สร้างสังคมไทยให้เป็นรัฐสวัสดิการ

ชื่อหนังสือ: สร้างสังคมไทยให้เป็นรัฐสวัสดิการ

ผู้เขียน: ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ

สำนักพิมพ์: เสมสิกขาลัย


ในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) นั้นสร้างสถานการณ์ให้สังคมไทยมีความตระหนักเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการมากขึ้น และทำให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวการมีรัฐสวัสดิการของประเทศไทย ในระหว่างหนทางสู่รัฐสวัสดิการยังห่างไกลอยู่ในขณะนี้และสังคมไทยกำลังอยู่ในระหว่างการต่อสู้เพื่อให้เกิดรัฐสวัสดิการ สถาบันปรีดี พนมยงค์ จึงอยากชวนทุกท่านมาอ่านหนังสือเพื่อเติมความรู้สู่คลังปัญญาและลับอาวุธทางปัญญาเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการ

หนังสือ “สร้างสังคมไทยให้เป็นรัฐสวัสดิการ” เขียนโดย ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ รองศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง และผู้ก่อตั้งหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมืองของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พิมพ์โดยสำนักพิมพ์เสมสิกขาลัย โดยลักษณะของตัวหนังสือประกอบด้วยเนื้อหาที่เรียบเรียงจากการสัมมนา การอภิปราย และบทสัมภาษณ์ของ อ.ณรงค์

“สิ่งที่อาจารย์ปรีดีพูดคือเรื่องของเศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่องของการสร้างความมั่นคงและพลังอำนาจของประชาชน เราจำเป็นต้องทำให้ประชาชนทุกคนสามารถต่อสู้เพื่อมีชีวิตรอดได้”

ในภาคแรกของหนังสือเล่มนี้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการโดยเริ่มต้นจากแนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเมืองและรัฐสวัสดิการของปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นการฉายภาพกว้างๆ และชวนตั้งคำถามเกี่ยวกับการมีชีวิตที่มีความมั่นคงมากขึ้น ไม่ถูกคุกคามจากมนุษย์ด้วยกันหรือธรรมชาติมากเกินไป โดย อ.ณรงค์ ได้ชี้ให้เห็นว่า “สิ่งที่อาจารย์ปรีดีพูดคือเรื่องของเศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่องของการสร้างความมั่นคงและพลังอำนาจของประชาชน เราจำเป็นต้องทำให้ประชาชนทุกคนสามารถต่อสู้เพื่อมีชีวิตรอดได้”

“ระบบสังคมนิยมแบบสหกรณ์ (association socialism หรือ cooperative socialism) ที่กำเนิดมาจากโรเบิร์ต โอเวน”

ประเด็นหนึ่ง อ.ณรงค์ ได้อธิบายไว้อย่างน่าสนใจคือ การหยิบนำเอาแนวคิดทางเศรษฐกิจของ อ.ปรีดี มาอธิบายและชี้ให้เห็นว่าเพราะเหตุใด อ.ปรีดี จึงใช้แนวคิดทางเศรษฐกิจในลักษณะดังกล่าว  นอกจากนี้ อ.ณรงค์ ยังได้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างแนวคิดของ อ.ปรีดี กับแนวคิดแบบมาร์กซิสม์ว่ามีลักษณะและความแตกต่างกันอย่างไร สังคมนิยมที่ อ.ปรีดี นำมาใช้ในแนวคิดสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตยนั้นคือ ระบบสังคมนิยมแบบสหกรณ์ (association socialism หรือ cooperative socialism) ที่กำเนิดมาจากโรเบิร์ต โอเวน ซึ่งมีความแตกต่างจากระบบคอมมูนที่เน้นการสั่งการจากรัฐบาลเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากระบบสังคมนิยมแบบสหกรณ์ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิและเสียงของสมาชิกที่สอดคล้องกับหลักการแบบประชาธิปไตย โดยจะเห็นได้จากเค้าโครงการเศรษฐกิจที่กำหนดให้แผนการใหญ่ (master plan) มาจากรัฐบาลที่ส่วนกลาง แต่การตัดสินใจในเชิงรายละเอียดของแผนการนั้นมาจากการตัดสินใจของสมาชิกสหกรณ์

นอกจากในส่วนของทฤษฎีและการอธิบายความคิดของ อ.ปรีดี แล้ว หนังสือเล่มนี้ได้อธิบายเนื้อหาต่อไปเกี่ยวกับการนำแนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเมืองและรัฐสวัสดิการของ อ.ปรีดี มาใช้พิจารณาบริบทของสังคมในประเด็นต่างๆ ตัวอย่างเช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ โดย อ.ณรงค์ ได้ฉายภาพให้เห็นว่า แนวคิดเกี่ยวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาตินั้นมีรากฐานมาจากที่มาเดียวกันกับเค้าโครงการเศรษฐกิจของ อ.ปรีดี และการนำแนวคิดทางเศรษฐกิจของ อ.ปรีดี ไปวิเคราะห์เรื่องตลาดภายใน (internal market) ที่มุ่งหมายจำกัดบทบาทของระบบทุนนิยม โดยต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม

ในภาคที่สองของหนังสือ อ.ณรงค์ ได้นำเสนอประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับรัฐสวัสดิการที่มีความน่าสนใจ ซึ่งสะท้อนความท้าทายของโลกสมัยใหม่ที่มีความต้องการรัฐสวัสดิการมากขึ้น โดยในเนื้อหาส่วนนี้ได้นำเสนอเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การก่อให้เกิดรัฐสวัสดิการ ซึ่งเป็นการฉายภาพการต่อสู้และการเกิดขึ้นของรัฐสวัสดิการ ลักษณะของรัฐสวัสดิการ รัฐสวัสดิการกับสังคมสวัสดิการ ก่อนจะกลับมาที่แนวความคิดของ อ.ปรีดี กับรัฐสวัสดิการ และจบลงด้วยเรื่องรัฐสวัสดิการกับอุดมการณ์การเมืองสีเขียว

หนังสือเล่มนี้มีความหนาไม่มากเพียง 200 หน้า ผ่านการอธิบายด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายกระชับ  ทว่า หนังสือได้ชวนให้ขบคิดหลายรอบเกี่ยวกับเนื้อหาที่ได้เรียบเรียงและนำเสนอผ่านสายตาของผู้อ่าน หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่มีคุณค่าและเหมาะสมกับผู้ที่มีความสนใจเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการ และประวัติศาสตร์ความคิดเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการ

ไม่มีคำจำกัดความใดจะเหมาะสมกับหนังสือเล่มนี้ไปกว่าสิ่งที่ อ.วิทยากร เชียงกูล ได้ให้ไว้คำนำ ซึ่งเปรียบเสมือนคำนิยมของหนังสือฉบับนี้ว่า

“ในสภาพที่เรายังขาดความคิดดี หนังสือดี ด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองที่พูดถึงความจริงและความเป็นธรรมแบบวิเคราะห์เจาะลึก หนังสือเล่มนี้จึงเป็นประโยชน์ที่ผมอยากชักชวนให้ผู้สนใจอ่านและค้นคว้าอภิปรายกันต่อไป”

โลกของวาย

ชื่อหนังสือ: โลกของวาย

ผู้เขียน: ภูวิน บุญยะเวชชีวิน และณัฐธนนท์ ศุขถุงทอง

สำนักพิมพ์: สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


“โลกของวาย” เป็นหนังสือเล่มไม่หนาเท่าไร โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังสือพูดถึงการนำเสนอ “วาย” (ความสัมพันธ์แบบชายรักชาย)ในวัฒนธรรมประชานิยม ซึ่งโดยทั่วไปแล้วโลกของวายในวัฒนธรรมประชานิยมนั้นมีลักษณะเป็นโลกแห่งจินตนาการมากกว่าจะเป็นโลกของความเป็นจริง ซึ่งเหตุดังกล่าวนั้นมีที่มาที่ไปที่หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวไว้

จุดเริ่มต้นของ “สื่อวาย” (Y[aoi] media) นั้นมีขนบมาจากสื่อบันเทิงแนวบอยเลิฟญี่ปุ่น (Japanese boys love) หรือ บีแอล (BL) ซึ่งส่วนใหญ่ปรากฏในรูปแบบของมังงะ (manga) หรือหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นโดยส่วนใหญ่ ฉะนั้น โดยรากฐานโดยแท้จริงของสื่อที่เรียกว่า “แนววาย” (Y genre) จึงไม่ได้ตั้งอยู่บนมุมมองของความสัมพันธ์แบบคนรักเพศเดียวกันในโลกของความเป็นจริง ทำให้เนื้อเรื่องแนววายมีลักษณะน่าสนใจ ดังนี้

  1. ตัวละครหลัก (พระเอกและนายเอก) เป็นเด็กหนุ่มที่มีรูปโฉมงดงาม แม้ว่าในความเป็นจริงตัวละครนั้นจะมีอายุหรือเข้าสู่ช่วงวัยกลางคนก็ตามตัวละครหลักก็จะมีดูอ่อนเยาว์กว่าอายุที่แท้จริงจะล่วงเลยไปจากวัยเด็กหนุ่มแล้วก็ตาม
  2. ตัวละครหลักนั้นมีบทบาทที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาททางเพศ (sex role) ในความสัมพันธ์แบบรักต่างเพศ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องบทบาทของความสัมพันธ์ทางเพศเท่านั้น แต่ในบางกรณีบทบาททางเพศนั้นแสดงออกอย่างชัดเจนผ่านบุคลิกลักษณะของตัวละครว่า ตัวละครใดเป็นฝ่ายรุกหรือรับในความสัมพันธ์
  3. เนื้อเรื่องแนวบอยเลิฟญี่ปุ่นนั้นให้ความสำคัญเรื่องเล่า (narrative) บนขนบแบบโรมานซ์ (romance) คือ โดยตั้งหลักความรักให้เป็นนิรันดร์และเป็นเส้นชัยของทุกสิ่งทุกอย่าง เสมือนความรักเป็นศาสนา
  4. เนื้อเรื่องไม่ได้สะท้อนจุดยืนหรือความสัมพันธ์ของความรักแบบคนเพศเดียวกันบนการเมืองของญี่ปุ่น
  5. แนววายของประเทศญี่ปุ่นกลุ่มเป้าหมายหลักของเนื้อเรื่องในแนวนี้ คือ ผู้หญิงที่มีเพศวิถีแบบรักต่างเพศ สื่อบันเทิงแนววายจึงมีศูนย์กลางอยู่ที่ผู้หญิง ซึ่งมีเพศวิถีแบบรักต่างเพศ

แนววายของญี่ปุ่นจึงเป็นการสะท้อนอุดมคติของความรักอันสูงส่ง ความปรารถนา และชายอันเป็นที่รักของผู้หญิงที่มีรักต่างเพศ การ์ตูนวายจึงไม่ต่างอะไรกับการเอาหญิงสาวมาส่วมใส่เครื่องแต่งกายผู้ชาย

ผลของการที่แนววายของประเทศไทยนั้นเป็นของที่รับเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น ทำให้แนววายของไทยโดยพื้นฐานนั้นไม่แตกต่างจากบริบทของประเทศญี่ปุ่นมากเท่าไร อย่างไรก็ตาม หนังสือโลกของวายได้นำเสนอประเด็นที่น่าสนใจของวายไทย

  1. วายไทยเป็นโลกของจินตนาการที่แยกความเป็นจริงกับจินตนาการโดยสร้างบทบาทที่เป็นอิสระและไม่ตกอยู่ภายใต้กรอบจารีตหรือวัฒนธรรม​สังคมใดๆ
  2. วายไทยสร้างขึ้นมาแบบศาสนาบูชาความรัก และเป็นความรักบริสุทธิ์​เหนือความโรแมนติกแบบชายหญิง เพราะไม่ได้ยึดติดด้วยความรู้สึกทางเพศ (ถ้าไม่ได้ขายเซอร์วิส)​ หรือพรหมจรรย์
  3. วายไทยอยู่เหนืออประเด็นเรื่องเพศสภาพ ตัวละครไม่ต้องแสดงออกเรื่องเพศสภาพใดๆ (กลับไปที่ข้อ 1.)
  4. วายไทยวางความรักโรแมนติกเหนือสถาบันครอบครัวภายใต้กฎหมาย การสมรสตามกฎหมายจึงไม่จำเป็น (ประเด็นนี้ทำให้วายไทยไม่ใช่พื้นที่ต่อสู้ของ LGBTQs)
  5. ในลักษณะเช่นเดียวกับญี่ปุ่นวายไทยเป็นพื้นที่แสดงออกของอำนาจทางการเมืองของผู้หญิง ภายใต้กรอบสังคมชายเป็นใหญ่ ตัวละครนายเอกจึงไม่ต่างจากตัวละครผู้หญิงที่สวมอาภรณ์​เป็นผู้ชาย
  6. วายไทยมีลักษณะถูกทำให้เป็นสินค้า ซึ่งอาจจะดีกับการเปิดพื้นที่ให้กับ LGBTQs​ ในระดับหนึ่ง แต่สุดท้ายวายเป็นเพียงการขีดเส้นทางสังคมขึ้นมาใหม่เท่านั้น ในขณะเดียวกันก็ถูกใช้เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของบริษัทสื่อเอเชีย และก็ยังแพ้แรงต้านของอนุรักษ์นิยม
  7. ท้ายที่สุดวายไทยโดนส่วนมากยังยึดติดกับ Role ของตัวละครที่ต้องมีบทบาทตายตัว

ตลอดหนังสือเล่มนี้ยังประเด็นอีกมากมายที่เกี่ยวกับโลกของวายที่หนังสือเล่มนี้ได้ทำให้ “โลกของวาย” เป็นหนังสือที่พยายามทำให้ “โลกแห่งจินตนาการ” เข้าสู่ “โลกทางวิชาการ”

A Little​ History ​of Economics

ชื่อหนังสือ : A Little​ History ​of Economics

ผู้เขียน : Niall Kishtainy

ผู้แปล : ฐณฐ จินดานนท์

สำนักพิมพ์ : bookscape


A Little​ History ​of Economics (ไม่ค่อยชอบชื่อไทยเท่าไร)​ คุณงามความดีของหนังสือเล่มนี้คือ การอธิบายประวัติศาสตร์ความคิดทางเศรษฐศาสตร์ได้อย่างน่าสนใจ โดยไล่เรียงตามไทม์ไลน์ในแต่ละช่วงของเหตุการณ์สำคัญ และมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ในแต่ละยุคสมัยมาเรียบเรียงให้มีสีสัน เช่น ดีเบทระหว่างแนวคิดแบบเคนส์ซึ่งเน้นการเข้าไปมีบทบาทของรัฐในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ กับไฮแยคที่ปฏิดสธการเข้าไปมีบทบาทของรัฐ เพราะด้วยปัจจัยนี้รัฐอาจเข้ามาริดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เป็นต้น

หนังสือเล่มนี้ค่อยๆ เรียงร้อยแต่ละบทและสรุปแนวคิดมานำเสนออย่างสั้นๆ ให้เข้าใจได้ว่าในสถานการณ์นั้นปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

สมการคอร์รัปชั่น

ชื่อหนังสือ : สมการคอร์รัปชั่น

ผู้เขียน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่การพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

สำนักพิมพ์ : สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)


หนังสือชื่อ สมการคอร์รัปชั่น เป็นหนังสือรวมบทสัมภาษณ์เกี่ยวข้องกับปัจจัยที่ทำให้เกิดการคอร์รัปชั่น ซึ่งตามหนังสือเล่มนี้สรุปว่า การคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นด้วยปัจจัยดังต่อไปนี้ โดยเขียนเป็นสมการได้ดังนี้ C (Corruptio)​ = (M (Monopoly) + D (Discretion))​ -​ A (Accountability)

บทสัมภาษณ์ที่รู้สึกน่าสนใจหนังสือและเกี่ยวข้องกับงานทางกฎหมายโดยตรงคิดว่า เป็นบทสัมภาษณ์ของ อ.ธานี ชัยวัฒน์ กับบทสัมภาษณ์ของ อ.นิพนธ์ พัวพงศกร ซึ่งพูดถึงดุลพินิจดุลพินิจ

ในที่นี้เป็นคำที่คนทั่วไปหรือนักกฎหมายหลายๆ คนมองว่าเป็นเรื่องอิสระและค่อนไปในทางอำเภอใจพอสมควร ซึ่งไม่ถูกต้องซะทีเดียว (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในวิทยานิพนธ์ของ อ.เอกบุญ วงศ์สวัสดิ์กุล และตำรากับบทความของ อ.วรพจน์ วิศรุตพิชญ์) ซึ่งดุลพินิจในความหมายของหนังสือเล่มนี้จะหมายถึงดุลพินิจที่เป็นอิสระและค่อนไปในทางอำเภอใจอ.ธานี ชัยวัฒน์ อธิบายถึงผลกระทบที่เกิดจากการที่กฎหมายยอมให้มีดุลพินิจ

ในด้านดีของดุลพินิจคือ การสร้างความเป็นยุธรรมเฉพาะกรณี หรือความยุติธรรมเชิงปัจเจก ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์มองว่ามีต้นทุนที่จะต้องจ่าย โดยความยุติธรรมเชิงปัจเจกสร้างต้นทุนให้กับสังคมและในขณะเดียวกันก็เป็นการทำลายความยุติธรรมเชิงสังคมไป เพราะบรรทัดฐานซึ่งถูกนำมาใช้ในเรื่องหนึ่งๆ ต่างกัน เช่น การตัดสินคดีลักทรัพย์ 2 คดีระหว่าง A กับ B โดย A ลักทรัพย์ เพราะอยากได้ของคนอื่น และ B ลักทรัพย์ เพราะอยากได้นมผงมาเลี้ยงลูก ในแง่นี้การที่ศาลมีดุลพินิจที่จะลงโทษแก่ทั้งสองกรณีซึ่งศาลอาจลงโทษ B เบากว่าก็ได้ เป็นต้น

ในเชิงนี้อ.ธานี ชัยวัฒน์ ไม่ได้บอกว่าดุลพินิจไม่ดีนะ แต่ในการใช้ดุลพินิจสังคมหนึ่งๆ จึงต้องชั่งน้ำหนักเพื่อเลือกระหว่างความยุติธรรมในทั้งสองกรณี แต่หากข้อเท็จจริงกลับกันเป็น B ก็ขโมยของด้วยเหตุผลเดียวกับ A (บนข้อเท็จจริงที่เหมือนกันทุกประการ)​ แต่ศาลกับลงโทษ B ต่างจาก A กรณีนี้จะทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า จะเกิดความรู้สึกในสังคมว่า เกิดความไม่ยุติธรรมขึ้นมาแล้ว และเกิดความรู้สึกว่ากฎหมายในฐานะเครื่องมือรักษาความสงบของสังคมที่ทุกคนยอมรับร่วมกันนั้นบกพร่องหรืออีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งส่วนตัวมองว่าไม่ใช่เรื่องดุลพินิจ แต่เป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายมากกว่า

แต่ในที่นี้ อ.ธานี ชัยวัฒน์ อธิบายว่าเป็นดุลพินิจ คือ กรณีที่กฎหมายห้ามรถจักรยานยนตร์ หรือเข็นของขึ้นสะพานหรือลงอุโมงค์ข้ามแยก อันเป็นเหตุผลในทางวิศวกรรมศาสตร์ที่รถข้างต้นมีโอกาสได้รับอุบัติเหตุสูงกว่า แต่ในทางปฏิบัติไม่มีการบังคับใช้ เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจจะเลือกที่จะจับหรือผ่อนปรนไปก็ได้ (ทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่)​ สภาวะเช่นนี้เองสังคมจะรู้สึกว่า กฎหมายที่มีอยู่ไม่มีบกพร่อง และรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม การที่คนรู้สึกถึงความบกพร่องในการบังคับใช้กฎหมายฉบับหนึ่ง ส่งผลกระทบถึงความเชื่อถือต่อกฎหมายทั้งระบบ และพลอยให้รู้สึกว่า การปฏิบัติตามกฎหมายยกเว้นได้

อ.นิพนธ์ พัวพงศกร อธิบายถึงความจำเป็นของการมีอยู่ของดุลพินิจ และอธิบายบายการแทนที่การใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจด้วยการสร้างมาตรฐานในแต่ละเรื่อง เพราะหากทุกสิ่งมีมาตรฐานคล้ายกันแล้วเหตุผลในบางเรื่องที่ทำให้เลือกแตกต่างจะหายไปอันนี้เป็นบางส่วนที่หยิบยกมาเล่าจากหนังสือเล่มนี้ที่พึ่งอ่านจบ

ส่วนที่น่าสนใจมีอีกมาก เช่น ส่วนของคุณสฤณี อาชวานันทกุล หรือส่วนของคุณเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ที่พูดถึงการผูกขาด ส่วนของอ.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ที่พูดถึงการมีส่วนร่วม หนังสือเล่มนี้อธิบายได้น่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นการออกแบบสถาบัน โดยเฉพาะกฎหมาย ซึ่งอาจอยู่นอกเหนือความสนใจของนักกฎหมายส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นในบทสัมภาษณ์นี้ส่วนตัวก็เห็นด้วยบ้าง ไม่เห็นด้วยบ้าง เพราะอย่างเรื่องดุลพินิจก็มีเหตุผลของเรื่องในทางกฎหมายที่เป็นคำอธิบาย ซึ่งหากบางคนมาอ่านก็อาจลากยาวไปถึงเหตุผลในทางปรัชญาได้เหมือนกัน แต่หนังสือเล่มนี้ก็มีข้อดีคือ การเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับนักกฎหมายได้ศึกษาบ้าง

Download

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบบกฎหมายจีน

ชื่อหนังสือ : ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบบกฎหมายจีน

ผู้เขียน : อาร์ม ตั้งนิรันดร

สำนักพิมพ์ : วิญญูชน


ในหนังสือเล่มนี้ อ.อาร์ม ตั้งนิรันดร ได้นำเสนอแนวคิดพื้นฐานของกฎหมายจีน ซึ่งตั้งอยู่บนอิทธิพลของของแนวคิดปรัชญาต่างๆ ซึ่ง อ.อาร์ม ได้อธิบายผ่านปรัชญาที่มีอิทธิพลในแต่ละยุคโดยแบ่งออกเป็น 4 ยุค คือ

ยุคที่หนึ่ง กฎหมายสมัยราชวงศ์ แก่นแท้ของกฎหมายคือ ปรัชญาแบบขงจื้อ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับประชาชน คือความสัมพันธ์แบบครอบครัวฉบับขยาย แนวคิดทางกฎหมายจึงเป็นความสัมพันธ์แบบเน้นไปที่สังคมโดยรวม โดยมีหน่วยเล็กสุดของสังคมคือ ครอบครัว ตรงข้ามกับกฎหมายโรมันที่มีหน่วยเล็กสุดคือ บุคคล ทำให้บรรดากฎหมายของจีนสมัยราชวงศ์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับบุคคลเท่ากับกฎหมายที่มีฐานจากโรมัน เช่น เรื่องกรรมสิทธิ์กฎหมายจีนยุคราชวงศ์สนใจกรรมสิทธิ์เฉพาะในเชิงภาษี แต่กฎหมายโรมันสนใจกรรมสิทธิ์ในฐานะที่ัเชื่อมโยงกับสิทธิของปัจเจกบุคคล

ยุคที่สอง เป็นยุคปฏิรูปกฎหมายปลายสมัยราขวงศ์ชิง จีนกำลังพยายามพัฒนากฎหมาย โดยส่งคนไปศึกษากฎหมายประเทศต่างๆ ในช่วงของการเรียนรู้วัฒนธรรม แม้ประเทศจีนจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นระบอบสาธารณรัฐ แนวคิดทางกฎหมายดังกล่าวก็ยังคงได้รับการรักษาไว้

ยุคที่สาม เป็นช่วงที่จีนกลายเป็นคอมมิวนิสต์ ระบบกฎหมายที่จีนคณะชาติวางไว้ถูกยกเลิก เพราะมองเป็นกฎหมายของนายทุน กฎหมายแบบสังคมนิยมเข้ามามีบทบาท เช่น กรรมสิทธิ์ถูกยกเลิก ที่ดินเป็นของคอมมูน

ยุคที่สี่ จีนหลังเติ้งเสียวผิง กฎหมายจีนเริ่มเปิดรับมากขึ้นในสาขากฎหมายต่างๆ เพื่อรองรับการเปิดประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็มีกลิ่นอายแบบคอมมิวนิสต์บ้าง

หนังสือเล่มนี้เป็นมากกว่าเพียงแค่การ Introduction เพื่อทำความเข้าใจระบบกฎหมายจีน แต่เป็นการอธิบายถึงปรัชญาของกฎหมายที่อยู่เบื้องหลังระบบกฎหมายทั้งหมด

ตัดวงจรรัฐประหาร

ชื่อหนังสือ : ตัดวงจรรัฐประหาร (Circuit breaker Coup d’Etat)

ผู้เขียน : ธีรภัทร เสรีรังสรรค์

สำนักพิมพ์ : วิญญูชน


หนังสือเล่มนี้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการ “ตัดวงจรรัฐประหาร” ซึ่งเป็นเป็นกับดักที่หยุดยั้งความเจริญของประเทศ โดยในช่วงแรกของหนังสือเป็นการกล่าวถึงอารัมภบทของงานวิจัย โดยผู้เขียนชี้ให้เห็นบทบาทของกองทัพในฐานะที่เป็นองค์กรซึ่งความหมายและความสำคัญต่อการคงอยู่ของรัฐ ทั้งในแง่การป้องกันประเทศและการรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน โดยกองทัพมีบทบาทสำคัญที่มีไว้เพื่อสนับสนุนอำนาจทางการเมืองของผู้ปกครอง และยังได้แสดงแนวทางแทรกแซงการเมืองของคณะทหารในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ การใช้อิทธิพลกดดันนโยบายและการตัดสินใจของรัฐบาล การขู่ว่าจะใช้กำลัง การเปลี่ยนตัวผู้บริหาร และการยึดอำนาจ และจบด้วยการแสดงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแทรกแซงของทหาร

ในบทที่ 4 ของหนังสือจะเป็นการพูดถึงประสบการณ์ของต่างประเทศในแต่ละประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการต่อต้านรัฐประหาร เช่น สเปน กรณีของอดีตกษัตริย์ ฆวน คาร์ลอส และ กรีซ เป็นต้น

ในบทที่ 5 ของหนังสือ เป็นการพูดถึงการตัดวงจรรัฐประหารของไทย ซึ่งผู้เขียนใช้วิธีการอธิบายผ่านมุมมองจากปัจจัยภายนอกเข้าสู่ปัจจัยภายในตามทฤษฎีระบบการเมือง โดยหาตัวแปรที่จะเป็นฉนวนในการป้องกันการรัฐประหารที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตผ่านกลไกต่างๆ

โดยส่วนตัวรู้สึกว่า การเรียบเรียงเนื้อหาในหนังสือค่อนข้างอ่านยาก และวิธีการเขียนอธิบายเป็นลำดับตามแนวทางของการเขียนงานวิจัยทำให้ในการอ่านมีส่วนที่ไม่ต่อเนื่อง มีสะดุด และรู้สึกว่าบางส่วนไม่จำเป็นต้องใส่มาก็ได้

ชีวประวัติของพลเมืองไทย: กำเนิด พัฒนาการและอุปสรรคกับการพิทักษ์ประชาธิปไตย (2475 – ปัจจุบัน)

ชื่อหนังสือ : ชีวประวัติของพลเมืองไทย: กำเนิด พัฒนาการและอุปสรรคกับการพิทักษ์ประชาธิปไตย (2475 – ปัจจุบัน)

ผู้เขียน : ณัฐพล ใจจริง

สำนักพิมพ์ : สถาบันปรีดี พนมยงค์


ชีวประวัติของพลเมืองไทย: กำเนิด พัฒนาการและอุปสรรคกับการพิทักษ์ประชาธิปไตย (2475 – ปัจจุบัน) เป็นหนังสือเล่มบางๆ ในซีรีส์ชุดปาฐกถาปรีดี พนมยงค์ ที่ ดร.ณัฐพล ใจจริง ได้แสดงไว้ในปี 2556 

จุดเน้นของหนังสือเล่มนี้คือ การนำเสนอมุมมองทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับที่ทางในทางประวัติศาสตร์ของ “สามัญชน” โดยชวนตั้งคำถามถึงพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ไม่ค่อยมีพื้นที่บอกเล่าเรื่องราวของสามัญชน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักบอกเล่าประวัติศาสตร์แบบ “มหาบุรุษ” หรือ “ราชาชาตินิยม” 

ในหนังสือเล่มนี้ ดร.ณัฐพล ใจจริง ได้ตั้งสมมุติฐานว่า การที่ประชาธิปไตยของไทยนั้นมีลักษณะไม่ยั่งยืนนั้นมาจากความไม่สมดุลของความรู้ของผู้คนที่มีต่อการจัดวางสถานะของตนเองในระบอบประชาธิปไตยอย่างเหมาะสมด้วย เนื่องจากในสังคมไทยนั้นกระบวนการทำให้ความรู้ที่เกิดประโยชน์นั้นมีเพียงแต่กระบวนการทำให้เกิดความรู้ที่เกิดประโยชน์ต่ออภิชนคนชั้นสูงเท่านั้น การที่ประวัติศาสตร์ไม่ค่อยได้กล่าวถึงคนธรรมดา “สามัญชน” จึงทำให้ไม่เกิดความตระหนักถึงความรู้และความสำคัญของ “สามัญชน”

สำหรับในช่วงต้นของหนังสือเริ่มต้นจากการสำรวจความหมายของ “สามัญชน” ผ่านมุมมองทางเวลาและลัทธิทางการเมือง การให้นิยามความหมายของ “สามัญชน” “ไพร่” “พลเมือง” และ “ราษฎร” คำทั้ง 4 คำนั้น มีการปรับเปลี่ยนความหมายกาลเวลา

ในขณะเดียวกันผู้มีอำนาจได้พยายามสร้างสถานะของ “สามัญชน” ให้แตกต่างกันไปตามกาลเวลาเช่นเดียวกัน ในช่วงก่อน 2475 ทัศนะของผู้มีอำนาจต่อ “สามัญชน” นั้นมีลักษณะเป็นไปในเชิงดูถูกและมองว่า “สามัญชน” นั้นไม่สามารถทำให้เป็นอารยะได้หากปราศจากชนชั้นนำจารีตที่เป็นผู้ปกครอง และแม้ “สามัญชน” คนใดจะพยายามข้ามพรมแดนทำหน้าที่ปัญญาชนซึ่งเป็นงานสงวนไว้สำหรับเจ้านายและขุนนางก็จะถูกกล่าวหาว่า “ทำเทียมเจ้าเทียมนาย” ดังเช่นที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์

ตัวอย่างของทัศนะของเจ้านายที่มองว่า “สามัญชน” นั้นไร้เหตุผลและไม่เจริญปรากฏในพระราชนิพนธ์เรื่อง “โคลนติดล้อ” ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า “ราษฎรชอบเล่นการพนันและหวย เงินไม่มีประโยชน์สำหรับราษฎร หากจะมีประโยชน์สำหรับราษฎรเพียง ประการเท่านั้น คือ เสียภาษี และเล่นการพนัน”

อย่างไรก็ตาม สถานะของราษฎรนั้นเปลี่ยนแปลงไปภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 คณะราษฎรได้พยายามเปลี่ยนแปลงสถานะของ “สามัญชน” ที่ต่ำต้อย ไม่ได้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ และเป็นผู้รับใช้ มาสู่การเป็นผู้มีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงบริบททางการเมืองที่นำมาสู่การสร้างความหมายและคุณค่าของคำที่เปลี่ยนแปลงไป  อย่างไรก็ตาม สถานะเช่นว่านั้นก็ไม่ได้มั่นคงมากนัก เมื่อภายหลังปี 2490 ซึ่งกลุ่มอภิชนคนชั้นสูงได้กลับเข้ามามีอำนาจทางการเมืองและสามารถฟื้นฟูตำแหน่งแห่งที่ของตนเองในทางการเมืองได้สำเร็จ และได้เริ่มเกิดงานเขียนประเภทปฏิกิริยาที่สะท้อนให้เห็นถึงภาพชีวิตแสนสุขของ “สามัญชน” ภายใต้ร่มพระบารมี ซึ่งเป็นภาพที่ขัดแย้งกับภาพความขัดแย้ง ความไม่สงบ และความยุ่งเหยิงของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ได้เกิดขึ้นก่อนหน้าปี 2490 ตัวอย่างงานเขียนในลักษณะนี้ก็คือ “สี่แผ่นดิน” วรรณกรรมชิ้นเอกของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช

จุดเปลี่ยนของสถานะ “สามัญชน” ในประวัติศาสตร์ไทยได้รับการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งอย่างสำคัญเมื่อมีการรัฐประหารในปี 2549 ที่เป็นการลดทอนคุณค่าของ “สามัญชน” อีกครั้งหนึ่ง และนำกลับมาสู่กระแสการโต้ตอบกลับเพื่อและเสียดสีการรัฐประหาร 2549ท้ายที่สุดแล้ว สถานะของ “สามัญชน” นั้นก็ยังไม่มีความปลอดภัย และยิ่งไปกว่านั้นสถานะดังกล่าวกลับคลุมเครือยิ่งกว่าเดิมเมื่อสังคมไทยได้ผ่านการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่งในปี 2557

Rule บนเนยแข็ง

ชื่อหนังสือ: Rule บนเนยแข็ง

ผู้เขียน: กล้า สมุทวณิช

สำนักพิมพ์: มติชน


หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมบทความในคอลัมน์ “คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง” ที่ลงในหนังสือพิมพ์มติชนรายวันฉบับวันศุกร์

บทต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้จะชวนเราคิดและตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นทางกฎหมายต่างๆ ทั้งในทางการเมืองและทางสังคม เช่น การกำหนดศีลธรรมในกฎหมายต่อสัตว์ที่เปลี่ยนไปจากเดิมมองสัตว์ในฐานะเป็นทรัพย์สิน มาสู่การมองสัตว์ในฐานะที่มีสิทธิเป็นของตนเอง และความผิดฐานทารุณกรรมสัตว์มีอัตราโทษปรับมากกว่าความผิดฐานทำร้ายร่างกาย เป็นต้น จนไปถึงประเด็นทางกฎหมายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างเช่น การเกิดอุบัติเหตุเมาแล้วขับที่ขณะนี้กลายเป็นประเด็นนำมาสู่การตั้งคำถามถึงกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย หรือในประเด็นทางกาเมืองที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกฎหมาย โดยเฉพาะด้านกฎหมายมหาชนและกฎหมายรัฐธรรมนูญ อันเนื่องมาจากวิกฤตทางการเมืองในประเทศไทยที่ผลักให้การต่อสู้กันนั้นอาศัยชั้นเชิงของกฎหมายเป็น “อาวุธ” หรือ “เครื่องมือ” สำคัญที่นำมาใช้แย่งชิงตัดรอนอำนาจกัน และท้ายที่สุดจุดผลิกผันหลายต่อหลายครั้งทางการเมืองนั้นเริ่มต้นหรือจบลงในศาล ผ่านอำนาจของฝ่ายตุลาการ ซึ่งหากมองย้อนกลับไปจนถึงวันที่หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์จะเห็นได้ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นถี่มากขึ้นในการเมืองไทย และเป็นวงจรอุบาทว์ไปในที่สุด

ในท้ายที่สุดสิ่งหนึ่งที่หนังสือเล่มนี้ได้พยายามบอกเล่ากับเราก็คือ การชี้ให้เห็นถึงประเด็นความบกพร่องที่เกิดขึ้นในระบบกฎหมายนั้น ทั้งจากการใช้การตีความก็ดี หรือการตรากฎหมายก็ดี บรรดาความบกพร่องทั้งหลายเหล่านี้แม้จะเป็นจุดที่แยกออกจากกัน และราวกับไม่สัมพันธ์อะไรกันเลย แต่บรรดาความบกพร่องเหล่านี้จะส่งผลในภาพรวมในที่สุด ทั้งเป็นการบั่นทอนความเคารพนับถือต่อกฎหมาย และทำลายนิติรัฐในท้ายที่สุด เปรียบได้กับเนยแข็ง ซึ่งตามทฤษฎีรูบนเนยแข็งสวิส (Swiss chess model) ได้อธิบายว่า อุบัติเหตุที่ร้ายแรงเกิดจากปัจจัยผิดพลาดเล็กบ้างใหญ่บ้างที่แฝงอยู่เหมือนเนยแข็งชนิดอองมองตาลที่ทุกแผ่นมีรูเรียงกันไม่เป็นระเบียบ หากมันอยู่กันคนละที่ก็ไม่มีอะไร แต่เมื่อไรที่รูพวกนั้นมันเรียงตัวกันจนทะลุตลอดอุบัติเหตุที่ร้ายแรงก็จะเกิดขึ้น

กฎหมายเองก็สิ่งที่เรียกว่า “รู” อยู่เช่นกัน…เมื่อไรที่รูมันเรียงตัวกันได้อย่างพอดิบพอดีแล้ว มันจะส่งผลให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายบางอย่างที่ทำให้เกิดข้อสงสัยสำหรับคนทั่วไป แม้ทั้งหลายทั้งปวงจะอธิบายได้ตามหลักการและทฤษฎีก็ตาม

เศรษฐศาสตร์​พฤติกรรม ฉบับเข้าใจง่ายที่สุดในโลก!

ชื่อหนังสือ: เศรษฐศาสตร์​พฤติกรรม ฉบับเข้าใจง่ายที่สุดในโลก! (Amazing Decisions)

ผู้เขียน: Dan Ariely

ผู้แปล: พรเลิศ อิฐฐ์

ภาพประกอบ: Matt R. Trower

สำนักพิมพ์: สำนักพิมพ์วีเลิร์น


หนังสือเล่มนี้ทำให้เข้าใจง่ายโดยอธิบายเศรษฐศาสตร์ผ่านออกมาในรูปแบบการ์ตูน โดยรวบรวมงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมาอธิบายประกอบ ถึงแม้หนังสือจะพูดถึงเศรษฐศาสตร์ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้อธิบายมาเป็นกราฟหรือข้อความที่เข้าใจยาก ตรงกันข้ามการอธิบายเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมในหนังสือเล่มนี้อธิบายผ่านตัวอย่างการตัดสินใจของมนุษย์ในสถานการณ์หนึ่งๆ ผ่านบรรทัดฐาน 2 ประเภท คือ บรรทัดฐานทางตลาด และบรรทัดฐานทางสังคม ซึ่งบรรทัดฐานทั้งสองมีผลต่อการตัดสินใจของมนุษย์ไม่มากก็น้อย และการนำบรรทัดฐานแต่ละประเภทมาใช้นั้นก็ให้ผลที่แตกต่างกัน และในสถานการณ์หนึ่งๆ ก็ไม่อาจใช้อีกบรรทัดฐานมาแทนอีกบรรทัดฐานได้

ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับตัวเองที่เป็นนักกฎหมายคือ การเอาบรรทัดฐานทางสังคมมาใช้ ในทางด้านกฎหมายและสัญญา สิ่งที่คิดได้คือ ข้อกฎหมายที่ชัดเจนเป็นสิ่งที่ดี แต่รายละเอียดของข้อกฎหมายที่ละเอียดและครอบคลุมเกินความจำเป็นจนทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้บังคับใช้กฎหมายยึดติดต่อถ้อยคำจนละเลยเจตนารมณ์​ของกฎหมายไปก็อาจนำมาซึ่งการใช้กฎหมายอย่างบิดเบี้ยวได้ เป็นต้น

โดยส่วนตัวถือว่าอ่านสนุก และถึงแม้จะเป็นการ์ตูนแต่ก็ได้จดประเด็นและไฮไลท์ในบางหน้าเลยทีเดียว

สะพรึง (Terror)

ชื่อหนังสือ: สะพรึง (Terror)

ผู้เขียน: Ferdinand von Schirach

ผู้แปล: ศศิภา พฤกษฎาจันทร์

สำนักพิมพ์: Illuminations Edition


สะพรึงเป็นนวนิยายที่จำลองสถานการณ์สมมติของการพิจารณาคดีของนายทหารที่ขับเครื่องบินขับไล่แล้วยิงเครื่องบินซึ่งถูกผู้ก่อการร้ายยึดและใช้เพื่อก่อวินาศกรรมชนเข้ากับสนามฟุตบอล ทำให้ผู้โดยสารบนเครื่องบินและลูกเรือเสียชีวิต

ประเด็นสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือคำถามว่า เราสามารถฆ่าคนที่บริสุทธิ์ เพื่อรักษาชีวิตของคนบริสุทธิ์คนอื่นได้หรือไม่ในท้ายที่สุดแม้หนังสือเล่มนี้จะไม่ได้ให้คำตอบเช่นเดียวกันกับที่ผู้แปลได้ชี้ให้เห็นในคำนำตอนต้นก็ตาม แต่สิ่งที่น่าสนใจคือคำถามนี้ได้นำไปสู่คำถามอื่นๆ อันมีคุณค่าแก่การคิดและพิจารณ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำถามว่า ความเป็นมนุษย์แท้จริงอยู่ที่ตรงไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากโดยเฉพาะต่อสถานการณ์ที่สังคมเรามีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเพราะปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามาท้ายสังคม

ส่วนที่ดีของบทละครนี้คือ การโต้กันไปมาของตรรกะและเหตุผลทั้งในทางเทคนิคและปรัชญาที่ยืนอยู่เบื้องหลังของอัยการ ทนายความจำเลย และตัวจำเลย ซึ่งหากผู้อ่านได้คิดตามแล้วจะพบว่า ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องที่สุดในการพิจารณาคดีนี้ แต่สิ่งที่ได้นำเสนอคือมุมมองต่อความยุติธรรม คุณค่าความเป็นมนุษย์ และทรรศนะที่มีต่อกฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ โดยในท้ายที่สุดแล้วคำตอบที่ได้อาจจะไม่มีคำตอบที่ผิดหรือคำตอบที่ถูก แต่คุณงามความดีของหนังสือเล่มนี้คือการถกเถียงต่อประเด็นดังกล่าว

ต่อสถานการณ์ในประเทศไทย แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะรับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เอาไว้ก็ตาม เราเคยตั้งคำถามต่อรัฐหรือไม่ในประเด็นเหล่านี้ และรัฐมีมุมมองต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เช่นไร ยิ่งในเหตุการณ์ที่ได้มีการอุ้มหายแล้ว รัฐให้ความสำคัญต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้อย่างไร