สะพรึง (Terror)

ชื่อหนังสือ: สะพรึง (Terror)

ผู้เขียน: Ferdinand von Schirach

ผู้แปล: ศศิภา พฤกษฎาจันทร์

สำนักพิมพ์: Illuminations Edition


สะพรึงเป็นนวนิยายที่จำลองสถานการณ์สมมติของการพิจารณาคดีของนายทหารที่ขับเครื่องบินขับไล่แล้วยิงเครื่องบินซึ่งถูกผู้ก่อการร้ายยึดและใช้เพื่อก่อวินาศกรรมชนเข้ากับสนามฟุตบอล ทำให้ผู้โดยสารบนเครื่องบินและลูกเรือเสียชีวิต

ประเด็นสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือคำถามว่า เราสามารถฆ่าคนที่บริสุทธิ์ เพื่อรักษาชีวิตของคนบริสุทธิ์คนอื่นได้หรือไม่ในท้ายที่สุดแม้หนังสือเล่มนี้จะไม่ได้ให้คำตอบเช่นเดียวกันกับที่ผู้แปลได้ชี้ให้เห็นในคำนำตอนต้นก็ตาม แต่สิ่งที่น่าสนใจคือคำถามนี้ได้นำไปสู่คำถามอื่นๆ อันมีคุณค่าแก่การคิดและพิจารณ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำถามว่า ความเป็นมนุษย์แท้จริงอยู่ที่ตรงไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากโดยเฉพาะต่อสถานการณ์ที่สังคมเรามีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเพราะปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามาท้ายสังคม

ส่วนที่ดีของบทละครนี้คือ การโต้กันไปมาของตรรกะและเหตุผลทั้งในทางเทคนิคและปรัชญาที่ยืนอยู่เบื้องหลังของอัยการ ทนายความจำเลย และตัวจำเลย ซึ่งหากผู้อ่านได้คิดตามแล้วจะพบว่า ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องที่สุดในการพิจารณาคดีนี้ แต่สิ่งที่ได้นำเสนอคือมุมมองต่อความยุติธรรม คุณค่าความเป็นมนุษย์ และทรรศนะที่มีต่อกฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ โดยในท้ายที่สุดแล้วคำตอบที่ได้อาจจะไม่มีคำตอบที่ผิดหรือคำตอบที่ถูก แต่คุณงามความดีของหนังสือเล่มนี้คือการถกเถียงต่อประเด็นดังกล่าว

ต่อสถานการณ์ในประเทศไทย แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะรับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เอาไว้ก็ตาม เราเคยตั้งคำถามต่อรัฐหรือไม่ในประเด็นเหล่านี้ และรัฐมีมุมมองต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เช่นไร ยิ่งในเหตุการณ์ที่ได้มีการอุ้มหายแล้ว รัฐให้ความสำคัญต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้อย่างไร

โครงการศึกษาแนวทางการกำกับดูแลผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุน

ชื่องานวิจัย: โครงการศึกษาแนวทางการกำกับดูแลผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุน

ผู้วิจัย: ดร.จักรกฤษณ์ ควรพจน์ ดร.กิรติพงษ์ แนวมาลี อรพัทธ์ วงศาโรจน์ เขมภัทร ทฤษฎิคุณ และอตินุช นวมสันเทียะ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

ผู้ให้ทุนวิจัย: สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)


สรุปสาระสำคัญของงานวิจัย

การกำกับดูแลผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุนเป็นประเด็นที่มีความสำคัญในตลาดทุนไทยในปัจจุบัน นับตั้งแต่วิกฤต Enron และ Worldcom เป็นต้นมา การกำกับดูแลผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุนมีความสำคัญมากขึ้น และถูกจับตาเฝ้าระวังมาเป็นพิเศษ ทำให้ต่างประเทศให้ความสำคัญในการศึกษาเกี่ยวกับการกำกับดูแลผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุน

Facebook Live นำเสนอผลการศึกษาวิจัยเพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะการศึกษาวิจัย

เอกสารประกอบการนำเสนอ

เอกสารบทสรุปผู้บริหารงานวิจัย

พูดออกอากาศครั้งแรก

ในวันนี้ ผมได้มีโอกาสไปออกรายการ BizValues Live บน Facebook Live ครั้งแรก โดยเข้าไปเล่าประสบการณ์ในการทำงานวิจัยในโครงการทบทวนการอนุญาตของทางราชการ และร่วมแชร์ประสบการณ์กับทางรายการ BizValues

การได้มีโอกาสไปพูดในรายการครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นการพูดออกอากาศครั้งแรกในชีวิตของผมเลยก็ว่าได้ ส่วนตัวแล้วค่อนข้างจะมีอาการตื่นเต้นเล็กๆ น้อย เพราะไม่เคยได้มีโอกาสไปพูดกับคนผ่านทางสื่อมาก่อน โชคดีที่การไปพูดครั้งนี้ เรายังไปพูดในฐานะเป็นคนทำงานร่วมกันกับพี่เพลส ดร.รัชพร วงศาโรจน์ ที่มีบทบาทเป็นหัวหน้าทีมหลักในการมีบทบาททบทวนกฎหมาย

หัวข้อและใจความสำคัญในการไปพูดครั้งนี้ จึงเป็นการยกตัวอย่างเกี่ยวกับผลการทบทวนการอนุญาตที่ได้ทำมา อาทิ ใบอนุญาตโรงแรม ใบอนุญาตสปา และใบอนุญาตอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว

แนวคิดเกี่ยวกับการลดภาระทางกฎหมายของประชาชนจากการปฏิบัติตามกฎหมาย

ชื่อบทความ: แนวคิดเกี่ยวกับการลดภาระทางกฎหมายของประชาชนจากการปฏิบัติตามกฎหมาย

เผยแพร่ใน: หนังสือรพีคณะนิติศาสตร์ 2562, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, น. 91 – 107, 2562.

บทคัดย่อ

กฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐในการบริหารประเทศให้เป็นไปโดยสงบเรียบร้อยของคนในสังคม ซึ่งในบางกรณีกฎหมายจำเป็นต้องเข้าไปจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประะชาชน ซึ่งแม้ในบางกรณีกฎหมายจะได้จำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยไม่ถึงขั้นทำลายหรือห้ามไม่ให้ใช้สิทธิและเสรีภาพนั้นได้เลยก็ตาม แต่กฎหมายอาจทำให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้สิทธิและเสรีภาพนั้น อันเนื่องมาจากแนวโน้มที่จะจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากกว่าที่จำเป็นและใช้มาตรการครอบคลุมเกินกว่ากรณีอันเนื่องมาจากการออกแบบกฎหมายให้มีระดับการควบคุมที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทำได้ยาก

สภาพปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งกำหนดแนวทางให้กับรัฐดำเนินการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในการบริการราชการแผ่นดินจะต้องมีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิกปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน ขึ้นมาเพื่อกำหนดแนวทางให้กับหน่วยงานของรัฐในการตรากฎหมายบังคับใช้กับประชาชนจะต้องคำนึงถึงภาระของประชาชนผู้ปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนั้น ซึ่งจุดมุ่งหมายของบทบัญญัติดังกล่าวคือ การส่งเสริมให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้อย่างเต็มที่โดยมีภาระของกฎหมายเท่าที่จำเป็น

สำหรับบทความฉบับนี้ ผู้เขียนมีความตั้งใจอธิบายให้เห็นถึงแนวคิดสำคัญเบื้องหลังการลดภาระของประชาชนจากการปฏิบัติตามกฎหมาย กับลักษณะของกฎหมายที่เป็นการสร้างภาระให้กับประชาชนก่อนจะนำไปสู่การทำความเข้าใจเรื่องการประเมินภาระของประชาชนจากการปฏิบัติตามกฎหมาย และท้ายที่สุดคือ แนวทางการลดภาระของประชาชนจากการปฏิบัติตามกฎหมาย

Download

แนวทางการกำกับดูแลผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุน

สไลด์ประกอบการนำเสนอเนื้อหาข้อเสนอโครงการศึกษาแนวทางการกำกับดูแลผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุน โดย ดร.กิรติพงษ์ แนวมาลี อรพัทธ์ วงศาโรจน์ เขมภัทร ทฤษฎิคุณ และอตินุช นวมสันเทียะ โดยนำเสนอผ่านทาง Facebook Live ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 ณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

หมายเหตุ เนื้อหาในการนำเสนอครั้งนี้มาจากโครงการศึกษาแนวทางการกำกับดูแลผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุน

การศึกษาวิจัยเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะ มาตรการ หรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ชื่องานวิจัย: การศึกษาวิจัยเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะ มาตรการ หรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ผู้วิจัย: ดร.จักรกฤษณ์ ควรพจน์ สิรานันท์ เดชาคุปต์ เขมภัทร ทฤษฎิคุณ และ กัญจน์ จิระวุฒพงศ์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

ผู้ให้ทุนวิจัย: สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ


สรุปสาระสำคัญของงานวิจัย

งานวิจัยฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาแนวทางการรับรองสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับการจัดการที่ดิน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาการจัดการสิทธิในทรัพยากรที่ดิน ซึ่งเกิดมาจากระบบที่ดินที่มีความหลากหลาย และมีกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องหลายฉบับ โดยปราศจากแนวทางการจัดการที่ดินอย่างเป็นระบบ

เอกสารบทสรุปผู้บริหาร

เอกสารเผยแพร่ ปัญหาและแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

รายงานฉบับสมบูรณ์ การศึกษาวิจัยเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะ มาตรการ หรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นักเศรษฐศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ และนักกฎหมาย

ได้อ่านบทความหนึ่งของ ดร. โกร่ง วีรพงษ์ รามางกูร ชื่อ “นักเศรษฐศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ และนักกฎหมาย ซึ่งในบทความพูดเป็นภาพแทน (Stereotype) ของ 3 นักที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ โดยบางส่วนเป็นเนื้อหาที่มาจากปาฐกถาของ ดร.โยฮัน เกาตุง พูดถึงศาสตร์ 3 ศาสตร์ ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมคน

โดย ดร.โยฮัน เกาตุง ได้เปรียบเทียบนักเศรษฐศาสตร์เหมือนกับคนที่ถูกปิดตาทั้งสองข้างและให้เข้าไปในห้องมืดแล้วโยนแมวเข้าไปในห้องให้จับ​ นักเศรษฐศาสตร์ก็พยายามจับแมวเท่าไหร่ก็จับไม่ได้​เพราะถูกผ้าปิดตาเอาไว้​แถมห้องก็ยังมืดแต่ก็รีบไล่จับแมวอยู่นั่นเอง​ไม่เคยจับได้​แต่ก็ไม่ยอมเลิกจับ จนคนข้างนอกบอกให้เลิกจับ

ส่วนนักรัฐศาสตร์ซึ่งรวมทั้งพวกนักการเมืองเหมือนกับคนที่ถูกปิดตาไว้ให้จับแมวในห้องมืดเหมือนกัน แต่นักรัฐศาสตร์ผู้นั้นจะพยายามวิ่งไปวิ่งมาอยู่พักหนึ่ง และสักพักก็จะตะโกนบอกว่า “จับแมวได้แล้ว” แต่ไม่ยอมชูแมวให้ดู ซึ่งคนอุ้มแมวอยู่ก็จะตกใจ และตะโกนกลับไปว่า “ยังไม่ได้โยนแมวเข้าไปในห้องเลย” แต่นักรัฐศาสตร์ก็ยังยืนยันว่าเขาจับแมวได้แล้ว

ส่วนนักกฎหมายนั้นเหมือนคนที่ถูกปิดตา ให้เข้าไปจับแมวในห้องมืด หลังจากที่โยนแมวเข้าไปในห้องแล้ว นักนิติศาสตร์ผู้นั้นก็จะเช่นเดียวกันกับผู้อื่นคือ พยายามวิ่งไล่จับแมว แต่จับเท่าไหร่ก็จับไม่ได้ แต่ก็ไม่ยอมแพ้ พยายามไล่จับอยู่นั้นเอง จนสักพักหนึ่งก็หยุด ดึงผ้าผูกตาออกแล้วตะโกนออกมาว่า “รู้แลัว จะออกกฎหมายให้แมวมามอบตัว”

ความน่าสนใจของบทความนี้อยู่ที่ว่า สิ่งที่ ดร.โกร่ง ต้องการสื่อเมื่อพูดถึง การพยายามแก้ไขปัญหาเรื่องหนึ่งๆ โดยเปรียบเทียบวิธีแก้ปัญหาโดยอาศัยศาสตร์ทั้ง 3 ศาสตร์ข้างต้น คือ

นักเศรษฐศาสตร์ถูกล้อว่าไม่เคยแก้ปัญหาได้ หรือแก้ได้ก็ไม่ตรงจุด และไม่เคยลงรอยกันในระหว่างพวกเดียวกัน (ระหว่างเศรษฐศาสตร์แนวนีโอคลาสสิกกับแนวเคนส์)

ส่วนนักรัฐศาสตร์นั้นไม่มีอะไรทำไม่ได้ เพราะแม้ว่าขนาดแมวยังไม่ถูกปล่อยนักรัฐศาสตร์ก็สามารถบอกว่าทำได้ กล่าวคือ หลายเรื่องนั้นที่คิดว่าเป็นเรื่องจริง แต่ไม่ใช่เรื่องจริง เป็นเรื่องที่นักการเมืองหลอก (ลองนึกถึงเวลาที่นักการเมืองหาเสียงและสัญญาเอาไว้กับประชาชนเพื่อให้ได้คะแนนเสียงไป)

และนักกฎหมายมักชอบคิดว่า ปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้โดยอาศัยการออกกฎหมายใช้บังคับ

แม้จะไม่ได้พูดตรงๆ แต่สิ่งที่คิดได้หลังจากการอ่านบทความนี้ คือ การอย่ามองปัญหาในเรื่องหนึ่งผ่านแว่นตาของศาสตร์ใดเพียงศาสตร์หนึ่ง แต่จะต้องมองผ่านแว่นตาโดยใช้วิธีการมองแบบสหวิชาการ เพื่อให้ในการมองหาแนวทางการแก้ไขปัญหาในเรื่องหนึ่งครอบคลุม และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างดีที่สุด เพราะถ้าหากใช้เพียงศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งแล้ว ก็อาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริงๆ อย่างเช่น หากใช้โมเดลเศรษฐศาสตร์อย่างเดียว โดยปราศจากเจตจำนงค์ทางการเมืองแล้ว (Political Will) การแก้ไขปัญหาก็อาจไม่สำเร็จ เพราะขาดแรงสนับสนุนทางการเมือง หรือในขณะเดียวกันการอาศัยกฎหมายอย่างเดียวโดยปราศจากองค์ความรู้ทางด้านอื่น กลไกทางกฎหมายก็อาจจะบกพร่องและกลายเป็นการซ้ำเติมปัญหาไปในที่สุด และในท้ายที่สุดการอาศัยเพียงแค่เจตจำนงค์ทางการเมืองอย่างเดียวโดยไม่พิจารณาสิ่งอื่นเลยสังคมก็อาจจะมีปัญหาทางการเมืองไม่จบไม่สิ้น

โครงการศึกษาวิเคราะห์ทบทวนกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับและกระบวนงานที่เกี่ยวกับการอนุญาต เพื่อลดขั้นตอนการดำเนินการและการอนุญาตที่ไม่จำเป็นหรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชน

ชื่องานวิจัย: โครงการศึกษาวิเคราะห์ทบทวนกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับและกระบวนงานที่เกี่ยวกับการอนุญาต เพื่อลดขั้นตอนการดำเนินการและการอนุญาตที่ไม่จำเป็นหรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชน

ผู้วิจัย: สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

ผู้ให้ทุนวิจัย: สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) และคณะกรรมการร่วมสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย


สรุปสาระสำคัญของงานวิจัย

การศึกษาวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาแนวทางในการปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชน อันเป็นการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย เป้าหมายหรือผลอันพึงประสงค์ที่ 2

เอกสารบทสรุปผู้บริหาร

รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาวิเคราะห์ทบทวนกฎหมายฯ เล่มที่ 1

รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาวิเคราะห์ทบทวนกฎหมายฯ เล่มที่ 2

รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาวิเคราะห์ทบทวนกฎหมายฯ เล่มที่ 3

สกุลเงินดิจิทัลเป็นแชร์ลูกโซ่หรือไม่

ภาพจำลองรูปแบบของเหรี่ยญสกุลเงินดิจิทัล จาก Financial Times


Highlights:

  • สกุลเงินดิจิทัลเป็นหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบหนึ่ง เกิดขึ้นจากความพยายามปลดปล่อยการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์จากบุคคลที่สามหรือสถาบันการเงิน
  • กลไกการทำงานสกุลเงินดิจิทัลดำเนินการภายใต้ชุดเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยที่เรียกว่า “บล็อกเชน” ซึ่งเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องความไว้วางใจ (Trust) ในการชำระเงินผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยแก้ปัญหาเรื่องการจ่ายเงินซ้ำ (Double-spending problem) และปัญหาเรื่องความปลอดภัยจากการถูกแทรกแซงกลไกทางบัญชี
  • สกุลเงินดิจิทัลโดยสภาพอาจไม่ใช่การก่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นแชร์ลูกโซ่เสมอไปขึ้นกับอยู่กับกลไก และความมุ่งหมายของคนทำงานที่อยู่เบื้องหลัง
  • บทความนี้ผู้เขียนปรับปรุงมาจากบทความที่นำเสนอที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ซึ่งเป็นที่ทำงานเก่าของผู้เขียน

จากสถานการณ์ความร้อนแรงของราคาซื้อ-ขายบิทคอยน์ (Bitcoin) ซึ่งดึงดูดความสนใจของนักลงทุนเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าบิทคอยน์และสกุลเงินดิจิทัลจะไม่ใช่ของใหม่ในโลก แต่ก็ยังเป็นของใหม่ในประเทศไทย ทำให้เป็นการเปิดช่องให้มิจฉาชีพอาจอาศัยความไม่รู้ของประชาชนในการแสวงหาผลประโยชน์ โดยมีสกุลเงินดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวข้อง บทความนี้จะนำเสนอรูปแบบของการการกระทำความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 หรือแชร์ลูกโซ่

สกุลเงินดิจิทัลนั้นเป็นหน่วยข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบหนึ่ง การเกิดขึ้นของสกุลเงินดิจิทัลนั้นเกิดขึ้นเพื่อต้องการปลดปล่อยการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์จากบุคคลที่สามอย่างธนาคารหรือสถาบันการเงิน ตามปกตินั้นในการทำธุรกรรมจำเป็นต้องอาศัยบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอเพื่อทำให้ธุรกรรมนั้นเกิดขึ้น โดยบุคคลที่สามจะได้รับผลตอบแทนในการช่วยให้ธุรกรรมเกิดขึ้นเป็นค่าธรรมเนียม แนวคิดของสกุลเงินดิจิทัลจึงเกิดขึ้นโดยอาศัยเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain Technology) เข้ามาช่วยแก้ปัญหาการจ่ายเงินซ้ำ (Double-spending Problem) ด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถทำให้สามารถส่งผ่านมูลค่าโดยไม่ต้องอาศัยบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องในการทำธุรกรรม

พฤติการณ์ที่จะเป็น “แชร์ลูกโซ่” หมายถึง ธุรกิจที่เชื้อเชิญให้คนเอาเงินมาลงทุน โดยอ้างว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนกลับไปในอัตราที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง แต่ตัวธุรกิจนั้นไม่มีการประกอบกิจการที่จะสร้างผลตอบแทนด้วยตัวของธุรกิจเอง ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนนั้นมาจากการชักชวนสมาชิกคนใหม่ให้เข้ามาลงทุน เพื่อนำเงินลงทุนจากสมาชิกรายใหม่มาหมุนเวียนจ่ายให้สมาชิกรายก่อน ๆ ดังนั้น หากเพียงแค่ทำการซื้อสกุลเงินดิจิทัลมาและขายไปนั้นยังไม่เป็นแชร์ลูกโซ่แต่อย่างใด

จากการศึกษาลักษณะของสกุลเงินดิจิทัลที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับแชร์ลูกโซ่ได้ใน 3 ลักษณะ ดังนี้

1. อาศัยวิธีการเชิญชวนให้มาร่วมลงทุนโดยอ้างว่าจะนำเงินนั้นไปลงทุนในกิจการที่เกี่ยวข้องการสกุลเงินดิจิทัล เช่น นาย ก. เชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปนำเงินมาลงทุนคนละ 10,000 บาท โดยอ้างว่าจะเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้ในกิจการเหมืองขุดเหรียญเงินดิจิทัล หรือนำมารวมเป็นกองกลางเพื่อเก็งกำไรในสกุลเงินดิจิทัล โดยสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนกลับมาในอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือนของเงินลงทุน เป็นต้น แท้จริงแล้วการประกอบกิจการดังกล่าวนั้นไม่สามารถการันตีผลตอบแทนได้ เพราะกิจการดังกล่าวนั้นมีปัจจัยอย่างอื่นเข้ามากระทบ เช่น จำนวนของเงินดิจิทัลที่ได้จากการขุดเหรียญเงินดิจิทัล หรือปัจจัยที่มากระทบต่อราคาของเงินดิจิทัลที่มีความผันผวน

2. การลุงทุนในสกุลเงินดิจิทัลที่มีลักาณะคล้ายคลึงกับธุรกิจขายตรงที่แอบแฝงแชร์ลูกโซ่ กล่าวคือ มิจฉาชีพจะตั้งบริษัทขึ้นมา ทำการตลาดว่าบริษัทของตนสร้างสกุลเงินดิจิทัลขึ้นมาสกุลหนึ่ง และอ้างว่าสกุลเงินดิจิทัลนั้นโดยอาศัยเทคโนโลยีบล็อกเชน (ในความเป็นจริงอาจใช้อย่างอื่น เช่น ภาษา SQL) หลังจากนั้นมิจฉาชีพจะทำการเชิญชวนให้ประชาชนที่สนใจสมัครสมาชิกกับบริษัท ซึ่งเมื่อเป็นสมาชิกแล้วจะมีสิทธิแลกซื้อเหรียญดิจิทัลและมีสิทธิเพิ่มจำนวนเหรียญ อย่างไรก็ตามผลกำไรหรือผลตอบประโยชน์ตอบแทนจากการลงทุนนั้นไม่ได้เกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนแปลงไป แต่กำไรหรือผลประโยชน์ตอบแทนนั้นมาจากระบบการเชื้อเชิญคนให้เข้ามาเป็นสมาชิก บริษัทจะกำหนดผลตอบแทนในการชักชวนสมาชิกใหม่ให้เขามาลงทุนเอาไว้ เช่น ผู้ลงทุนจะได้รับเงินจำนวนร้อยละ 20 จากค่าสมัครสมาชิก ยิ่งสามารถหาจำนวนสมาชิกเพิ่มได้มากเท่าไร และสร้างลำดับสมาชิกทั้งในแบบอัพไลน์ (Up-line) หรือดาวน์ไลน์ (Down-line) หากจำนวนสมาชิกมากเท่าไรก็ยิ่งได้ผลตอบประโยชน์ตอบแทนสูงขึ้น ซึ่งบริษัทก็จะนำเงินค่าสมัครสมาชิกรายใหม่มาหมุนเวียนจ่ายให้กับสมาชิกรายก่อน ๆ ตัวอย่างของกรณีนี้ คือ Onecoin

3. มิจฉาชีพอาศัยกลไกตลาดเป็นเครื่องมือ กล่าวคือ บริษัทผู้ผลิตสกุลเงินดิจิทัลได้ทำการโฆษณาเชิญชวนให้นักลงทุนสนใจมาลงทุนซื้อสกุลเงินดิจิทัลของบริษัทตน โดยอ้างว่าเป็นการระดมทุนเพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มหรือนวัตกรรมบางอย่าง แต่แท้ที่จริงแล้วผู้ผลิตสกุลเงินดิจิทัลไม่ได้มีเจตนาจะพัฒนาอะไรทั้งสิ้น หากแต่ต้องการใช้กลไกตลาดสร้างอุปสงค์เทียม (ฟองสบู่) จากการเก็งกำไรขึ้นมา ให้นักลงทุนทำการซื้อขายไปเรื่อย ๆ เนื่องจากสกุลเงินดิจิทัล กำไรหรือผลประโยชน์ตอบแทนไม่ได้มาจากการประกอบกิจการใด ๆ หากแต่กำไรหรือผลประโยชน์ตอบแทนนั้นมาจากส่วนต่างที่เกิดจากราคาซื้อขายของสกุลเงินดิจิทัล ราคาของสกุลเงินดิจิทัลมีความเปลี่ยนแปลงไปตามอุปสงค์ในการถือครองเงินสกุลดิจิทัลสกุลในตลาด หากความต้องการเงินสกุลดิจิทัลในตลาดในขณะนั้นมีอยู่มากราคาของสกุลเงินดิจทัลจะสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับสกุลเงินตราหลัก ในทางตรงข้ามกหากอุปสงค์ในการถือครองสกุลเงินดิจิทัลในตลาดนั้นลดลง ราคาของสกุลเงินดิจิทัลก็จะลดลงเช่นกัน ดังนั้น ราคาของสกุลเงินดิจิทัลจึงมีความผันผวนสูงแปรเปลี่ยนไปตามอุปสงค์ในตลาด แม้ว่าผู้ผลิตสกุลเงินดิจิทัลไม่ได้รับประกันใด ๆ ว่า เงินดิจิทัลที่ซื้อไปแล้วนั้นจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น หากแต่ผู้ซื้อหรือนักลงทุนเองก็เชื่อว่ามูลค่าของสกุลเงินดิจิทัลจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งความเชื่อดังกล่าวเกิดจากการอาศัยกลไกตลาดเป็นเครื่องมือในการชักจูงให้มาลงทุน ซึ่งผู้ผลิตเงินดิจิทัลย่อมทราบดีอยู่แก่ใจว่านักลงทุนที่ซื้อเงินดิจิทัลไปนั้น เพราะคาดหวังว่าจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทน ซึ่งความคาดหวังนี้เองทำให้เป็นการชักชวนนักลงทุนรายใหม่ ๆ เข้ามาซื้อสกุลเงินดิจิทัลเพื่อเก็งกำไรไปเรื่อย ๆ ซึ่งในช่วงนี้กระแสของการเสนอขายเหรียญดิจิทัล (Initial Coin Offering, ICO) กำลังเป็นที่นิยมก็น่าตั้งข้อสังเกตว่าการทำ ICO นั้นเหมือนเหรียญสองด้าน ในด้านหนึ่งการระดมทุนโดยใช้วิธี ICO นั้นเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบ เช่น ในแง่ความสะดวกในการระดมทุนและไม่กระทบต่อโครงสร้างของบริษัท เป็นต้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นแชร์ลูกโซ่ ซึ่งเรื่องนี้ก็ท้าทายบทบาทของรัฐในการเข้ามากำกับดูแลซึ่งภาครัฐควรมองปัญหาให้รอบด้านและทำความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว เพราะหากกฎหมายที่ออกมาเข้มงวดและเป็นอุปสรรคแก่การทำ ICO ก็จะกระทบต่อการพัฒนาในอุตสาหกรรมด้านนี้ ในขณะที่ถ้าภาครัฐหย่อนยานจนเกินไปก็อาจจะนำไปสู่ช่องทางของการก่ออาชญากรรมได้

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันหากมีการนำสกุลเงินดิจิทัล ไปใช้ในลักษณะเกี่ยวกับการระดมทุน อาจจะเข้าลักษณะของการเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ
พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การขออนุญาตในการประกอบกิจการทั้งหมด

กล่าวโดยสรุป ปัจจุบันแม้ว่าการซื้อ-ขายสกุลเงินดิจิทัลอาจจะไม่เข้าข่ายผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนภายใต้ข้อกฎหมายที่ระบุไว้ แต่ความเสี่ยงในการลงทุนนั้นสูงมาก ผู้ใดที่ต้องการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลรวมถึงกรณีของ ICO ที่บริษัทต่าง ๆ ออกมาประกาศขายในปัจจุบัน ต้องทำการศึกษาถึงตัวผลิตภัณฑ์ให้ถ่องแท้ และให้รู้ถึงกระบวนการของบริษัทว่าผลิตสกุลเงินดิจิทัล (Digital Token) และจะได้รับผลตอบแทนอย่างไร แม้ว่ารัฐจะอยู่ในระหว่างการยกร่างกฎหมายควบคุมการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านักลงทุนจะได้รับความคุ้มครองจากความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการลงทุนทุกกรณี

กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจคืออะไร


Highlights:

  • กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ คือ บรรดากฎเกณฑ์ทางกฎหมายมหาชนที่ว่าด้วยการเข้าไปแทรกแซงของรัฐในปริมณฑลทางเศรษฐกิจ
  • กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจเป็นส่วนหนึ่งของสาขากฎหมายมหาชน
  • กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจมีลักษณะที่เป็นเฉพาะแตกต่างจากกฎหมายมหาชนสาขาอื่น คือ มีลักษณะเป็นพลวัตร และมีลักษณะผสมผสาน

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านที่ได้ผ่านเข้ามาอ่านบล็อกนี้ หลายท่านอาจจะเคยได้ยินหรือรู้จักกับกฎหมายมหาชนมาบ้าง แต่ก็อาจจะสงสัยว่ากฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจคืออะไร ? กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายมหาชนหรือไม่ ? ซึ่งในบทความนี้จะได้นำเสนอความหมาย และความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจกับกฎหมายมหาชน

กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ (Public economic of law) เป็นสาขาหนึ่งของกฎหมายมหาชน โดยเป็นสาขาที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมาไม่นาน (เมื่อเทียบกับกฎหมายมหาชนสาขาอื่นอย่างกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายปกครอง) และยังอยู่ช่วงพัฒนาหลักการต่างๆ อยู่

ความหมายของกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ

กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจมีขอบเขตที่แคบกว่า “กฎหมายเศรษฐกิจ” ทำให้ในบางครั้งในการนิยามความหมายของกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจอาจแฝงอยู่ในนิยามของกฎหมายเศรษฐกิจ

ศ.ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ นักกฎหมายคนสำคัญท่านหนึ่ง ได้ให้นิยามของกฎหมายเศรษฐกิจไว้ว่า

“กฎหมายเศรษฐกิจ” คือ บรรดาบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ หมายถึงบทบัญญัติที่บัญญัติถึงกิจกรรมหรือกิจการทางเศรษฐกิจ เพื่อที่จะควบคุมชี้แนวทาง ส่งเสริมหรือจำกัดการกระทำหรือกิจการทางเศรษฐกิจนั่นเอง

สมยศ เชื้อไทย, คำอธิบายวิชากฎหมายแพ่ง: หลักทั่วไป, พิมพ์ครั้งที่ 18, (กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2555), น. 119.

ซึ่งจากนิยามดังกล่าวจะเห็นได้ว่า กฎหมายเศรษฐกิจมีความหมายกว้าง เพราะหากเนื้อหาของกฎหมายนั้นเกี่ยวกับกิจกรรมหรือกิจการในทางเศรษฐกิจแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการควบคุม ชี้แนวทาง ส่งเสริม หรือจำกัดการกระทำหรือกิจการทางเศรษฐกิจล้วนเป็นกฎหมายเศรษฐกิจทั้งสิ้น โดยไม่สำคัญว่าเป็นกฎหมายเอกชนทางเศรษฐกิจหรือกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ

ฉะนั้น หากพิจารณาในลักษณะนี้ กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจจะมีฐานะเป็นกฎหมายเศรษฐกิจในความหมายอย่างแคบ โดยเน้นเฉพาะในกิจกรรมหรือกิจการทางเศรษฐกิจที่รัฐหรือนิติบุคคลมหาชนเป็นผู้กระทำ ดังนั้น เราจึงอาจนิยามได้ว่า

“กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ คือ กฎเกณฑ์ทางกฎหมายมหาชนที่ว่าด้วยการเข้าไปแทรกแซงของรัฐหรือนิติบุคคลมหาชนในทางเศรษฐกิจ

ลักษณะของกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ

จากนิยามของกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจจเห็นได้ว่า กฎหมายมหาชนสาขานี้มีลักษณะเฉพาะตัวอยู่ 2 ประการ คือ 1. กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจมีลักษณะเป็นพลวัตร และ 2. กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจมีลักษณะผสมผสาน

1. กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจมีลักษณะเป็นพลวัตร

ในแง่ลักษณะที่เป็นพลวัตร (Dynamic) ของกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจเป็นผลสืบเนื่องมาจากความสัมพันธ์ระหว่างวิวัฒนาการของรัฐ (Function of state) ที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย และสำนักคิดทางเศรษฐกิจ (School of economic thought) ที่มีบทบาทในขณะนั้น ด้วยลักษณะดังกล่าวกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจจึงมีลักษณะไม่เป็นกลาง

ลักษณะที่เป็นพลวัตรนี้ ทำให้ในการศึกษากฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจไม่สามารถตัดขาดจากความรู้ทางศาสตร์อื่นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาเศรษฐศาสตร์

2. กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจมีลักษณะผสมผสาน

ในแง่ลักษณะที่เป็นการผสมผสาน (Hybrid) ของกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจนั้น ทำให้แตกต่างจากกฎหมายมหาชนสาขาอื่น เนื่องจากไม่ได้มีลักษณะเป็นกฎหมายมหาชนโดยแท้ แต่มีลักษณะเป็นการผสมผสานเนื้อหาระหว่างกฎหมายมหาชนโดยแท้กับกฎหมายสาขาอื่นๆ และกฎเกณฑ์ทางกฎหมายระหว่างประเทศ

ดังนั้น ในการทำความเข้าใจกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจจึงไม่อาจศึกษาเฉพาะในส่วนที่เป็นกฎหมายแท้ๆ เพียงอย่างเดียวได้ และในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถทำความเข้าใจเฉพาะในส่วนที่เป็นหลักการทางกฎหมายมหาชนอย่างเดียวได้

ความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจกับกฎหมายอื่น

1. กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ

กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายมหาชนสาขาหนึ่งว่าด้วยตราสารแห่งรัฐ ซึ่งกำหนดรูปแบบของรัฐ ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐด้วยกัน และความสัมพันธ์ทางสิทธิและหน้าที่ระหว่างรัฐกับประชาชน ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้เข้ามาสัมพันธ์กับกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจใน 2 ลักษณะ คือ ในส่วนที่เกี่ยวกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ กับในส่วนกำหนดความสัมพันธ์ทางสิทธิและหน้าที่ระหว่างรัฐกับประชาชน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพในทางเศรษฐกิจ

2. กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจกับกฎหมายปกครอง

กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจกับกฎหมายปกครองมีความใกล้ชิดกันเป็นอย่างมาก เนื่องจากกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจมีการหยิบยืมหลักกฎหมายหรือองค์ความรู้ในทางกฎหมายปกครองมาใช้มากพอสมควร ถึงขนาดในระบบกฎหมายบางประเทศไม่ได้มีการแยกกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจออกมาศึกษาเป็นการเฉพาะ โดยถือว่ากฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายปกครอง หรือที่เรียกว่า “กฎหมายปกครองทางเศรษฐกิจ”

3. กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจกับกฎหมายการคลังสาธารณะ

ในทางกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจมองว่า กฎหมายการคลังสาธารณะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการแทรกแซงของรัฐในทางเศรษฐกิจ เช่น การอาศัยเครื่องมือทางการคลังที่เป็นภาษี เพื่อเข้าไปสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้กับเอกชน เป็นต้น

4. กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจกับกฎหมายเอกชนทางเศรษฐกิจ

กฎหมายทั้งสองสาขาถือเอากิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นวัตถุในศึกษา และเป็นสิ่งที่จะถูกกฎหมายบังคับใช้ โดยกฎหมายเอกชนทางเศรษฐกิจ ได้แก่ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่มุ่งหมายกำหนดสิทธิและหน้าที่ระหว่างเอกชนด้วยกันโดยเท่าเทียมกัน และรวมไปถึงเรื่องการจัดโครงสร้างขององค์กรธุรกิจของเอกชนต่างๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีรัฐจำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซง ควบคุม และชี้นำแนวทางแก่เอกชนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของเอกชนเอง ซึ่งเป็นบทบาทของกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ

5. กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจกับกฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจกับกฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศมีลักษณะเป็นกฎหมายว่าด้วยเศรษฐกิจเหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงที่ว่า กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจเป็นกฎหมายว่าด้วยการแทรกแซงทางเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยรัฐกำหนดกฎเกณฑ์เหนือเอกชนโดยมีสถานภาพเหนือกว่า และมุ่งเพื่อรักษาประโยชน์มหาชนเป็นการภายใน ในขณะที่กฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศไม่ได้กำหนดความสัมพันธ์เฉพาะระหว่างรัฐกับเอกชน แต่ในบางกรณียังกำหนดความสัมพันธ์ทางสิทธิและหน้าที่ระหว่างเอกชนด้วยกัน หรือระหว่างรัฐกับเอกชน (กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ) และระหว่างรัฐต่อรัฐด้วยกัน หรือระหว่างรัฐกับองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งบรรดากฎหมายเหล่านี้เป็นกฎเกณฑ์ทางกฎหมายระหว่างประเทศ ในท้ายที่สุดกฎเกณฑ์ทางกฎหมายเหล่านี้จะเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ โดยรัฐอธิปไตยยอมรับเอากฎเกณฑ์ทางกฎหมายเหล่านี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายภายประเทศ

กรณีต่างๆ เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจกับกฎหมายสาขาอื่นๆ และกฎเกณฑ์ทางกฎหมายระหว่างประเทศมาเกี่ยวข้องกันในลักษณะใดบ้าง

จากที่ได้กล่าวมาในข้างต้น น่าจะพอทำให้เข้าใจความหมาย และลักษณะคร่าวๆ ของกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจกับกฎหมายสาขาอื่น และกฎเกณฑ์ทางกฎหมายระหว่างประเทศ


อ้างอิง

สมยศ เชื้อไทย, คำอธิบายวิชากฎหมายแพ่ง: หลักทั่วไป, พิมพ์ครั้งที่ 18, (กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2555), น. 119. (กฎหมายเศรษฐกิจ)

บุญศรี มีวงศ์อุโฆษ, กฎหมายปกครองเศรษฐกิจเยอรมัน, (กรุงเทพฯ: นิติธรรม, 2538), น. 49–55. (ความหมายของกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ)

สุรพล นิติไกรพจน์, ข้อความคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ, วารสารนิติศาสตร์, ปีที่ 21 ฉบับที่ 3, 2536, น. 373. (ความหมายของกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ)