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร

หมายเหตุ: แก้ไขและปรับปรุงโดยบรรณาธิการ


เชิงอรรถ

[1] ปรีดี พนมยงค์, “เค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์),” สืบค้นเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2564, จาก https://pridi.or.th/th/libraries/1583466113.

[2] ปรีดี พนมยงค์, เค้าโครงการเศรษฐกิจ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์), พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ, 2552), น. 149 – 150.

[3] ไม่ปรากฏผู้แต่ง, คำอธิบาย เรื่อง ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ และมาตาปิตุปฏฐานกถา, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย, 2503), น. 1.

[4] ข้อดีของภาษีทั้งสองประการก็คือ การสร้างแหล่งรายได้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผ่านการจัดเก็บภาษี ซึ่งในแง่หนึ่งก็จะมีส่วนช่วยพัฒนาท้องถิ่นที่ๆ ดินนั้นตั้งอยู่ให้มีความเจริญก้าวหน้า แต่หากพิจารณาในแง่ของการกระจายความมั่งคั่งนั้นก็อาจไม่ก่อให้เกิดการกระจายความมั่งคั่งมากเท่าใดนัก เพราะข้อยกเว้นจำนวนมากนั้นทำให้จัดเก็บภาษีได้น้อย และเมื่อเทียบสัดส่วนรายได้ของท้องถิ่นแล้วรายได้จากภาษีทั้งสองเป็นเพียงรายได้ส่วนน้อยเท่านั้น.

[5] แบงค์ งามอรุณโชติ และคณะ, แนวคิดภาษีที่ดินและทรัพย์สิน: กรณีศึกษาร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, (นนทบุรีฯ: สำนักงานปฏิรูป (สปร.), น. 13.

[6] เพิ่งอ้าง, น. 13 – 14.

[7] สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, “กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: การปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ,” สืบค้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2564, จาก https://dl.parliament.go.th/bitstream/handle/lirt/492908/t129_2559_6_2.pdf?sequence=1.

สวัสดิการการศึกษาเมืองไทย: หนทางที่ยังมืดมน

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 บนเว็บไซต์ pridi.or.th

“สวัสดิการด้านการศึกษา” นั้น มีความสำคัญมากไม่น้อยกว่าสวัสดิการในด้านอื่นๆ ด้วยการศึกษานั้นเป็นแก่นกลางของนโยบายทางสังคม[1] โดยการศึกษานี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะในแง่ของการศึกษาขึ้นพื้นฐาน (ก่อนอุดมศึกษา) เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและการฝึกอาชีพในลักษณะอื่นๆ ก็เป็นสวัสดิการที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญ เพราะการศึกษาและการฝึกอาชีพนั้น เป็นกลไกที่จะนำไปสู่การพัฒนา และเพิ่มมูลค่าชีวิตมนุษย์ให้เพิ่มขึ้นได้ 

การศึกษาของประเทศไทยในฐานะการบังคับให้ศึกษา

ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมากโดยรับรองสิทธิในการได้รับการศึกษาโดยกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐ ดังปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ว่า “รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย”[2] และเพื่อป้องกันมิให้พ่อแม่ หรือ ผู้ปกครองขัดขวางมิให้บุตรหรือเด็กในอุปการะไม่ได้รับการศึกษากฎหมายก็จะได้รับโทษตามกฎหมายปรับไม่เกิน 10,000 บาท[3] ซึ่งเป็นภาพสะท้อนความสำคัญของการศึกษาที่รัฐไทยมีให้กับเด็กและเยาวชน

จากบทบัญญัติของกฎหมายทั้งสองเรื่องนั้น สะท้อนความใส่ใจของรัฐไทยที่มีต่อนโยบายการศึกษาเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้อาจนำไปสู่ข้อถกเถียงต่อไปได้ว่าลำพังแล้วเพียงแค่กฎหมายอาจจะไม่เพียงพอ แต่การเข้าถึงการศึกษาตามความเป็นจริงนั้นมีความสำคัญกว่านั้น

จากการศึกษาของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เกี่ยวกับสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หลังการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในช่วงภาคเรียนที่ 1/2563 พบว่า ประเทศไทยมีปัญหาการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาเป็นจำนวนมาก โดยมีนักเรียนยากจนจำนวน 1.7 ล้านคน โดยมีนักเรียนยากจนพิเศษ (รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนยากจนพิเศษในปีที่ผ่านมาประมาณ 1,337 บาท/คน/เดือน) 1 ล้านคน ซึ่งสูงกว่าภาคเรียนที่ 2/2562 มากกว่า 2.4 แสนคน 

เมื่อพิจารณาในรายละเอียดแล้วจะเห็นได้ว่า นักเรียนยากจนด้อยโอกาสในประเทศไทยปัจจุบันมีจำนวน 2.1 ล้านคน คิดสัดส่วนเป็นร้อยละ 29.9 จากนักเรียนทั้งหมด เป็นเด็กนอกระบบ (ช่วงอายุ 6 – 14 ปี) จำนวน 4.3 แสนคน และคุณภาพของโรงเรียนในชนบทนั้นมีลักษณะการให้บริการการศึกษาล้าหลังไป 2 ปีการศึกษาเมื่อเทียบกับโรงเรียนในเมือง นอกจากนี้ ผลกระทบของโควิด-19[4]

จากรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของ กสศ. จะเห็นได้ว่าแม้รัฐไทยจะรับรองสิทธิการศึกษาของประชาชนเอาไว้โดยถือว่าเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะให้บริการอย่างมีคุณภาพโดยไม่มีค่าใช้จ่ายแล้วนั้น ไม่สามารถที่จะทำได้ในความเป็นจริง มีบุคคลจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึกษา เนื่องจากการศึกษาของประเทศไทย เป็นการบังคับศึกษาที่นอกจากค่าเทอมแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอยู่อีกเป็นจำนวนมากที่พ่อแม่และผู้ปกครองต้องจ่ายเพื่อให้บุตรหลานได้รับการศึกษา ซึ่งค่าใช้จ่ายประเภทนี้ได้แก่ ค่าหนังสือ ค่าชุดนักเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าทำกิจกรรม ค่ากวดวิชาในช่วงมัธยม หรือแม้แต่ค่าหอพักในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งในประเด็นนี้ ธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้ประมาณค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดกลุ่มนี้เอาไว้ โดยจำแนกตามช่วงชั้นการศึกษาต่อเทอมไว้ดังนี้

ตารางแสดงค่าใช้จ่ายประมาณต่อช่วงชั้นการศึกษาต่อเทอม

อนุบาลค่าใช้จ่ายประมาณ20,000 – 80,000บาท/เทอม
ประถมค่าใช้จ่ายประมาณ20,000 – 150,000บาท/เทอม
มัธยมค่าใช้จ่ายประมาณ50,000 – 300,000บาท/เทอม
มหาวิทยาลัยค่าใช้จ่ายประมาณ70,000 – 500,000บาท/เทอม

ที่มา: ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, จ่ายหนักแค่ไหน? เมื่อเทศกาลเปิดเทอมใกล้เข้ามา (ฉบับพ่อแม่มือใหม่).[5]

ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของค่าใช้จ่ายเหล่านี้ คือ เมื่อใกล้ช่วงเปิดเรียนในภาคการศึกษาแต่ละเทอมนั้น จะเห็นได้ว่าพ่อ แม่ และผู้ปกครองจะมีการไปใช้บริการโรงรับจำนำ สถานธนานุบาล และ สถานธนานุเคราะห์เป็นจำนวนมาก ถึงขนาดว่าในบางปี หน่วยงานของรัฐที่ดูแลสถานที่เหล่านี้ ต้องเพิ่มเงินงบประมาณเพื่อรับจำนำสิ่งของ เพื่อเอาไปใช้จ่ายในรายจ่ายเบ็ดเตล็ดโดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าชุดนักเรียน

สวัสดิการการศึกษา

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในช่วงต้นว่า รัฐไทยได้รับรองสิทธิในการได้รับการศึกษาเอาไว้ แต่ในภาพของความเป็นจริง มีผู้เข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก และงบประมาณที่เกี่ยวกับการศึกษาส่วนใหญ่จะเป็นการใส่งบประมาณเข้าไปให้กับสถานศึกษามากกว่าจะลงไปที่เด็กและเยาวชน

ในแง่หนึ่งก็เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษา และใช้จ่ายงบประมาณในลักษณะเป็นค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบุคคล นอกเหนือไปจากค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่รัฐไทยช่วยรับรองให้ภาระส่วนนี้ก็จะตกอยู่กับครัวเรือน

จากการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พบว่าข้อมูลรายจ่ายด้านการศึกษาของครัวเรือนที่มีเด็กในวัยเรียนนั้น แม้ครัวเรือนจะมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่รายจ่ายก็มีเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาก็ค่าใช้จ่ายประมาณ 1 ใน 3 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งหากครัวเรือนใดมีบุตรหลานจำนวนมาก ก้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ

ภาพแสดงเปรียบเทียบรายได้รวม รายจ่ายรวม และรายจ่ายด้านการศึกษาครัวเรือน

ที่มา: สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา.[6]

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาลงไปในกลุ่มสวัสดิการที่สนับสนุนด้านการศึกษาพบว่า ในประเทศไทยมีเฉพาะกลุ่มข้าราชการที่ได้รับสิทธิสวัสดิการเบิกค่าเล่าเรียนบุตรได้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตร พ.ศ. 2562 โดยมีประเภทและอัตราในการเบิกค่าบำรุงการศึกษาดังนี้

ตารางแสดงประเภทและอัตราในการเบิกค่าบำรุงการศึกษา

ที่มา: กระทรวงการคลัง, กรมบัญชีกลางแจงการเบิกค่าเล่าเรียนบุตรตามสิทธิข้าราชการ.[7]

สำหรับสถานการณ์สิทธิสวัสดิการของประเทศในเรื่องการศึกษานั้น แม้นโยบายของรัฐจะรับรองสิทธิดังกล่าวเอาไว้แล้วก็ตาม แต่ในความเป็นจริง สิทธิดังกล่าวยังมีข้อบกพร่องที่ทำให้มีผู้เข้าไม่ถึงสิทธิในการได้รับการศึกษาอยู่เป็นจำนวนมากเงินสวัสดิการดังกล่าวก็ยังคงจำกัดอยู่แค่ค่าเล่าเรียนเท่านั้น ไม่ครอบคลุมไปถึงค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดที่เป็นภาระของครัวเรือนในปัจจุบัน ซึ่งคอยแต่จะซ้ำเติมภาระของครัวเรือนให้มากขึ้น เป็นอีกหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้นของ “รัฐสวัสดิการด้านการศึกษา” ที่รัฐยังควรต่อแก้ไขให้ลงตัวอย่างมีคุณภาพ และเหมาะสมกับการใช้ชีวิตของประชาชนในสังคมไทยเสียที


เชิงอรรถ

[1] อเล็กซานเดอร์ เพทริง และคณะ, รัฐสวัสดิการกับสังคมประชาธิปไตย, (กรุงเทพฯ: สยามปริทัศน์, 2562), น. 195.

[2] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560, มาตรา 54.

[3] พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545, มาตรา 15.

[4] กสศ., “รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาหลัง โควิด-19,” สืบค้นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2564, จาก https://www.eef.or.th/infographic-10-10-20/.

[5] ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, “จ่ายหนักแค่ไหน? เมื่อเทศกาลเปิดเทอมใกล้เข้ามา (ฉบับพ่อแม่มือใหม่),” สืบค้นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2564, จาก https://www.krungsri.com/th/plearn-plearn/จ่ายหนักแค่ไหน-เมื่อเปิดเทอม.

[6] สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา, “ข้อมูลรายจ่ายด้านการศึกษาของครัวเรือนที่มีเด็กในวัยเรียน,” สืบค้นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2564, จาก https://research.eef.or.th/nea/.

[7] กระทรวงการคลัง, “กรมบัญชีกลางแจงการเบิกค่าเล่าเรียนบุตรตามสิทธิข้าราชการ,” สืบค้นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2564, จาก http://www1.mof.go.th/home/eco/200619.pdf.

งบประมาณแผ่นดินกับการจัดสวัสดิการรักษาพยาบาล

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2564 บนเว็บไซต์ pridi.or.th

สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สะท้อนภาพของระบบสวัสดิการโดยรวมของสังคมไทยว่าอยู่ในขั้นวิกฤตโดยเฉพาะด้านสาธารณสุข (ซึ่งแม้ประเทศไทยจะโชคดีที่มีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเก่งกาจ) เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารัฐสวัสดิการนั้น เป็นแต่เพียงแนวคิดเท่านั้น แต่ไม่เคยถูกนำมาปรับใช้อย่างจริงจังในฐานะนโยบายของรัฐบาล 

ซึ่งส่วนหนึ่งก็อาจจะเพราะความไม่ตระหนักของรัฐบาลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตมนุษย์  ดังนั้น การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลจึงเลือกแก้ไขปัญหาเรื่องการเข้าไม่ถึงสวัสดิการ ความยากจน หรือการแก้ไขสภาวะความเป็นอยู่ของประชาชนในลักษณะการสงเคราะห์มากกว่า โดยให้ผู้รับการสงเคราะห์พิสูจน์ความยากจนเฉพาะบุคคล ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลอาจเลือกใช้วิธีการนี้ ก็เพราะว่าเป็นการประหยัดงบประมาณและเป็นการลงทุนที่ต่ำกว่าการจัดบริการสาธารณะพื้นฐานหรือการจัดสวัสดิการแบบถ้วนหน้า

คำถามสำคัญของบทความนี้ จึงมีอยู่ว่าต้นทุนที่ใช้ในการจัดสวัสดิการของสังคมไทยนั้นเยอะจริงหรือไม่ โดยในบทความนี้จะทำการสำรวจงบประมาณรายจ่ายประจำปีในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดสวัสดิการของประเทศไทย โดยเฉพาะสิทธิสวัสดิการการรักษาพยาบาล

ภาพของสวัสดิการที่ไม่เป็นรูปเป็นร่าง

ปัญหาของการพิจารณางบประมาณที่เรานำมาใช้ในการจัดสวัสดิการของประชาชนนั้น มีความยากในการทำความเข้าใจ เนื่องจากโครงสร้างรัฐไทยนั้นซับซ้อน รัฐบาลนิยมการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเมื่อมีปัญหาใหม่หนึ่งอย่างจะแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มหน่วยงานใหม่เข้าไปเพื่อให้หน่วยงานนั้นสามารถรับงบประมาณไปดำเนินการตามภารกิจที่รัฐต้องการจะแก้ไข

สภาพดังกล่าวจึงทำให้ในการศึกษางบประมาณที่เกี่ยวกับการจัดสวัสดิการอาจจะต้องพิจารณาจากงบประมาณที่กระจายอยู่ตามแหล่งต่างๆ ประกอบกัน 

ในกรณีนี้จะพิจารณางบประมาณรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดสวัสดิการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 แล้ว[1] ซึ่งเมื่อพิจารณาเฉพาะสวัสดิการที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลนั้น ในปีงบประมาณ 2563 ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการจัดสวัสดิการรักษาพยาบาลของประเทศไทย อาจจะแบ่งเงินได้ออกเป็น 3 ส่วน คือ ‘กองทุนประกันสังคม’ ‘กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ’ (บัตรทอง) และ ‘สิทธิสวัสดิการข้าราชการ’ ดังแสดงตามตารางข้างท้ายนี้

ตารางแสดงค่าใช้จ่ายสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาล 

ประเภทสิทธิสวัสดิการจำนวนผู้ใช้สิทธิสวัสดิการจำนวนงบประมาณ
สิทธิสวัสดิการข้าราชการ6,000,000 คน*71,200,000,000 บาท[2]
สิทธิประกันสังคม**16,990,000 คน[3]66,655,443,000 บาท[4]
สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ48,264,000 คน[5]190,366,000,000 บาท[6]

*หมายเหตุ: ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ได้เคยประเมินไว้ว่า หากรวมข้าราชการและครอบครัวแล้วจะมีประมาณ 6 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2561[7] ซึ่งหากคิดเฉพาะจำนวนข้าราชการสามัญภายใต้การดูแลของสำนักงาน ก.พ. นั้น จะมีจำนวนข้าราชการประมาณ 427,453 คน ยังไม่รวมข้าราชการทหาร ข้าราชการพลเรือนกลาโหม ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการตุลาการ และข้าราชการในสังกัดองค์กรอิสระและสำนักงานขององค์กรตุลาการ[8]

**หมายเหตุ: จำนวนเงินดังกล่าวนั้น เฉพาะงบประมาณที่ภาครัฐจ่ายสมทบเข้าไปเท่านั้นไม่รวมถึงเงินสมทบจากลูกจ้าง และ นายจ้างตามกฎหมายประกันสังคม

ที่มา: ผู้เขียน.

หากพิจารณาเปรียบเทียบงบประมาณที่ใช้ในการจัดสวัสดิการการรักษาพยาบาลทั้ง 3 ประเภทเปรียบเทียบกันแล้ว จะเห็นได้ว่าสิทธิสวัสดิการข้าราชการนั้นมีจำนวนผู้ใช้งานน้อยกว่า (แม้ว่าในกรณีผู้มีสิทธิสวัสดิการข้าราชการ มีผู้ใช้สิทธิถึงประมาณ 6 ล้านคน) สิทธิประกันสังคมซึ่งมีผู้ใช้แรงงาน และมีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของงบประมาณสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตัวเลขข้างต้นนั้นแสดงให้เห็นสภาพของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของประเทศไทยนั้นเงินจำนวนมาก

ปัญหาของงบประมาณที่กระจัดกระจาย

ด้วยเหตุที่งบประมาณที่ใช้ในการจัดสวัสดิการรักษาพยาบาลทั้ง 3 แหล่งนั้นกระจัดกระจายอยู่กับหน่วยงานแตกต่างกันเนื่องมาจากสถานะของผู้ใช้สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลที่แตกต่างกัน ทั้งๆ ที่เป้าหมายของสิทธิสวัสดิทั้ง 3 ประเภทนั้น มีวัตถุประสงค์เดียวกันคือ เพื่อใช้รักษาพยาบาลเช่นเดียวกัน การแบ่งงบออกเป็น 3 ส่วนเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์เดียวกัน จึงเป็นการสิ้นเปลืองในเชิงบริหารจัดการ

ไม่เพียงแต่การสิ้นเปลืองจากการบริหารจัดการเท่านั้น แต่การแบ่งสรรงบประมาณที่ใช้ในการจัดสวัสดิการออกเป็นประเภทของสิทธิในการรักษาพยาบาลทั้ง 3 ประเภทข้างต้นนั้น ทำให้ไม่เห็นภาพรวมของงบประมาณทั้งหมดที่ต้องใช้ในการจัดสวัสดิการ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่างบประมาณที่ใช้ในจัดสวัสดิการนั้นเป็นเงินจำนวนมหาศาล ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนระหว่างกลุ่มผู้มีสิทธิทั้ง 3 ประเภทข้างต้น กลุ่มสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้น มีจำนวนมากกว่ากึ่งหนึ่งของประชากรไทย แต่กลับได้งบประมาณในสัดส่วนที่มาก

ในทางตรงกันข้าม เมื่อเฉลี่ยงบประมาณในอัตราเหมาจ่ายเป็นรายหัวแล้ว จะตกเป็นเงินคนละประมาณ 3,600 บาทเท่านั้นต่อปี[9] ซึ่งหากในความเป็นจริงรัฐบาลรวมงบประมาณทั้ง 3 ส่วนเข้าด้วยกันจะได้เงินจำนวน 328,221,443,000 บาท ซึ่งจะสามารถนำไปจัดสรรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะโดยธรรมชาติของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลนั้น อาศัยการเฉลี่ยความเสี่ยงที่คนๆ หนึ่งจะเจ็บป่วย  

ฉะนั้น การรวมเงินงบประมาณทั้ง 3 ส่วนเข้าด้วยกันนั้นจะทำให้อัตราเหมาจ่ายเป็นรายหัวนั้นเพิ่มมากขึ้น และลดความซ้ำซ้อนกันของฐานผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการด้วย เนื่องจากทุกคนได้รับสิทธิสวัสดิการขั้นพื้นฐานในการรักษาพยาบาลในลักษณะเดียวกัน

การปรับลดงบประมาณบางประเภทเพื่อเพิ่มให้กับสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาล

แม้ว่าหากรวมสิทธิสวัสดิการทั้ง 3 ประเภทเข้าด้วยกันแล้ว จะได้เงินจำนวนมากถึง 328,221,443,000 บาท แต่ในอนาคตสังคมไทยกำลังปรับตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และแนวโน้มค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลนั้น ต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน การปรับงบประมาณบางประเภทเพื่อเพิ่มให้กับสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลจึงอาจเป็นสิ่งที่จำเป็น

ในปัจจุบัน งบประมาณที่ใช้ในการจัดสวัสดิการรักษาพยาบาลนั้น ได้รับความสำคัญน้อยมาก เมื่อเทียบกับงบประมาณแผ่นดินที่ใช้ไปกับกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งเกิดมากจากความไม่ชัดเจนของรายการงบประมาณภายใต้ยุทธศาสตร์ต่างๆ โดยบางรายการนั้น ก็มีลักษณะซ้ำซ้อนกันเพียงแต่อยู่คนละหน่วยงาน ทำให้เกิดการใช้งบประมาณไปอย่างสูญเปล่า เช่น งบประมาณในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ตามแผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ โครงการที่ 1 โครงการพิทักษ์รักษาการถวายพระเกียรติการปฏิบัติตามพระราชประสงค์และการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเงินงบประมาณ 21,7054,000 บาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม เทิดทูน และเผยแพร่ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชกรณียกิจ 

รวมทั้งพิทักษ์และป้องกันสถาบันพระมหากษัตริย์[10] คิดเป็น 1 ใน 3 ของงบประมาณที่ใช้ในการจัดสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชหรือเงินอุดหนุนสิทธิประกันสังคม ซึ่งรายจ่ายในรายการดังกล่าวอาจจะซ้ำซ้อนกับแผนงานพื้นฐานด้านความมั่นคง ผลผลิตที่ 2 การสนับสนุนการถวายความปลอดภัย การถวายพระเกียรติ และปฏิบัติตามพระราชประสงค์ ซึ่งใช้งบประมาณจำนวน 1,210,154,300 บาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถวายความปลอดภัย ถวายพระเกียรติ และปฏิบัติตามพระราชประสงค์[11] เป็นต้น

ในอนาคตหากกระบวนการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีดำเนินการไปโดยเคร่งครัดและให้ความสำคัญกับการเบิกจ่ายงบประมาณที่อาจจะซ้ำซ้อนกันในลักษณะดังกล่าวได้แล้ว นอกจากจะสร้างความโปร่งใสให้กับกระบวนการงบประมาณ การโยกรายจ่ายซ้ำซ้อนและไม่จำเป็นออกไปจะทำให้สามารถนำเงินจำนวนดังกล่าวมาใช้เพื่อให้เกิดการจัดสวัสดิการรักษาพยาบาลได้อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุด โจทย์สำคัญที่สุดของการจัดทำสวัสดิการในสังคมไทยก็คือ โจทย์ทางด้านการเมือง ในเมื่อประเทศไทยรัฐบาลไม่เคยนำแนวคิดเรื่องสวัสดิการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของรัฐบาลอย่างจริงจัง การเกิดขึ้นของสวัสดิการสังคมหรือรัฐสวัสดิการจึงยังคงเป็นเพียงแค่ความฝันต่อไป


เชิงอรรถ

[1] เนื่องจากสถิติข้อมูลของปีงบประมาณ 2563 หน่วยงานของรัฐได้เปิดเผยข้อมูลแล้วจึงสะดวกต่อการศึกษามากกว่าปีงบประมาณ 2564 ซึ่งยังไม่สิ้นสุดปีงบประมาณ.

[2] พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2563, มาตรา 6 (4) และสำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี, เอกสารงบประมาณ ฉบับที่ 3 งบประมาณรายจ่าย ฉบับปรับปรุง ตาม พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563, เล่มที่ 1, (กรุงเทพฯ: สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี, 2562), น. 4.

[3] สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี, เอกสารงบประมาณ ฉบับที่ 3 งบประมาณรายจ่าย ฉบับปรับปรุง ตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563, เล่มที่ 9, (กรุงเทพฯ: สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี, 2562), น. 470.

[4] เพิ่งอ้าง.

[5] สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, “รายงานการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ งบประมาณ 2563,” สืบค้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564, จาก https://www.nhso.go.th/operating_results/47.

[6] เพิ่งอ้าง.

[7] ข่าวสด, “นักวิชาการ เผยข้อมูล งบสวัสดิการ เทียบประชาชน 53 ล้านคน กับข้าราชการ 6 ล้านคน อึ้งห่างกันถึงแสนล้าน,” สืบค้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564, จาก https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_1561205.

[8] สำนักงาน ก.พ., “กำลังคนภาครัฐ 2562: ข้าราชการพลเรือนสามัญ,” สืบค้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564, จาก https://www.ocsc.go.th/sites/default/files/document/thai-gov-manpower-2562-o.pdf.

[9] สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 5, น. 46.

[10] สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี, เอกสารงบประมาณ ฉบับที่ 3 งบประมาณรายจ่าย ฉบับปรับปรุง ตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563, เล่มที่ 1, (กรุงเทพฯ: สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี, 2562), น. 591.

[11] เพิ่งอ้าง, น. 586.

ศิริกัญญา ตันสกุล “ความสำคัญถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องเป็นรัฐสวัสดิการ”

การสัมภาษณ์คุณศิริกัญญา ตันสกุล ในครั้งนี้เพื่อพูดถึงแนวคิดและอนาคตของรัฐสวัสดิการไทย ในสายตาของคุณศิริกัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล

“เรามีความเชื่อเรื่องแนวคิดของรัฐสวัสดิการก็ตรงไปตรงมาว่ารัฐจะต้องเป็นผู้ให้สวัสดิการกับประชาชน”

แนวคิดเบื้องต้นของ “รัฐสวัสดิการ” ในมุมมองของศิริกัญญา

สำหรับเรื่อง “รัฐสวัสดิการ” จะต้องเรียกว่าเป็น แนวคิด เพราะมันยังไม่ใช่ตัวที่เป็นนโยบาย ทางพรรคก้าวไกลซึ่งเราก็สืบทอดเอาตัวนโยบายที่เราได้หาเสียงไว้ ตั้งแต่สมัยเป็นอนาคตใหม่นำมาขับเคลื่อนต่อ และเรามีความเชื่อเรื่องแนวคิดของรัฐสวัสดิการ ก็ตรงไปตรงมาว่า “รัฐ” จะต้องเป็นผู้ให้สวัสดิการกับประชาชนนะคะ ซึ่งมันก็มีได้หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการให้เงินโอนเป็นเงินสด หรือว่าจะให้เป็นบริการสาธารณะต่าง ๆ ที่เป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษาเรื่องสาธารณสุข รวมไปถึงสวัสดิการสำหรับเด็ก หรือว่าสำหรับผู้สูงอายุ

ตรงนี้จะเป็นแนวคิดที่เรียกได้ว่ายอมยกบทบาทนี้ให้กับรัฐเป็นผู้ให้บริการ โดยที่หน้าที่ตรงนี้ก็จะเป็นหน้าที่ตัวกลางที่จะคอยจัดสรรงบประมาณต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการกระจายทั้งรายได้และความมั่งคั่ง เพื่อสุดท้ายจะนำไปสู่การที่ ลดความเหลื่อมล้ำ และ ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความเป็นอยู่ที่ดี แล้วก็สามารถดำรงชีวิตได้อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันนี้ก็จะเป็นแนวคิดเบื้องต้นของรัฐสวัสดิการ

รัฐสวัสดิการแนวนโยบายทางการเมืองที่กำลังผลักดัน

ชุดนโยบายที่เราเคยใช้เมื่อตอนหาเสียง ก็จะเป็นในเรื่องของรัฐสวัสดิการ คือนำเสนอการให้เงินอย่างถ้วนหน้า ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งจะประกอบไปด้วยเงินช่วยเหลือเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดตั้งแต่ 0 ถึง 6 ปี แล้วยงมีเงินช่วยเหลือสำหรับเยาวชนตั้งแต่ 7 ถึง 18 ปี ในส่วนของเงินบำนาญที่เป็นบำนาญพื้นฐานจะอยู่ที่ประมาณ 1,800 บาทต่อคน ตรงนี้เรียกว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการที่ประชาชนสมควรจะได้รับนะคะ

นอกจากนั้นเรายังผลักดัน และขับเคลื่อนบริการอื่น ๆ ที่สมควรจะได้รับไปพร้อมกับการได้รับเงินช่วยเหลือตรงนี้ด้วยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่องการที่รัฐควรจะต้องเป็นผู้ให้บริการ Day Care สถานเลี้ยงดูเด็กแบเบาะที่ไม่ใช่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ให้บริการกับเด็กที่มีอายุในวัยก่อนเข้าเรียน

เรายังมีการพูดถึงการปรับปรุงบริการด้านสาธารณสุข ถึงแม้ว่าเราจะมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ในเรื่องของคุณภาพ เราก็ยังมี room ที่จะสามารถปรับปรุงไปได้อีกนะคะ ในเรื่องของสวัสดิการผู้สูงอายุ เรามีเรื่องของบํานาญพื้นฐานแล้ว แต่ว่าเราก็ยังไม่หยุดคิดในเรื่องของการบริการผู้สูงอายุเป็นศูนย์สำหรับในชุมชน หรือว่าเป็นบริการช่วยเหลือต่าง ๆ ของผู้ป่วยที่ติดเตียง ซึ่งพบมากในผู้สูงอายุเช่นเดียวกันค่ะ ก็จะเห็นว่านโยบายที่หาเสียงก็จะเป็นในรูปแบบหนึ่งแต่ว่านโยบายที่จะขับเคลื่อน จะมีความครอบคลุมและมีความหลากหลายมากกว่านั้นอีกค่ะ

จาก “เค้าโครงการเศรษฐกิจ 2476” สู่การผลักดันนโยบาย “รัฐสวัสดิการ 2564”

“เค้าโครงการเศรษฐกิจ” มี keyword ที่สำคัญก็คือ หลักประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร ถูกต้องไหมคะ ซึ่งอันนี้ก็จะสอดคล้องโดยตรงกับกับแนวคิดของรัฐสวัสดิการที่สำคัญ และหัวใจสำคัญที่คิดว่าน่าจะนำมาปรับใช้อย่างแรกเลยก็คือเรื่องของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะถือว่าเป็นเป้าหมายหลักในทางเศรษญกิจ

ใน “เค้าโครงการเศรษฐกิจ” ได้เน้นย้ำถึงเรื่องของความสุขสมบูรณ์ ซึ่งมันก็คือเรื่องของคุณภาพชีวิต เรื่องของสวัสดิภาพของประชาชน ตรงนี้ถ้ารัฐบาลเอานโยบายนี้มาชูเป็นประเด็นสำคัญ ก็จะสะท้อนให้เห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ พูดถึงเรื่องพายที่มันใหญ่ขึ้นแต่อย่างเดียว แต่ว่าเรื่องของการแบ่งพายในแต่ละก้อนให้กับประชาชนในแต่ละกลุ่มอย่างเป็นธรรม แล้วก็กระจายความเท่าเทียมให้ทั่วถึง

ประเด็นต่อมานะคะก็คือเรื่องของ “การการันตีการจ้างงาน” อันนี้เป็นเรื่องที่ในเค้าโครงเศรษฐกิจพูดไว้ค่อนข้างมาก หลักก็คือ “จะไม่มีประชาชนที่ไม่มีงานทำ หรือว่าจะต้องอดอยากจากการที่เศรษฐกิจตกต่ำเป็นเพราะว่ารัฐบาลจะเข้าไปเป็นผู้จ้างงาน” นี่ก็เป็นนโยบายที่เราสามารถปรับใช้ได้ในปัจจุบันได้ เพราะว่าถ้าเรามองย้อนมองบริบทในช่วงที่อาจารย์ปรีดีฯ เสนอเค้าโครงเศรษฐกิจนี้ จะพบว่าเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังตกต่ำ กำลังเผชิญกับ great depression ประเทศไทยเองก็เจอกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับเวลานี้ที่เราก็เจอกับวิกฤติโควิด แล้วก็เศรษฐกิจตกต่ำ แล้วก็ทำให้การจ้างงานมีปัญหา มีประชาชนที่จะต้องว่างงาน หรือว่าทำงานต่ำกว่าชั่วโมงทำงานปกติค่อนข้างมาก

ดังนั้นบทบาทของรัฐอีกบทบาทหนึ่งที่จะต้องเข้ามา ก็คือต้องเป็นผู้จ้างงานเสียเอง เพื่อทำให้คนยังมีงานทำและยังมีรายได้ ในนั้นก็จะมีอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการให้สวัสดิการกับคนที่เจ็บป่วย คนที่สูงอายุ หรือแม้แต่ว่าเป็นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ ก็มีการพูดถึงเรื่องนี้เช่นเดียวกัน เราสามารถนำแนวคิดมาปรับใช้ ในเรื่องของบำนาญได้ก็เช่นเดียวกัน เราสามารถที่จะให้สวัสดิการกับคนที่อาจจะเปราะบางทางสังคม อย่างเช่นคนเจ็บป่วย หรือว่าคนพิการ รวมถึงผู้สูงอายุที่ยังไม่มีระบบบำนาญใด ๆ มารองรับก็ควรจะต้องได้รับบำนาญขั้นพื้นฐานไปด้วย ซึ่งนโยบายตรงนี้ที่เราถอดและหยิบยกมาจากเค้าโครงการเศรษฐกิจของอาจารย์ปรีดี

ก็ประมาณนี้ที่เป็นนโยบายที่เราสามารถที่จะหยิบยกถอดมาจากเค้าโครงเศรษฐกิจของอาจารย์ปรีดีมาใช้มาประยุกต์ใช้ในปัจจุบันได้ค่ะ

การขับเคลื่อน “รัฐสวัสดิการ” ในบทบาทของนักการเมือง

ต้องยอมรับว่าแนวคิดนี้อาจจะยังไม่ได้เป็นที่เคยชินในสังคมไทย ในสังคมที่ประชาชนต้องพึ่งตัวเองเป็นหลัก แล้วก็ไม่เคยได้รับบริการสาธารณะอะไรจากรัฐอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เรียกได้ว่าที่ผ่านมา สวัสดิการจะเป็นใน รูปแบบของการสงเคราะห์ เป็นสวัสดิการอนาถา สำหรับคนจนเป็นหลัก

จากการที่เรานำเสนอนโยบาย หรือว่าหาเสียงในเรื่องนี้ เราพบกับปัญหาแบบนี้เข้ามาเรื่อย ๆ เพราะว่าชนชั้นกลางส่วนหนึ่งจะเข้าใจว่าการที่จะใช้แนวคิดเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการ หรือว่ามีนโยบายที่เป็นสวัสดิการถ้วนหน้า จะต้องเป็นภาระทางภาษีโดยเฉพาะกับชนชั้นกลางที่ถูกรีดภาษีเงินได้มาโดยตลอด แล้วก็รู้สึกว่าจะเป็นภาระ ทำให้เกิดแรงต่อต้านส่วนหนึ่งจากกลุ่มที่เป็นชนชั้นกลาง

ดังนั้น สิ่งที่เราสามารถที่จะทำให้ประชาชนรู้สึก และเข้าใจว่า ทำไมประเทศถึงต้องเป็นรัฐสวัสดิการ? ก็อาจจะต้องทำให้ชนชั้นกลางส่วนหนึ่งสามารถที่จะเข้าถึงบริการสาธารณะได้เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่าง เช่น ทุกวันนี้บัตรทองต้องยอมรับว่าไม่ใช่ชนชั้นกลางที่จะเข้าถึงบริการนี้ อันเนื่องมาจากว่าด้วยความที่ระบบสุขภาพที่ยังมีความไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้การรอคิวต่าง ๆ ก็ดี หรือว่าการที่โรงพยาบาลไม่ได้อยู่ใกล้บ้านเองก็ดี ทำให้ชนชั้นกลางส่วนหนึ่งก็ไม่ได้เข้าไปใช้บริการเหล่านั้น

แต่ถ้าเราสามารถที่จะปรับปรุงบริการสาธารณะพวกนี้ให้มีคุณภาพมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น โอกาสที่ชนชั้นกลางจะเข้าไปใช้มีมากขึ้น และเมื่อไหร่ที่มีคนส่วนมากที่เข้าไปใช้บริการสาธารณะพวกนี้ เขาก็จะเริ่มตระหนักรู้ถึงความสำคัญ ถึงความจำเป็นที่ประเทศจำเป็นที่จะต้องเป็นรัฐสวัสดิการ

นี่เป็นเรื่องใหญ่เป็นเรื่องสำคัญทีเดียวสำหรับทางฝั่งการเมืองเองก็ดี หรือว่าผู้กำหนดนโยบายเองก็ดี ที่จะสามารถที่จะทำให้ประชาชน buy in กับนโยบายพวกนี้แล้วก็เป็นที่มาด้วยว่าหลาย ๆ ครั้ง หลาย ๆ นโยบายที่เราจะต้องยืนยันถึงความเป็นสวัสดิการถ้วนหน้า ก็เป็นปัจจัยนี้ว่าการที่เราไม่จำกัดสิทธิเฉพาะกับใครคนใดคนหนึ่ง หรือว่าตามกลุ่มเป้าหมายและทำให้มีประชาชนที่ได้รับสวัสดิการส่วนนี้เพิ่มมากขึ้น เพราะเมื่อไหร่ที่เขาได้รับ และเขารู้สึกว่ามันเป็นประโยชน์ เขาก็จะสนับสนุนนโยบายพวกนี้ และเต็มใจที่จะมาร่วมเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุขกับคนทั้งประเทศ โดยการจ่ายภาษีที่มากขึ้นหรือว่าการที่สนับสนุนนโยบายพวกนี้กับทางฝั่งการเมืองค่ะ

พูดถึงสถานการณ์ผู้ใช้แรงงานในปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตทางเศรษฐกิจ และ COVID-19 ประโยชน์ต่าง ๆ ที่ผู้ใช้แรงงาน ควรจะได้รับจากประกันสังคม

สำหรับแรงงานสามารถที่จะได้รับประโยชน์จากรัฐสวัสดิการเช่นเดียวกัน จริง ๆ ในประเทศไทยเราก็มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานเกี่ยวกับการต่อสู้เรื่องของประกันสังคมถูกไหมคะ ทำให้สุดท้ายแล้วประเทศนี้ก็มีระบบประกันสังคม ที่จะสามารถคุ้มครองแรงงาน มีสวัสดิการที่ช่วยเหลือคนที่ว่างงาน หรือว่าเจ็บป่วยทุพพลภาพมีเงินทดแทน รวมไปถึงการมีบำนาญสำหรับผู้ประกันตนด้วย

แต่ก็อย่างที่บอกว่า แรงงานไทยก็ยังรู้สึกเปราะบางอยู่ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 อยู่ดี อันเนื่องมาจากว่าแรงงานส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นแรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคมด้วยซ้ำไป แรงงานส่วนใหญ่ของประเทศนี้ราว 20 ล้านคนเป็นแรงงานที่ไม่ได้เป็นผู้ประกันตน ไม่ได้อยู่ในระบบใด ๆ และไม่ได้มีสวัสดิการใด ๆ ที่จะคุ้มครองแรงงานเหล่านี้

ดังนั้น การที่มีวิกฤตโควิด-19 ทำให้เห็นภาพได้ชัดขึ้นว่ายังมีรายงานอีกกลุ่มใหญ่ กลุ่มที่เป็นส่วนใหญ่ของแรงงานด้วยซ้ำไป ที่ไม่มีตาข่ายใด ๆ มารองรับ เมื่อประเทศเกิดวิกฤต จะเห็นว่าตอนที่มีการระบาดระลอกแรก ก็จะมีการเรียกร้องให้มีการช่วยเหลือเยียวยากับผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งรัฐที่ไม่ได้เป็นรัฐสวัสดิการแห่งรัฐบาลปัจจุบันนี้ เราก็จะเห็นว่าก็จะเกี่ยงงอนกับการที่จะต้องช่วยเหลือประชาชนเหล่านี้

แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะปรับปรุงหรือว่าปฏิรูปประชาสังคมให้ครอบคลุมไปถึงแรงงานนอกระบบที่เป็นคนส่วนใหญ่ด้วยซ้ำไป ตรงนี้ก็ตามแนวคิดของรัฐสวัสดิการ แรงงานไม่ว่าจะเป็นแรงงานประเภทไหน ก็ควรจะต้องได้รับการคุ้มครอง ไม่ว่าจะเป็นจากการว่างงาน หรือว่าจากเมื่อเกษียณอายุ และต้องมีบำนาญคุ้มครอง

เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่เราผลักดันเช่นเดียวกัน ที่จะต้องปฏิรูปประกันสังคมในเรื่องของมาตรา 40 หรือว่ามาตรา 39 สำหรับมาตรา 40 ให้มีสิทธิประโยชน์ที่จูงใจให้ประชาชนอยากที่จะเข้ามาร่วมเป็นผู้ประกันตนมากขึ้น และมีสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมไปถึงบำนาญที่ประชาชนที่เป็นแรงงานสามารถที่จะใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เรื่องงบประมาณของรัฐ ถูกใช้ไปกับเรื่องความมั่นคงค่อนข้างสูง ถ้าให้เทียบกับสัดส่วนงบประมาณที่ใช้ไปในเรื่องของสาธารณสุขค่อนข้างต่ำ เมื่อเกิดวิกฤตโควิด รัฐก็ยังคงใช้งบประมาณไปกับความมั่นคงมากกว่า ในฐานะนักการเมืองมีการตั้งข้อสังเกตอะไรบ้าง

ถ้าโยงมากับแนวคิดเรื่องรัฐสวัสดิการ แน่นอนว่าเราจำเป็นจะต้องใช้งบประมาณค่อนข้างมากในการที่จะให้สวัสดิการอย่างถ้วนหน้ากับประชาชน ซึ่งมันก็หนีไม่พ้นว่า เราจะต้องมีการปรับปรุงเรื่องประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณ และการจัดเก็บภาษีแน่นอน

ทุกวันนี้จากประสบการณ์ที่เป็นนักการเมือง และไปนั่งในกรรมาธิการงบประมาณมา 2 ปี เราก็เห็นว่าการจัดสรรงบมาณสามารถที่จะปรับปรุงให้มันให้มันตรงจุดตรงเป้าได้มากกว่านี้ แต่นี่มันเป็นเรื่องของวิธีคิดเป็นเรื่องของแนวคิดมากกว่าว่า รัฐบาลนี้ไม่ได้มีความคิดว่าสวัสดิการของประชาชนที่เป็นสวัสดิการถ้วนหน้าเป็นเรื่องจำเป็น  ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองไหนก็ตามที่เคยหาเสียงด้วยนโยบายที่จะให้สวัสดิการถ้วนหน้า แล้วก็เป็นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ก็ไม่ได้มีความกระตือรือร้นที่จะผลักดันในการจัดสรรงบให้ไปสู่สวัสดิการอย่างถ้วนหน้าอย่างแท้จริง

เราก็ยังเห็นการเน้นความมั่นคงในด้านในทางทหารมากกว่าความมั่นคงทางด้านสาธารณสุข หรือ ความมั่นคงในคุณภาพชีวิตของประชาชน ตรงนี้ก็เลยนำไปสู่การที่เราจะต้องขับเคลื่อนเรื่องนี้ในสภา มีการพูดถึงเรื่องนี้มากขึ้น ที่ผ่านมาเราก็มีการฉายภาพที่เห็นว่าสวัสดิการประชาชนมัน fragment มาก ๆ มันกระจัดกระจาย มันไปอยู่ตามกระทรวงกรมต่าง ๆ เป็น 10 กว่ากระทรวง สำหรับการให้สวัสดิการของประชาชนทั้งประเทศ แต่เมื่อรวมงบประมาณกันแล้ว ยังเทียบไม่ได้กับงบประมาณที่เป็นสวัสดิการของข้าราชการ ซึ่งข้าราชการที่มีจำนวนคนที่รับผลประโยชน์ในประมาณ 5 ล้านคน กลับได้งบประมาณที่ใกล้เคียงกับประชาชนทั้งประเทศได้รับสวัสดิการ

ตรงนี้แสดงถึงความคิดวิธีคิด และ ความเชื่อต่าง ๆ ของรัฐบาลที่เป็นผู้กำหนดนโยบายในปัจจุบันนี้แล้วว่าเขาไม่ได้เชื่อ และไม่ได้คิดว่าสวัสดิการมันควรจะต้องเป็นสิทธิของประชาชน แต่ว่าจะเน้นไปที่สวัสดิการ อย่างเช่น บัตรคนจนหรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งที่จะเป็นการให้ในเชิงสงเคราะห์ที่ไม่ได้ทำให้ประชาชนสามารถที่จะใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีได้

ผลกระทบของภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนวิกฤตโควิด จนสถานการณ์เศรษฐกิจแย่ลงเรื่อย ๆ การเป็นหนี้สินภาคครัวเรือน คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

เรื่องของหนี้ครัวเรือนแน่นอนว่า การที่คนเป็นหนี้เพิ่มขึ้นเป็นสาเหตุมาจากการที่รายได้ต่ำลง ซึ่งเป็นผลโดยตรงมาจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดจากโรคระบาดในอย่างทุกวันนี้ ซึ่งรายได้ที่ลดลงของประชาชนไม่ได้เกิดจากการความผิดของประชาชนเอง

ดังนั้นรัฐมีหน้าที่ที่จะต้องเข้าไปประคับประคองหรือว่าเยียวยา เพื่อทำให้รายได้ของประชาชนไม่ได้ตกลงไปมากกว่านี้ แต่ยังไงก็ตามถึงแม้ว่ารัฐจะมีมาตรการเยียวยาอะไรออกมา ก็อาจจะไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ว่าก็ต้องคิดอย่างนี้ค่ะ ว่าทุกบาทที่รัฐต้องเป็นคนแบกรับหนี้ให้เป็นหนี้สาธารณะของประเทศ อาจจะทดแทนหนี้ที่เป็นหนี้ของครัวเรือนได้ หมายความว่ามันก็เหมือนกับเป็นกระเป๋าเดียวกัน ถ้ารัฐไม่ทำอะไรเลย หนี้ของประชาชนก็จะเพิ่มขึ้น แต่การที่รัฐจะทำอะไร ก็เหมือนกับว่าแบ่งเบาหนี้ที่ควรต้องเป็นหนี้ของประชาชนมาเป็นหนี้ของรัฐเอง

เรื่องหนี้ครัวเรือน ทางพรรคเองก็มีแนวคิดที่จะช่วยเหลือประชาชนที่ประสบกับปัญหาเรื่องหนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหนี้เริ่มกลายเป็นหนี้ที่ไม่สามารถที่จะผ่อนจ่ายต่อได้แล้ว ประสบการณ์จากหลายประเทศที่ช่วยเหลือประชาชนในเรื่องของการที่จะไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ต่าง ๆ เพื่อที่ทำให้ประชาชนไม่ต้องประสบกับปัญหา ต้องกลายมาเป็นบุคคลล้มละลาย ถูกฟ้องต่าง ๆ โดยที่เกิดจากความผิดที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ก่อ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงโควิดแบบนี้ หนี้ต่าง ๆ ถ้าเราสามารถที่จะไกล่เกลี่ยเจรจาแทนประชาชนได้ เป็นตัวกลางที่จะเจรจาระหว่างธนาคารต่าง ๆ หรือว่าบริษัทบัตรเครดิตต่าง ๆ แทนประชาชน ก็ทำให้ประชาชนสามารถที่จะได้รับข้อเสนอที่เป็นธรรมมากขึ้นกับทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ด้วย อันนี้ก็จะเป็นแนวคิดที่เราจะช่วยเข้ามาแก้ไขปัญหาของหนี้ครัวเรือน

ตอนนี้ในสถานการณ์ที่จำเป็นอยู่อาจเป็นเรื่องของวัคซีน ในแง่หนึ่งคือการฉีดวัคซีนให้กับคนทั้งประเทศ 66 ล้านคน แต่ปัจจุบันฉีดได้ 1 แสนคน ในภาพแบบนี้เราจะทำอะไรได้บ้าง

วิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้ แน่นอนว่าเราอาจจะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละรอบได้ด้วยการเยียวยา เงินที่มีอยู่ในหน้าตัก ถ้ามันไม่พอสำหรับการเยียวยาช่วยเหลือเราก็สามารถที่จะกู้เพิ่มได้ แต่ว่าเราไม่สามารถที่จะวนลูปนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ได้ตลอดไป

ดังนั้นหนทางเดียวที่เป็นกุญแจออกจากการวนลูปนี้ก็คือ การที่ประชาชนได้รับวัคซีน แล้วก็สามารถที่จะกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะติดเชื้อหรือว่าจะแพร่เชื้อไปให้กับบุคคลอื่นได้ แต่ว่าปัญหาเรื่องวัคซีนมันก็กลายเป็นคอขวดที่น่าจะเป็นปัญหาที่ปวดหัวของรัฐบาล

เนื่องจากว่าไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อจัดหาอย่างล่าช้า การที่เราไม่ได้กระจายความเสี่ยงของประเภทของวัคซีนอย่างมากพอ แล้วก็ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีคำตอบเกี่ยวกับการกระจายว่าจะมีกลวิธี ยุทธวิธีอย่างไรที่จะสามารถกระจายวัคซีนได้อย่างตรงจุดตรงเป้า ทุกวันนี้เราก็ไม่รู้แน่ชัดว่าใครกันแน่ที่จะเป็นเป้าหมายในการฉีดวัคซีนของรัฐบาล จะเป็นคนผู้สูงอายุที่อยู่ที่บ้าน หรือว่าคนที่มีโรคประจำตัว

“เค้าโครงการเศรษฐกิจ” ความเชื่อมโยงบนความที่น่าจะเป็นไปได้กับสังคมไทยยุคปัจจุบัน

ถ้าเรามองบริบทตอนที่อาจารย์ปรีดีนำเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจ เราจะเห็นว่ามันก็จะเป็นตอนที่ช่วงที่ประเทศกำลังประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจ คล้าย ๆ ตอนนี้มันก็เป็นเรื่องของ great depression นะคะแล้วก็เศรษฐกิจโลกตกต่ำทั่วโลก การส่งออกก็ย่ำแย่ ตอนนั้นประเทศก็เพิ่งที่จะเข้าสู่การมีรัฐสมัยใหม่ และที่สำคัญก็คือว่าประชาชนมีความทุกข์ยาก อดอยาก ที่สำคัญที่สุดก็คือ 90% ก็ไม่มีสิทธิ์ในที่ดินทำกินนะคะ

ดังนั้นเราอาจจะหยิบยกเอาบางส่วนของเค้าโครงเศรษฐกิจมาปรับใช้กับในปัจจุบันได้ แต่ว่าบริบทจะเปลี่ยนไป เพราะตอนนั้นมีประชากร 11 ล้านคน ปัจจุบันเรามีประชากร 67 ล้านคน แต่ว่าก็ยังไม่มีสิทธิในที่ดินทำกินอยู่ดี

ตอนนั้นเรามีวิกฤตเศรษฐกิจในระดับโลก ตอนนี้เราก็มีวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลกที่เกิดจากโรคระบาดเช่นเดียวกัน ตอนนั้นเราเพิ่งเริ่มเข้าสู่การมีรัฐสมัยใหม่หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตรงนี้ที่เป็นจุดแตกต่างที่ค่อนข้างสำคัญ เนื่องจากว่า 90 ปี เกือบ ๆ 90 ปีผ่านไป หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เราก็พบว่ารัฐสมัยใหม่ที่เราได้มาก็อาจจะไม่ใช่รัฐที่มีประสิทธิภาพ หรือว่ามีความสามารถที่จะจัดการกับเศรษฐกิจอย่างที่อาจารย์ปรีดีฯ เคยได้วางแผนไว้ ตอนที่เขียนเค้าโครงทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น เพื่อที่จะทำให้เราไปสู่รัฐสวัสดิการ นำไปสู่หลักการเรื่องของการประกันความสุขสมบูรณ์ของของราษฎร เราก็อาจจะให้รัฐไม่จำเป็นจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้วางแผนเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว แต่กลายมาเป็นตัวกลางที่จะช่วยจัดสรรทรัพยากร ให้มันเกิดความเท่าเทียม เกิดการกระจาย ทั้งรายได้ และความมั่นคงมั่งคั่งมากขึ้น โดยที่ไม่ได้ปฏิเสธระบบตลาด ทุกคนยังมีตัวเสรีภาพทางเศรษฐกิจและสามารถที่จะทำธุรกิจอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เป็นของประชาชนเอง โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องให้รัฐเป็นเป็นผู้ตัดสินใจอยู่เพียงฝ่ายเดียว

เพราะว่าด้วยความที่กาลเวลาก็ผ่านมา ก็มีการพิสูจน์แล้วว่า รัฐสวัสดิการไปได้ดีกับระบบที่ใช้ระบบตลาด ที่เป็นระบบนำเช่นเดียวกับเสรีภาพทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รัฐสวัสดิการในหลาย ๆ ประเทศประสบความสำเร็จ 

เนื่องในโอกาสที่จะถึงวันปรีดีวันที่ 11 พฤษภาคมนะคะ ดิฉันเองด้วยความที่เป็นนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ ก็จะได้รับรู้ ไม่ว่าจะเป็นชีวประวัติหรือว่าผลงานของอาจารย์ปรีดีฯ มาโดยตลอด ส่วนหนึ่งของแนวคิดเรื่องเค้าโครงการเศรษฐกิจก็เป็นสิ่งที่เราในฐานะนักศึกษาได้ก็มีการพูดคุยถกเถียงกันในชั้นเรียนมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม

ดังนั้นก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่เราจะได้นำเอาหลักการแนวคิดของเค้าโครงการเศรษฐกิจมาคุยกันอีกรอบหนึ่ง ในวาระที่สถานการณ์มันเริ่มที่จะกลับมาย้อนรอยกับสถานการณ์ในช่วงที่อาจารย์ปรีดีฯ นำเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่งค่ะ 

รัฐสวัสดิการ: จำเป็นหรือไม่กับการดำเนินชีวิต ?

ดัดแปลงจากการเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2564 บนเว็บไซต์ pridi.or.th

รัฐสวัสดิการเป็นโจทย์สำคัญอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีการตั้งคำถามถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน และความไม่นอนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการระบาดของโรค  อย่างไรก็ตาม การระบาดของโควิด-19 นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการตระหนักถึงความสำคัญของการจำเป็นต้องมีรัฐสวัสดิการ คำถามคือรัฐสวัสดิการคืออะไร มีความจำเป็นกับชีวิตเราอย่างไร และเราจะไปถึงรัฐสวัสดิการได้อย่างไร ในบทความนี้จะพาทุกท่านไปสำรวจและทำความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการ

ความจำเป็นแห่งการมีรัฐสวัสดิการ

“รัฐสวัสดิการ” หมายถึง รัฐประชาธิปไตย ซึ่งไม่เพียงแต่รัฐนั้นรับประกันสิทธิขั้นพื้นฐาน และ อิสรภาพส่วนบุคคลและทางเศรษฐกิจตามรัฐธรรมนูญ (เป็นนิติรัฐ) แต่ยังต้องเป็นรัฐที่ใช้มาตรการทางกฎหมาย ทางการเมือง และทางวัตถุเพื่อคลายความตึงเครียดทางสังคมและทำให้เกิดความเท่าเทียมกันท่ามกลางความแตกต่างทางสังคม (ในระดับหนึ่ง) 

ในลักษณะดังกล่าวเป้าหมายของรัฐสวัสดิการจึงเป็นเรื่องของความยุติธรรม (Justice) สิ่งนี้สอดคล้องกับทรรศนะของปรีดี พนมยงค์ และเป็นหัวใจสำคัญของการอภิวัฒน์สยามจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ด้วยปรารถนาจะให้ประเทศสยามหรือประเทศไทยในขณะนั้นมีประชาธิปไตยสมบูรณ์

การมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้นั้น จะต้องมีประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งที่ปรีดีให้ความสำคัญ เพราะว่าถ้าไม่มีประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจแล้ว ราษฎรส่วนมากก็จะไม่มีโอกาสในทางปฏิบัติที่จะใช้สิทธิประชาธิปไตยได้ ด้วยต้องกังวลว่าจะหาเลี้ยงชีพได้อย่างไร ทำให้สุดท้ายไม่ได้สนใจสิทธิและความเป็นอยู่ในทางการเมืองของตน สาเหตุดังกล่าวนี้ภายหลังการอภิวัฒน์สยาปรีดีจึงได้นำเสนอ “เค้าโครงการเศรษฐกิจ” ขึ้นมาโดยหมายมุ่งจะให้แบบแผนในการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนำมาซึ่งความสุขสมบูรณ์ของราษฎร

ดังนั้น “รัฐสวัสดิการ” เป็นเรื่องของความเสมอภาคหรือก็คือ ความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice) ซึ่งเป็นพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งการจะเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์นั้น ไม่สามารถปฏิเสธความสำคัญของการเป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจได้เลย ด้วยเหตุที่ความเสมอภาคทั้งในแง่ศักดิ์ศรี การได้รับความเคารพ และการกำหนดชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองนั้น อยู่บนเงื่อนไขการได้รับการจัดสรรทรัพยากรพื้นฐาน ซึ่งหากปราศจากทรัพยากรพื้นฐานเหล่านี้แล้วสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้เป็นลายลักษณ์อักษรนั้นแทบจะไม่มีคุณค่าอะไรเลย 

การคุ้มครองพลเมืองให้รอดพ้นจากภัยความยากจน อีกทั้งสนับสนุนให้ประชาชนใช้ศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่นั้น จึงเป็นหน้าที่ของรัฐในระบอบประชาธิปไตย รัฐสวัสดิการจึงไม่ใช่เรื่องของรัฐสังคมนิยมเพียงอย่างเดียว

สำหรับทรัพยากรพื้นฐานที่รัฐควรจัดหาให้นั้นเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและกาลเวลา ในเบื้องต้นทรัพยากรพื้นฐานนั้นอาจเป็นเรื่องของอาหารและที่พักอาศัย  อย่างไรก็ตาม ทรัพยากรพื้นฐานอื่นๆ ที่จำเป็นนั้นยังมีอยู่อีกมาก ซึ่งหากปราศจากสิ่งเหล่านี้แล้วการใช้สิทธิและเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นไม่ได้ 

สิ่งเหล่านี้รวมไปถึงการศึกษาหรือการฝึกอาชีพ ข้อมูลข่าวสาร เงินช่วยเหลือสำหรับเลี้ยงดูบุตร การรักษาพยาบาล และการสนับสนุนพื้นฐานอื่นๆ ซึ่งอย่างน้อยที่สุดจะต้องอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับสภาวะชีวิตทางสังคมและเศรษฐกิจ

ท้ายที่สุดแล้ว ความจำเป็นของการมีอยู่ของรัฐสวัสดิการจึงเป็นไปเพื่อที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของบุคคล ให้เขาสามารถดำรงไว้ซึ่งเจตจำนงอิสระของตนเองในการดำรงชีวิตและเลือกดำเนินการตามความต้องการของตนเองได้ โดยมีการสนับสนุนจากรัฐในการเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐานที่จะช่วยส่งเสริมการดำรงไว้ซึ่งเจตจำนงอิสระของตน

ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของรัฐสวัสดิการ

คำถามสำคัญที่สุดและเป็นข้อถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการมักจะเป็นเรื่องของต้นทุนที่สังคมต้องแบกรับเพื่อจ่ายให้บรรลุสู่เป้าหมายของการเป็นรัฐสวัสดิการ หลายกระแสมักโจมตีว่ารัฐสวัสดิการนั้น ใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากและบ่อยครั้งกลายเป็นประชานิยมที่ละลายงบประมาณแผ่นดินไปกับกิจกรรมที่สิ้นเปลือง และ ไม่รักษาวินัยทางการคลัง และ ถึงขนาดบางครั้งยังมีผู้กล่าวอ้างว่านโยบายทางสังคมเป็นอุปสรรคขัดขวางการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  

ทว่า ข้อที่สังคมโดยรวมต้องตระหนักถึงการเกิดขึ้นของรัฐสวัสดิการนั้นก็เช่นเดียวกันกับการเป็นประชาธิปไตยที่ไม่ได้เป็นเรื่องของกำไรขาดทุน สังคมไม่อาจเอาคุณค่าของอิสรภาพและประชาธิปไตยไปเปรียบเทียบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ 

ปัญหาอีกประการหนึ่ง คือ มายาคติเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการซึ่งมักถูกกล่าวหาว่า รัฐสวัสดิการทำให้คนขี้เกียจ งอมืองอเท้า และไม่มีแรงจูงใจออกไปต่อสู้กับโลกภายนอก ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เพราะในความเป็นจริงแล้วรัฐสวัสดิการมิได้แจกจ่ายเงิน แต่ทำให้คนไม่ต้องกังวลเวลาป่วย ตกงาน หรือไม่ต้องจ่ายค่าทำประกันชีวิต ดังได้กล่าวมาแล้วว่าจุดประสงค์ของ “รัฐสวัสดิการ” คือ ส่งเสริมให้เกิดความยุติธรรมทางสังคม ทำให้คนทุกคนในสังคมสามารถจะดำรงชีวิตได้ตามเจตจำนงของตนเอง

นอกจากนี้ หากกล่าวเฉพาะในบริบทของประเทศไทย ‘ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี’ นักวิชาการด้านสวัสดิการสังคมคนสำคัญ ได้ชี้ให้เห็นว่า “อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถเกิดรัฐสวัสดิการในประเทศไทยได้นั้นเกิดขึ้นมาจากปัจจัย 3 ประการ” ดังนี้

ประการแรก กลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ คือ กลุ่มที่เห็นความไม่เป็นธรรม ความไม่ถูกต้อง และมีเจตนาดี แต่คิดว่าไม่สามารถทำอะไรหรือเปลี่ยนแปลงปัญหาเชิงโครงสร้างได้ เมื่อเปลี่ยนอะไรไม่ได้ก็ทำได้เพียงแต่เรื่องเล็กๆ อย่างการเสียสละเชิงปัจเจก เช่น โครงการคนละก้าวที่ระดมเงินบริจาคมาช่วยโรงพยาบาล เป็นต้น การแก้ปัญหาในลักษณะดังกล่าวอาจช่วยให้ปัญหาเฉพาะหน้าดีขึ้น แต่ในเชิงโครงสร้างนั้นไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

ประการที่สอง ลัทธิท้องถิ่นนิยมทำให้การต่อสู้เพื่อรัฐสวัสดิการแบบก้าวหน้าครบวงจรไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากมีกรอบการมองว่าเมื่อไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างได้ เพราะรัฐส่วนกลางไม่มีประสิทธิภาพและทุจริต ดังนั้น จึงต้องย้อนกลับมาหาระดับท้องถิ่น ทั้งๆ ที่ปัญหาหลายอย่างนั้นไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการต่อสู้เฉพาะประเด็น ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้ว่าประเด็นรัฐสวัสดิการนั้นไม่เคยเป็นประเด็นวิวาทะสาธารณะ

ประการที่สาม กลุ่มนักคิดและเทคโนแครต กลุ่มลัทธิเสรีนิยมใหม่ มองว่า ปัญหาสวัสดิการคือการขาดข้อมูลที่ดี รัฐจึงไม่ต้องทำอะไร เพียงแค่เอาข้อมูลไปให้กับประชาชนจัดการตัวเองได้ด้วยเครือข่ายที่มีอยู่แล้ว ด้วยการแปลงสินทรัพย์ที่มีเป็นทุน เพิ่มโอกาสการแข่งขันในตลาดให้มากขึ้น โดยไม่ต้องปรับปรุงโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมภายในรัฐ

อุปสรรคทั้งสามประการข้างต้นนั้น ก่อให้เกิดความไม่ก้าวหน้าของขบวนการรัฐสวัสดิการของประเทศไทย นโยบายทางสังคมของรัฐจึงออกมาในลักษณะของสวัสดิการแบบชิงโชค ดังเช่นที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน เพราะประเด็นรัฐสวัสดิการนั้นไม่เคยกลายมาเป็นวิวาทะสาธารณะ และการแก้ปัญหาดำเนินการไปเพียงเป็นจุดๆ มากกว่าจะสร้างระบบรัฐสวัสดิการสมบูรณ์

วิถีทางที่เราจะไปสู่การเป็นรัฐสวัสดิการ

การจะไปถึงรัฐสวัสดิการได้นั้น รัฐควรจะต้องยกระดับคุณภาพชีวิตของบุคคล ให้เขาสามารถดำรงไว้ซึ่งเจตจำนงอิสระของตนเองในการดำรงชีวิตและเลือกดำเนินการตามความต้องการของตนเองได้ โดยมีการสนับสนุนจากรัฐในการเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐาน ซึ่งองค์ประกอบสำคัญที่จะนำไปสู่รัฐสวัสดิการได้นั้น ประกอบไปด้วยปัจจัย 2 ประการ คือ ‘หลักการเบื้องหลัง’ และ ‘เครื่องมือดำเนินการ’

หลักการเบื้องหลัง ที่จะนำไปสู่รัฐสวัสดิการนั้น เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องทำให้เกิดความตระหนักขึ้นในสังคม แนวคิดของรัฐสวัสดิการนั้นตั้งอยู่บนฐานความคิดที่ว่า สังคมโดยรวมต้องเข้ามาช่วยเหลือกันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของบุคคล และส่งเสริมให้บุคคลทุกคนสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพของตนเองได้ ซึ่งการร่วมกันนี้ก็คือ ความตระหนักในความเป็นพี่น้องร่วมกันของคนในสังคมหรือเรียกว่าต้องมีความ “ภราดรภาพ” กัน 

‘นายปรีดี พนมยงค์’ ได้เคยอธิบายเรื่องความภราดรภาพเอาไว้ว่า “มนุษยชาติต้องพึ่งพาอาศัยกันตั้งแต่เกิดจนตาย ดังนั้น จึงจะต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยให้ทุกคนมีส่วนร่วมในความลำบากของผู้อื่นด้วย ซึ่งการนี้เป็นมูลฐานแห่งความยุติธรรมของสังคม ซึ่งหากปราศจากความยินยอมพร้อมใจของคนในสังคมในเรื่องดังกล่าวแล้ว ย่อมไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะทรรศนะของคนในสังคมจะรู้สึกว่าการต้องร่วมช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นสิ่งเลวร้าย ยิ่งในบางกรณีแล้วจำเป็นต้องอาศัยอำนาจรัฐเพื่อทำให้มีรัฐสวัสดิการแล้ว อาทิ การจัดเก็บภาษีจะกลายเป็นทำให้ประชาชนรู้สึกไม่ต่างจากการเวนคืนทรัพย์สิน กรณีเช่นนี้จึงต้องสร้างความตระหนักรู้ให้กับสังคมเสียก่อน

สำหรับเครื่องมือดำเนินการเพื่อให้เกิดรัฐสวัสดิการนั้น บรรดาเครื่องมือทั้งหลายนั้นดำเนินการไปเพื่อให้เกิดสิ่งสำคัญ 2 ประการ คือ 

ประการแรก กระบวนการทำให้ไม่เป็นสินค้า (Decommodification) กล่าวคือ การทำให้บุคคลดำรงอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงตลาดแรงงานแต่เพียงช่องทางเดียวในการเลี้ยงชีพของบุคคลหนึ่ง ซึ่งหากบุคคลต้องพึ่งพิงตลาดแรงงานแต่เพียงช่องทางเดียว ตลาดแรงงานอาจจะบีบให้บุคคลต้องรับทำงานทุกประเภทโดยไม่คำนึงว่ามันจะมีค่าตอบแทนต่ำเพียงใด  ดังนั้น รัฐควรเข้ามาส่งเสริมคุณภาพชีวิตของบุคคลให้ได้รับการคุ้มครองทางสังคมอย่างรอบด้าน อันจะส่งผลให้บุคคลสามารถมีชีวิตในระดับที่ดีพอสมควรโดยอาศัยปัจจัยพื้นฐาน และ

ประการที่สอง การลดระดับการแบ่งช่วงชั้นทางสังคม (Destratification) กล่าวคือ การที่สังคมถูกแบ่งเป็นลำดับชั้นอย่างไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งในประเด็นนี้รัฐสวัสดิการจะเข้ามาช่วยลดระดับการแบ่งช่วงชั้นทางสังคม โดยการเสริมสร้างให้คนขยับระดับทางสังคมให้มีพื้นฐานที่เท่ากัน 

การจะตอบสนองเป้าหมายทั้งสองประการข้างต้นได้นั้นจำเป็นจะต้องอาศัยเครื่องมือ 4 อย่างด้วยกัน ได้แก่ 

  1. การประกันการว่างงาน คือ รูปแบบดั้งเดิมที่สุดของสิทธิประโยชน์ทดแทนรายได้ การว่างงานเป็นมากกว่าแค่การสูญเสียรายได้จากการทำงานหรือการสูญเสียเชิงวัตถุ แต่บ่อยครั้งที่การวางนั้นมาพร้อมรู้สึกกังขาในศักยภาพของตนเอง หรือ ความวิกตกกังวลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกับชีวิต การประกันการว่างงานจึงเป็นรูปแบบหนึ่งที่จะให้ความช่วยเหลือ ส่งเสริม และปลอบประโลมจิตใจ ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยได้มีการจ่ายเงินประกันการว่างงานแล้วระดับหนึ่ง นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของรัฐสวัสดิการที่จะสามารถต่อยอดต่อไปได้  อย่างไรก็ตาม ในอนาคตการปรับปรุงเรื่องประกันการว่างงานนั้นอาจจะปรับให้มีความเหมาะสมมากขึ้น เนื่องจากประกันการว่างงานในปัจจุบันนั้นตอบสนองเพียงเฉพาะตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของแรงงานเท่านั้น  ทว่า ในความเป็นจริงบุคคลหนึ่งคนนั้นมิได้หาเลี้ยงชีพเพียงแค่ตนเท่านั้น อาจจะต้องหาเลี้ยงบิดา มารดา และบุตร การให้เงินประกันการว่างงานจึงอาจคำนึงถึงภาระที่บุคคลนั้นมีอยู่ พร้อมๆ กับเสนอแนะงานที่เหมาะสมกับความต้องการของบุคคลนั้น
  2. เงินบำนาญ คือ การประกันเงินบำนาญนั้นมีความสำคัญในฐานะการช่วยเหลือขั้นพื้นฐานเมื่อบุคคลนั้นเกษียณจากวัยที่สามารถจะทำงานได้แล้ว ซึ่งแม้ผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะต้องพึ่งพาบริการสาธารณสุขและการดูแลมากขึ้น แต่การได้รับเงินบำนาญก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยให้บุคคลสามารถดำรงชีวิตได้
  3. นโยบายประกันสุขภาพ เป็นเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้แทนที่รัฐจะจ่ายเป็นเงินสดให้กับบุคคลผู้รับสวัสดิการ โดยเปลี่ยนมาเป็นการอำนวยความสะดวกด้านการบริการและสิทธิประโยชน์ในรูปแบบของวัตถุสิ่งของหรือบริการแทน ซึ่งอาจมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ได้ว่าระบบประกันสุขภาพนั้นอาจไม่มีประสิทธิภาพ  ทว่า นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นถึงความเท่าเทียมทางโอกาสในการเข้าถึงบริการสุขภาพนั้น ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นนโยบายที่มีความจำเป็น
  4. การศึกษาและการฝึกวิชาชีพ เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่มีความสำคัญโดยภาครัฐเข้ามาช่วยในการส่งเสริมด้านองค์ความรู้ให้กับบุคคลเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและต่อยอดการพัฒนาศักยภาพของบุคคล

นอกจากเครื่องมือทั้ง 4 ประการข้างต้นแล้ว ในปัจจุบัน รัฐประชาธิปไตยที่เป็นรัฐสวัสดิการที่มีความก้าวหน้านั้นได้ริเริ่มที่จะให้มีรายได้พื้นฐาน (Basic Income) ในลักษณะเป็นการประกันรายได้ขั้นต่ำที่เพียงพอแก่การดำรงชีวิตให้บุคคล โดยไม่ว่าจะมีรายได้หรือไม่รายได้จากการทำงาน

งบประมาณและภาระทางการคลัง

โจทย์สำคัญที่สุดของเรื่องรัฐสวัสดิการ คือ งบประมาณที่จะนำมาใช้จะมาจากแหล่งใด สิ่งสำคัญที่สุดงบประมาณที่จะนำมาใช้สร้างรัฐสวัสดิการนั้นไม่ควรก่อให้เกิดหนี้สาธารณะ เพราะจะเป็นการสร้างภาระทางการคลังให้กับประเทศ แต่เป้าหมายของรัฐในการดูแลประชาชนก็เป็นสิ่งจำเป็นและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ 

วิธีการหนึ่งที่ดำเนินการได้แน่นอน คือ การตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นลง เช่น การปรับลดงบประมาณด้านความมั่นคงหรือด้านการทหารลง เป็นต้น แต่ในอีกแง่หนึ่งสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การปรับโครงสร้างทางภาษีเหมาะสม โดยการใช้ภาษีเงินได้อัตราก้าวหน้าอย่างจริงจัง แม้ว่าจะสร้างผลกระทบให้กับบุคคลที่มีรายได้มาก เพราะต้องเสียภาษีมาก แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ทุกๆ คนนั้นจะได้รับสวัสดิการตอบแทนกลับมา  

นอกจากนี้ รัฐอาจจะใช้ภาษีเฉพาะมากขึ้น เช่น ภาษีทรัพย์สินและภาษีมรดก เป็นต้น ซึ่งเครื่องมือทางภาษีนี้นอกจากจะช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศเพื่อเอามาใช้จัดสวัสดิการแล้ว ยังเป็นการลดความมั่งคั่งของบุคคลบางกลุ่มเพื่อกระจายความมั่งคั่งไปสู่สังคมทั้งหมด สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ปรีดีได้เคยดำริไว้เช่นกันในเค้าโครงการเศรษฐกิจ
กล่าวโดยสรุปแล้ว รัฐประชาธิปไตย ที่ตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างแท้จริงนั้นควรจะต้องเป็นรัฐสวัสดิการ เพื่อไปให้ถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดคือการสร้างความเสมอภาค และ ส่งเสริมการใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งการจะไปถึงจุดนั้นได้สังคมอาจจะต้องฟันฝ่ามายาคติต่างๆ และหยิบเอาประเด็นรัฐสวัสดิการขึ้นมาเป็นวิวาทะสาธารณะอย่างจริงจัง เพื่อให้รัฐสวัสดิการกลายมาเป็นโจทย์สำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของบุคคล

อ่านความคิดปรีดี: ทรรศนะต่อการมีหลักประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2564 บนเว็บไซต์ pridi.or.th

หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ความคิดริเริ่มที่จะบรรเทาความไม่แน่นอนของชีวิตนั้น ได้ปรากฏอยู่ในงานเขียนชิ้นสำคัญที่สะท้อนแนวคิดทางเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์ คือ “เค้าโครงการเศรษฐกิจ” ในส่วนของหลักประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร 

ที่มาแห่งการประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร

การจะทำความเข้าใจถึงแนวคิดการประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎรนั้นจำเป็นต้องย้อนกลับไปพิจารณาบริบทของสยามในเวลานั้น อาชีพของชาวสยามส่วนใหญ่ในเวลานั้นคือ การทำเกษรตรกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นชาวนา และอีกอาชีพหนึ่งที่ชาวสยามนิยมเป็นคือการรับราชการ ซึ่งอาชีพทั้งสองนั้นได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสยามในเวลานั้น

สยามในช่วงปี พ.ศ. 2472 – 2475 นั้น ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกอันเป็นผลมาจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งการที่สยามได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลกภายหลังจากการลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริงในปี พ.ศ. 2398 ทำให้เศรษฐกิจของสยามเปลี่ยนจากเศรษฐกิจแบบพึ่งพามาเป็นเศรษฐกิจเพื่อการส่งออก 

ระบบเศรษฐกิจของสยามในขณะนั้น จึงผูกติดอยู่กับระบบเศรษฐกิจของโลกตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของสยามในเวลานั้น

เมื่อเศรษฐกิจของยุโรปตกต่ำลง เพราะผลของสงคราม ก็ส่งผลให้ข้าว ไม้สัก ดีบุก และยางพารา ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกของสยามราคาตกต่ำลง และขายในตลาดต่างประเทศไม่ได้ราคา จึงทำให้สยามมีรายได้ลดลง สถานการณ์ดังกล่าวเป็นสาเหตุให้รัฐบาลสยามในปี พ.ศ. 2473 ตัดสินใจตัดทอนรายจ่ายเพื่อให้งบประมาณไม่ขาดดุลด้วยการลดค่าตอบแทนข้าราชการและลดงบประมาณทางทหารลง

สำหรับอาชีพเกษตรกรรมนั้น ชาวนาสยามอาจจะถือได้ว่าเป็นอาชีพที่ทำงานหนักที่สุด แต่ได้รับผลตอบแทนน้อยที่สุด จากการสำรวจของคาร์ล ซี. ซิมเมอร์แมน (Carl C. Zimmerman) ได้พบว่า แม้ชาวสยามส่วนใหญ่จะมีอาชีพเป็นเกษตรกรทำนา แต่โดยส่วนก็ไม่มีที่นาเป็นของตนเองและอาศัยวิธีการเช่านาจากเจ้าของที่ดิน โดยคิดสัดส่วนการเช่าที่ดินได้ราวๆ เกือบร้อยละ 50 ของพื้นที่ทำเกษตรกรรมของประเทศในเวลานั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวนาในพื้นที่จังหวัดธัญบุรี (ซึ่งปัจจุบันได้ยุบรวมเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดปทุมธานี) 

ชาวนาส่วนใหญ่เป็นผู้เช่าที่ดินเกือบร้อยละ 85 ซึ่งที่ดินส่วนใหญ่นั้นเจ้าของที่ดินนั้นเป็นบริษัทที่เข้ามาพัฒนาขุดคลองและพัฒนาที่ดินเพื่อทำการเกษตรในขณะนั้น ประกอบกับการทำการเกษตรในเวลานั้นเน้นพึ่งพาธรรมชาติเสียมากกว่าการพัฒนาองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีเพื่อทำการเกษตร การเพาะปลูกจึงเป็นไปแบบเดิม กล่าวคือ ชาวนาต้องใช้เงินลงทุนมากๆ และได้ดอกผลเพียงเล็กน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับแรงงานที่ได้ลงไป และในส่วนของเงินทุนที่ได้ลงไปนั้นมักจะมาจากการกู้ยืมเงิน ซึ่งภายหลังจากการทำนาเสร็จแต่ละครั้งชาวนาต้องชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าเช่านา ภาษีโคกระบือ อากรค่านา และเงินรัชชูปการ เป็นต้น ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ลดทอนรายได้ของชาวนาไทย

สถาวการณ์ดังกล่าวนั้น ในทรรศนะของปรีดีถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของความไม่เที่ยงแท้ของเศรษฐกิจ ปรีดีได้อธิบายเรื่องความไม่เที่ยงแท้ของเศรษฐกิจนี้เอาไว้ในงานเขียนหลายชิ้น เช่น เค้าโครงการเศรษฐกิจ และ ความเป็นอนิจจังของสังคม เป็นต้น 

ซึ่งความไม่เที่ยงแท้ทางเศรษฐกิจนั้น แท้จริงแล้วก็คือ สภาพความไม่แน่นอนตามธรรมชาติของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของฐานะทางเศรษฐกิจ และในแง่ของสังขาร ซี่งทั้งสองส่วนสัมพันธ์กันอยู่ เพราะการทำมาหาได้ของคนๆ หนึ่งนั้น ก็ขึ้นอยู่กำลังทางกายของบุคคลนั้น เมื่อสังขารของบุคคลร่วงโรยลงเพราะด้วยอายุหรือด้วยความพิการ ในส่วนของความสามารถในการทำงานของเขาก็จะลดลงไปด้วยเช่นเดียวกัน 

ทรัพย์สินเองก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อเจ็บป่วยทรัพย์สินที่หามาได้ก็ต้องใช้จ่ายไปและเมื่อเจ็บป่วยทรัพย์สินที่จะหามาได้ก็ลดลง  ฉะนั้น ทรัพย์สินจึงไม่อาจประกันความเที่ยงแท้แน่นอนได้ ความไม่เที่ยงแท้ของเศรษฐกิจนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะคนยากจนเท่านั้น คนชนชั้นกลาง ตลอดจนถึงผู้มั่งมีก็สามารถประสบกับความไม่เที่ยงแท้ของเศรษฐกิจได้ทั้งสิ้น

หลักการการประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร

การแก้ไขปัญหาความไม่เที่ยงแท้ของเศรษฐกิจในทรรศนะของปรีดีคือ จะต้องจัดให้มีการประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร (Assurance Sociale) โดยให้รัฐเข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจ โดยการให้หลักประกันกับราษฎรนับตั้งแต่เกิดจนกระทั่งสิ้นชีพ และ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือเจ็บป่วย หรือพิการ หรือชราทำงานไม่ได้ก็ดี ราษฎรจะได้มีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และสถานที่อยู่อาศัย อันเป็นปัจจัยแห่งการดำรงชีวิต

หลักการการประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎรนั้น ปรีดีได้นำเสนอเอาไว้ในเค้าโครงการเศรษฐกิจ โดยการจะดำเนินการให้มีประกันเช่นว่าได้นั้น รัฐบาลจะต้องเป็นผู้ดำเนินการเอง เพราะด้วยลักษณะของประกันเช่นนี้ ไม่มีเอกชนคนใดจะทำได้ หรือถ้าเอกชนคนใดจะทำได้ ก็จะต้องดำเนินการโดยมีค่าใช้จ่ายเบี้ยประกันที่แพงมากเกินกว่าราษฎรทุกคนจะได้รับประกันในลักษณะดังกล่าวได้ 

ดังนั้น ในทรรศนะของปรีดีเมื่อให้รัฐบาลเป็นผู้จัดให้มีประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎรนั้น รัฐบาลอาจจัดหาสิ่งอื่นแทนเบี้ยประกันภัยได้ เช่น การจ่ายเบี้ยประกันด้วยแรงงานผ่านการรับราชการ หรือจ่ายภาษีอากรโดยอ้อมเป็นจำนวนคนหนึ่งวันละเล็กน้อยในระดับที่ราษฎรไม่รู้สึกถึงภาระค่าเบี้ยประกันที่จ่าย เป็นต้น

ในส่วนของการดำเนินการเพื่อให้มีประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎรนั้นจะดำเนินการด้วยกฎหมายว่าด้วยประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดสิทธิของประชาชนทุกคนมีสถานะเสมือนเป็น “ข้าราชการ” เพื่อที่จะให้มีสิทธิได้รับเงินเดือนเป็นจำนวนแน่นอนตามช่วงอายุและความสามารถของราษฎรแต่ละคน ซึ่งสิทธิได้รับเงินในส่วนนี้แยกต่างหากจากเงินเดือนที่จะได้รับในตำแหน่งราชการ

ตารางแสดงอัตราช่วงอายุที่จะได้รับเงินจากรัฐบาล ซึ่งจำนวนเงินเท่าใดจะถูกกำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาอีกทีหนึ่ง

ลำดับช่วงอายุจำนวนเงิน/เดือน
1.บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปีเดือนละ…………………………บาท
2.บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 1 – 5 ปีเดือนละ…………………………บาท
3.บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 6 – 10 ปีเดือนละ…………………………บาท
4.บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 11 – 15 ปีเดือนละ…………………………บาท
5.บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 16 – 18 ปีเดือนละ…………………………บาท
6.บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 19 – 55 ปีเดือนละ…………………………บาท
7.บุคคลที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไปเดือนละ…………………………บาท

ที่มา: เค้าร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร.

แนวคิดของการจ่ายเงินให้กับราษฎรทุกคนนั้น จะช่วยแก้ไขสถานะทางเศรษฐกิจของราษฎรจากสถานะทางเศรษฐกิจที่เคยอยู่บนปัญหาความไม่เที่ยงแท้ของเศรษฐกิจ โดยให้ราษฎรได้รับเงินเพียงพอแก่การดำรงชีพ แม้ว่าแนวคิดเรื่องการประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎรนั้น จะไม่ได้มีลักษณะเช่นเดียวกับสวัสดิการสังคมของรัฐสมัยใหม่เสียทีเดียว แต่เจตนารมณ์ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรให้มีความมั่นคงนั้นเป็นปณิธานที่หาญมุ่งและควรได้รับการสืบสานต่อไป

ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี: การต่อสู้เพื่อรัฐสวัสดิการ คือ การต่อสู้เพื่อความเสมอภาคของประชาชน

บ่ายนี้กองบรรณาธิการสถาบันปรีดี พนมยงค์ มีนัดสนทนาสัมภาษณ์กับ ‘รองศาสตร์จารย์ ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี’ หรือ ที่รู้จักกันในบรรดามวลชนม็อบว่า ‘อาจารย์จั๊ก’ วันนี้แดดจัด อากาศร้อนเป็นพิเศษ หลังจากที่ฟ้าหม่นอึมครึมไปด้วยเมฆฝนในฤดูร้อนมาหลายวัน

การสัมภาษณ์ในครั้งนี้เป็นการชวนคุยกันถึงประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสังคมไทย คือ รัฐสวัสดิการในทรรศนะของ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ว่าเป็นอย่างไร และสังคมไทยจะไปถึงรัฐสวัสดิการได้อย่างไร

ทำไมถึงสนใจประเด็น “รัฐสวัสดิการ”

จุดเริ่มต้นที่เริ่มสนใจเรื่องรัฐสวัสดิการอย่างเป็นทางการ ตอนนั้นเรียนอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ แล้วมีการตั้งคำถามกันในกลุ่มเพื่อนคืออยากได้สังคมที่ดีขึ้น ซึ่งในเวลานั้นเป็นเป็นช่วงขาขึ้นของกระแสความเป็นประชาธิปไตยในยุคทักษิณ ชินวัตร

สมัยนั้นอาจารย์ใจ อึ้งภากรณ์ ลูกชายของอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ สอนอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ น่าจะก่อนผมเข้าเป็นนักศึกษาสักประมาณ 5-6 ปี ผมมีโอกาสเข้าร่วมกลุ่มศึกษา ได้เรียนกับอาจารย์ใจ จึงได้มีโอกาสได้ทำงานร่วมกับกลุ่มสหภาพแรงงานต่างๆ ได้ทำประเด็นเรื่องข้อเรียกร้องต่างๆ คำว่า “รัฐสวัสดิการ” เป็นคำที่ถูกพูดถึงในช่วงเวลานั้น ว่าสิ่งที่จะทำให้เราได้มากกว่าการเลือกตั้ง 

เรามีการตั้งคำถามว่า ‘ประเทศมีการเลือกตั้ง’ ‘มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ’ ซึ่งเราก็คิดว่าถ้ามองตามมาตรวัดทั่วไปแค่นี้ก็คงพอ เศรษฐกิจดี การเมืองไม่มีรัฐประหาร ทีนี้เรามาคิดว่า ถ้าจะมองให้ครบหลายๆ ด้านเพิ่มขึ้นอีก จะมีอะไรอีกไหมที่ควรจะก้าวหน้า และพัฒนาเพิ่มมากขึ้นไปอีก จึงเป็นที่มาของการสนทนาถึงคำว่า “รัฐสวัสดิการ”

ความจำเป็นถึงการที่จะต้องมีรัฐสวัสดิการที่ดี ที่เป็นธรรมและเท่าเทียม

อันดับแรก สิ่งที่ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องย้ำก็คือ เวลาที่เราพูดถึงคำว่า “ประชาธิปไตย” มันไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของสิทธิการเลือกตั้ง หรือ สิทธิในการส่งเสียง แต่อีกด้านหนึ่ง เรากำลังพูดถึงเรื่องความเสมอภาคในทางเศรษฐกิจ ผมคิดว่าถ้าพูดถึงประชาธิปไตย แปลว่าจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่เกิดมานั้น สามารถที่จะกำหนดชีวิตของเราเองได้โดยไม่ต้องกังวลอะไรเลย

ขณะเดียวกันมีคนส่วนมากในสังคมนี้ที่เกิดมาพร้อมกับโซ่ที่มัดพวกเขาไว้ เกิดมาพร้อมกับหนี้ เกิดมาพร้อมกับความกังวล หนี้ที่พ่อแม่ก่อ หนี้ที่ตัวเองจะต้องแบกรับ หนี้ของลูกหลานไปอีกหลาย Generation สังคมที่มีความเหลื่อมล้ำแบบนั้นก็ไม่สามารถที่จะเป็นสังคมที่มีประชาธิปไตยสมบูรณ์ได้ ผมเลยคิดว่าถ้าจะพูดถึงความเสมอภาค รัฐสวัสดิการที่เหมือนกัน เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ความแตกต่างกันโดยชาติกำเนิดเป็นโมฆะได้มากที่สุด ทำให้มนุษย์เสมอภาคกันได้มากที่สุด และทำให้ประชาธิปไตยของเราสมบูรณ์ได้มากที่สุดเช่นเดียวกัน

คุณเคยบอกว่า “รัฐสวัสดิการ” คือการต่อสู้ และ ต่อสู้กันมาหลายยุคหลายสมัย

สิ่งหนึ่งจำเป็นต้องย้ำครับ เราคุยกันถึงประเด็นเรื่องรัฐสวัสดิการ ไม่ว่าผมจะพูดปีนี้ 5 ปีที่แล้ว เมื่อ 10 ปีที่แล้ว หรือว่า 15 ปีที่แล้ว มักจะมีคำอธิบายว่าเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่มีใครรู้จัก เป็นเรื่องใหม่ที่คนไทยไม่คุ้นเคยกัน แต่สิ่งที่ผมอยากย้ำก็คือ “การต่อสู้เพื่อรัฐสวัสดิการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นสิ่งที่มีอยู่ในกระบวนการการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของไทยมาอย่างยาวนาน”

การต่อสู้ฉากแรกระหว่าง ‘ประชาธิปไตย’ กับ ‘อนุรักษนิยม’ ก็คือการต่อสู้ภายใต้แนวคิดนี้ว่า “ประเทศไทยควรจะมีรัฐสวัสดิการหรือไม่” ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งฝั่ง Conseravtive (อนุรักษนิยม) และ ฝั่งก้าวหน้าในสังคมไทย เป็นจุดเริ่มต้นของการรัฐประหาร การสละราชสมบัติของรัชกาลที่ 7 รวมถึงการที่ฝั่งก้าวหน้าถูกพยายามทำให้มีบทบาทน้อยลงหลังจากที่มีการต่อสู้เพื่อแนวคิดของรัฐสวัสดิการ

สิ่งที่ผมอยากย้ำอีกเรื่องคือ แนวคิดของ ‘อาจารย์ปรีดี พนมยงค์’ การนำเสนอผ่านเค้าโครงการเศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งคำประกาศที่อยู่ในแถลงการณ์ของคณะราษฎรฉบับที่ 1 ก็ยังพูดถึงกรอบแนวคิดที่ว่าด้วยความเสมอภาคทางเศรษฐกิจของผู้คนที่อยู่ในสังคม

เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ อย่างน้อยที่สุดเราต่อสู้กันมาตั้งแต่ปี 2475 เป็นเวลา 80 กว่าปี ก่อนมี Concept นี้ที่อยู่ในสังคมไทย และก็เป็นกรอบสำคัญในการต่อสู้ของขบวนการประชาธิปไตยแทบทุกยุคทุกสมัย แม้กระทั่งยุคปัจจุบันเอง ขบวนการคนรุ่นใหม่ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ก็ยังคงมีคำนี้ที่ปรากฏอยู่ คำว่ารัฐสวัสดิการถูกพ่วงเข้าสู่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่เคยขาดหายไปจากสังคมไทยเลย

สถานการณ์รัฐสวัสดิการสังคมไทยในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน และ ปัจจัยอะไรที่คุณคิดว่าเป็นตัวถ่วงของการเดินไปข้างหน้าของรัฐสวัสดิการ

อย่างที่ผมเรียนไปในข้างต้นนะครับ ผมคิดว่า การต่อสู้เพื่อรัฐสวัสดิการคือการต่อสู้เพื่อความเสมอภาคของผู้คน ดังนั้น สิ่งเหล่านี้จึงถูกมาพ่วงกับกระบวนการประชาธิปไตยอย่างที่แยกออกจากกันไม่ได้ นั่นหมายความว่า ยุคสมัยไหนที่ประชาธิปไตยเติบโต ยุคสมัยไหนที่ประชาธิปไตยเบ่งบาน ยุคสมัยไหนที่ประชาชนออกมาต่อสู้ ออกมายืนยันสิทธิได้มาก รัฐสวัสดิการก็จะเติบโตก้าวหน้ามากขึ้น

สิ่งหนึ่งที่อาจเป็นข้อมูลที่ค่อนข้างใหม่นะครับ จะลองชวนทุกท่านหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้วดูไปพร้อมๆ กับผม คุณเข้าไปที่  Google Trend แล้ว Search คำว่า “รัฐสวัสดิการ” จะเห็นว่าตั้งแต่ปี 2014 หรือว่าถ้าเทียบแล้วคือตั้งแต่ในยุคสมัยปี  2551 2552 2553 ไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ มีคน search ประเด็นคำว่า “รัฐสวัสดิการ” มากขึ้น และมากขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่งมาพีคสุดในช่วงประมาณปี 2 ปีที่ผ่านมา คือคนสนใจมากขึ้นเป็น 3-4 เท่าเทียบกับ 6-7 ปีที่ผ่านมา และตั้งแต่ยุคสมัยที่เรารู้จักกับการใช้ internet อย่างแพร่หลาย สิ่งที่ผมเห็นคือมันไปสอดคล้องกับคำอธิบายที่คลาสสิคมาก ก็คือไม่มีกราฟรัฐสวัสดิการที่ตกในการ search ของผู้คนเลย คือมีแต่ขึ้น ขึ้นมากหรือขึ้นน้อยช่วงไหนที่ประชาชนออกไปประท้วงเยอะคนก็ search คำว่ารัฐสวัสดิการมากขึ้น

เช่นเดียวกันครับ การต่อสู้เพื่อรัฐสวัสดิการในสังคมไทย พอมีการต่อสู้เพิ่มขึ้นมาครั้งหนึ่ง แม้ว่าจะมีรัฐประหาร แม้ว่าจะมีการทำลายกระบวนการประชาธิปไตย แต่การตระหนักคุณภาพชีวิตของประชาชน ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่จะสามารถย้อนกลับไปได้ เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ผมจะยืนยัน คือ ผู้คนเสมอภาคกันมากขึ้นจากการต่อสู้ และ เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์ได้สัมผัสถึงความเสมอภาคในคุณภาพชีวิตของผู้คนมันก็ยากที่จะหมุนกลับไป

ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้เพื่อรัฐสวัสดิการ ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องประกันสังคม แม้ว่าการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จะเป็นการสต๊าฟหยุดการบังคับใช้ พ.ร.บ. ประกันสังคมนานกว่า 40 ปี แต่พอฟ้าเปิดเป็นประชาธิปไตย พ.ร.บ.ประกันสังคมก็ถูกประกาศใช้ รัฐธรรมนูญปี 40 มีการชนะการเลือกตั้งของพรรคการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย สิ่งที่เกิดขึ้นมาก็คือ การเกิดการประกันสุขภาพถ้วนหน้า

จากนั้นในสมัยของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เกิดเบี้ยผู้สูงอายุ มันมีสิ่งที่พัฒนามากขึ้นมากขึ้น จนปัจจุบันแม้ว่ามีความพยายามหลายครั้งที่จะหมุนกลับคุณภาพของสวัสดิการไป แต่รัฐบาลก็ไม่สามารถที่จะทำได้ เพราะฉะนั้นถ้ามองในแง่บวก คือ สิ่งที่เราเห็นสวัสดิการของเราเติบโตขึ้นพร้อมกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่จะเติบโตช้าเมื่อมีการรัฐประหาร เมื่อประชาชนถูกปราบปราม ถูกคุมขัง การเติบโตด้านคุณภาพชีวิตก็จะช้าลง

เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งที่ผมจะยืนยันก็คือ มันมีการเติบโตขึ้น แต่เราก็ต้องทำความเข้าใจในด้านหนึ่งที่ว่า ภายใต้การปกครองของรัฐบาลเผด็จการ การปราบปรามการชุมนุมอะไรต่างๆ ก็จะทำให้การเติบโตของรัฐสวัสดิการก็ช้าลง ถ้าไม่มีรัฐประหาร ผมก็จินตนาการไม่ออกเหมือนกันว่า บางทีคุณภาพชีวิตและสวัสดิการของคนไทยจะดีกว่านี้ก็ได้

คุณลองนึกย้อนไปถึงสมุดปกเหลือง และ ข้อเสนอของปรีดี พนมยงค์ ในช่วงเวลาเมื่อ 80 กว่าปีก่อนนั้น ถือว่าเป็นข้อเสนอที่ก้าวหน้า ไม่ใช่เพียงแค่กับยุคสมัย ถ้าเอามาเทียบกับมาตรฐานปัจจุบัน ก็ถือว่าเป็นข้อเสนอที่ก้าวหน้ามากกว่าหลายๆ ประเทศที่ก้าวหน้าด้านสวัสดิการในปัจจุบันอีก แต่ก็น่าเสียดายว่ารัฐประหารแต่ละครั้งมันทำให้ส่วนที่จะสามารถพัฒนาประเทศชาติได้ ถูกทำให้ช้าลงไป

ณ เวลานี้แรงงาน Platform จะเรียกได้ว่ามีจำนวนอยู่ไม่น้อย และปัญหาก็คือว่า แรงงานเหล่านี้ไม่ได้รับสิทธิที่ควรจะได้ ระบบรัฐสวัสดิการไม่ได้ตอบสนองต่ออาชีพของเขา คุณคิดว่ามีแนวทางการยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาอย่างไรบ้าง

ประเทศไหนที่มีการต่อสู้ของขบวนการแรงงานที่เข้มแข็ง ก็จะสามารถรักษาสวัสดิการไว้ได้ อย่างที่เราเห็นในกลุ่มประเทศนอร์ดิก แต่ว่าในกลุ่มประเทศตะวันตก แม้กระทั่งในเยอรมนีเอง แม้ว่าจะเป็นต้นกำเนิดของระบบประกันสังคม แต่ว่าด้วยการที่สมาชิกสหภาพแรงงานน้อยลง ก็ทำให้คุณภาพของสวัสดิการประกันสังคมในเยอรมันนีถูกทำลาย ถูกลดทอนลงไปเยอะ

พอพูดถึงประเด็นแรงงานอิสระ หรือว่าแรงงานที่ไม่มีนายจ้าง หรือที่ทางการเรียกกันว่าเป็น “แรงงานนอกระบบ” ในบริบทสังคมไทยเขาต้องทำความเข้าใจก่อนว่าอย่างที่เราเห็นอยู่ เช่น แรงงาน platfrom ในปัจจุบัน คนที่ขับรถส่งอาหาร หรือว่าคนที่เป็นแม่บ้านออนไลน์ เป็นอะไรต่างๆ มันน่าแปลกที่ว่า เมื่อบริษัทพวกนี้อยู่ที่ต่างประเทศ เขาเรียกว่า “ลูกจ้าง” คนที่ขับมอเตอร์ไซค์ส่งของให้เขาจะเป็นลูกจ้าง เป็นความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง

แต่พอบริษัทนี้มาเปิดที่ประเทศไทยเขาเรียกว่า Partner พอการเป็น Partner สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ไม่มีการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน ทั้งๆ ที่สภาพการปฏิบัติงาน คือ ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ดังนั้น สิ่งที่ผมอยากชี้ให้เห็นก็คือทำไมแรงงานอิสระในบ้านเราถึงเยอะ ไม่ได้หมายความว่าเกิดจากการที่ผู้คนรักอิสระ อยากจะมีชีวิต อยากจะเผชิญความเสี่ยงด้วยตัวเอง แต่เกิดจากสภาพการจ้างและกฎหมายแรงงานของไทยที่มันอ่อนด้อย ที่มันเอื้อให้เกิดแรงงานอิสระมากขึ้น

“แรงงานเหมาค่าแรง” ซึ่งภาครัฐกลายเป็นเป็นภาคส่วนในการเหมาค่าแรงเยอะมาก ก็คือทำงานโต๊ะเดียวกัน คนหนึ่งเป็นข้าราชการ คนหนึ่งเป็นพนักงานเหมาค่าจ้าง สวัสดิการไม่เท่ากัน ทำงานแบบเดียวกัน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น จึงเป็นต้นกำเนิดให้เกิดการงานอิสระมากขึ้น

ทีนี้คำถามสำคัญก็คือ “เราจะทำยังไงให้กลุ่มแรงงานอิสระที่มีเยอะมากขึ้นอยู่ในสังคมไทยได้รับการคุ้มครอง”

เราจำเป็นต้องพยายามพูดถึงสวัสดิการในฐานะสิทธิที่ไม่ได้เป็นสวัสดิการที่ผูกติดกับการจ้างงาน สำหรับประเทศไทยนี้ จริงๆ แล้ว แม้แต่พอประกันสังคมของเราที่ออกมาในช่วงปี 2538 สิ่งที่เกิดขึ้นคือพยายามเน้นสวัสดิการของกลุ่มคนที่มีงานประจำ มีนายจ้าง พอถึงจุดนี้ ผมคิดว่ามันเป็นกระแสสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่ถึงพูดถึงรัฐสวัสดิการเยอะขึ้น เพราะทุกคนต่างเห็นว่าตัวเองทำงาน ตัวเองก็มีส่วนร่วมแก่สังคม เสียภาษีทั้งโดยตรง เสียภาษีทั้งโดยอ้อม สร้างความมั่งคั่งให้แก่สังคม

ทำไมเราไม่สามารถได้รับสวัสดิการในฐานะสิทธิ ???
ทำไมต้องมีการพิสูจน์ความจนเพื่อให้ได้รับ ??? หรือ
ต้องพิสูจน์ว่าตัวเองเก่งพอที่ควรจะได้รับ ???
ทำไมเราไม่ได้มันในฐานะสิทธิ ???

ดังนั้นผมคิดว่า ถ้าเรามีรัฐสวัสดิการ เราจัดสวัสดิการไม่ใช่เพราะความจำเป็น ไม่ใช่เพราะว่าเขาทำอาชีพอะไร แต่จัดสวัสดิการให้เขาเพราะเขาเป็นมนุษย์

สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้คนสามารถวางแผนในชีวิตของตัวเองได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากย้ำคือ เรามักจะพูดถึงเรื่อง give and take อยู่เสมอในเรื่องของการจัดสวัสดิการ แต่ผมมีการคุยกับเพื่อนที่เป็นชาวเดนมาร์ก เขาบอกว่าสิ่งที่ประชาชนชาวเดนมาร์กเรียนรู้เป็นอันดับแรกไม่ใช่การให้ แต่คือการได้รับ เมื่อสวัสดิการเพียงพอ เราก็สามารถเติบโตในชีวิต เราก็สามารถทำธุรกิจ เราก็สามารถพัฒนาตัวเองได้ในเมื่อเราได้รับมากพอ เราถึงจะสามารถเป็นผู้ให้ได้

ในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เมื่อสังคมมีความเสมอภาคกัน ตัวทวีคูณการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็จะเติบโตในอีกแบบหนึ่งซึ่งจะต่างจากสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง อันนี้ เป็นทางออกต่อกลุ่มแรงงานอิสระซึ่งมีมากกว่า 60% ในกำลังแรงงานไทย

จากบาทแรกจนถึงบาทสุดท้าย ควรจะเป็นของทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ต้องพิสูจน์ว่าใครจน แล้วควรจะได้ก่อน ไม่ต้องพิสูจน์ว่าใครเก่งหรือใครดี หรือว่าใครควรจะได้ก่อน

อันดับแรกผมอยากชวนให้ทุกท่านคิดคือเรื่อง รัฐสวัสดิการมันไม่ใช่เรื่องของผู้เชี่ยวชาญ ถ้าเข้าไปคุยกับคนที่ทำงานอยู่ในตลาด หรือว่าเราไปคุยกับพนักงานก่อสร้าง คุยกับเด็กนักศึกษา คุยกับสาวโรงงานต่างๆ ซึ่งเท่าที่เห็นคือทุกคนสามารถบอกได้ว่าชีวิตที่ดีคืออะไรบ้าง เขาควรจะได้อะไรบ้าง

แต่สิ่งที่ผมอยากชวนให้ทุกท่านคิดแบบง่ายที่สุด เหมือนกับว่าถ้าคุณอยากให้คนมีสุขภาพดี คุณก็ให้เขารักษาพยาบาลฟรี ถ้าคุณอยากให้คนแก่มีชีวิตที่มีความมั่นคง มีความสุขและลูกหลานไม่มีความกังวล คุณก็ทำให้เขามีเงินบำนาญ ถ้าคุณอยากให้เด็กทุกคนเกิดมาไม่ต้องกังวลว่าจะต้องติดลบ ต้องไปขายพวงมาลัย หรือว่าถูกใช้ความรุนแรง คุณก็ทำให้เด็กทุกคนพร้อมกับการมีเงินเลี้ยงดูเด็ก

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมพยายามชวนให้ทุกคนคิดคือมองแบบง่ายที่สุด ต้องนึกถึงว่าเด็กอายุ 0 ถึง 18 ปี ให้มี เงินเด็กถ้วนหน้า ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ให้ 600 บาท และให้เฉพาะกลุ่มเด็กที่มีรายได้น้อย ซึ่ง 600 บาทมันก็ไม่พอ และยังให้เฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อยเข้าไปอีก

มองให้ง่ายเข้าไปอีก ให้ทุกคนเรียนหนังสือฟรี ไม่ให้ใครต้องรู้สึกว่าตัวเองต้องทิ้งต้องมีเรื่องราวสามัญประจำบ้านที่พี่ต้องลาออก เพื่อให้น้องได้เรียนหนังสือ แม่ต้องไปทำงานหนัก ไปกู้นอกระบบเพื่อที่จะทำให้ลูกได้เรียนต่อ เรื่องเหล่านี้มันควรจะหมดไปตั้งนานแล้วในประเทศไทย แต่ว่ามันถูกฉายซ้ำเป็นเรื่องปกติ ทำให้คนเรียนฟรีจนจบปริญญาเอกพร้อมกับการมีเงินเดือน ซึ่งตอนนี้เหมือนกับเยอะนะครับ แต่ว่าผมลองเทียบให้เราเห็นลองดูก็นึกว่าตอนนี้นักศึกษาอยู่ในระบบมหาวิทยาลัย ตีแบบเวอร์ที่สุดเลยนะครับ ทั้งรัฐและเอกชนมหาวิทยาลัยเปิดประมาณ 2 ล้านคน ถ้าต้องใช้งบปีละแสนบาท เพื่อที่จะทำให้ทุกคนเรียนฟรี สิ่งเหล่านี้ก็น่าสนใจมาก ก็คือต้องใช้สองแสนล้านบาทต่อปีที่ Top Up ฟังดูเยอะแต่ว่ามันคือ 8% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี

เช่นเดียวกัน ถ้าจะทำให้ผู้สูงอายุมีเงินบำนาญ 3,000 บาททุกคน ไม่ว่ายากดีมีจน เถ้าแก่ร้านทอง จนกระทั่งถึงเป็นแรงงานอิสระ ก็ใช้งบประมาณปีละ 4 แสนล้านบาท หรือว่าแม้กระทั่งเงินเด็กถ้วนหน้า ก็ใช้งบหลักแสนล้านบาทที่เพิ่มเติมขึ้นมา

นี่คือ Concept ของคำว่า “รัฐสวัสดิการ” ก็คือ เงินบาทแรกจนกระทั่งบาทสุดท้ายมาใช้จ่ายเรื่องนี้ก่อน ใช้เงินเรื่องนี้ก่อน เราเหลือก็เอาไปใช้จ่ายในเรื่องอื่น แต่ว่าแน่นอนว่าถ้าคุณเป็นรัฐประเภทอื่น คุณก็ใช้จ่ายเรื่องอื่นก่อน เหลือเท่าไหร่ค่อยโอนให้เป็นสวัสดิการสำหรับประชาชน นี่คือความแตกต่างกัน

จากการคำนวณของผม ถ้าเราใช้ระบบนี้เป็นระบบถ้วนหน้า ไม่ต้องพิสูจน์ว่าใครจน แล้วควรจะได้ก่อน ไม่ต้องพิสูจน์ใครเก่ง หรือใครดี หรือใครควรจะได้ก่อน ประเทศไทยตอนนี้กำลังหลงทางกับระบบที่เราเรียกกันว่า proxy means test ก็คือการพิสูจน์ความจนซ้ำเพื่อดูศักยภาพเพียงพอ สัมภาษณ์เด็กคนนี้เพื่อที่จะดูว่าเด็กคนนี้จนอย่างเดียวไม่พอ เด็กคนนี้ต้องมีความพยายาม มี Connection เพื่อที่เขาจะได้ไปต่อ แต่ว่ามันทำลายความเป็นมนุษย์มากเลย

รัฐควรเอาเรื่องพวกนี้ออกไป แล้ววางเป็นระบบถ้วนหน้า มีนักศึกษาเคยมาคุยกับผมมีเอกสารมาให้ผมเซ็น 2 ใบ คือใบลาออกกับใบขอทุน เขาบอกว่า ถ้าเขาขอทุนไม่ได้ก็คงต้องลาออก ช่วง covid ลำบากมาก มีประโยคหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่ามันสะท้อนใจ เขาถามผมมาประโยคหนึ่งว่า “หรือว่าที่นี่จะไม่ใช่ที่ของหนู?”

เขามาจากครอบครัวที่ค่อนข้างลำบากยากจน ซึ่งแน่นอนว่าคงจะต้องพยายามอย่างมากที่จะได้เข้ามาเรียนได้ถึงในธรรมศาสตร์ แต่พอมาถึงจุดนี้ได้ กลับมีคำถามว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ของหนู หนูควรจะลาออกแล้วไปทำงานเก็บเงิน เก็บเงินให้ได้ก่อน แล้วค่อยหาที่เรียน 

ประเด็นคือว่า ประเทศนี้เราสามารถดีกว่านี้ได้ โดยที่คุณไม่ต้องถามว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ของหนู เมื่อคุณมาถึงตรงนี้ คุณควรจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่กับทุกคนที่มีความสามารถ ควรจะมีระบบรองรับ ในเรื่องของการศึกษา ก็ควรจะมีระบบรองรับให้ถ้วนหน้า อย่างเท่าเทียม ไม่เป็นการตัดโอกาสคนที่มีความสามารถ

ในช่วง COVID-19 รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือค่าครองชีพ ภาพที่เราเห็นคือไม่ใช่ทุกคนมีสิทธิที่จะได้ แต่ละคนต้องพิสูจน์ความยากจน คิดว่าภาพแบบนี้ส่งผลต่อชีวิตคนยังไง

สิ่งหนึ่งที่ผมคิด เราเห็นภาพอะไรเยอะขึ้นในมุมบวกต่อเรื่องรัฐวัสดิการ คือเราเห็นว่าประเทศนี้มีเงิน มีช่องทางในการที่จะเอาเงินออกมา ถ้ารัฐบาลเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็น

สำหรับคำกล่าวเรื่อง “สวัสดิการชิงโชค” ผมคิดว่าน่าสนใจมาก คือพอสุดท้ายแล้วเราเห็นว่า เออ มันก็ได้ทุกกลุ่มนะ มันก็ได้เกือบเกือบทุกกลุ่มเลย แต่ว่ามันเป็นวิธีการคิดหรือว่า mind set ของรัฐบาล หรือผู้กำหนดนโยบายนี้ไม่สามารถให้ได้ทุกคนเพราะว่า ถ้าให้ไปแล้วเดี๋ยวเขาจะใช้จ่ายกันแบบไม่สมเหตุสมผล หรือว่าไม่ไว้ใจการใช้จ่ายของประชาชน คิดว่าพอได้ไปแล้วอาจจะไปกินเหล้า เอาไปเที่ยวหรือใช้อะไรโดยที่ไม่สมเหตุสมผล นี่คือวิธีการคิดของรัฐบาล ทำให้ต้องมีการพิสูจน์ เพื่อการันตีว่าคนนี้สมควรที่จะได้หรือเปล่า

ถ้าเรามองย้อนกลับไปปีที่แล้ว 1 พฤษภาคม 2563 ที่หน้ากระทรวงการคลัง ก็จะเห็นว่า ผู้คนไปต่อแถวเยอะมาก วันนั้นผมก็ไปสังเกตการณ์ดูอยู่ คนมาต่อแถวเยอะมาก คนก็กังวลว่าตัวเองจะได้หรือไม่ บางคนเครียดในช่วงเวลานั้น ที่เห็นว่ามีคนกรอกยาเขาบอกว่าตอนนี้ไม่ไหว บอกว่าเงิน 5,000 มันสำคัญกับเขามาก ถ้าเขาไม่ได้มันจะเป็นอย่างไร นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ว่าสำหรับกลุ่มทุนนี้รัฐบาลถึงขนาดเชิญให้กลุ่มทุน คือกลุ่มทุนเขาก็ลังเลว่าจะรับ soft loan กับรัฐบาลดีไหม รัฐพยายามวางเงื่อนไขต่างๆ เพื่อดึงดูดให้กลุ่มทุนเนี่ยที่จะมารับเงินช่วยจากรัฐบาล นี่คือฐานความคิดที่สำคัญว่า เงินมันถูกจับวางแผนวิธีการคิดว่า คุณไม่ได้มองว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นสิทธิพื้นฐานสำหรับประชาชน ส่วนเรื่องผลต่อคุณภาพชีวิตของคน

ทีนี้ ผมจะพูดในเชิงเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม เงินที่เราได้ผ่านเงื่อนไขความไม่แน่นอน หรือที่เขาเรียกกันว่า “ชิงโชค” ไม่ว่าจะได้ผ่านการ punish หรือว่า reward ไม่ว่าจะได้จากการลงโทษ หรือว่าได้เพราะว่าคุณเป็นคนดี คนเก่ง วิธีการใช้เงินในลักษณะนี้กับเงินที่คุณได้ในฐานะสิทธิมันต่างกันแน่นอน

ถ้าคุณได้รับเงินในฐานะสิทธิ สิ่งที่จะเกิดขึ้นโดยง่ายคือการวางแผน ผมเทียบแล้วกันว่า ระหว่างเงินที่ได้จากการถูกหวย กับ เงินเดือน พฤติกรรมการใช้เงินมันต่างกันแน่นอน เพราะว่าพอเป็นเงินเดือนเราสามารถวางแผนได้ว่าจะใช้จ่ายต่อสิ่งที่สำคัญกับเรา แต่พอเป็นเงินที่ได้จากการถูกหวย การวางแผนเกี่ยวกับเงินตัวนี้จะน้อยกว่า เพราะว่าเราไม่รู้ว่าเขาจะได้เมื่อไหร่ ตรงนี้ผมคิดว่าพฤติกรรมการบริโภคของคนก็ต่างกัน ระหว่างสวัสดิการในฐานะสิทธิกับสวัสดิการในรูปแบบการชิงโชค

เราจะเอาเงินมาจากไหนจึงจะสามารถเดินหน้าสู่รัฐสวัสดิการที่ดีได้

คำถามนี้อาจจะไม่เป็นคำถามทางเศรษฐศาสตร์ แต่ว่าเป็นคำถามทางปรัชญา คือว่าเอาเข้าจริงแล้ว เราเชื่อไหมว่าคนเท่ากัน จริงๆ ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติมันมีสิ่งที่ท้าทาย เราใช้เงินเยอะกว่าการสร้างการสวัสดิการอีกก็คือ “การเลิกทาส”

คนที่เป็นแรงงานทาส นายทุนหรือว่าคนมีอำนาจในสังคมทั้งไทย หรือของโลกก็ตาม สามารถใช้งานเขาได้ฟรี โดยที่คุณไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง ไม่ต้องมีสวัสดิการ ไม่ต้องคำนึงถึงกฎหมายด้วยซ้ำ คุณใช้งานจนเขาตายเลยก็ยังได้ แต่ว่าตอนที่ยกเลิกทาส ไม่มีนักเศรษฐศาสตร์คนไหนมาคำนวณบอกว่าจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ถ้าคุณต้องจ่ายค่าจ้างทุกคน

หรือแม้กระทั่งเรื่องความเท่าเทียมของผู้หญิง เราย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 100 กว่าปีก่อน สิ่งที่เราเห็นคือ ผู้หญิงก็ไม่ได้มีสิทธิเสมอภาคเท่ากับผู้ชาย ไม่มีสิทธิในการเลือกตั้ง ไม่มีสิทธิในการถือครองทรัพย์สินเท่ากับผู้ชาย สถานะของผู้หญิงเหมือนกับเป็นสัตว์เลี้ยงของผู้ชาย เมื่อ 100 กว่าปีก่อนสิ่งที่ขึ้นก็คือเมื่อผู้หญิงกับผู้ชายเสมอภาคกัน ก็ไม่ได้มีใครมาคำนวณตอนนั้นว่า ต้องใช้เงินเท่าไหร่ เช่นเดียวกันครับผมคิดว่า mindset แรกคือเราต้องถามก่อนว่า เราเชื่อไหมว่าคนเท่ากัน ประเทศไทยก่อนที่จะเดินหน้าสู่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ก็ไม่มีใครเชื่อหรอกครับว่า เราจะสามารถมี fix cost ปีละแสนกว่าล้านบาทเพื่อมาใช้จ่ายให้คนรักษาพยาบาลได้ฟรี

ผมเคยฟังนักการเมืองท่านหนึ่งพูดถึงเรื่องการกำหนดนโยบายนี้ในช่วงเวลานั้น เขาบอกว่าแม้กระทั่งทำโพลล์คนไทยว่ามีความต้องการด้านนโยบายด้านใดมากที่สุดก่อนปี 2544 คนไทยส่วนมากบอกว่า ไม่ได้ต้องการรักษาพยาบาลฟรี แต่ต้องการพักหนี้มากกว่า ที่การรักษาพยาบาลไม่ได้อยู่ในความคิดของคนไทย เพราะเขาไม่รู้ว่า นี่คือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงจะได้

เพราะฉะนั้น เรื่องนี้เรากลับมาว่าเราจะเอาเงินมาจากไหน เราจะสามารถเดินหน้าสู่การสวัสดิการได้ไหม ในฐานะที่เราเป็นประเทศไทยที่ไม่ได้เป็นประเทศรายได้สูง ผมเคยคุยกับเป็นท่านทูตสวีเดนที่อยู่ในไทย เขาบอกว่าประเทศสวีเดนก่อนที่เป็นรัฐสวัสดิการ เป็นประเทศที่ยากจนมาก

สวีเดนในช่วงที่ยากจน คือเมื่อประมาณ 80-90 ปีก่อน ได้รับเงินกู้จากอาร์เจนตินาด้วยซ้ำ แต่ตอนที่สวีเดนเดินทางเข้าสู่รัฐสวัสดิการ ไม่ได้เป็นเรื่องการกดเครื่องคิดเลขเลย แต่เป็นเรื่องของการเชื่อว่าคนต้องเท่ากัน เชื่อว่าคนต้องมีคุณภาพ เพียงแค่กลับหัวกลับหางว่า แทนที่คุณจะเอาเงินบาทแรกไปให้กับอภิสิทธิ์ชน คุณก็เอาไปให้คนทั่วไป คนธรรมดาก่อน

ประเทศไทยเราเคยพิสูจน์แล้วว่าเราทำได้ การสุขภาพถ้วนหน้า เบี้ยผู้สูงอายุ ประกันสังคม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ที่เป็นหน่ออ่อนของแนวคิดรัฐสวัสดิการแทบทั้งสิ้น

ตามที่ผมได้คำนวณมาว่าจริงๆ แล้วประเทศเรามีเงินมากพอ ที่เราจะสามารถนำมาสร้างและรัฐสวัสดิการได้ จากงบเดิมที่เรามีสามารถ Kick Off สามารถเริ่มต้นได้เลย แต่ถ้าเราจะพูดถึงความมั่นคงในงานเองก็ได้เป็นเพียงแค่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ คือความมั่นคงทางการเมืองนั้น จะต้องลดความเหลื่อมล้ำโดยการมีการเก็บภาษีจากกลุ่มชนชั้นนำ

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากชวนให้เราคิดคือ การเก็บภาษีทรัพย์สิน ซึ่งจริงๆ แนวคิดนี้ก็มีมาตั้งแต่ในยุคสมัยของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ แต่ว่ายุคนี้ทรัพย์สินมันมีความซับซ้อนมากขึ้นเยอะ จึงชวนให้เราเก็บเป็นภาษีทรัพย์สินสุทธิไปเลย คือ ไม่ต้องแยกประเภท คนที่มีทรัพย์สินในประเทศนี้เกิน 400 ล้านบาทต้องเสียภาษี 3% ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่คนส่วนมาก ไม่ใช่คนส่วนใหญ่อยู่แล้ว ถ้าคุณมีทรัพย์สินล้านล้าน คุณต้องเสียภาษีสามหมื่นล้าน ถ้าคุณไม่อยากเสียคุณก็ต้องเอาเงินส่วนนี้ไปลงทุน หรือว่าลดความมั่งคั่งของคุณ

ถ้าคุณรวยค้ำฟ้ามาก ไม่สามารถที่จะลดความมั่งคั่งของคุณได้ ก็ต้องเสียภาษีส่วนนี้ top up มา ซึ่งอาร์เจนตินาตอนนี้ก็กลายเป็นประเทศที่น่าจะเป็นประเทศแรกที่เก็บภาษีทรัพย์สินจากกลุ่มคนมั่งคั่งที่มีทรัพย์สินเกิน 80 ล้านบาท เพื่อที่เอามาใช้ในการจัดสวัสดิการในช่วง covid-19 ผมคิดว่า มันอาจจะไม่ได้เป็นเรื่องของความมั่นคงด้านเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ว่ามันเกี่ยวข้องกับวิธีการคิดและก็การลดอำนาจทางการเมืองของกลุ่มทุนในอีกด้านหนึ่งครับผม

คุณคิดว่าคนทั่วไปเข้าใจความหมายของรัฐสวัสดิการหรือไม่

จริงๆ แล้วเวลาที่เราพูดให้ใครเข้าใจเรื่องรัฐสวัสดิการมากที่สุดในประเทศไทย ไม่ใช่นักวิชาการแต่เป็นผู้คนธรรมดาที่อยู่ตามท้องถนน ผู้ใช้แรงงานที่ถูกกดขี่ทำงานวัน 8 – 10 ชั่วโมง เพื่อที่ว่าจะได้มีค่าจ้างเพียงแค่เดือนละหมื่นกว่าบาท

เราพูดถึงแรงงานอิสระที่ทำงาน ทำงานอยู่บนมอเตอร์ไซค์ มอเตอร์ไซค์ก็มอเตอร์ไซค์เขา แรงก็แรงเขา แต่ว่าสุดท้ายแล้วสร้างความมั่งคั่งให้แก่นายทุน คนกลุ่มนี้ผมเชื่อว่าเป็นคนกลุ่มที่เข้าใจความไม่เป็นธรรมมากที่สุด

รวมถึงคนกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่คุณเงยหน้ามา คุณก็เห็นแต่ความอยุติธรรมเต็มไปหมดเลย คุณเห็นระบบกฎหมายไทยที่ไม่สามารถพึ่งพาได้ คุณเห็นระบบทุนนิยมที่ผูกขาด ที่เจ้าสัวสามารถจองประเทศนี้ข้าม Generation ให้ลูกของพวกเขาได้ คนรุ่นใหม่ก็รู้สึกไม่พอใจ

ผมเคยทำโพลมาครั้งหนึ่ง บทสำรวจว่าคนกลุ่มไหนมีแนวโน้มที่จะชอบนโยบายรัฐสวัสดิการมากที่สุด สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมากเลย คือเรามักจะคิดว่าผู้ใช้แรงงานหรือชนชั้นกลางจะไม่สนใจว่า ปรากฏว่าผลออกมาทุกกลุ่ม 60 : 40 ชอบรัฐสวัสดิการมากกว่า กลุ่มคนที่ดูเหมือนจะปฏิเสธรัฐสวัสดิการมากที่สุด กลับกลายเป็นคนที่จบปริญญาเอก หรือว่าอาจารย์มหาวิทยาลัย อันนี้เป็นเรื่องที่น่าคิด

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากย้ำก็คือ การที่เราจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ต้องมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เรามีเบี้ยผู้สูงอายุ มีประกันสังคม เรามีกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มีกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งการที่เราสามารถที่จะมีวันหยุดวันเสาร์ วันอาทิตย์ มีวันลาพักร้อน มีวันหยุดต่างๆ ได้ ก็เกิดขึ้นจากการต่อสู้ของคนธรรมดาสามัญ

การที่ภาพจำของอาจารย์ปรีดีฯ ถูกทำให้เลือนรางอยู่ในความทรงจำของคนไทย ก็เป็นเพราะว่า “ปรีดี พนมยงค์” ไม่ใช่เป็นแค่บุคคล แต่เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม และแน่นอนที่สุดครับ ผู้มีอำนาจในสังคมนี้ เกลียดกลัวความเสมอภาค เพราะเขาจะกลัว จะเกลียดสิ่งที่ประชาชนรัก และเขาก็จะรักในสิ่งที่ประชาชนเกลียด เราต้องพยายามพิทักษ์ไว้เพื่อประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

ผมคิดว่าการที่เรารื้อฟื้นถึงความคิดเรื่องรัฐสวัสดิการของอาจารย์ปรีดีฯ ขึ้นมานั้น ถือว่าเป็นอีกสิ่งที่ทำให้เราเดินหน้าต่อไปได้ในอนาคต อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐสวัสดิการที่ดี ที่เป็นธรรม และเท่าเทียม ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นมา 80 กว่าปีแล้ว และผมเชื่อว่ามันคือการต่อสู้ที่ยาวนาน แต่ผลแห่งความไม่ย่อท้อ เราจะได้ชัยชนะนั้นมา…ในไม่ช้า

กระบวนการจัดทำงบประมาณแผ่นดินภายหลังการอภิวัฒน์สยาม 2475

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2564 บนเว็บไซต์ pridi.or.th

ในบทความที่แล้วผู้เขียนได้เล่าถึง การจัดทำงบประมาณครั้งแรก ภายหลังการอภิวัฒน์สยาม 2475 ซึ่งเน้นไปที่ความเปลี่ยนแปลงหลักการผู้มีอำนาจสูงสุดในทางงบประมาณที่เปลี่ยนจากพระมหากษัตริย์มาสู่สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้แทนของประชาชน ในบทความนี้ผู้เขียนจะได้ลงรายละเอียดในเชิงกระบวนการจัดทำงบประมาณ ซึ่งสะท้อนหลักการที่ให้ความสำคัญต่อประโยชน์ของราษฎรที่แตกต่างกัน อันเป็นผลมาจากการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

กระบวนการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน “ก่อน” การอภิวัฒน์สยาม พ.ศ. 2475

ก่อนการอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 ประเทศสยามหรือประเทศไทยในขณะนั้น ได้มีกระบวนการจัดทำงบประมาณแบบสมัยใหม่บ้างแล้ว โดยปรากฏความตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2456  อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นกระบวนการจัดทำงบประมาณแผ่นดินยังไม่ได้เป็นวาระสาธารณะ การจัดทำงบประมาณแผ่นดินจำกัดอยู่ในวงแคบและเฉพาะบุคคลชั้นนำในราชสำนักเท่านั้น

กระบวนการจัดทำงบประมาณแผ่นดินตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2456 เริ่มต้นจากให้เจ้ากระทรวงทบวงการทั้งปวงทำงบประมาณรายได้และรายจ่ายแผ่นดินตามลักษณะและแบบที่กระทรวงพระคลังมหาสมบัติกำหนดไว้ และให้ยื่นต่อกระทรวงพระคลังมหาสมบัติอย่างน้อยก่อนวันที่ 10 เดือนพฤศจิกายนของแต่ละปี เพื่อให้กระทรวงพระคลังมหาสมบัติตรวจสอบรวมยอดรายได้และรายจ่ายแล้ว จึงให้เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติทำรายงานชี้แจงนำทูลเกล้าฯ ถวาย ซึ่งเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 10 มีนาคมในปีนั้น เพื่อให้พระราชทานพระราชดำริในที่ประชุมเสนาบดี และมีพระบรมราชานุญาตต่อไป

เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว กระทรวงพระคลังมหาสมบัติจะดำเนินการย่อรายการในงบประมาณแผ่นดินในส่วนรายรับและรายจ่ายเพื่อนำไปตราเป็นพระราชบัญญัติงบประมาณแผ่นดินประจำปีและประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ในส่วนของงบประมาณที่ได้รับพระบรมราชนุญาตให้ตั้งเบิกจ่ายในกระทรวงใดก็จะได้มีการส่งสำเนางบประมาณไปยังกระทรวงนั้นๆ และห้ามมิให้มีการเบิกจ่ายผิดไปจากงบประมาณนั้นเว้นแต่จะได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต

กระบวนการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน “ภายหลัง” การอภิวัฒน์สยาม พ.ศ. 2475

เมื่อเกิดการอภิวัฒน์สยามเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ซึ่งเคยมีมาแต่เดิมมาจำกัดเอาไว้ภายใต้รัฐธรรมนูญ พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยจึงจำกัดลงมาเพียงเท่าที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้กำหนดเอาไว้ ซึ่งภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 ได้กำหนดว่า “อำนาจอธิปไตยย่อมมาจากปวงชนชาวสยาม พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นแต่โดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้”[1]

กล่าวเฉพาะในเรื่องทางงบประมาณภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ได้กำหนดว่า งบประมาณแผ่นดินประจำปี ท่านว่าต้องตราขึ้นเป็นพระราชบัญญัติ…”[2] ซึ่งการจะตราพระราชบัญญัติได้นั้นจะต้องตราขึ้นเป็นกฎหมายได้แต่โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร[3] และเมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้ร่างพระราชบัญญัติขึ้นสำเร็จแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ท่านให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้[4]

ดังนั้น กระบวนการจัดทำงบประมาณภายหลังการอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย บทบาทของพระมหากษัตริย์ในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุดในทางงบประมาณจึงเปลี่ยนมาเป็นสภาผู้แทนราษฎรแทน จึงมีผลให้กฎหมายวิธีการงบประมาณฉบับเดิมไม่สอดคล้องกับบริบทของระบอบการเมืองปัจจุบัน และนำไปสู่การตราพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2476 แทน

กระบวนการงบประมาณภายใต้พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2476 ได้กำหนดให้กระบวนการจัดทำงบประมาณเริ่มต้นจากกระทรวงทบวงกรม ทำงบประมาณรายรับรายจ่ายประจำปีตามลักษณะและในแบบซึ่งกระทรวงการคลังได้วางไว้ และให้ยื่นงบประมาณไปให้กระทรวงการคลังอย่างน้อยก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายนของปีนั้น โดยในการจัดทำงบประมาณรายรับรายจ่ายประจำปีนี้ให้กระทรวงทบวงกรมทำคำอธิบายและบัญชีเพิ่มเติมโดยละเอียดเพื่อประกอบงบประมาณที่ยื่นนั้น[5] เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีเพื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะต้องนำเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เพื่อปรึกษาลงมติตามรัฐธรรมนูญ[6]

การปรึกษาลงมติตามรัฐธรรมนูญนั้น เนื่องจากในเวลานั้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 ไม่ได้กำหนดหลักการในการปรึกษาลงมติเอาไว้ แต่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 มาตรา 45 ได้กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถตราข้อบังคับการประชุมและการปรึกษาเพื่อใช้ในการปฏิบัติตามงานของสภาผู้แทนราษฎรได้ โดยตามข้อบังคับฉบับดังกล่าวได้กำหนดให้การประชุมจักต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณเป็นสามวาระ[7]

เช่นเดียวกันกับการพิจารณากฎหมายทั่วไป คือ (1) การพิจารณาวาระที่หนึ่งให้ที่ประชุมลงมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ ในทางปฏิบัติรัฐบาลจะได้แถลงคำอธิบายประกอบงบประมาณของประเทศก่อนแล้ว ซึ่งหากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับหลักการก็จะได้มีการตั้งกรรมาธิการต่อไป[8] (2) การพิจารณาวาระที่สองให้ปรึกษาเรียงลำดับมาตรา เฉพาะมาตราที่ได้มีการยื่นคำขอแปรญัตติเท่านั้นและลงมติตามมาตราที่ได้ตั้งแปรญัตติไว้[9] และ (3) การพิจารณาวาระที่สาม ให้ปรึกษาแต่ละข้อเดียวว่า ร่างที่แก้ไขเพิ่มเติมตกลงกันแล้วนั้นจะออกเป็นพระราชบัญญัติได้หรือไม่[10] ซึ่งในเชิงเนื้อหาของการพิจารณางบประมาณสภาผู้แทนราษฎรจะได้กระทำการเป็นสองตอนคือ พิจารณาปรึกษาโดยทั่วๆ ไป และลงมติคำขอตั้งเงินจ่าย[11]

เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาครบจนมาถึงวาระที่สามแล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะได้สอบถามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า “ท่านผู้ใดเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติควรออกเป็นกฎหมายบังคับได้ โปรดยกมือขึ้น” ซึ่งเมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ยกมือลงมติเห็นชอบเป็นการรับรองให้พระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีนี้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ และนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา

อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของการพิจารณางบประมาณประจำปีภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็คือ การเปิดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหลายสามารถปรึกษาโดยทั่วๆ ไป โดยอาจตั้งคำถามถึงความจำเป็นและที่มาของการใช้จ่าย รวมถึงการตัดลดรายจ่ายในงบประมาณแผ่นดินนั้นๆ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในการจัดทำงบประมาณประจำปีในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ 

เนื่องจากการจัดทำงบประมาณนั้น รัฐบาลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ต้องมีความรับผิดชอบทางการเมืองต่อราษฎร  ทว่า การจัดทำงบประมาณประจำปีภายใต้บริบทของระบอบประชาธิปไตยนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่จะต้องรักษาผลประโยชน์ของราษฎรจึงจำเป็นต้องพิจารณาปรึกษากันเพื่อกลั่นกรองงบประมาณ

ในขณะเดียวกันการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลก็เป็นไปเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของราษฎร ตัวอย่างเช่น นายสนิท เจริญรัฐ ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า “…เงินที่รัฐบาลว่าจะใช้ในการส่งเสริมเทศบาล 1,000,000 บาท ใน พ.ศ. 2477 นี้ คือหมายความว่าเงินจำนวนนี้แล้วแต่รัฐบาลจะเฉลี่ยไปให้ในจังหวัดใด ซึ่งขอใช้เทศบาลหรือว่าเป็นเงินซึ่งรัฐบาลจะเฉลี่ยให้ทั่วกัน 70 จังหวัด” ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่จะต้องชี้แจง ซึ่งในกรณีนี้นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงว่า “เงิน 1,000,000 บาทนี้เป็นเพียงกะไว้เท่านั้น แต่ว่ายังไม่มีเทศบาล เพราะฉะนั้นจึงยังไม่ให้จ่ายอะไรได้ เป็นอันว่างดไว้ก่อน”

ดังจะเห็นได้ว่า กระบวนการจัดทำงบประมาณภายใต้ระบอบการปกครองประชาธิปไตยนั้นมีกระบวนการที่มากกว่าการจัดทำงบประมาณในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวเปิดโอกาสให้มีการพิจารณาปรึกษากลั่นกรองงบประมาณประจำปี เพื่อรักษาประโยชน์สูงสุดของราษฎร และเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณนั้นสอดคล้องกับความต้องการของราษฎร ซึ่งแสดงผ่านผู้แทนราษฎร


เชิงอรรถ

[1] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475, มาตรา 2.

[2] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475, มาตรา 37.

[3] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475, มาตรา 36.

[4] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475, มาตรา 38.

[5] พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2476, มาตรา 5.

[6] พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2476, มาตรา 6.

[7] ข้อบังคับการประชุมและการปรึกษาเพื่อใช้ในการปฏิบัติตามงานของสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช 2476, ข้อ 20.

[8] ข้อบังคับการประชุมและการปรึกษาเพื่อใช้ในการปฏิบัติตามงานของสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช 2476, ข้อ 21.

[9] ข้อบังคับการประชุมและการปรึกษาเพื่อใช้ในการปฏิบัติตามงานของสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช 2476, ข้อ 24 และ 25.

[10] ข้อบังคับการประชุมและการปรึกษาเพื่อใช้ในการปฏิบัติตามงานของสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช 2476, ข้อ 26.

[11] ข้อบังคับการประชุมและการปรึกษาเพื่อใช้ในการปฏิบัติตามงานของสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช 2476, ข้อ 31.