บทเรียน หุ้น STARK สู่การเพิ่มคุณภาพระบบควบคุมการสอบบัญชี

[:th]

4.3 หมื่นล้านบาทเป็นตัวเลขความเสียหายรวมจากกรณีหุ้น STARK ความเสียหายครั้งนี้ นับเป็นการเขย่าตลาดทุนอย่างรุนแรง มูลค่าความเสียหายมากกว่าครึ่ง หรือราว 2.5 หมื่นล้านบาท เกิดจากการ “ตกแต่งบัญชี” ซึ่งมีทั้งสร้างยอดขายปลอม และการทำธุรกรรมอำพราง

ปัญหาดังกล่าวตอกย้ำว่า บทบาทของการสอบบัญชีในตลาดหลักทรัพย์มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในฐานะผู้จัดทำรายงานทางการเงินที่บ่งบอกผลการดำเนินกิจการว่าเป็นอย่างไร ซึ่งจะส่งสัญญาณให้กับนักลงทุนในการเลือกลงทุนในกิจการนั้นๆ แต่ถ้าผู้สอบบัญชีไม่ได้แสดงความเห็นต่อรายงานทางการเงินตามมาตรฐาน หรือจริยธรรมการสอบบัญชีแล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมาคือ รายงานทางการเงินที่ไม่สะท้อนสภาพที่แท้จริงของกิจการ ซึ่งจะส่งผลกระทบให้นักลงทุนได้รับความเสียหายจากการลงทุนในกิจการที่มีปัญหา

ขณะที่ในปัจจุบันกฎหมายมุ่งไปที่ผู้สอบบัญชีเป็นรายบุคคลเท่านั้น ทำให้เมื่อเกิดความบกพร่องในงานสอบบัญชี จะกลายเป็นความบกพร่อง “เฉพาะ” ผู้สอบบัญชีเพียงคนเดียวส่วนสำนักงานสอบบัญชีไม่ได้ถูกดึงเข้ามาร่วมรับผิดด้วย ซึ่งถือว่าเป็น”ช่องว่าง” ของกฎหมาย เพราะในความเป็นจริงแล้วข้อบกพร่องนั้นอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบควบคุมคุณภาพของสำนักงานสอบบัญชี อีกทั้งลักษณะการทำงานสอบบัญชีไม่ใช่งานที่จะทำโดยลำพังได้

ดังนั้นเพื่อให้การกำกับดูแลการสอบบัญชีของกิจการในตลาดทุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพจึงต้องมีการกำกับดูแลควบคู่กันไประหว่างผู้สอบบัญชีและสำนักงานสอบบัญชี เชิญติดตามรับฟังได้ในรายการพินิจเศรษฐกิจการเมือง: บทเรียน หุ้น STARK สู่การเพิ่มคุณภาพระบบควบคุมการสอบบัญชี โดย “เขมภัทร ทฤษฎิคุณ” นักวิจัยทีมกฎหมายเพื่อการพัฒนา ทีดีอาร์ไอ

[:]

ความท้าทายเกี่ยวกับนโยบายทางกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

[:th]

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2566 ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปร่วมงานเสวนาออนไลน์ที่จัดโดยสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยงานเสวนานี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการพูดถึงนโยบายทางกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ควรจะเป็นไปในทิศทางใดในอนาคต ซึ่งในงานเสวนาครั้งนี้มีวิทยากรประกอบไปด้วย

  1. รองศาสตราจารย์ ดร.เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล (อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
  2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมัย โกรทินธาคม (อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)
  3. คุณเขมภัทร ทฤษฎิคุณ (นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI))
  4. อาจารย์รชณัฐ มะโนแสน (อาจารย์ประจำสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง) และ
  5. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรัชมน พิเชฐวรกุล (อาจารย์ประจำสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง) เป็นผู้ดำเนินรายการ

งานเสวนาประกอบไปด้วยเนื้อหา 2 รอบ โดยในรอบแรกเป็นการอธิบายประเด็นเกี่ยวกับนโยบายกฎหมายไทยความท้าทายเกี่ยวกับนโยบายทางกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเริ่มจากการฉายภาพประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการควบคุมการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สภาพปัญหาและนโยบายที่เกิดขึ้นจากการควบคุมเครื่องการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปัจจุบัน มุมมองในการกำกับกิจการในกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ และข้อพิจารณาในการลดผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ ในส่วนของรอบที่ 2 จะเป็นการสรุปประเด็นและตอบคำถาม

สรุปสาระสำคัญการเสวยาหัวข้อ “นโยบายกฎหมายไทยขัดขาอุตสาหกรรมสุราเติบโต”

ในการพิจารณานโยบายกฎหมายควรจะพิจารณากฎหมายในฐานะชุดคำสั่ง กล่าวคือ กฎหมายอาจจะมี

วิดีโอย้อนหลังงานเสวนา “ความท้าทายเกี่ยวกับนโยบายทางกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”

เอกสารประกอบการเสวนาหัวข้อ “นโยบายกฎหมายไทยขัดขาอุตสาหกรรมสุราเติบโต”

[:en]

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2566 ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปร่วมงานเสวนาออนไลน์ที่จัดโดยสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยงานเสวนานี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการพูดถึงนโยบายทางกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ควรจะเป็นไปในทิศทางใดในอนาคต ซึ่งในงานเสวนาครั้งนี้มีวิทยากรประกอบไปด้วย

  1. รองศาสตราจารย์ ดร.เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล (อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
  2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมัย โกรทินธาคม (อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)
  3. คุณเขมภัทร ทฤษฎิคุณ (นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI))
  4. อาจารย์รชณัฐ มะโนแสน (อาจารย์ประจำสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง) และ
  5. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรัชมน พิเชฐวรกุล (อาจารย์ประจำสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง) เป็นผู้ดำเนินรายการ

งานเสวนาประกอบไปด้วยเนื้อหา 2 รอบ โดยในรอบแรกเป็นการอธิบายประเด็นเกี่ยวกับนโยบายกฎหมายไทยความท้าทายเกี่ยวกับนโยบายทางกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเริ่มจากการฉายภาพประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการควบคุมการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สภาพปัญหาและนโยบายที่เกิดขึ้นจากการควบคุมเครื่องการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปัจจุบัน มุมมองในการกำกับกิจการในกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ และข้อพิจารณาในการลดผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ ในส่วนของรอบที่ 2 จะเป็นการสรุปประเด็นและตอบคำถาม

วิดีโอย้อนหลังงานเสวนา “ความท้าทายเกี่ยวกับนโยบายทางกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”

เอกสารประกอบการเสวนาหัวข้อ “นโยบายกฎหมายไทยขัดขาอุตสาหกรรมสุราเติบโต”

[:]

กฎหมายที่ตั้งอยู่บนมาตรฐานแบบเดียวกลายเป็นปัญหาของโรงแรมขนาดเล็ก

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปให้สัมภาษณ์รายการ พินิจเศรษฐกิจการเมือง ของวิทยุจุฬาฯ โดยมีคุณประวีณามัย บ่ายคล้อยเป็นพิธีการรายการ การให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากบทความที่ได้มีโอกาสเขียนลงหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเกี่ยวกับปัญาโรงแรมขนาดเล็กที่ผ่านมา โดยมีสรุปเนื้อหาการสัมภาษณ์พอสังเขป ดังนี้

ผลกระทบจากโควิด-19 ต่อสถานการณ์โรงแรมขนาดเล็ก

หากเล่าให้เห็นภาพสถานการณ์โรงแรมขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 นั้น อยากขอให้ทุกท่านนึกถึงภาพของโรงแรมในย่านสี่แยกถลางของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเดิมเคยมีโรงแรมอยู่ 8 แห่ง แต่ในปัจจุบันโรงแรมบางส่วนได้มีการปิดตัวลง และมีแนวโน้มที่จะปิดตัวลงมากขึ้นอันเป็นผลกระทบมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อวไรัสโควิด-19 และมาตรการของรัฐบาลที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการรับนักท่องเที่ยว

ตัวอย่างของกรณีจังหวัดภูเก็ตที่โรงแรมจะเปิดให้บริการได้จะต้องได้รับเครื่องหมายรับรองคุณภาพ SHA+ ซึ่งต้องมีใบอนุญาตโรงแรมที่ได้รับจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเมื่อไม่ได้รับเครื่องหมายดังกล่าวและไม่มีใบอนุญาตแล้วก็จะไม่สามารถรับน้กท่องเที่ยวต่างชาติได้เลย ยิ่งในกรณีของจังหวัดภูเก็ต ด้วยนโยบาย Phuket Sandbox ของรัฐบาลที่ต้องการควบคุมผลกระทบของการแพร่ระบาด ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตจึงได้ดำเนินการกวดขันและขอความร่วมมือจากผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่ไม่ได้รับเครื่องหมาย SHA+ ไม่ให้เปิดรับนักท่องเที่ยว ซึ่งกระทบโรงแรมขนาดเล็กที่มีเป็นจำนวนมาก โดยในปัจจุบันโรงแรมในประเทศไทยที่ได้รับใบอนุญาตจากกรมการปกครองมีจำนวนประมาณ 30,000 แห่ง แต่โรงแรมที่ผ่านเงื่อนไขดังกล่าวนั้นมีจำนวนน้อยมาก ยิ่งในภูเก็ตยิ่งค่อนข้างน้อย

นอกจากนี้ ผลกระทบอีกอย่างที่ผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็กได้รับจากการไม่มีใบอนุญาตโรงแรมก็คือ การเข้าไม่ถึงโครงการความช่วยเหลือของรัฐบาล เช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกัน หรือโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น

ปัญหาอุปสรรคของโรงแรมขนาดเล็กในปัจจุบัน

ในเบื้องต้นต้องกล่าวไว้ก่อนว่า โรงแรมขนาดเล็กไม่ใช่ผู้มีเจตนาหลบเลี่ยงกฎหมายเสมอไป แต่เป็นเพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดเงื่อนไขให้สอดคล้องกับการประกอบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป (เรียกง่ายๆ ว่ากฎหมายล้าสมัย) ซึ่งผลที่ตามมาคือ การทำให้ผู้ขอรับใบอนุญาตไม่สามารถขอใบอนุญาตเพื่อประกอบธุรกิจตามกฎหมายได้ ซึ่งปัญหานี้เชื่อมโยงกับปัญหาอื่นๆ ที่ตามมา เช่น การขอรับรองมาตรฐาน SHA+ หรือการได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ เป็นต้น

ในแง่ของฝั่งภาครัฐที่เข้ามากำกับดูแลธุรกิจนี้ก็มีสาเหตุเหมือนกัน กล่าวคือ เดิมธุรกิจโรงแรมเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรม (เช่น เป็นที่ซ่องสุมของอังยี่ซ่องโจร เป็นต้น) ทำให้ภาครัฐต้องเข้ามากวดขันและควบคุมการประกอบ ซึ่งปัญหาของกฎหมายโรงแรมนั้นก็เนื่องมาจากว่า กฎหมายโรงแรมวางตำแหน่งแห่งที่ของกฎหมายไว้ในฐานะใบอนุญาตท้ายเสมือนปลายน้ำที่จะได้รับอนุญาตก็ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาตอื่นๆ มาแล้ว เช่น ใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร เป็นต้น แต่ในความเป็นจริงอาจจะต้องแยกวิธีคิดระหว่างใบอนุญาตทั้งสองฉบับออกจากกัน เพราะในแง่หนึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบธุรกิจแบบใดที่ต้องใช้อาคารเป็นสถานที่ประกอบธุรกิจก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอาคาร ดังนั้น จึงไม่ควรเอาใบอนุญาตทั้งสองเรื่องมาเชื่อมโยงกัน

ในระบบปัจจุบันเมื่อผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมไม่สามารถเข้าสู่ระบบใบอนุญาต แม้จะมีความตั้งใจที่จะปฏิบัติตามกฎหมายให้ถูกต้องและได้เสียภาษีกับค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ภาครัฐเก็บจากการประกอบธุรกิจเมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามาพัก ซึ่งเป็นรายได้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐใดๆ ดังกล่าวมาข้างต้น ปัญหาทั้งหมดนี้เกิดมาจากการที่ระบบกฎหมายไม่ได้ออกแบบมาตรฐานมาเพื่อรองรับกับโรงแรมขนาดเล็ก

สภาพดังกล่าวนี้กลายเป็นช่องโหว่ของการกำกับดูแล ในปัจจุบันโรงแรมในประเทศไทยที่ได้รับใบอนุญาตและขึ้นทะเบียนไว้กับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มีจำนวนกว่า 30,000 แห่ง แต่ในเมื่อเปิดดูในเว็บไซต์ OTA แล้วจะพบว่า มีโรงแรมที่ขึ้นทะเบียนกับเว็บไซต์ OTA มากกว่า 60,000 แห่ง ทำให้เห็นได้ว่าภาครัฐไม่สามารถกำกับดูแลได้ครอบคลุมตามเจตนารมณ์ที่ต้องการสร้างมาตรฐาน

นอกจากปัญหาโรงแรมขนาดเล็กที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว เรื่องโรงแรมนั้นยังมีประเด็นเกี่ยวกับโฮมสเตย์ ซึ่งกฎหมายปัจจุบันจำกัดจำนวนห้องพักและการเข้าพักไว้ที่ 4 ห้องไม่เกิน 20 คน ซึ่งกลายมาเป็นข้อจำกัดในการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเมื่อย้อนกลับไปดูที่มาของการกำหนดจำนวนห้องพักและการเข้าพักในลักษณะดังกล่าวแล้วจะพบว่า ที่มานั้นมาจากการเอาเกณฑ์ของที่พักในย่านอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม สิ่งนี้สวนทางกับนโยบายของภาครัฐที่ต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยวในเชิงวัฒนธรรมพื้นที่ต่างๆ ซึ่งการสนับสนุนนโยบายดังกล่าวรัฐบาลอาจจะต้องมีการแก้ไขข้อจำกัดในเรื่องจำนวนห้องพักและการเข้าพักใหม่

ในเรื่องปัญหาของกฎหมายโรงแรม อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาก็คือ กฎหมายโรงแรมในปัจจุบันกำหนดเรื่องมาตรฐานการบริการ ซึ่งในปัจจุบันลักษณะบริการที่กฎหมายกำหนดไว้อาจจะล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับความต้องการในปัจจุบันนี้ เช่น การกำหนดว่าจำเป็นต้องมีโทรศัพท์อยู่ในห้องพัก เป็นต้น สิ่งนี้เป็นเรื่องความล้าสมัยของกฎหมายโรงแรมซึ่งออกมาในช่วงปี พ.ศ. 2540 กว่าๆ เมื่อผ่านมาเกือบ 20 ปี กฎหมายก็กลายเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว

แนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลในปัจจุบัน

ในปัจจุบันรัฐบาลได้มีความพยายามแก้ไขปัญหาไปบ้างแล้ว โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ได้ริเริ่มที่จะกำหนดมาตรฐานโรงแรมขนาดเล็กให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันมากขึ้น รวมถึงมีความพยายามกำหนดมาตรฐานของอาคารให้มีความหลากหลายมากขึ้น แต่ทั้งนี้มาตรฐานอาคารดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมโรงแรมและที่พักค้างคืนบางประเภท เช่น เรือนแพ บ้านต้นไม้ และรถบ้าน เป็นต้น ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในการท่องเที่ยวปัจจุบัน

ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องโรงแรมขนาดเล็ก

สิ่งที่กฎหมายจำเป็นต้องปรับต่อไปนั้นอาจจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงด้วยกันก็คือ 1. การแก้ไขปัญหาในระยะสั้น โดยเน้นไปที่การช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กจากผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคาร และกฎหมายโรงแรม เนื่องจากคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 6/2562 เรื่อง มาตรการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการประกอบธุรกิจโรงแรมบางประเภท ซึ่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยการผ่อนผันไม่ให้บังคับใช้กฎหมายและให้เวลากับผู้ประกอบธุรกิจปรับปรุงโรงแรมเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจสูญเสียรายได้และไม่สามารถปรับปรุงอาคารได้ทันกับสถานการณ์ ซึ่งเมื่อคำสั่งดังกล่าวหมดอายุลงก็ทำให้เกิดปัญหา (นอกจากนี้ บางกรณีกฎหมายก็ยังไม่สอดคล้องกับการประกอบธุรกิจ เช่น กรณีของเรือนแพ บ้านต้นไม้ และรถบ้าน เป็นต้น ซึ่งไม่มีการกำหนดมาตรฐานมารองรับ) หรือในกรณีของกฎหมายผังเมืองที่หากจะแก้ไขก็ต้องรื้อกฎหมายผังเมืองทั้งประเทศมาพิจารณากัน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลเป็นจำนวนมากมาประกอบ ทั้งหมดนี้ จึงเป็นเหตุให้ในการแก้ไขปัญหารัฐบาลต้องดำเนินการบางประการโดยหากกฎหมายใหม่มาทดแทนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่หมดอายุลง โดยอาจจะตราขึ้นมาเป็นพระราชกำหนดฉบับใหม่ที่มีเนื้อหาคล้ายคลึงกันเพื่อเขามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

2. การแก้ไขปัญหาระยะยาวนั้นอาจจะต้องดำเนินการแก้ไขโดยการยกเครื่องกฎหมายโรงแรมขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยการนำผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด ในแง่ของการยกระดับกฎหมายโรงแรมกฎหมายใหม่ควรจะออกมาตรฐานให้สอดคล้องกับโรงแรมแต่ละประเภทโดยการตรากฎหมายลำดับรองในกฎหมายควบคุมอาคารมารองรับ โดยเฉพาะในกลุ่มของที่พักทางเลือก เช่น เรือนแพ บ้านต้นไม้ และรถบ้าน เป็นต้น เพื่อรักษาความหลากหลายของการท่องเที่ยว ในส่วนของกฎหมายผังเมืองก็ควรที่จะผ่อนคลายหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผังเมือง

สำหรับกฎหมายโรงแรมนั้นอีกสิ่งที่ควรให้ความสนใจก็คือ การขจัดเรื่องบริการต่างๆ ที่ล้าสมัยและไม่เป็นที่ต้องการของสังคมปัจจุบันอีกต่อไป การกำหนดบริการไว้ในกฎหมายนั้นเป็นเรื่องที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะเมื่อเวลาเปลี่ยนความต้องการของคนก็จะเปลี่ยนไปด้วยกฎหมายนั้นก็จะล้าสมัยไป สิ่งนี้ไม่เพียงเป็นภาระกับผู้ประกอบธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นภาระกับภาครัฐในการติดตามและตรวจสอบการปฏิบัติตามการบังคับใช้กฎหมายด้วย ซึ่งเรื่องของบริการนั้นควรเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบธุรกิจควรจะตัดสินใจเองบนต้นทุนและวิธีการทางธุรกิจเพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เป็นลูกค้า

นอกจากนี้ กฎหมายโรงแรมควรขยายขอบเขตของที่พักประเภทที่พักที่ไม่ใช่โรงแรมหรือโฮมสเตย์เพื่อให้รองรับนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น กฎหมายไม่ควรสร้างข้อจำกัดในเรื่องจำนวนห้องพักมาเกินไป โดยอาจจะเปิดให้มีการปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม การนำมาตรฐานของพื้นที่ๆ หนึ่งหรือจังหวัดๆ หนึ่ง มาเป็นมาตรฐานในการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจทั้งหมดนั้นอาจจะเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสม สิ่งนี้จะกลายมาเป็นข้อจำกัดในการต่อยอดทางธุรกิจของเอกชน

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การยอมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรื่องโรงแรม โดยกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้อยู่ใกล้ชิดกับปัญหา และดำเนินการส่งเสริมการประกอบธุรกิจผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว