ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบบกฎหมายจีน

ชื่อหนังสือ : ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบบกฎหมายจีน

ผู้เขียน : อาร์ม ตั้งนิรันดร

สำนักพิมพ์ : วิญญูชน

หนังสือ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบบกฎหมายจีน ของ อาร์ม ตั้งนิรันดร มิได้เป็นเพียงงานเขียนเชิงแนะนำ (introduction) ระบบกฎหมายจีนในเชิงโครงสร้างหรือสถาบัน หากแต่เป็นความพยายามอธิบายรากฐานทางปรัชญา ที่หล่อหลอมระบบกฎหมายจีนในแต่ละช่วงประวัติศาสตร์ ผู้เขียนเสนอว่าการทำความเข้าใจกฎหมายจีนไม่อาจแยกออกจากบริบททางความคิด วัฒนธรรม และอุดมการณ์ทางการเมืองที่ครอบงำสังคมจีนในแต่ละยุคสมัยได้ โดยได้แบ่งพัฒนาการของแนวคิดทางกฎหมายจีนออกเป็นสี่ยุคสำคัญ

ยุคแรก คือ กฎหมายจีนสมัยราชวงศ์ ซึ่งมีแก่นทางความคิดอยู่ที่ปรัชญาขงจื้อ กฎหมายในยุคนี้มิได้ตั้งอยู่บนแนวคิดเรื่อง “สิทธิของปัจเจกบุคคล” หากแต่ตั้งอยู่บนความสัมพันธ์เชิงศีลธรรมในสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับประชาชนถูกอธิบายในลักษณะของ “ครอบครัวฉบับขยาย” ซึ่งเน้นลำดับชั้น หน้าที่ และความกลมกลืนของส่วนรวม หน่วยพื้นฐานของสังคมจึงไม่ใช่ปัจเจกบุคคล หากแต่เป็นครอบครัวและชุมชน ผลที่ตามมาคือ กฎหมายจีนสมัยราชวงศ์มิได้ให้ความสำคัญกับสิทธิส่วนบุคคลในแบบที่พบในระบบกฎหมายตะวันตกที่มีรากฐานจากกฎหมายโรมัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ แนวคิดเรื่องกรรมสิทธิ์ ซึ่งในกฎหมายจีนมักถูกมองในมิติของการจัดเก็บภาษีและการบริหารรัฐ มากกว่าการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของทรัพย์ในฐานะปัจเจกบุคคลเช่นในกฎหมายโรมัน

ยุคที่สอง คือ ยุคปฏิรูปกฎหมายในปลายสมัยราชวงศ์ชิง ซึ่งจีนเริ่มเผชิญแรงกดดันจากโลกตะวันตกอย่างเข้มข้น รัฐจีนพยายามปฏิรูประบบกฎหมายโดยการส่งชนชั้นนำไปศึกษากฎหมายต่างประเทศ และนำแบบแผนกฎหมายตะวันตกเข้ามาปรับใช้ อย่างไรก็ดี การรับเอากฎหมายสมัยใหม่เหล่านี้มิได้หมายถึงการตัดขาดจากฐานความคิดดั้งเดิมโดยสิ้นเชิง แม้ต่อมาจีนจะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐ แนวคิดเชิงขงจื้อเกี่ยวกับลำดับชั้น ความสัมพันธ์ และบทบาทของรัฐก็ยังคงแฝงอยู่ในโครงสร้างความคิดทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

ยุคที่สาม คือ ยุคสังคมนิยมภายหลังการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบกฎหมายจีน กฎหมายที่พัฒนาขึ้นในยุคสาธารณรัฐถูกยกเลิกหรือถูกมองว่าเป็นกฎหมายของชนชั้นนายทุน ระบบกฎหมายแบบสังคมนิยมเข้ามาแทนที่ โดยยึดโยงกับอุดมการณ์มาร์กซิสต์–เลนินนิสต์ แนวคิดเรื่องกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลถูกลดทอนหรือยกเลิก ที่ดินและทรัพยากรถูกทำให้เป็นของส่วนรวมภายใต้ระบบคอมมูน กฎหมายในช่วงนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือของการต่อสู้ทางชนชั้นและการจัดระเบียบสังคมตามอุดมการณ์ มากกว่าการคุ้มครองสิทธิในเชิงปัจเจก

ยุคที่สี่ คือ กฎหมายจีนภายหลังการปฏิรูปและเปิดประเทศในสมัยเติ้งเสี่ยวผิง ซึ่งจีนเริ่มฟื้นฟูและพัฒนาระบบกฎหมายอย่างจริงจังเพื่อรองรับเศรษฐกิจตลาดและการเชื่อมต่อกับระบบเศรษฐกิจโลก กฎหมายในสาขาต่างๆ เช่น กฎหมายธุรกิจ กฎหมายสัญญา และกฎหมายการลงทุน ถูกนำกลับมาใช้และพัฒนาอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ดี ระบบกฎหมายจีนในยุคนี้ยังคงรักษากลิ่นอายของแนวคิดสังคมนิยมและบทบาทนำของพรรคคอมมิวนิสต์ไว้ กฎหมายจึงดำรงอยู่ในสภาวะผสมผสานระหว่างกลไกตลาดกับการควบคุมโดยรัฐ

กล่าวโดยสรุป หนังสือเล่มนี้มิได้ทำหน้าที่เพียงอธิบาย “ระบบกฎหมายจีนเป็นอย่างไร” หากแต่ชี้ให้เห็นว่า ระบบกฎหมายจีนเป็นผลผลิตของการสั่งสมทางปรัชญา อุดมการณ์ และประวัติศาสตร์การเมืองอย่างต่อเนื่อง การทำความเข้าใจกฎหมายจีนจึงต้องมองลึกไปถึงฐานความคิดที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่เพียงตัวบทกฎหมายหรือโครงสร้างสถาบันเพียงอย่างเดียว ซึ่งนับเป็นคุณูปการสำคัญของงานเขียนเล่มนี้ต่อการศึกษากฎหมายเปรียบเทียบและกฎหมายจีนในบริบทไทยกฎหมายจึงเป็นความสัมพันธ์แบบเน้นไปที่สังคมโดยรวม โดยมีหน่วยเล็กสุดของสังคมคือ ครอบครัว ตรงข้ามกับกฎหมายโรมันที่มีหน่วยเล็กสุดคือ บุคคล ทำให้บรรดากฎหมายของจีนสมัยราชวงศ์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับบุคคลเท่ากับกฎหมายที่มีฐานจากโรมัน เช่น เรื่องกรรมสิทธิ์กฎหมายจีนยุคราชวงศ์สนใจกรรมสิทธิ์เฉพาะในเชิงภาษี แต่กฎหมายโรมันสนใจกรรมสิทธิ์ในฐานะที่ัเชื่อมโยงกับสิทธิของปัจเจกบุคคล