เมื่อบริษัทจำกัดอยากออกหุ้นกู้

ภาพประกอบบทความ จาก elegantthemes.com


Highlights:

  • ลักษณะการประกอบกิจการที่เน้นการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งมีความเสี่ยงทำให้เอกชนไม่สามารถขอกู้ยืมเงินจากธนาคารได้เพียงพอ
  • หุ้นกู้จึงเป็นวิถีทางหนึ่งในการระดมทุนเพื่อใช้ในการพัฒนานวัตกรรม
  • ในปัจจุบันประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้นห้ามมิให้บริษัทจำกัดออกหุ้นกู้
  • ปัจจุบันมีความพยายามแก้ไขกฎหมายอยู่บ้าง แต่ยังไม่มีความคืบหน้าในปัจจุบัน

เมื่อข้อเท็จจริงในการตรากฎหมายเปลี่ยนไป กฎหมายกฎหมายก็ควรจะต้องมีการแก้ไข สภาพดังกล่าวคือความเป็นจริงที่นักกฎหมายทุกคนควรตระหนัก กฎหมายไม่ใช่สิ่งที่สมบูรณ์และไม่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ในปัจจุบันการประกอบธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

การประกอบธุรกิจในปัจจุบันนั้นเน้นการพัฒนานวัตกรรมหรือที่เราเรียกว่า “กลุ่มวิสาหกิจเริ่มต้น” (Startup) ซึ่งในการเริ่มต้นประกอบธุรกิจนั้นมีความเสี่ยงที่นวัตกรรมนั้นจะไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ในการประกอบธุรกิจนั้นโดยลำพังไม่สามารถอาศัยเงินทุนจากธนาคารได้ เพราะธนาคารก็ไม่สามารถมั่นใจได้ว่าจะปล่อยกู้ให้ได้ตามความต้องการหรือไม่ เนื่องจากธนาคารก็ไม่สามารถแน่ใจได้ว่าการพัฒนานวัตกรรมจะสำเร็จหรือไม่ ดังนั้น อีกวิธีการหนึ่งที่เอกชนสามารถนำมาใช้เพื่อระดมเงินจึงต้องกระทำผ่านการเสนอขายหุ้นกู้ แต่อย่างไรก็ตามอุปสรรคสำคัญที่ทำให้บริษัทจำกัดไม่สามารถระดมทุนโดยอาศัยหุ้นกู้ได้นั้นก็คือ “กฎหมาย”

ความเป็นมาของการห้ามบริษัทจำกัดออกหุ้นกู้

ประมวลแพ่งและพาณิชย์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้ผ่านการแก้ไขมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งรวมถึงบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับหุ้นส่วนและบริษัทในบรรพ 3 ลักษณะ 22 ที่ได้มีการแก้ไขครั้งใหญ่เมื่อคราวที่พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2521 ประกาศใช้ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสาระในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หลายส่วนด้วยกัน อาทิ บทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับการเสนอขายหุ้นที่มีลักษณะเป็นการทั่วไปแก่ประชาชน (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ใช้คำว่า “ชี้ชวนประชาชนให้ซื้อหุ้น”) และการเสนอขายหุ้นกู้ ซึ่งในการเสนอขายหุ้นนั้นมีลักษณะพิเศษกว่าการเสนอขายหุ้นทั่วไป เพราะมีกระบวนการเพื่อป้องกันมิให้ประชาชนถูกหลอกลวง ดังนั้น เมื่อ พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2521 ประกาศใช้จึงมีการยกเลิกบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเสนอขายหุ้นกู้

ผลของการห้ามมิให้ขายหุ้นกู้แก่ประชาชน

มาตรา 1229 บัญญัติว่า “บริษัทจะออกหุ้นกู้ไม่ได้”

บทบัญญัติดังกล่าวได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมโดยอาศัยบทบัญญัติของพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2521

ผลของการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าว ทำให้บริษัทจำกัดซึ่งตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายนี้ไม่สามารถเสนอขายหุ้นกู้แก่ประชาชนได้ ซึ่งทำให้บริษัทจำกัดไม่สามารถนำหุ้นกู้มาใช้เป็นเครื่องมือระดมทุนระยะยาวนอกเหนือจากการเสนอขายหุ้นสามัญ และการกู้ยืมเงินจากธนาคารได้ ซึ่งในกรณีกฎหมายกลายเป็นอุปสรรคในการยับยั้งการประกอบกิจการและการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไม่ใช่ว่ากฎหมายห้ามมิให้บริษัทจำกัดเสนอขายหุ้นกู้เสียทีเดียว โดยบริษัทจำกัดสามารถยื่นคำขออนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ให้ออกหุ้นกู้ได้ตามบทบัญญัติในมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535

แม้ว่าพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 จะบัญญัติรับรองให้บริษัทจำกัดสามารถยื่นคำขออนุญาตให้ออกหุ้นกู้ได้ก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติกระบวนการออกหุ้นกู้นั้นจะต้องจัดส่งเอกสารเกี่ยวกับการเสนอขายหุ้นกู้ต่อประชาชนไปให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงเนื่องจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติห้ามมิให้บริษัทจำกัดขายหุ้นกู้แก่ประชาชน แม้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 จะเปิดให้ยื่นคำขออนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ได้ แต่เมื่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไม่ได้มีการกำหนดแนวทางในการส่งเอกสารเอาไว้เช่นเดียวกันกับประกาศกรมทะเบียนการค้า เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการจัดส่งเอกสารเกี่ยวกับการเสนอขายหุ้นหรือหุ้นกู้ต่อประชาชนของผู้เริ่มจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัดต่อนายทะเบียน ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2543) ทำให้ในทางปฏิบัติกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไม่รับนำส่งเอกสารดังกล่าว

นอกจากเหนือจากปัญหาการไม่มีแนวทางในการส่งเอกสารเอาไว้แล้ว ยังมีปัญหาอื่นๆ อีก คือ กรณีที่หากบริษัทจำกัดต้องการให้หุ้นกู้แปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญเพื่อให้สิทธิแก่ผู้ถือหุ้นกู้ได้เปลี่ยนมาเป็นผู้ถือหุ้นสามัญในกรณีที่นวัตกรรมที่พัฒนานั้นประสบความสำเร็จ ปัญหานี้ก็ยังคงมีอยู่ เพราะในปัจจุบันประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ห้ามมิให้บริษัทจำกัดออกหุ้นกู้เลย ผลที่ตามมาจึงเกิดปัญหาว่าถ้าแปลงสภาพหุ้นกู้ไปเป็นหุ้นสามัญแล้ว จะดำเนินการอย่างไรในเมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดไว้

ปัญหาของเรื่องนี้ยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าจะมีข้อเรียกร้องจากทางภาคเอกชนอยู่ตลอดและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์เองก็พยายามหาแนวทางการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม แต่ความคืบหน้าในเรื่องนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือโอกาสของเอกชนในการพัฒนานวัตกรรมที่ต้องเสียไปเพราะมีกฎหมายเป็นอุปสรรค

Rule บนเนยแข็ง

ชื่อหนังสือ: Rule บนเนยแข็ง

ผู้เขียน: กล้า สมุทวณิช

สำนักพิมพ์: มติชน

หนังสือ Rule บนเนยแข็ง เขียนโดย กล้า สมุทวณิช เป็นการรวบรวมบทความจากคอลัมน์ “คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง” ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวันฉบับวันศุกร์ ลักษณะของหนังสือจึงมิใช่งานวิชาการเชิงระบบ หากแต่เป็นงานเขียนเชิงความคิดที่ใช้ “กฎหมาย” เป็นจุดตั้งต้นในการสนทนากับสังคม การเมือง และชีวิตประจำวัน ผ่านภาษาที่เข้าถึงง่าย แต่แฝงด้วยคำถามเชิงหลักการที่จริงจัง

บทต่าง ๆ ในหนังสือเล่มนี้ทำหน้าที่ชวนผู้อ่านตั้งคำถามต่อสิ่งที่มักถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติในระบบกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับศีลธรรม อำนาจรัฐกับเสรีภาพของปัจเจก หรือบทบาทของกฎหมายในการกำหนดคุณค่าในสังคม ตัวอย่างหนึ่งที่เด่นชัดคือการอภิปรายว่าด้วยสถานะของ “สัตว์” ในทางกฎหมาย ซึ่งผู้เขียนชี้ให้เห็นพัฒนาการของแนวคิดจากการมองสัตว์เป็นเพียงทรัพย์สินของมนุษย์ ไปสู่การมองสัตว์ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่มีศักดิ์ศรีและสิทธิในระดับหนึ่ง การเปลี่ยนผ่านทางความคิดนี้สะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายมิได้หยุดนิ่ง หากแต่เคลื่อนไหวไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของศีลธรรมและจิตสำนึกทางสังคม

ในหลายบทความ ผู้เขียนใช้เหตุการณ์ร่วมสมัยและกรณีทางการเมืองเป็นฉากหลังในการอธิบายหลักกฎหมายที่ซับซ้อน เช่น หลักนิติรัฐ (rule of law) เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หรือขอบเขตอำนาจของรัฐ วิธีการเขียนเช่นนี้ทำให้กฎหมายหลุดพ้นจากภาพของกฎเกณฑ์ที่แห้งแล้ง และกลายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตของผู้คน อย่างไรก็ดี หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เสนอคำตอบตายตัว หากแต่เปิดพื้นที่ให้ผู้อ่านคิดต่อ ตั้งคำถาม และอาจไม่เห็นด้วยกับผู้เขียนได้ นี่คือเสน่ห์สำคัญของงานเขียนแนวคอลัมน์ที่ถูกนำมาร้อยเรียงเป็นเล่ม

ชื่อหนังสือ Rule บนเนยแข็ง เองก็สะท้อนท่าทีของผู้เขียนต่อกฎหมายได้อย่างคมคาย “Rule” ในที่นี้มิได้หมายถึงหลักนิติรัฐในเชิงอุดมคติที่ตั้งมั่นอยู่บนฐานอันแข็งแรง หากแต่เป็นกฎหมายที่วางอยู่บน “เนยแข็ง” ซึ่งพร้อมจะละลาย เปลี่ยนรูป หรือบิดเบี้ยวได้ตามอุณหภูมิทางการเมืองและอำนาจ หนังสือจึงชวนให้ตั้งคำถามว่า กฎหมายที่เรายึดถืออยู่นั้นมั่นคงเพียงใด และใครเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขในการละลายของมัน

Rule บนเนยแข็ เป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับผู้อ่านที่สนใจมองกฎหมายในฐานะปรากฏการณ์ทางสังคมและการเมือง มากกว่าจะมองกฎหมายเป็นเพียงตัวบทหรือเทคนิคทางวิชาชีพ แม้จะไม่ใช่งานวิชาการเข้มข้น แต่คุณค่าของหนังสืออยู่ที่การทำให้กฎหมาย “พูดได้” ในพื้นที่สาธารณะ และกระตุ้นให้ผู้อ่านตั้งคำถามต่อความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ กฎหมาย และความเป็นธรรมในสังคมไทยอย่างไม่จำเป็นต้องมีคำตอบสำเร็จรูป

การร่างกฎหมายอย่างเป็นหลักวิชาการยังห่างไกล

ภาพประกอบจาก: the blue diamond gallery

ตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกาศใช้ สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือรัฐธรรมนูญฯ ฉบับนี้มีข้อเสียมากกว่าข้อดี และเกินกว่าที่จะยอมรับได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญของรัฐที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ในบรรดาข้อดีที่มีอยู่น้อยนิดนั้นที่ได้มาบัญญัติไว้ในตราสารที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญนี้ คือ การกำหนดให้การร่างกฎหมายจะต้องเป็นหลักวิชาการมากขึ้น โดยบัญญัติไว้ในบทบัญญัติมาตรา 77 บัญญัติว่า

มาตรา 77 รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้าเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน และดำเนินการให้ประชาชนเข้าถึงตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ได้โดยสะดวกและสามารถเข้าใจกฎหมายได้ง่ายเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง

ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ รวมทั้งเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน และนำมาประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอน เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้ว รัฐพึงจัดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุกรอบระยะเวลาที่กำหนดโดยรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบด้วย เพื่อพัฒนากฎหมายทุกฉบับให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป

รัฐพึงใช้ระบบอนุญาตและระบบคณะกรรมการในกฎหมายเฉพาะกรณีที่จำเป็น พึงกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐและระยะเวลาในการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน และพึงกำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง

บทบัญญัติในทั้งสามวรรคของมาตรา 77 นั้น เป็นความพยายามเปลี่ยนให้การร่างกฎหมายเป็นวิชาการมากขึ้น และลดทอนความเป็นการเมืองในกฎหมายลงโดยให้สอดคล้องกับข้อมูลในเชิงประจักษ์มากขึ้น แน่นอนว่าการร่างกฎหมายทุกอย่างย่อมมาจากนโยบาย และคณะรัฐมนตรีก็ผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามนโยบายายที่ได้แถลงไว้ต่อหน้าที่ประชุมรัฐสภา แต่เมื่อการออกกฎหมายเป็นการไปกระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และขัดขวางกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชน การร่างกฎหมายจึงควรเป็นไปตามหลักวิชาการให้มากกว่านี้ และสามารถใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในการวิเคราะห์ได้

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาหน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่นั้นให้ความสำคัญไปกับแบบของการร่างกฎหมายมากกว่าเนื้อหาของกฎหมาย ซึ่งเป็นลักษณะส่วนใหญ่ของการร่างกฎหมายในประเทศไทย ไม่เว้นแม้กระทั่งในสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีาซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญที่มีบทบาทในการร่างกฎหมาย ทำให้ในการร่างกฎหมายจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการถกเถียงในเชิงถ้อยคำของกฎหมายและรูปแบบการวางรูปประโยคของกฎหมายมากกว่า

ในด้านเนื้อหาของกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้พยายามที่จะกำหนดแนวทางในการร่างกฎหมายโดยคำนึงถึงหลักการในทางนิติศาสตร์ต่างๆ แต่ในความคิดของผู้ร่างกฎหมายของหน่วยงานภาครัฐยังไม่เปิดรับแนวคิดของการนำศาสตร์อื่นมาใช้ประกอบในการร่างกฎหมาย เช่น การใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาใช้ หรือการใช้เครื่องมือทางสังคมวิทยา เป็นต้น ซึ่งปัญหานี้อาจจะมาจากหลายส่วนด้วยกันทั้งความไม่รอบรู้ในทางวิชาการสาขาต่างๆ ของผู้ร่างก็ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งก็คือ การใช้กฎหมายเปรียบเทียบเป็นเครื่องมือหลักในการร่างกฎหมาย โดยขาดบริบทแวดล้อมของกฎหมายนั้น

นอกจากนี้ การร่างกฎหมายมีแนวโน้มจะร่างจากอุดมคติหรือทัศนะส่วนบุคคลของผู้ร่างโดยไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของบริบททางสังคม และเนื่องจากผู้ร่างกฎหมายไม่มีข้อมูลที่สมมาตรพอ ทำให้การตัดสินใจเป็นไปโดยผิดพลาด และพยามยามตรากฎหมายให้ครอบคลุมเกินกว่ากรณี เพราะผู้ร่างไม่มีข้อมูลหรือไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ แม้ว่าในความเป็นจริงภาครัฐจะเต็มไปด้วยเอกสารมากมายที่ขอให้ประชาชนยื่นมาให้ตนก็ตาม แต่มันก็ผสมปนเปกันไปหมดจนหาดีได้ยาก

ด้วยลักษณะดังกล่าวนี้หากร่างกฎหมายอย่างเป็นหลักวิชาการยังห่างไกลอีกมาก

เศรษฐศาสตร์​พฤติกรรม ฉบับเข้าใจง่ายที่สุดในโลก!

ชื่อหนังสือ: เศรษฐศาสตร์​พฤติกรรม ฉบับเข้าใจง่ายที่สุดในโลก! (Amazing Decisions)

ผู้เขียน: Dan Ariely

ผู้แปล: พรเลิศ อิฐฐ์

ภาพประกอบ: Matt R. Trower

สำนักพิมพ์: สำนักพิมพ์วีเลิร์น

หนังสือ Amazing Decisions ของ Dan Ariely เป็นงานที่ตั้งใจ “ลดกำแพง” ของเศรษฐศาสตร์ลงอย่างชัดเจน ด้วยการเลือกเล่าแนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมผ่านรูปแบบการ์ตูน แทนที่จะใช้กราฟ สมการ หรือภาษาวิชาการแบบตำรา จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ความซับซ้อนเชิงเทคนิค หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการทำให้ผู้อ่านเห็นว่า เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการตัดสินใจนั้นจริง ๆ แล้วใกล้ตัวและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันอย่างยิ่ง

แก่นสำคัญของหนังสือคือการอธิบายว่ามนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผลสมบูรณ์แบบตามสมมติฐานเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก หากแต่ถูกกำกับโดย “บรรทัดฐาน” ที่แตกต่างกันสองประเภท ได้แก่ บรรทัดฐานทางตลาด และบรรทัดฐานทางสังคม Ariely ใช้ตัวอย่างจากงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจำนวนมากมาอธิบายว่า บรรทัดฐานทั้งสองแบบนี้ให้ผลต่อพฤติกรรมและแรงจูงใจของมนุษย์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และไม่สามารถนำมาใช้แทนกันได้ในทุกสถานการณ์ การตัดสินใจของคนจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์เชิงตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ผูกพันอยู่กับความรู้สึก ความคาดหวัง และบริบททางสังคมที่รายล้อมอยู่ด้วย

ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้คือ วิธีที่ผู้เขียนทำให้แนวคิดเชิงทฤษฎีเหล่านี้ “มองเห็นได้” ผ่านสถานการณ์สมมติและเหตุการณ์ใกล้ตัว เช่น การให้ความช่วยเหลือ การทำงานโดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นเงิน หรือการเปลี่ยนแรงจูงใจจากความรู้สึกทางสังคมไปเป็นการแลกเปลี่ยนแบบตลาด ซึ่งมักส่งผลให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไปในทิศทางที่คาดไม่ถึง หนังสือจึงทำหน้าที่เหมือนกระจกที่สะท้อนให้เห็นความไม่สมเหตุสมผลของการตัดสินใจมนุษย์ โดยไม่จำเป็นต้องกล่าวโทษหรือสั่งสอนผู้อ่านตรง ๆ

ในมุมมองของผู้อ่านที่มีพื้นฐานทางกฎหมาย หนังสือเล่มนี้เปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถามต่อการออกแบบกฎหมายและสัญญาได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการนำบรรทัดฐานทางสังคมมาใช้ในระบบกฎหมาย แม้ว่าข้อกฎหมายที่ชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษรจะมีความจำเป็น แต่หากรายละเอียดของกฎหมายถูกออกแบบให้ละเอียดและตายตัวเกินไป จนผู้บังคับใช้ยึดติดกับถ้อยคำมากกว่าการตีความตามเจตนารมณ์ ก็อาจนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายอย่างบิดเบี้ยว หนังสือของ Ariely จึงช่วยชี้ให้เห็นว่า การพึ่งพาบรรทัดฐานทางตลาดหรือกฎเกณฑ์แบบแข็งตัวเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอในการกำกับพฤติกรรมมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยภาพรวม Amazing Decisions เป็นหนังสือที่อ่านสนุก เข้าใจง่าย และไม่ลดทอนความจริงจังของเนื้อหาแม้จะมาในรูปแบบการ์ตูน จุดแข็งของมันอยู่ที่การทำให้ผู้อ่าน “ฉุกคิด” ต่อการตัดสินใจเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน และเชื่อมโยงไปสู่คำถามเชิงนโยบาย กฎหมาย และสถาบันทางสังคมได้อย่างเป็นธรรมชาติ สำหรับผู้อ่านที่คุ้นเคยกับงานของ Dan Ariely อยู่แล้ว หนังสือเล่มนี้อาจไม่ได้นำเสนอแนวคิดใหม่ทั้งหมด แต่เป็นเวอร์ชันที่เข้าถึงง่ายและชวนทบทวนงานเดิมในมุมที่เบาขึ้น ขณะที่สำหรับผู้อ่านทั่วไป นี่คือประตูบานหนึ่งที่พาเข้าสู่โลกของเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมได้อย่างเป็นมิตร และน่าหยุดไฮไลต์หลายหน้าอย่างที่คุณรู้สึกจริง ๆ

กฎหมายกับการเป็นคุณพ่อรู้ดีของรัฐ

ภาพประกอบจาก: shout factory tv

ในช่วงปี ค.ศ. 1954-1960 มีซีรีย์อเมริกันเรื่องหนึ่งชื่อว่า Father Knows Best เล่าถึงครอบครัวหนึ่งชนชั้นกลางครอบครัวหนึ่งที่มีพ่อเป็นผู้นำครอบครัวและเป็นหัวใจสำคัญและสีสันของเรื่อง ความรู้ดีของคุณพ่อเป็นตัวจุดประกายประเด็นและตั้งคำถามเป็นจำนวนมาก ซึ่งเมื่อมองพ่อในฐานะหัวหน้าครอบครัวแล้ว

ซึ่งหากเปรียบบทบาทของรัฐเสมือนพ่อและประชาชนทุกคนเป็นลูก บทบาทของพ่อก็ต้องเป็นการปกป้องคุ้มครองลูกจากอันตรายจากทั้งภายนอกและจากตัวของลูกเอง เช่นเดียวกับที่พ่อเเม่ส่วนใหญ่บอกลูกว่าลูกควรกินอะไร ควรจะนอนเมื่อไร ควรจะระมัดระวังตัวอย่างไร และควรเรียนอะไร โดยเชื่อว่าเข้าใจความต้องการของลูกดี แม้ส่วนหนึ่งสิ่งเหล่านี้จะมาจากความเป็นห่วงเป็นใยก็ตาม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการที่พ่อแม่ตัดสินใจแทนลูกหรือกำหนดวิถีชีวิตแทนลูกไปเสียทุกเรื่องสิ่งที่ตามมาคือ การปิดกั้นเสรีภาพและโอกาสที่ลูกจะตัดสินใจเลือกด้วยตัวเอง จนในท้ายที่สุดลูกจะไม่รู้จักความต้องการที่แท้จริงของตัวเองไปในที่สุด

แนวคิดเช่นนี้เองก็ปรากฏอยู่ในบทบาทของรัฐเช่นกันและแสดงออกผ่านทางตัวบทกฎหมายจำนวนมาก ซึ่งเรียกว่ากฎหมายแบบปิตาธิปไตยกฎหมายแบบปิตาธิปไตย (Legal Paternalism) เป็นคำที่เราใช้เรียกกฎหมายที่ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า รัฐเข้าใจความต้องการของปักเจกบุคคลดี (ในบางครั้งคิดว่าดีกว่าตัวปัจเจกบุคคลเองเสียอีก) โดยรัฐออกกฎหมายมามีวัตถุประสงค์เพื่อบังคับให้ปัจเจกบุคคลปฏิบัติตาม เพื่อหลีกเลี่ยงผลอันไม่พึงปรารถนา

ตัวอย่างเช่น ในเรื่องของการทำนิติกรรมกฎหมายยอมรับเสรีภาพในการทำสัญญา (Freedom of Contract) ซึ่งเป็นหลักหนึ่งในหลักอิสระทางแพ่ง (Private Autonomy) ที่เคารพการตัดสินใจของเอกชนภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนด (ตราบเท่าที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น)

อย่างไรก็ตามแม้บุคคลจะมีเสรีภาพในการทำสัญญา แต่ก็อาจมีข้อจำกัดซึ่งรัฐกำหนดขึ้นให้บุคคลต้องปฏิบัติตาม เช่น การปกป้องผู้เยาว์ คนวิกลจริต คนไร้ความสามารถในการทำนิติกรรมโดยจำกัดความสามารถของเขา เพื่อไม่ให้บุคคลเหล่านั้นไปทำนิติกรรมที่อาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ตนเองกฎหมายจึงเข้ามาคุ้มครองการแสดงเจตนา หรือในเรื่องละเมิดซึ่งมีหลักการสำคัญอย่างหลักความยินยอมไม่ทำให้เป็นละเมิด (Volenti non fit injuria) ดังปรากฏอยู่ในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 บัญญัติว่า “ความตกลงหรือความยินยอมของผู้เสียหายสำหรับการกระทำที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จะนำมาอ้างเป็นเหตุยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดเพื่อละเมิดมิได้”

เหล่านี้เป็นตัวอย่างของกฎหมายแบบปิตาธิปไตย ซึ่งล้วนมีลักษณะเป็นการเข้ามาตัดสินใจแทนเจตจำนงของบุคคลที่ศาลและกฎหมายเห็นสมควรเข้ามาแทรกแซงด้วยเหตุผลของความสงบเรียบร้อยทางศีลธรรม หรือนโยบายสาธารณะ

ในบางครั้งกฎหมายแบบปิตาธิปไตยนั้นก็มีข้อดีและมีความจำเป็นเพื่อคุ้มครองประชาชนตามเหตุผลของเรื่อง ดังตัวอย่างที่ได้เล่าไปแล้วคือ ในเรื่องของการจำกัดความสามารถของบุคคล การทำนิติกรรมที่ฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เช่น การทำสัญญายอมเป็นตนลงเป็นทาส หรือทำสัญญายอมให้ผู้หญิงเป็นภริยาคนที่สอง หรือการมิให้เอาเรื่องความยินยอมมาใช้ในเรื่องที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือในกฎหมายอาญาต่าง ๆ

แต่อย่างไรก็ตามการนำแนวคิดแบบปิตาธิปไตยไปใช้ในทุกเรื่องของสังคมก็อาจไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการจำกัดเสรีภาพในการเลือกโดยการเข้ามาตัดสินใจแทนบุคคล และในขณะเดียวกันการออกกฎหมายนั้นย่อมส่งผลกระทบในแง่ของการเพิ่มต้นทุนให้กับเอกชน การที่รัฐจะเป็นคุณพ่อรู้ดีได้นั้น รัฐเองก็ต้องมีความเข้าใจในเรื่องนั้นหรือมีข้อมูลที่มากพอ (บางครั้งอาจต้องมากพอเข้าไปถึงจิตใจและวิธีคิดของประชาชน) แต่ปัญหาก็คือมุมมองการแก้ปัญหาของรัฐส่วนใหญ่มักจะเป็นในทิศทางการตัดสินใจจากเบื้องบน (Top-down)

Review – สะพรึง (Terror)

ชื่อหนังสือ: สะพรึง (Terror)

ผู้เขียน: Ferdinand von Schirach

ผู้แปล: ศศิภา พฤกษฎาจันทร์

สำนักพิมพ์: Illuminations Edition

หนังสือ สะพรึง (Terror) ของ Ferdinand von Schirach เป็นนวนิยายเชิงบทละครที่จำลองสถานการณ์สมมติของการพิจารณาคดีนายทหารอากาศผู้ตัดสินใจยิงเครื่องบินโดยสารซึ่งถูกผู้ก่อการร้ายยึด เพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องบินลำดังกล่าวพุ่งชนสนามฟุตบอลที่มีผู้ชมจำนวนมาก การตัดสินใจดังกล่าวนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมดบนเครื่อง และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพิจารณาคดีในศาล ซึ่งมิได้มุ่งเพียงการพิสูจน์ข้อเท็จจริง หากแต่เป็นการพิจารณาความชอบธรรมของการใช้อำนาจรัฐในสถานการณ์วิกฤต

ประเด็นแกนกลางของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่คำถามว่า เราสามารถฆ่าคนที่บริสุทธิ์บางคน เพื่อรักษาชีวิตของคนบริสุทธิ์อีกจำนวนมากได้หรือไม่ คำถามดังกล่าวมิใช่เพียงปัญหาทางศีลธรรมหรือการตัดสินใจเชิงนโยบาย หากแต่เป็น ภาวะชะงักงันทางหลักการรัฐธรรมนูญ หรือ constitutional dilemma กล่าวคือ เป็นสถานการณ์ที่หลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญซึ่งต่างก็มีสถานะสูงสุดและต่างก็มีความชอบธรรมในตัวเอง ต้องปะทะกันโดยไม่อาจประนีประนอมได้ ด้านหนึ่งคือหน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนจำนวนมาก แต่อีกด้านหนึ่งคือหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการห้ามปฏิบัติต่อบุคคลในฐานะเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายของรัฐ ไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาในทิศทางใด ย่อมหมายถึงการละเมิดหลักการรัฐธรรมนูญอีกด้านหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความน่าสนใจของ สะพรึง อยู่ที่การทำให้ภาวะชะงักงันทางหลักการรัฐธรรมนูญ ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมผ่านกระบวนการพิจารณาคดีในศาล ตัวบทไม่ได้พยายามเสนอคำตอบสำเร็จรูปหรือชี้นำว่าทางเลือกใด “ถูกต้อง” มากกว่า หากแต่บังคับให้ผู้อ่านเผชิญกับความจริงที่ไม่สบายใจว่า ในบางสถานการณ์ รัฐธรรมนูญไม่อาจให้คำตอบที่สอดคล้องกันได้ทั้งหมด และการตัดสินใจของรัฐย่อมต้องแลกมาด้วยการทำให้หลักการพื้นฐานบางประการบาดเจ็บอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จุดเด่นของบทละครเรื่องนี้คือการปะทะกันของตรรกะและเหตุผลทั้งในเชิงเทคนิคทางกฎหมายและเชิงปรัชญา ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านบทบาทของอัยการ ทนายฝ่ายจำเลย และตัวจำเลยเอง การโต้แย้งของอัยการและฝ่ายจำเลยในบทละครจึงมิใช่เพียงการถกเถียงข้อเท็จจริงหรือความเหมาะสมของการกระทำ หากแต่สะท้อนการเลือกยืนอยู่บนหลักการรัฐธรรมนูญคนละด้าน ฝ่ายหนึ่งให้ความสำคัญกับการคุ้มครองชีวิตในเชิงปริมาณ ขณะที่อีกฝ่ายยืนหยัดว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นคุณค่าที่ไม่อาจถูกชั่งน้ำหนักหรือยกเว้นได้ แม้ในภาวะฉุกเฉิน การปะทะกันเช่นนี้ทำให้เห็นว่าภาวะชะงักงันทางหลักการรัฐธรรมนูญ มิใช่ปัญหาที่แก้ได้ด้วยเทคนิคทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาที่แตะถึงแก่นของความหมายของรัฐธรรมนูญและอำนาจรัฐโดยตรง

ในมิติที่ลึกยิ่งขึ้น หนังสือเล่มนี้ชวนให้ตั้งคำถามว่า “ความเป็นมนุษย์แท้จริงอยู่ที่ตรงไหน” และใครเป็นผู้มีอำนาจตัดสินคุณค่าดังกล่าว คำถามนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในโลกสมัยใหม่ที่รัฐมักอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง ภัยก่อการร้าย หรือสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อขยายขอบเขตอำนาจของตน สะพรึง จึงสะท้อนให้เห็นว่า ภาวะชะงักงันทางหลักการรัฐธรรมนูญ มิได้เป็นเพียงสถานการณ์เฉพาะหน้า หากแต่เป็นจุดเปราะบางที่รัฐสมัยใหม่ต้องเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อหลักสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงถูกทำให้ต้องเลือกข้าง

เมื่อพิจารณาหนังสือเล่มนี้ในบริบทของประเทศไทย ปัญหาภาวะชะงักงันทางหลักการรัฐธรรมนูญ ยิ่งชวนให้สะท้อนกลับมาที่การรับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในรัฐธรรมนูญไทย แม้หลักการดังกล่าวจะถูกบัญญัติไว้ในระดับสูงสุด แต่คำถามคือ สังคมไทยเคยตั้งคำถามต่อรัฐอย่างจริงจังเพียงใด เมื่อรัฐใช้อำนาจในสถานการณ์ที่อ้างเหตุผลด้านความมั่นคง โดยเฉพาะในกรณีการบังคับสูญหายหรือการใช้กำลังของรัฐต่อประชาชน รัฐให้ความหมายและให้คุณค่าต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในทางปฏิบัติอย่างไร และหลักการนี้ยังคงเป็นหลักที่ “ไม่อาจยกเว้นได้” อยู่จริงหรือไม่

โดยสรุป สะพรึง (Terror) เป็นหนังสือที่ทำให้เห็นว่า ปัญหาบางอย่างในรัฐสมัยใหม่ไม่ใช่ปัญหาที่มีคำตอบถูกหรือผิดอย่างชัดเจน หากแต่เป็นภาวะชะงักงันทางหลักการรัฐธรรมนูญ ที่บังคับให้สังคมต้องเลือกว่าจะยืนอยู่บนหลักการใด และยอมรับการสูญเสียคุณค่าใดเป็นต้นทุน คุณงามความดีของหนังสือเล่มนี้จึงมิได้อยู่ที่บทสรุปของคดี หากแต่อยู่ที่การเปิดพื้นที่ให้ถกเถียงอย่างจริงจังต่อขอบเขตของอำนาจรัฐ บทบาทของรัฐธรรมนูญ และความหมายของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งยังคงเป็นคำถามที่สังคมไทยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เช่นเดียวกัน

โครงการศึกษาแนวทางการกำกับดูแลผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุน

ชื่องานวิจัย: โครงการศึกษาแนวทางการกำกับดูแลผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุน

ผู้วิจัย: ดร.จักรกฤษณ์ ควรพจน์ ดร.กิรติพงษ์ แนวมาลี อรพัทธ์ วงศาโรจน์ เขมภัทร ทฤษฎิคุณ และอตินุช นวมสันเทียะ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

ผู้ให้ทุนวิจัย: สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)


สรุปสาระสำคัญของงานวิจัย

การกำกับดูแลผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุนเป็นประเด็นที่มีความสำคัญในตลาดทุนไทยในปัจจุบัน นับตั้งแต่วิกฤต Enron และ Worldcom เป็นต้นมา การกำกับดูแลผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุนมีความสำคัญมากขึ้น และถูกจับตาเฝ้าระวังมาเป็นพิเศษ ทำให้ต่างประเทศให้ความสำคัญในการศึกษาเกี่ยวกับการกำกับดูแลผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุน

Facebook Live นำเสนอผลการศึกษาวิจัยเพื่อรับฟังความคิดเห็นสาธารณะการศึกษาวิจัย

เอกสารประกอบการนำเสนอ

เอกสารบทสรุปผู้บริหารงานวิจัย

พูดออกอากาศครั้งแรก

ในวันนี้ ผมได้มีโอกาสไปออกรายการ BizValues Live บน Facebook Live ครั้งแรก โดยเข้าไปเล่าประสบการณ์ในการทำงานวิจัยในโครงการทบทวนการอนุญาตของทางราชการ และร่วมแชร์ประสบการณ์กับทางรายการ BizValues

การได้มีโอกาสไปพูดในรายการครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นการพูดออกอากาศครั้งแรกในชีวิตของผมเลยก็ว่าได้ ส่วนตัวแล้วค่อนข้างจะมีอาการตื่นเต้นเล็กๆ น้อย เพราะไม่เคยได้มีโอกาสไปพูดกับคนผ่านทางสื่อมาก่อน โชคดีที่การไปพูดครั้งนี้ เรายังไปพูดในฐานะเป็นคนทำงานร่วมกันกับพี่เพลส ดร.รัชพร วงศาโรจน์ ที่มีบทบาทเป็นหัวหน้าทีมหลักในการมีบทบาททบทวนกฎหมาย

หัวข้อและใจความสำคัญในการไปพูดครั้งนี้ จึงเป็นการยกตัวอย่างเกี่ยวกับผลการทบทวนการอนุญาตที่ได้ทำมา อาทิ ใบอนุญาตโรงแรม ใบอนุญาตสปา และใบอนุญาตอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว

แนวคิดเกี่ยวกับการลดภาระทางกฎหมายของประชาชนจากการปฏิบัติตามกฎหมาย

ชื่อบทความ: แนวคิดเกี่ยวกับการลดภาระทางกฎหมายของประชาชนจากการปฏิบัติตามกฎหมาย

เผยแพร่ใน: หนังสือรพีคณะนิติศาสตร์ 2562, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, น. 91 – 107, 2562.

บทคัดย่อ

กฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐในการบริหารประเทศให้เป็นไปโดยสงบเรียบร้อยของคนในสังคม ซึ่งในบางกรณีกฎหมายจำเป็นต้องเข้าไปจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประะชาชน ซึ่งแม้ในบางกรณีกฎหมายจะได้จำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยไม่ถึงขั้นทำลายหรือห้ามไม่ให้ใช้สิทธิและเสรีภาพนั้นได้เลยก็ตาม แต่กฎหมายอาจทำให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้สิทธิและเสรีภาพนั้น อันเนื่องมาจากแนวโน้มที่จะจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากกว่าที่จำเป็นและใช้มาตรการครอบคลุมเกินกว่ากรณีอันเนื่องมาจากการออกแบบกฎหมายให้มีระดับการควบคุมที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทำได้ยาก

สภาพปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งกำหนดแนวทางให้กับรัฐดำเนินการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในการบริการราชการแผ่นดินจะต้องมีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิกปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน ขึ้นมาเพื่อกำหนดแนวทางให้กับหน่วยงานของรัฐในการตรากฎหมายบังคับใช้กับประชาชนจะต้องคำนึงถึงภาระของประชาชนผู้ปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนั้น ซึ่งจุดมุ่งหมายของบทบัญญัติดังกล่าวคือ การส่งเสริมให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้อย่างเต็มที่โดยมีภาระของกฎหมายเท่าที่จำเป็น

สำหรับบทความฉบับนี้ ผู้เขียนมีความตั้งใจอธิบายให้เห็นถึงแนวคิดสำคัญเบื้องหลังการลดภาระของประชาชนจากการปฏิบัติตามกฎหมาย กับลักษณะของกฎหมายที่เป็นการสร้างภาระให้กับประชาชนก่อนจะนำไปสู่การทำความเข้าใจเรื่องการประเมินภาระของประชาชนจากการปฏิบัติตามกฎหมาย และท้ายที่สุดคือ แนวทางการลดภาระของประชาชนจากการปฏิบัติตามกฎหมาย

Download

แนวทางการกำกับดูแลผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุน

สไลด์ประกอบการนำเสนอเนื้อหาข้อเสนอโครงการศึกษาแนวทางการกำกับดูแลผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุน โดย ดร.กิรติพงษ์ แนวมาลี อรพัทธ์ วงศาโรจน์ เขมภัทร ทฤษฎิคุณ และอตินุช นวมสันเทียะ โดยนำเสนอผ่านทาง Facebook Live ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 ณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

หมายเหตุ เนื้อหาในการนำเสนอครั้งนี้มาจากโครงการศึกษาแนวทางการกำกับดูแลผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุน