ชื่อหนังสือ : ตัดวงจรรัฐประหาร (Circuit breaker Coup d’Etat)
ผู้เขียน : ธีรภัทร เสรีรังสรรค์
สำนักพิมพ์ : วิญญูชน
ตัดวงจรรัฐประหาร (Circuit breaker Coup d’Etat) โดยธีรภัทร เสรีรังสรรค์ เป็นงานที่มุ่งเสนอกรอบความคิดว่าด้วยการ “ตัดวงจรรัฐประหาร” ในฐานะกับดักเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งพัฒนาการทางการเมืองและสังคมของประเทศ หนังสือเล่มนี้ตั้งต้นจากสมมติฐานสำคัญว่า การรัฐประหารมิใช่เหตุการณ์เฉพาะหน้า หากแต่เป็นผลลัพธ์ของความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ฝังรากลึกอยู่ในระบบการเมือง โดยเฉพาะบทบาทของกองทัพในฐานะองค์กรที่ถูกให้ความหมายและความชอบธรรมอย่างสูงต่อการดำรงอยู่ของรัฐ
ในช่วงต้นของหนังสือ ผู้เขียนอธิบายกรอบปัญหาในลักษณะอารัมภบทของงานวิจัย โดยชี้ให้เห็นว่ากองทัพไม่ได้ทำหน้าที่เพียงการป้องกันประเทศหรือรักษาความสงบเรียบร้อยภายในเท่านั้น หากแต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการค้ำจุนอำนาจทางการเมืองของผู้ปกครองในหลายบริบท หนังสือได้แจกแจงรูปแบบการแทรกแซงการเมืองของทหารไว้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การใช้อิทธิพลกดดันนโยบายของรัฐบาล การข่มขู่จะใช้กำลัง การบีบให้เปลี่ยนตัวผู้นำทางการเมือง ไปจนถึงการยึดอำนาจโดยตรง พร้อมทั้งชี้ให้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแทรกแซงเหล่านี้ต่อเสถียรภาพทางการเมืองและการพัฒนาประชาธิปไตย
ในบทที่ 4 ผู้เขียนขยายการวิเคราะห์ไปยังประสบการณ์ของต่างประเทศที่เคยเผชิญหรือพยายามต่อต้านการรัฐประหาร โดยยกกรณีศึกษา เช่น สเปน ซึ่งบทบาทของอดีตกษัตริย์ฆวน คาร์ลอส ถูกอธิบายในฐานะตัวแสดงสำคัญในการยับยั้งการยึดอำนาจของทหาร รวมถึงกรณีของกรีซและประเทศอื่น ๆ เพื่อชี้ให้เห็นว่าการตัดวงจรรัฐประหารมิได้เกิดจากปัจจัยเดียว หากแต่ต้องอาศัยกลไกทางการเมือง สถาบัน และความชอบธรรมทางสังคมที่ทำงานประสานกัน
บทที่ 5 ถือเป็นแกนหลักของหนังสือในเชิงข้อเสนอ โดยผู้เขียนหันกลับมาวิเคราะห์บริบทของประเทศไทยผ่านกรอบทฤษฎีระบบการเมือง อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่เอื้อต่อการเกิดรัฐประหาร พร้อมทั้งพยายามระบุตัวแปรหรือ “ฉนวน” ที่อาจทำหน้าที่ป้องกันการยึดอำนาจในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นกลไกทางรัฐธรรมนูญ สถาบันทางการเมือง หรือแรงกดดันจากบริบทระหว่างประเทศ แนวคิดเรื่องการตัดวงจรรัฐประหารจึงถูกเสนอในลักษณะของการปรับโครงสร้างทั้งระบบ มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
อย่างไรก็ดี ในมุมมองส่วนตัว หนังสือเล่มนี้มีข้อจำกัดด้านการเรียบเรียง เนื้อหาถูกนำเสนอในลักษณะใกล้เคียงงานวิจัยทางวิชาการ ทำให้การอ่านค่อนข้างยากสำหรับผู้อ่านทั่วไป โครงสร้างการอธิบายที่เดินตามลำดับวิธีวิจัยส่งผลให้เนื้อหาบางช่วงขาดความลื่นไหล เกิดความสะดุด และมีรายละเอียดบางส่วนที่อาจไม่จำเป็นต่อการสื่อสารแก่นความคิดหลัก หากมีการปรับภาษาและการจัดลำดับเนื้อหาให้กระชับมากขึ้น หนังสือเล่มนี้น่าจะเข้าถึงผู้อ่านในวงกว้างได้ดีกว่านี้
โดยสรุป ตัดวงจรรัฐประหาร เป็นงานที่มีคุณค่าในเชิงแนวคิดและการตั้งคำถามต่อบทบาทของกองทัพในระบบการเมืองไทย แต่ขณะเดียวกันก็สะท้อนข้อจำกัดของงานเขียนที่ยังยึดรูปแบบงานวิชาการอย่างเข้มข้น เหมาะสำหรับผู้อ่านที่สนใจประเด็นการเมืองเชิงโครงสร้างและสามารถอ่านงานเชิงทฤษฎีได้ค่อนข้างดี มากกว่าจะเป็นหนังสือการเมืองสำหรับการอ่านแบบเบา ๆ หรือเพื่อการสื่อสารกับสาธารณะในวงกว้าง
