Review – The End of Everything การล่มสลายของอาณาจักรที่เคยยิ่งใหญ่

ชื่อหนังสือ: การล่มสลายของอาณาจักรที่เคยยิ่งใหญ่ (The End of Everything)

ผู้เขียน: Victor Davis Hanson

แปล: อาริตา พงศ์ธรานนท์

สำนักพิมพ์: แอร์โรว์

หนังสือ The End of Everything ของ Victor Davis Hanson เป็นงานเชิงประวัติศาสตร์ว่าด้วย การล่มสลายของอารยธรรม ที่ไม่ได้เล่าในเชิงพยากรณ์วันสิ้นโลก หากแต่ใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือเตือนสติสังคมร่วมสมัยอย่างตรงไปตรงมา และบางครั้งก็ตรงไปตรงมาจนชวนอึดอัด Hanson ไม่ได้ตั้งคำถามว่า โลกจะพังหรือไม่ แต่ถามว่า สังคมหนึ่ง ๆ พังได้อย่างไร ทั้งที่ดูเหมือนสังคมดังกล่าวเจริญที่สุดในช่วงเวลานั้น

โครงสร้างของหนังสือใช้กรณีศึกษาจากอารยธรรมสำคัญในประวัติศาสตร์ อาทิ กรีก โรมัน จีนโบราณ และอารยธรรมตะวันออกใกล้ เพื่อชี้ให้เห็นรูปแบบร่วมของการล่มสลาย ไม่ว่าจะเป็นสงครามกลางเมือง ความแตกแยกทางสังคม การเสื่อมถอยของสถาบันการเมือง ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ และการที่ชนชั้นนำขาดความสามารถหรือความชอบธรรมในการปกครอง สิ่งที่ Hanson พยายามเน้นคือ อารยธรรมไม่ได้ล่มสลายเพราะศัตรูภายนอกเพียงอย่างเดียว หากแต่พังจากภายในก่อนเสมอ

จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่การเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันอย่างโจ่งแจ้ง Hanson ไม่ซ่อนจุดยืนของตนเองว่าเขามองสังคมตะวันตกร่วมสมัย โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาว่า กำลังเดินเข้าใกล้เงื่อนไขแบบเดียวกับอารยธรรมที่เคยล่มสลายมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างรุนแรง การลดทอนคุณค่าของกฎหมายและสถาบัน หรือการเมืองของอัตลักษณ์ที่บ่อนทำลายความเป็นพลเมืองร่วมกัน หนังสือจึงไม่ใช่ประวัติศาสตร์แบบเป็นกลางทางอุดมการณ์ แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกใช้เป็นคำเตือนทางการเมืองอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดี จุดนี้เองเป็นทั้งพลังและข้อจำกัดของหนังสือเล่มนี้ ในด้านหนึ่งหนังสืออ่านสนุก คมคาย และชวนให้คิด เพราะผู้เขียนไม่กลัวที่จะสรุป เปรียบเทียบ และตัดสินในเชิงคุณค่าต่าง ๆ แต่อีกด้านหนึ่ง ความเป็นบรรทัดฐาน (normative) และมุมมองแบบอนุรักษนิยมของตัว Hanson เอง ได้ทำให้การอธิบายดูเป็นการเลือกหลักฐานและตีความประวัติศาสตร์เพื่อสนับสนุนข้อกังวลร่วมสมัยของตนเองเป็นหลัก ซึ่งถ้าผู้อ่านที่คุ้นเคยกับงานประวัติศาสตร์เชิงโครงสร้างหรือสายวิพากษ์อาจรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้มั่นใจในบทสรุปเร็วเกินไป

ในเชิงแนวคิด หนังสือเล่มนี้ชวนให้ตั้งคำถามสำคัญว่า ความมั่นคงของอารยธรรมขึ้นอยู่กับอะไร ระหว่างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หรือคุณค่าทางการเมืองและศีลธรรม Hanson เลือกคุณค่าทางการเมืองและศีลธรรม ซึ่งเขาเชื่อว่าเมื่อสังคมสูญเสียความเชื่อร่วมในกฎหมาย หน้าที่พลเมือง และขอบเขตอำนาจรัฐ ต่อให้มั่งคั่งหรือก้าวหน้าเพียงใด ก็พร้อมจะพังทลายได้ไม่ต่างจากอารยธรรมในอดีต

ในขณะเดียวกันแนวคิดของ Hanson มองไปที่ความบกพร่องที่เกิดจากผู้นำในเวลานั้นไม่เข้มแข็ง ซึ่งนำไปสู่ความเสื่อม ทางแก้ไขเดียวของสังคมคือ การหาผู้นำที่เข้มแข็งเพื่อฟื้นระเบียบกลับมา แต่งานเขียนของนักวิชาการคนอื่น ๆ อาทิ The Myth of the Strong Leader ของ Archie Brown ซึ่งอธิบายว่า “ผู้นำเข้มแข็ง” (strongman) คือคำตอบของวิกฤตทางการเมือง โดย Brown ชี้ว่าเป็นผู้นำที่เข้มแข็งนั้นเป็นมายาคติ (myth) ทางการเมือง ประชาธิปไตยไม่ล้มเหลวเพราะผู้นำอ่อนแอ แต่ล้มเพราะสถาบันถูกกัดกร่อน เมื่อสถาบันอ่อนแอมาก ๆ ย่อมนำไปสู่ความเปราะบางของรัฐในระยะยาว จุดแตกต่างนี้มาจากฐานคิดที่แตกต่างกัน เนื่องจาก Hanson มองปัญหาความเสื่อมเป็นผลมาจากปัจเจก (personalize) และเรื่องทางจริยธรรม (moralize) มากกว่าของอำนาจ

หากอ่าน The End of Everything ในฐานะการตั้งคำถามและการเตือนจากบทเรียนประวัติศาสตร์ หนังสือเล่มนี้มีคุณค่าในแง่ของวิธีการมองการเมือง สถาบัน และความแตกแยกทางสังคมในมุมยาว สำหรับบริบทอย่างประเทศไทย หนังสือเล่มนี้อาจไม่ให้คำอธิบายตรงตัว แต่ช่วยตั้งคำถามได้ดีว่า สังคมที่ความขัดแย้งถูกทำให้ปกติ และสถาบันถูกทำให้เป็นเครื่องมือทางการเมือง กำลังสะสมเงื่อนไขของการล่มสลายไว้มากเพียงใด

โดยสรุป The End of Everything ไม่ใช่หนังสือที่ทุกคนต้องเห็นด้วย แต่เป็นหนังสือที่ยากจะอ่านแล้วไม่คิดต่อ คุณค่าของมันไม่ได้อยู่ที่การทำนายอนาคตอย่างแม่นยำ หากแต่อยู่ที่การย้ำเตือนว่า อารยธรรมไม่เคยล่มสลายเพราะโชคร้าย หากแต่ล่มสลายเพราะมนุษย์ค่อย ๆ ทำลายเงื่อนไขของการอยู่ร่วมกันเสียเอง และคำถามที่หนังสือฝากไว้กับผู้อ่านก็คือ เรากำลังอยู่ในช่วงต้น กลาง หรือปลายของกระบวนการนั้นแล้วหรือยัง

Review – สร้างสังคมไทยให้เป็นรัฐสวัสดิการ

ชื่อหนังสือ: สร้างสังคมไทยให้เป็นรัฐสวัสดิการ

ผู้เขียน: ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ

สำนักพิมพ์: เสมสิกขาลัย

ในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) นั้นสร้างสถานการณ์ให้สังคมไทยมีความตระหนักเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการมากขึ้น และทำให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวการมีรัฐสวัสดิการของประเทศไทย ในระหว่างหนทางสู่รัฐสวัสดิการยังห่างไกลอยู่ในขณะนี้และสังคมไทยกำลังอยู่ในระหว่างการต่อสู้เพื่อให้เกิดรัฐสวัสดิการ สถาบันปรีดี พนมยงค์ จึงอยากชวนทุกท่านมาอ่านหนังสือเพื่อเติมความรู้สู่คลังปัญญาและลับอาวุธทางปัญญาเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการ

หนังสือ “สร้างสังคมไทยให้เป็นรัฐสวัสดิการ” เขียนโดย ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ รองศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง และผู้ก่อตั้งหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมืองของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พิมพ์โดยสำนักพิมพ์เสมสิกขาลัย โดยลักษณะของตัวหนังสือประกอบด้วยเนื้อหาที่เรียบเรียงจากการสัมมนา การอภิปราย และบทสัมภาษณ์ของ อ.ณรงค์

“สิ่งที่อาจารย์ปรีดีพูดคือเรื่องของเศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่องของการสร้างความมั่นคงและพลังอำนาจของประชาชน เราจำเป็นต้องทำให้ประชาชนทุกคนสามารถต่อสู้เพื่อมีชีวิตรอดได้”

ในภาคแรกของหนังสือเล่มนี้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการโดยเริ่มต้นจากแนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเมืองและรัฐสวัสดิการของปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นการฉายภาพกว้างๆ และชวนตั้งคำถามเกี่ยวกับการมีชีวิตที่มีความมั่นคงมากขึ้น ไม่ถูกคุกคามจากมนุษย์ด้วยกันหรือธรรมชาติมากเกินไป โดย อ.ณรงค์ ได้ชี้ให้เห็นว่า “สิ่งที่อาจารย์ปรีดีพูดคือเรื่องของเศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่องของการสร้างความมั่นคงและพลังอำนาจของประชาชน เราจำเป็นต้องทำให้ประชาชนทุกคนสามารถต่อสู้เพื่อมีชีวิตรอดได้”

“ระบบสังคมนิยมแบบสหกรณ์ (association socialism หรือ cooperative socialism) ที่กำเนิดมาจากโรเบิร์ต โอเวน”

ประเด็นหนึ่ง อ.ณรงค์ ได้อธิบายไว้อย่างน่าสนใจคือ การหยิบนำเอาแนวคิดทางเศรษฐกิจของ อ.ปรีดี มาอธิบายและชี้ให้เห็นว่าเพราะเหตุใด อ.ปรีดี จึงใช้แนวคิดทางเศรษฐกิจในลักษณะดังกล่าว  นอกจากนี้ อ.ณรงค์ ยังได้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างแนวคิดของ อ.ปรีดี กับแนวคิดแบบมาร์กซิสม์ว่ามีลักษณะและความแตกต่างกันอย่างไร สังคมนิยมที่ อ.ปรีดี นำมาใช้ในแนวคิดสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ประชาธิปไตยนั้นคือ ระบบสังคมนิยมแบบสหกรณ์ (association socialism หรือ cooperative socialism) ที่กำเนิดมาจากโรเบิร์ต โอเวน ซึ่งมีความแตกต่างจากระบบคอมมูนที่เน้นการสั่งการจากรัฐบาลเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากระบบสังคมนิยมแบบสหกรณ์ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิและเสียงของสมาชิกที่สอดคล้องกับหลักการแบบประชาธิปไตย โดยจะเห็นได้จากเค้าโครงการเศรษฐกิจที่กำหนดให้แผนการใหญ่ (master plan) มาจากรัฐบาลที่ส่วนกลาง แต่การตัดสินใจในเชิงรายละเอียดของแผนการนั้นมาจากการตัดสินใจของสมาชิกสหกรณ์

นอกจากในส่วนของทฤษฎีและการอธิบายความคิดของ อ.ปรีดี แล้ว หนังสือเล่มนี้ได้อธิบายเนื้อหาต่อไปเกี่ยวกับการนำแนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเมืองและรัฐสวัสดิการของ อ.ปรีดี มาใช้พิจารณาบริบทของสังคมในประเด็นต่างๆ ตัวอย่างเช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ โดย อ.ณรงค์ ได้ฉายภาพให้เห็นว่า แนวคิดเกี่ยวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาตินั้นมีรากฐานมาจากที่มาเดียวกันกับเค้าโครงการเศรษฐกิจของ อ.ปรีดี และการนำแนวคิดทางเศรษฐกิจของ อ.ปรีดี ไปวิเคราะห์เรื่องตลาดภายใน (internal market) ที่มุ่งหมายจำกัดบทบาทของระบบทุนนิยม โดยต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม

ในภาคที่สองของหนังสือ อ.ณรงค์ ได้นำเสนอประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับรัฐสวัสดิการที่มีความน่าสนใจ ซึ่งสะท้อนความท้าทายของโลกสมัยใหม่ที่มีความต้องการรัฐสวัสดิการมากขึ้น โดยในเนื้อหาส่วนนี้ได้นำเสนอเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การก่อให้เกิดรัฐสวัสดิการ ซึ่งเป็นการฉายภาพการต่อสู้และการเกิดขึ้นของรัฐสวัสดิการ ลักษณะของรัฐสวัสดิการ รัฐสวัสดิการกับสังคมสวัสดิการ ก่อนจะกลับมาที่แนวความคิดของ อ.ปรีดี กับรัฐสวัสดิการ และจบลงด้วยเรื่องรัฐสวัสดิการกับอุดมการณ์การเมืองสีเขียว

หนังสือเล่มนี้มีความหนาไม่มากเพียง 200 หน้า ผ่านการอธิบายด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายกระชับ  ทว่า หนังสือได้ชวนให้ขบคิดหลายรอบเกี่ยวกับเนื้อหาที่ได้เรียบเรียงและนำเสนอผ่านสายตาของผู้อ่าน หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่มีคุณค่าและเหมาะสมกับผู้ที่มีความสนใจเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการ และประวัติศาสตร์ความคิดเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการ

ไม่มีคำจำกัดความใดจะเหมาะสมกับหนังสือเล่มนี้ไปกว่าสิ่งที่ อ.วิทยากร เชียงกูล ได้ให้ไว้คำนำ ซึ่งเปรียบเสมือนคำนิยมของหนังสือฉบับนี้ว่า

“ในสภาพที่เรายังขาดความคิดดี หนังสือดี ด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองที่พูดถึงความจริงและความเป็นธรรมแบบวิเคราะห์เจาะลึก หนังสือเล่มนี้จึงเป็นประโยชน์ที่ผมอยากชักชวนให้ผู้สนใจอ่านและค้นคว้าอภิปรายกันต่อไป”

Review – โลกของวาย

ชื่อหนังสือ: โลกของวาย

ผู้เขียน: ภูวิน บุญยะเวชชีวิน และณัฐธนนท์ ศุขถุงทอง

สำนักพิมพ์: สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วายเป็นแนวเรื่อง (genre) แบบหนึ่ง ที่โฟกัสความสัมพันธ์เชิงโรแมนติก/อารมณ์ระหว่างตัวละครของคนรักเพศเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นคนรักเพศเดียวกันแบบชาย-ชาย หรือหญิง-หญิง

“โลกของวาย” เป็นหนังสือเล่มไม่หนาเท่าไร โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังสือพูดถึงการนำเสนอ “วาย” (ความสัมพันธ์แบบชายรักชาย) ในวัฒนธรรมประชานิยม โดยทั่วไปแล้วโลกของวายในวัฒนธรรมประชานิยมนั้นมีลักษณะเป็นโลกแห่งจินตนาการมากกว่าจะเป็นโลกของความเป็นจริง ซึ่งเหตุดังกล่าวนั้นมีที่มาที่ไปที่หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวไว้

จุดเริ่มต้นของ “สื่อวาย” (Y[aoi] media) นั้นมีขนบมาจากสื่อบันเทิงแนวบอยเลิฟญี่ปุ่น (Japanese boys love) หรือ บีแอล (BL) ซึ่งส่วนใหญ่ปรากฏในรูปแบบของมังงะ (manga) หรือหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นโดยส่วนใหญ่ ฉะนั้น โดยรากฐานโดยแท้จริงของสื่อที่เรียกว่า “แนววาย” (Y genre) จึงไม่ได้ตั้งอยู่บนมุมมองของความสัมพันธ์แบบคนรักเพศเดียวกันที่ปรากฏตามโลกของความเป็นจริง แต่เป็นโลกสมมติที่วางเนื้อเรื่องไว้ตามจินตนาการของผู้เขียน ทำให้เนื้อเรื่องแนววายมีลักษณะน่าสนใจ อยู่ 5 ประการ ดังนี้

ประการแรก ตัวละครหลัก (พระเอกและนายเอก) เป็นเด็กหนุ่มที่มีรูปโฉมงดงาม แม้ว่าในความเป็นจริงตัวละครนั้นจะมีอายุหรือเข้าสู่ช่วงวัยกลางคนก็ตามตัวละครหลักก็จะมีดูอ่อนเยาว์กว่าอายุที่แท้จริงจะล่วงเลยไปจากวัยเด็กหนุ่มแล้วก็ตาม

ประการที่สอง ตัวละครหลักนั้นมีบทบาทที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาททางเพศ (sex role) ในความสัมพันธ์แบบรักต่างเพศ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องบทบาทของความสัมพันธ์ทางเพศเท่านั้น แต่ในบางกรณีบทบาททางเพศนั้นแสดงออกอย่างชัดเจนผ่านบุคลิกลักษณะของตัวละครว่า ตัวละครใดเป็นฝ่ายรุกหรือรับในความสัมพันธ์

ประการที่สาม เนื้อเรื่องแนวบอยเลิฟญี่ปุ่นนั้นให้ความสำคัญเรื่องเล่า (narrative) บนขนบแบบโรมานซ์ (romance) คือ โดยตั้งหลักความรักให้เป็นนิรันดร์และเป็นเส้นชัยของทุกสิ่งทุกอย่าง เสมือนความรักเป็นศาสนา

ประการที่สี่ เนื้อเรื่องไม่ได้สะท้อนจุดยืนหรือความสัมพันธ์ของความรักแบบคนเพศเดียวกันในโลกความเป็นจริง บนพื้นฐานการเมืองของญี่ปุ่น

ประการที่ห้า แนววายของประเทศญี่ปุ่นกลุ่มเป้าหมายหลักของเนื้อเรื่องในแนวนี้ คือ ผู้หญิงที่มีเพศวิถีแบบรักต่างเพศ สื่อบันเทิงแนววายจึงมีศูนย์กลางอยู่ที่ผู้หญิง ซึ่งมีเพศวิถีแบบรักต่างเพศ

    แนววายของญี่ปุ่นจึงเป็นการสะท้อนอุดมคติของความรักอันสูงส่ง ความปรารถนา และชายอันเป็นที่รักของผู้หญิงที่มีรักต่างเพศ การ์ตูนวายจึงไม่ต่างอะไรกับการเอาหญิงสาวมาส่วมใส่เครื่องแต่งกายผู้ชาย

    ผลของการที่แนววายของประเทศไทยนั้นเป็นของที่รับเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น ทำให้แนววายของไทยโดยพื้นฐานนั้นไม่แตกต่างจากบริบทของประเทศญี่ปุ่นมากเท่าไร อย่างไรก็ตาม หนังสือโลกของวายได้นำเสนอประเด็นที่น่าสนใจของวายไทย กล่าวคือ วายไทยเป็นโลกของจินตนาการที่แยกความเป็นจริงกับจินตนาการโดยสร้างบทบาทที่เป็นอิสระและไม่ตกอยู่ภายใต้กรอบจารีตหรือวัฒนธรรม​สังคมใดๆ ในขณะเดียวกันแนววายแบบไทยสร้างขึ้นมาแบบศาสนาบูชาความรัก และเป็นความรักบริสุทธิ์​เหนือความโรแมนติกแบบชายหญิง เพราะไม่ได้ยึดติดด้วยความรู้สึกทางเพศ (ถ้าไม่ได้ขายเซอร์วิส)​ หรือพรหมจรรย์ นอกจากนี้ วายไทยอยู่เหนืออประเด็นเรื่องเพศสภาพ ตัวละครไม่ต้องแสดงออกเรื่องเพศสภาพใดๆ

    ในแง่ของโครงเรื่อง วายไทยวางความรักโรแมนติกเหนือสถาบันครอบครัวภายใต้กฎหมาย การสมรสตามกฎหมายจึงไม่จำเป็น (ประเด็นนี้ทำให้วายไทยไม่ใช่พื้นที่ต่อสู้ของ LGBTQs) ในลักษณะเช่นเดียวกับญี่ปุ่นวายไทยเป็นพื้นที่แสดงออกของอำนาจทางการเมืองของผู้หญิง ภายใต้กรอบสังคมชายเป็นใหญ่ ตัวละครนายเอกจึงไม่ต่างจากตัวละครผู้หญิงที่สวมอาภรณ์​เป็นผู้ชาย

    วายไทยมีลักษณะถูกทำให้เป็นสินค้า ซึ่งอาจจะดีกับการเปิดพื้นที่ให้กับ LGBTQs​ ในระดับหนึ่ง แต่สุดท้ายวายเป็นเพียงการขีดเส้นทางสังคมขึ้นมาใหม่เท่านั้น ในขณะเดียวกันก็ถูกใช้เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของบริษัทสื่อเอเชีย และก็ยังแพ้แรงต้านของอนุรักษ์นิยม และท้ายที่สุดวายไทยโดนส่วนมากยังยึดติดกับบทบาท (role) ของตัวละครที่ต้องมีบทบาทตายตัว

      ตลอดหนังสือเล่มนี้ยังมีประเด็นอีกมากที่เกี่ยวกับโลกของวายที่น่าสนใจ “โลกของวาย” จึงเป็นหนังสือที่พยายามทำให้ “โลกแห่งจินตนาการ” เข้าสู่ “โลกทางวิชาการ”

      Review – A Little​ History ​of Economics

      ชื่อหนังสือ : A Little​ History ​of Economics

      ผู้เขียน : Niall Kishtainy

      ผู้แปล : ฐณฐ จินดานนท์

      สำนักพิมพ์ : bookscape

      A Little​ History ​of Economics (ไม่ค่อยชอบชื่อไทยเท่าไร) ของ Niall Kishtainy​ เป็นงานเขียนว่าด้วยประวัติศาสตร์ความคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่ตั้งใจทำตัวเองให้เป็น “หนังสือเล่มเล็ก” สำหรับผู้อ่านทั่วไป แต่ในความเป็นจริง หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เล็กหรือเบาในเชิงแนวคิดอย่างที่ชื่ออาจชวนให้เข้าใจ ผู้เขียนเลือกเล่าเศรษฐศาสตร์ไม่ใช่ในฐานะชุดสมการหรือทฤษฎีที่เป็นกลาง หากแต่ในฐานะประวัติศาสตร์ของคำถามทางสังคมและการเมืองที่มนุษย์พยายามหาคำอธิบายผ่านภาษาเศรษฐศาสตร์ในแต่ละยุคสมัย

      จุดแข็งสำคัญของหนังสืออยู่ที่วิธีการเล่าเรื่อง Kishtainy ไม่เริ่มจากทฤษฎีที่ถูกต้อง แต่เริ่มจากปัญหาที่สังคมเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความยากจน ความเหลื่อมล้ำ วิกฤตเศรษฐกิจ หรือบทบาทของรัฐ จากนั้นจึงค่อยพาผู้อ่านไปพบกับนักคิดอย่าง Adam Smith Karl Marx หรือ John Maynard Keynes จนถึงนักเศรษฐศาสตร์ร่วมสมัย โดยวางพวกเขาไว้ในบริบททางประวัติศาสตร์มากกว่าจะยกขึ้นเป็นอำนาจเชิงวิชาการลอยตัว วิธีนี้ทำให้เศรษฐศาสตร์ปรากฏในฐานะการตอบสนองต่อโลกจริง ไม่ใช่ความรู้เชิงนามธรรมที่แยกขาดจากสังคม

      อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการเล่าเรื่องของหนังสือยังคงเดินตามลำดับเวลาของประวัติศาสตร์เศรษฐศาสตร์แบบตะวันตกเป็นหลัก ตั้งแต่ยุโรปยุคต้น ผ่านการปฏิวัติอุตสาหกรรม สงครามโลก ไปจนถึงวิกฤตการเงินปี 2008 แม้ผู้เขียนจะพยายามรักษาน้ำเสียงที่เป็นกลางและไม่ตัดสินว่าทฤษฎีใดถูกที่สุด แต่กรอบการมองโลกของหนังสือก็ยังคงสะท้อนมุมมองแบบเสรีนิยมตะวันตกอย่างชัดเจน ทั้งในแง่การเลือกนักคิดและการจัดวางปัญหา ประเทศนอกโลกตะวันตกและโลกกำลังพัฒนามักปรากฏในฐานะกรณีศึกษาหรือพื้นที่รอง มากกว่าจะเป็นแหล่งผลิตองค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของตนเอง

      จุดที่น่าประทับใจก็คือ โทนการเล่าเรื่องของ Kishtainy เป็นมิตรต่อผู้อ่าน และพยายามทำให้เศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องที่จับต้องได้ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ปราศจากจุดยืนโดยสิ้นเชิง เห็นได้จากท่าทีที่ค่อนข้างเห็นใจแนวคิดแบบเคนส์มากกว่าสายตลาดเสรีสุดโต่ง และการใช้วิกฤตการเงินโลกเป็นจุดตั้งคำถามต่อศีลธรรมและขอบเขตความรับผิดชอบของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก หนังสือจึงไม่ใช่ตำราวิชาการ แต่ก็ไม่ใช่งานเชิดชูระบบตลาด หากเป็นพื้นที่ให้ผู้อ่านเริ่มตั้งคำถามว่า เศรษฐศาสตร์ทำหน้าที่อะไรในสังคม และใครเป็นผู้ได้ประโยชน์จากกรอบความคิดเหล่านี้

      กล่าวโดยสรุป A Little History of Economics อาจไม่ใช่หนังสือที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจเศรษฐศาสตร์อย่างลึกซึ้งในเชิงเทคนิค แต่เป็นหนังสือที่ทำหน้าที่สำคัญในการรื้อภาพลวงตาว่าเศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่เป็นกลางและไร้การเมือง หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการอ่านในฐานะบทนำเชิงวิพากษ์ และเหมาะกับการนำมาเขียนรีวิวที่ชวนผู้อ่านมองเศรษฐศาสตร์ในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ความคิดและอำนาจ มากกว่าจะเป็นเพียงเครื่องมือคำนวณตัวเลขทางเศรษฐกิจ

      สมการคอร์รัปชั่น

      ชื่อหนังสือ : สมการคอร์รัปชั่น

      ผู้เขียน : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่การพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

      สำนักพิมพ์ : สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

      หนังสือชื่อ สมการคอร์รัปชั่น เป็นหนังสือรวมบทสัมภาษณ์เกี่ยวข้องกับปัจจัยที่ทำให้เกิดการคอร์รัปชั่น ซึ่งตามหนังสือเล่มนี้สรุปว่า การคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นด้วยปัจจัยดังต่อไปนี้ โดยเขียนเป็นสมการได้ดังนี้ C (Corruptio)​ = (M (Monopoly) + D (Discretion))​ -​ A (Accountability)

      บทสัมภาษณ์ที่รู้สึกน่าสนใจหนังสือและเกี่ยวข้องกับงานทางกฎหมายโดยตรงคิดว่า เป็นบทสัมภาษณ์ของ อ.ธานี ชัยวัฒน์ กับบทสัมภาษณ์ของ อ.นิพนธ์ พัวพงศกร ซึ่งพูดถึงดุลพินิจดุลพินิจ

      ในที่นี้เป็นคำที่คนทั่วไปหรือนักกฎหมายหลายๆ คนมองว่าเป็นเรื่องอิสระและค่อนไปในทางอำเภอใจพอสมควร ซึ่งไม่ถูกต้องซะทีเดียว (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในวิทยานิพนธ์ของ อ.เอกบุญ วงศ์สวัสดิ์กุล และตำรากับบทความของ อ.วรพจน์ วิศรุตพิชญ์) ซึ่งดุลพินิจในความหมายของหนังสือเล่มนี้จะหมายถึงดุลพินิจที่เป็นอิสระและค่อนไปในทางอำเภอใจอ.ธานี ชัยวัฒน์ อธิบายถึงผลกระทบที่เกิดจากการที่กฎหมายยอมให้มีดุลพินิจ

      ในด้านดีของดุลพินิจคือ การสร้างความเป็นยุธรรมเฉพาะกรณี หรือความยุติธรรมเชิงปัจเจก ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์มองว่ามีต้นทุนที่จะต้องจ่าย โดยความยุติธรรมเชิงปัจเจกสร้างต้นทุนให้กับสังคมและในขณะเดียวกันก็เป็นการทำลายความยุติธรรมเชิงสังคมไป เพราะบรรทัดฐานซึ่งถูกนำมาใช้ในเรื่องหนึ่งๆ ต่างกัน เช่น การตัดสินคดีลักทรัพย์ 2 คดีระหว่าง A กับ B โดย A ลักทรัพย์ เพราะอยากได้ของคนอื่น และ B ลักทรัพย์ เพราะอยากได้นมผงมาเลี้ยงลูก ในแง่นี้การที่ศาลมีดุลพินิจที่จะลงโทษแก่ทั้งสองกรณีซึ่งศาลอาจลงโทษ B เบากว่าก็ได้ เป็นต้น

      ในเชิงนี้อ.ธานี ชัยวัฒน์ ไม่ได้บอกว่าดุลพินิจไม่ดีนะ แต่ในการใช้ดุลพินิจสังคมหนึ่งๆ จึงต้องชั่งน้ำหนักเพื่อเลือกระหว่างความยุติธรรมในทั้งสองกรณี แต่หากข้อเท็จจริงกลับกันเป็น B ก็ขโมยของด้วยเหตุผลเดียวกับ A (บนข้อเท็จจริงที่เหมือนกันทุกประการ)​ แต่ศาลกับลงโทษ B ต่างจาก A กรณีนี้จะทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า จะเกิดความรู้สึกในสังคมว่า เกิดความไม่ยุติธรรมขึ้นมาแล้ว และเกิดความรู้สึกว่ากฎหมายในฐานะเครื่องมือรักษาความสงบของสังคมที่ทุกคนยอมรับร่วมกันนั้นบกพร่องหรืออีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งส่วนตัวมองว่าไม่ใช่เรื่องดุลพินิจ แต่เป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายมากกว่า

      แต่ในที่นี้ อ.ธานี ชัยวัฒน์ อธิบายว่าเป็นดุลพินิจ คือ กรณีที่กฎหมายห้ามรถจักรยานยนตร์ หรือเข็นของขึ้นสะพานหรือลงอุโมงค์ข้ามแยก อันเป็นเหตุผลในทางวิศวกรรมศาสตร์ที่รถข้างต้นมีโอกาสได้รับอุบัติเหตุสูงกว่า แต่ในทางปฏิบัติไม่มีการบังคับใช้ เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจจะเลือกที่จะจับหรือผ่อนปรนไปก็ได้ (ทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่)​ สภาวะเช่นนี้เองสังคมจะรู้สึกว่า กฎหมายที่มีอยู่ไม่มีบกพร่อง และรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม การที่คนรู้สึกถึงความบกพร่องในการบังคับใช้กฎหมายฉบับหนึ่ง ส่งผลกระทบถึงความเชื่อถือต่อกฎหมายทั้งระบบ และพลอยให้รู้สึกว่า การปฏิบัติตามกฎหมายยกเว้นได้

      อ.นิพนธ์ พัวพงศกร อธิบายถึงความจำเป็นของการมีอยู่ของดุลพินิจ และอธิบายบายการแทนที่การใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจด้วยการสร้างมาตรฐานในแต่ละเรื่อง เพราะหากทุกสิ่งมีมาตรฐานคล้ายกันแล้วเหตุผลในบางเรื่องที่ทำให้เลือกแตกต่างจะหายไปอันนี้เป็นบางส่วนที่หยิบยกมาเล่าจากหนังสือเล่มนี้ที่พึ่งอ่านจบ

      ส่วนที่น่าสนใจมีอีกมาก เช่น ส่วนของคุณสฤณี อาชวานันทกุล หรือส่วนของคุณเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ที่พูดถึงการผูกขาด ส่วนของอ.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ที่พูดถึงการมีส่วนร่วม หนังสือเล่มนี้อธิบายได้น่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นการออกแบบสถาบัน โดยเฉพาะกฎหมาย ซึ่งอาจอยู่นอกเหนือความสนใจของนักกฎหมายส่วนใหญ่

      อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นในบทสัมภาษณ์นี้ส่วนตัวก็เห็นด้วยบ้าง ไม่เห็นด้วยบ้าง เพราะอย่างเรื่องดุลพินิจก็มีเหตุผลของเรื่องในทางกฎหมายที่เป็นคำอธิบาย ซึ่งหากบางคนมาอ่านก็อาจลากยาวไปถึงเหตุผลในทางปรัชญาได้เหมือนกัน แต่หนังสือเล่มนี้ก็มีข้อดีคือ การเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับนักกฎหมายได้ศึกษาบ้าง

      Download

      ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบบกฎหมายจีน

      ชื่อหนังสือ : ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบบกฎหมายจีน

      ผู้เขียน : อาร์ม ตั้งนิรันดร

      สำนักพิมพ์ : วิญญูชน

      หนังสือ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบบกฎหมายจีน ของ อาร์ม ตั้งนิรันดร มิได้เป็นเพียงงานเขียนเชิงแนะนำ (introduction) ระบบกฎหมายจีนในเชิงโครงสร้างหรือสถาบัน หากแต่เป็นความพยายามอธิบายรากฐานทางปรัชญา ที่หล่อหลอมระบบกฎหมายจีนในแต่ละช่วงประวัติศาสตร์ ผู้เขียนเสนอว่าการทำความเข้าใจกฎหมายจีนไม่อาจแยกออกจากบริบททางความคิด วัฒนธรรม และอุดมการณ์ทางการเมืองที่ครอบงำสังคมจีนในแต่ละยุคสมัยได้ โดยได้แบ่งพัฒนาการของแนวคิดทางกฎหมายจีนออกเป็นสี่ยุคสำคัญ

      ยุคแรก คือ กฎหมายจีนสมัยราชวงศ์ ซึ่งมีแก่นทางความคิดอยู่ที่ปรัชญาขงจื้อ กฎหมายในยุคนี้มิได้ตั้งอยู่บนแนวคิดเรื่อง “สิทธิของปัจเจกบุคคล” หากแต่ตั้งอยู่บนความสัมพันธ์เชิงศีลธรรมในสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับประชาชนถูกอธิบายในลักษณะของ “ครอบครัวฉบับขยาย” ซึ่งเน้นลำดับชั้น หน้าที่ และความกลมกลืนของส่วนรวม หน่วยพื้นฐานของสังคมจึงไม่ใช่ปัจเจกบุคคล หากแต่เป็นครอบครัวและชุมชน ผลที่ตามมาคือ กฎหมายจีนสมัยราชวงศ์มิได้ให้ความสำคัญกับสิทธิส่วนบุคคลในแบบที่พบในระบบกฎหมายตะวันตกที่มีรากฐานจากกฎหมายโรมัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ แนวคิดเรื่องกรรมสิทธิ์ ซึ่งในกฎหมายจีนมักถูกมองในมิติของการจัดเก็บภาษีและการบริหารรัฐ มากกว่าการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของทรัพย์ในฐานะปัจเจกบุคคลเช่นในกฎหมายโรมัน

      ยุคที่สอง คือ ยุคปฏิรูปกฎหมายในปลายสมัยราชวงศ์ชิง ซึ่งจีนเริ่มเผชิญแรงกดดันจากโลกตะวันตกอย่างเข้มข้น รัฐจีนพยายามปฏิรูประบบกฎหมายโดยการส่งชนชั้นนำไปศึกษากฎหมายต่างประเทศ และนำแบบแผนกฎหมายตะวันตกเข้ามาปรับใช้ อย่างไรก็ดี การรับเอากฎหมายสมัยใหม่เหล่านี้มิได้หมายถึงการตัดขาดจากฐานความคิดดั้งเดิมโดยสิ้นเชิง แม้ต่อมาจีนจะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐ แนวคิดเชิงขงจื้อเกี่ยวกับลำดับชั้น ความสัมพันธ์ และบทบาทของรัฐก็ยังคงแฝงอยู่ในโครงสร้างความคิดทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

      ยุคที่สาม คือ ยุคสังคมนิยมภายหลังการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบกฎหมายจีน กฎหมายที่พัฒนาขึ้นในยุคสาธารณรัฐถูกยกเลิกหรือถูกมองว่าเป็นกฎหมายของชนชั้นนายทุน ระบบกฎหมายแบบสังคมนิยมเข้ามาแทนที่ โดยยึดโยงกับอุดมการณ์มาร์กซิสต์–เลนินนิสต์ แนวคิดเรื่องกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลถูกลดทอนหรือยกเลิก ที่ดินและทรัพยากรถูกทำให้เป็นของส่วนรวมภายใต้ระบบคอมมูน กฎหมายในช่วงนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือของการต่อสู้ทางชนชั้นและการจัดระเบียบสังคมตามอุดมการณ์ มากกว่าการคุ้มครองสิทธิในเชิงปัจเจก

      ยุคที่สี่ คือ กฎหมายจีนภายหลังการปฏิรูปและเปิดประเทศในสมัยเติ้งเสี่ยวผิง ซึ่งจีนเริ่มฟื้นฟูและพัฒนาระบบกฎหมายอย่างจริงจังเพื่อรองรับเศรษฐกิจตลาดและการเชื่อมต่อกับระบบเศรษฐกิจโลก กฎหมายในสาขาต่างๆ เช่น กฎหมายธุรกิจ กฎหมายสัญญา และกฎหมายการลงทุน ถูกนำกลับมาใช้และพัฒนาอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ดี ระบบกฎหมายจีนในยุคนี้ยังคงรักษากลิ่นอายของแนวคิดสังคมนิยมและบทบาทนำของพรรคคอมมิวนิสต์ไว้ กฎหมายจึงดำรงอยู่ในสภาวะผสมผสานระหว่างกลไกตลาดกับการควบคุมโดยรัฐ

      กล่าวโดยสรุป หนังสือเล่มนี้มิได้ทำหน้าที่เพียงอธิบาย “ระบบกฎหมายจีนเป็นอย่างไร” หากแต่ชี้ให้เห็นว่า ระบบกฎหมายจีนเป็นผลผลิตของการสั่งสมทางปรัชญา อุดมการณ์ และประวัติศาสตร์การเมืองอย่างต่อเนื่อง การทำความเข้าใจกฎหมายจีนจึงต้องมองลึกไปถึงฐานความคิดที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่เพียงตัวบทกฎหมายหรือโครงสร้างสถาบันเพียงอย่างเดียว ซึ่งนับเป็นคุณูปการสำคัญของงานเขียนเล่มนี้ต่อการศึกษากฎหมายเปรียบเทียบและกฎหมายจีนในบริบทไทยกฎหมายจึงเป็นความสัมพันธ์แบบเน้นไปที่สังคมโดยรวม โดยมีหน่วยเล็กสุดของสังคมคือ ครอบครัว ตรงข้ามกับกฎหมายโรมันที่มีหน่วยเล็กสุดคือ บุคคล ทำให้บรรดากฎหมายของจีนสมัยราชวงศ์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับบุคคลเท่ากับกฎหมายที่มีฐานจากโรมัน เช่น เรื่องกรรมสิทธิ์กฎหมายจีนยุคราชวงศ์สนใจกรรมสิทธิ์เฉพาะในเชิงภาษี แต่กฎหมายโรมันสนใจกรรมสิทธิ์ในฐานะที่ัเชื่อมโยงกับสิทธิของปัจเจกบุคคล

      ตัดวงจรรัฐประหาร

      ชื่อหนังสือ : ตัดวงจรรัฐประหาร (Circuit breaker Coup d’Etat)

      ผู้เขียน : ธีรภัทร เสรีรังสรรค์

      สำนักพิมพ์ : วิญญูชน

      ตัดวงจรรัฐประหาร (Circuit breaker Coup d’Etat) โดยธีรภัทร เสรีรังสรรค์ เป็นงานที่มุ่งเสนอกรอบความคิดว่าด้วยการ “ตัดวงจรรัฐประหาร” ในฐานะกับดักเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งพัฒนาการทางการเมืองและสังคมของประเทศ หนังสือเล่มนี้ตั้งต้นจากสมมติฐานสำคัญว่า การรัฐประหารมิใช่เหตุการณ์เฉพาะหน้า หากแต่เป็นผลลัพธ์ของความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ฝังรากลึกอยู่ในระบบการเมือง โดยเฉพาะบทบาทของกองทัพในฐานะองค์กรที่ถูกให้ความหมายและความชอบธรรมอย่างสูงต่อการดำรงอยู่ของรัฐ

      ในช่วงต้นของหนังสือ ผู้เขียนอธิบายกรอบปัญหาในลักษณะอารัมภบทของงานวิจัย โดยชี้ให้เห็นว่ากองทัพไม่ได้ทำหน้าที่เพียงการป้องกันประเทศหรือรักษาความสงบเรียบร้อยภายในเท่านั้น หากแต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการค้ำจุนอำนาจทางการเมืองของผู้ปกครองในหลายบริบท หนังสือได้แจกแจงรูปแบบการแทรกแซงการเมืองของทหารไว้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การใช้อิทธิพลกดดันนโยบายของรัฐบาล การข่มขู่จะใช้กำลัง การบีบให้เปลี่ยนตัวผู้นำทางการเมือง ไปจนถึงการยึดอำนาจโดยตรง พร้อมทั้งชี้ให้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแทรกแซงเหล่านี้ต่อเสถียรภาพทางการเมืองและการพัฒนาประชาธิปไตย

      ในบทที่ 4 ผู้เขียนขยายการวิเคราะห์ไปยังประสบการณ์ของต่างประเทศที่เคยเผชิญหรือพยายามต่อต้านการรัฐประหาร โดยยกกรณีศึกษา เช่น สเปน ซึ่งบทบาทของอดีตกษัตริย์ฆวน คาร์ลอส ถูกอธิบายในฐานะตัวแสดงสำคัญในการยับยั้งการยึดอำนาจของทหาร รวมถึงกรณีของกรีซและประเทศอื่น ๆ เพื่อชี้ให้เห็นว่าการตัดวงจรรัฐประหารมิได้เกิดจากปัจจัยเดียว หากแต่ต้องอาศัยกลไกทางการเมือง สถาบัน และความชอบธรรมทางสังคมที่ทำงานประสานกัน

      บทที่ 5 ถือเป็นแกนหลักของหนังสือในเชิงข้อเสนอ โดยผู้เขียนหันกลับมาวิเคราะห์บริบทของประเทศไทยผ่านกรอบทฤษฎีระบบการเมือง อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่เอื้อต่อการเกิดรัฐประหาร พร้อมทั้งพยายามระบุตัวแปรหรือ “ฉนวน” ที่อาจทำหน้าที่ป้องกันการยึดอำนาจในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นกลไกทางรัฐธรรมนูญ สถาบันทางการเมือง หรือแรงกดดันจากบริบทระหว่างประเทศ แนวคิดเรื่องการตัดวงจรรัฐประหารจึงถูกเสนอในลักษณะของการปรับโครงสร้างทั้งระบบ มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

      อย่างไรก็ดี ในมุมมองส่วนตัว หนังสือเล่มนี้มีข้อจำกัดด้านการเรียบเรียง เนื้อหาถูกนำเสนอในลักษณะใกล้เคียงงานวิจัยทางวิชาการ ทำให้การอ่านค่อนข้างยากสำหรับผู้อ่านทั่วไป โครงสร้างการอธิบายที่เดินตามลำดับวิธีวิจัยส่งผลให้เนื้อหาบางช่วงขาดความลื่นไหล เกิดความสะดุด และมีรายละเอียดบางส่วนที่อาจไม่จำเป็นต่อการสื่อสารแก่นความคิดหลัก หากมีการปรับภาษาและการจัดลำดับเนื้อหาให้กระชับมากขึ้น หนังสือเล่มนี้น่าจะเข้าถึงผู้อ่านในวงกว้างได้ดีกว่านี้

      โดยสรุป ตัดวงจรรัฐประหาร เป็นงานที่มีคุณค่าในเชิงแนวคิดและการตั้งคำถามต่อบทบาทของกองทัพในระบบการเมืองไทย แต่ขณะเดียวกันก็สะท้อนข้อจำกัดของงานเขียนที่ยังยึดรูปแบบงานวิชาการอย่างเข้มข้น เหมาะสำหรับผู้อ่านที่สนใจประเด็นการเมืองเชิงโครงสร้างและสามารถอ่านงานเชิงทฤษฎีได้ค่อนข้างดี มากกว่าจะเป็นหนังสือการเมืองสำหรับการอ่านแบบเบา ๆ หรือเพื่อการสื่อสารกับสาธารณะในวงกว้าง

      ชีวประวัติของพลเมืองไทย: กำเนิด พัฒนาการและอุปสรรคกับการพิทักษ์ประชาธิปไตย (2475 – ปัจจุบัน)

      ชื่อหนังสือ : ชีวประวัติของพลเมืองไทย: กำเนิด พัฒนาการและอุปสรรคกับการพิทักษ์ประชาธิปไตย (2475 – ปัจจุบัน)

      ผู้เขียน : ณัฐพล ใจจริง

      สำนักพิมพ์ : สถาบันปรีดี พนมยงค์

      ชีวประวัติของพลเมืองไทย: กำเนิด พัฒนาการและอุปสรรคกับการพิทักษ์ประชาธิปไตย (2475 – ปัจจุบัน) เป็นหนังสือเล่มบางๆ ในซีรีส์ชุดปาฐกถาปรีดี พนมยงค์ ที่ ดร.ณัฐพล ใจจริง ได้แสดงไว้ในปี 2556 

      จุดเน้นของหนังสือเล่มนี้คือ การนำเสนอมุมมองทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับที่ทางในทางประวัติศาสตร์ของ “สามัญชน” โดยชวนตั้งคำถามถึงพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ไม่ค่อยมีพื้นที่บอกเล่าเรื่องราวของสามัญชน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักบอกเล่าประวัติศาสตร์แบบ “มหาบุรุษ” หรือ “ราชาชาตินิยม” 

      ในหนังสือเล่มนี้ ดร.ณัฐพล ใจจริง ได้ตั้งสมมุติฐานว่า การที่ประชาธิปไตยของไทยนั้นมีลักษณะไม่ยั่งยืนนั้นมาจากความไม่สมดุลของความรู้ของผู้คนที่มีต่อการจัดวางสถานะของตนเองในระบอบประชาธิปไตยอย่างเหมาะสมด้วย เนื่องจากในสังคมไทยนั้นกระบวนการทำให้ความรู้ที่เกิดประโยชน์นั้นมีเพียงแต่กระบวนการทำให้เกิดความรู้ที่เกิดประโยชน์ต่ออภิชนคนชั้นสูงเท่านั้น การที่ประวัติศาสตร์ไม่ค่อยได้กล่าวถึงคนธรรมดา “สามัญชน” จึงทำให้ไม่เกิดความตระหนักถึงความรู้และความสำคัญของ “สามัญชน”

      สำหรับในช่วงต้นของหนังสือเริ่มต้นจากการสำรวจความหมายของ “สามัญชน” ผ่านมุมมองทางเวลาและลัทธิทางการเมือง การให้นิยามความหมายของ “สามัญชน” “ไพร่” “พลเมือง” และ “ราษฎร” คำทั้ง 4 คำนั้น มีการปรับเปลี่ยนความหมายกาลเวลา

      ในขณะเดียวกันผู้มีอำนาจได้พยายามสร้างสถานะของ “สามัญชน” ให้แตกต่างกันไปตามกาลเวลาเช่นเดียวกัน ในช่วงก่อน 2475 ทัศนะของผู้มีอำนาจต่อ “สามัญชน” นั้นมีลักษณะเป็นไปในเชิงดูถูกและมองว่า “สามัญชน” นั้นไม่สามารถทำให้เป็นอารยะได้หากปราศจากชนชั้นนำจารีตที่เป็นผู้ปกครอง และแม้ “สามัญชน” คนใดจะพยายามข้ามพรมแดนทำหน้าที่ปัญญาชนซึ่งเป็นงานสงวนไว้สำหรับเจ้านายและขุนนางก็จะถูกกล่าวหาว่า “ทำเทียมเจ้าเทียมนาย” ดังเช่นที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์

      ตัวอย่างของทัศนะของเจ้านายที่มองว่า “สามัญชน” นั้นไร้เหตุผลและไม่เจริญปรากฏในพระราชนิพนธ์เรื่อง “โคลนติดล้อ” ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า “ราษฎรชอบเล่นการพนันและหวย เงินไม่มีประโยชน์สำหรับราษฎร หากจะมีประโยชน์สำหรับราษฎรเพียง ประการเท่านั้น คือ เสียภาษี และเล่นการพนัน”

      อย่างไรก็ตาม สถานะของราษฎรนั้นเปลี่ยนแปลงไปภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 คณะราษฎรได้พยายามเปลี่ยนแปลงสถานะของ “สามัญชน” ที่ต่ำต้อย ไม่ได้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ และเป็นผู้รับใช้ มาสู่การเป็นผู้มีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงบริบททางการเมืองที่นำมาสู่การสร้างความหมายและคุณค่าของคำที่เปลี่ยนแปลงไป  อย่างไรก็ตาม สถานะเช่นว่านั้นก็ไม่ได้มั่นคงมากนัก เมื่อภายหลังปี 2490 ซึ่งกลุ่มอภิชนคนชั้นสูงได้กลับเข้ามามีอำนาจทางการเมืองและสามารถฟื้นฟูตำแหน่งแห่งที่ของตนเองในทางการเมืองได้สำเร็จ และได้เริ่มเกิดงานเขียนประเภทปฏิกิริยาที่สะท้อนให้เห็นถึงภาพชีวิตแสนสุขของ “สามัญชน” ภายใต้ร่มพระบารมี ซึ่งเป็นภาพที่ขัดแย้งกับภาพความขัดแย้ง ความไม่สงบ และความยุ่งเหยิงของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ได้เกิดขึ้นก่อนหน้าปี 2490 ตัวอย่างงานเขียนในลักษณะนี้ก็คือ “สี่แผ่นดิน” วรรณกรรมชิ้นเอกของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช

      จุดเปลี่ยนของสถานะ “สามัญชน” ในประวัติศาสตร์ไทยได้รับการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งอย่างสำคัญเมื่อมีการรัฐประหารในปี 2549 ที่เป็นการลดทอนคุณค่าของ “สามัญชน” อีกครั้งหนึ่ง และนำกลับมาสู่กระแสการโต้ตอบกลับเพื่อและเสียดสีการรัฐประหาร 2549ท้ายที่สุดแล้ว สถานะของ “สามัญชน” นั้นก็ยังไม่มีความปลอดภัย และยิ่งไปกว่านั้นสถานะดังกล่าวกลับคลุมเครือยิ่งกว่าเดิมเมื่อสังคมไทยได้ผ่านการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่งในปี 2557

      Rule บนเนยแข็ง

      ชื่อหนังสือ: Rule บนเนยแข็ง

      ผู้เขียน: กล้า สมุทวณิช

      สำนักพิมพ์: มติชน

      หนังสือ Rule บนเนยแข็ง เขียนโดย กล้า สมุทวณิช เป็นการรวบรวมบทความจากคอลัมน์ “คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง” ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวันฉบับวันศุกร์ ลักษณะของหนังสือจึงมิใช่งานวิชาการเชิงระบบ หากแต่เป็นงานเขียนเชิงความคิดที่ใช้ “กฎหมาย” เป็นจุดตั้งต้นในการสนทนากับสังคม การเมือง และชีวิตประจำวัน ผ่านภาษาที่เข้าถึงง่าย แต่แฝงด้วยคำถามเชิงหลักการที่จริงจัง

      บทต่าง ๆ ในหนังสือเล่มนี้ทำหน้าที่ชวนผู้อ่านตั้งคำถามต่อสิ่งที่มักถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติในระบบกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับศีลธรรม อำนาจรัฐกับเสรีภาพของปัจเจก หรือบทบาทของกฎหมายในการกำหนดคุณค่าในสังคม ตัวอย่างหนึ่งที่เด่นชัดคือการอภิปรายว่าด้วยสถานะของ “สัตว์” ในทางกฎหมาย ซึ่งผู้เขียนชี้ให้เห็นพัฒนาการของแนวคิดจากการมองสัตว์เป็นเพียงทรัพย์สินของมนุษย์ ไปสู่การมองสัตว์ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่มีศักดิ์ศรีและสิทธิในระดับหนึ่ง การเปลี่ยนผ่านทางความคิดนี้สะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายมิได้หยุดนิ่ง หากแต่เคลื่อนไหวไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของศีลธรรมและจิตสำนึกทางสังคม

      ในหลายบทความ ผู้เขียนใช้เหตุการณ์ร่วมสมัยและกรณีทางการเมืองเป็นฉากหลังในการอธิบายหลักกฎหมายที่ซับซ้อน เช่น หลักนิติรัฐ (rule of law) เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หรือขอบเขตอำนาจของรัฐ วิธีการเขียนเช่นนี้ทำให้กฎหมายหลุดพ้นจากภาพของกฎเกณฑ์ที่แห้งแล้ง และกลายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตของผู้คน อย่างไรก็ดี หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เสนอคำตอบตายตัว หากแต่เปิดพื้นที่ให้ผู้อ่านคิดต่อ ตั้งคำถาม และอาจไม่เห็นด้วยกับผู้เขียนได้ นี่คือเสน่ห์สำคัญของงานเขียนแนวคอลัมน์ที่ถูกนำมาร้อยเรียงเป็นเล่ม

      ชื่อหนังสือ Rule บนเนยแข็ง เองก็สะท้อนท่าทีของผู้เขียนต่อกฎหมายได้อย่างคมคาย “Rule” ในที่นี้มิได้หมายถึงหลักนิติรัฐในเชิงอุดมคติที่ตั้งมั่นอยู่บนฐานอันแข็งแรง หากแต่เป็นกฎหมายที่วางอยู่บน “เนยแข็ง” ซึ่งพร้อมจะละลาย เปลี่ยนรูป หรือบิดเบี้ยวได้ตามอุณหภูมิทางการเมืองและอำนาจ หนังสือจึงชวนให้ตั้งคำถามว่า กฎหมายที่เรายึดถืออยู่นั้นมั่นคงเพียงใด และใครเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขในการละลายของมัน

      Rule บนเนยแข็ เป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับผู้อ่านที่สนใจมองกฎหมายในฐานะปรากฏการณ์ทางสังคมและการเมือง มากกว่าจะมองกฎหมายเป็นเพียงตัวบทหรือเทคนิคทางวิชาชีพ แม้จะไม่ใช่งานวิชาการเข้มข้น แต่คุณค่าของหนังสืออยู่ที่การทำให้กฎหมาย “พูดได้” ในพื้นที่สาธารณะ และกระตุ้นให้ผู้อ่านตั้งคำถามต่อความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ กฎหมาย และความเป็นธรรมในสังคมไทยอย่างไม่จำเป็นต้องมีคำตอบสำเร็จรูป

      เศรษฐศาสตร์​พฤติกรรม ฉบับเข้าใจง่ายที่สุดในโลก!

      ชื่อหนังสือ: เศรษฐศาสตร์​พฤติกรรม ฉบับเข้าใจง่ายที่สุดในโลก! (Amazing Decisions)

      ผู้เขียน: Dan Ariely

      ผู้แปล: พรเลิศ อิฐฐ์

      ภาพประกอบ: Matt R. Trower

      สำนักพิมพ์: สำนักพิมพ์วีเลิร์น

      หนังสือ Amazing Decisions ของ Dan Ariely เป็นงานที่ตั้งใจ “ลดกำแพง” ของเศรษฐศาสตร์ลงอย่างชัดเจน ด้วยการเลือกเล่าแนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมผ่านรูปแบบการ์ตูน แทนที่จะใช้กราฟ สมการ หรือภาษาวิชาการแบบตำรา จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ความซับซ้อนเชิงเทคนิค หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการทำให้ผู้อ่านเห็นว่า เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการตัดสินใจนั้นจริง ๆ แล้วใกล้ตัวและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันอย่างยิ่ง

      แก่นสำคัญของหนังสือคือการอธิบายว่ามนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผลสมบูรณ์แบบตามสมมติฐานเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก หากแต่ถูกกำกับโดย “บรรทัดฐาน” ที่แตกต่างกันสองประเภท ได้แก่ บรรทัดฐานทางตลาด และบรรทัดฐานทางสังคม Ariely ใช้ตัวอย่างจากงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจำนวนมากมาอธิบายว่า บรรทัดฐานทั้งสองแบบนี้ให้ผลต่อพฤติกรรมและแรงจูงใจของมนุษย์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และไม่สามารถนำมาใช้แทนกันได้ในทุกสถานการณ์ การตัดสินใจของคนจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์เชิงตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ผูกพันอยู่กับความรู้สึก ความคาดหวัง และบริบททางสังคมที่รายล้อมอยู่ด้วย

      ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้คือ วิธีที่ผู้เขียนทำให้แนวคิดเชิงทฤษฎีเหล่านี้ “มองเห็นได้” ผ่านสถานการณ์สมมติและเหตุการณ์ใกล้ตัว เช่น การให้ความช่วยเหลือ การทำงานโดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นเงิน หรือการเปลี่ยนแรงจูงใจจากความรู้สึกทางสังคมไปเป็นการแลกเปลี่ยนแบบตลาด ซึ่งมักส่งผลให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไปในทิศทางที่คาดไม่ถึง หนังสือจึงทำหน้าที่เหมือนกระจกที่สะท้อนให้เห็นความไม่สมเหตุสมผลของการตัดสินใจมนุษย์ โดยไม่จำเป็นต้องกล่าวโทษหรือสั่งสอนผู้อ่านตรง ๆ

      ในมุมมองของผู้อ่านที่มีพื้นฐานทางกฎหมาย หนังสือเล่มนี้เปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถามต่อการออกแบบกฎหมายและสัญญาได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการนำบรรทัดฐานทางสังคมมาใช้ในระบบกฎหมาย แม้ว่าข้อกฎหมายที่ชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษรจะมีความจำเป็น แต่หากรายละเอียดของกฎหมายถูกออกแบบให้ละเอียดและตายตัวเกินไป จนผู้บังคับใช้ยึดติดกับถ้อยคำมากกว่าการตีความตามเจตนารมณ์ ก็อาจนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายอย่างบิดเบี้ยว หนังสือของ Ariely จึงช่วยชี้ให้เห็นว่า การพึ่งพาบรรทัดฐานทางตลาดหรือกฎเกณฑ์แบบแข็งตัวเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอในการกำกับพฤติกรรมมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ

      โดยภาพรวม Amazing Decisions เป็นหนังสือที่อ่านสนุก เข้าใจง่าย และไม่ลดทอนความจริงจังของเนื้อหาแม้จะมาในรูปแบบการ์ตูน จุดแข็งของมันอยู่ที่การทำให้ผู้อ่าน “ฉุกคิด” ต่อการตัดสินใจเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน และเชื่อมโยงไปสู่คำถามเชิงนโยบาย กฎหมาย และสถาบันทางสังคมได้อย่างเป็นธรรมชาติ สำหรับผู้อ่านที่คุ้นเคยกับงานของ Dan Ariely อยู่แล้ว หนังสือเล่มนี้อาจไม่ได้นำเสนอแนวคิดใหม่ทั้งหมด แต่เป็นเวอร์ชันที่เข้าถึงง่ายและชวนทบทวนงานเดิมในมุมที่เบาขึ้น ขณะที่สำหรับผู้อ่านทั่วไป นี่คือประตูบานหนึ่งที่พาเข้าสู่โลกของเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมได้อย่างเป็นมิตร และน่าหยุดไฮไลต์หลายหน้าอย่างที่คุณรู้สึกจริง ๆ