ชนกลุ่มใดออกกฎหมาย ชนกลุ่มนั้นออกกฎหมายเรื่องใด: ความเปลี่ยนแปลงในกระบวนการนิติบัญญัติไทย ก่อนและหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 บนเว็บไซต์ the101.world

กฎหมายเป็นส่วนหนึ่งของสังคม โดยเป็นเครื่องมือในการปกครองมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันในสังคม อย่างไรก็ดี กฎหมายยังสะท้อนความคิดและความสนใจของคนในสังคม ณ ช่วงเวลาหนึ่งด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกฎหมายเกิดจากกระบวนการนิติบัญญัติ ซึ่งทำให้กฎหมายสามารถพัฒนาขึ้นมาโดยแยกต่างหาจากบรรทัดฐานทางสังคมอื่นๆ กล่าวคือกฎหมายอาจไม่ต้องพัฒนาหรือสอดคล้องจากศีลธรรมในสังคม หรือเกิดจากมูลคดีที่พิพาทกัน แบบกฎหมายตราสามดวงที่กฎหมายบางส่วนที่พัฒนามาจากมูลคดีพิพาทที่ตัดสินมาก่อน

การออกกฎหมายภายใต้กระบวนการนิติบัญญัติ จึงมีลักษณะเป็นการออกกฎหมายมาเพื่อรองรับเหตุผลของรัฐ (rasion d’etat) หรือความจำเป็นที่รัฐเข้ามาจัดระเบียบความสัมพันธ์ของมนุษย์ในสังคม เหตุผลต่างๆ ที่อยู่ในกฎหมายจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเป็นเหตุผลในเชิงเทคนิค (technical reason) ในด้านหนึ่ง บรรดากฎหมายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าในแต่ละช่วงเวลา ความคิดและความสนใจของคนในสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

กระบวนการนิติบัญญัติในฐานะเครื่องมือการปกครองแบบใหม่

ในสังคมโบราณ กฎหมายไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์กลุ่มใดจะสร้างขึ้นได้ตามอำเภอใจ หากแต่ต้องอ้างอิงกับความศักดิ์สิทธิ์หรือจารีตที่สังคมยอมรับร่วมกัน กฎหมายประเภทนี้สะท้อนการเป็นกฎหมายชาวบ้าน (volksrecht) ที่ก่อตัวขึ้นจากความเชื่อ ศีลธรรม และวิถีชีวิตของผู้คนในสังคม ทว่าต่อมาเมื่อสังคมซับซ้อนขึ้น กฎหมายไม่อาจพึ่งพาจารีตเพียงอย่างเดียว หากต้องถูกตีความและปรับปรุงโดยชนชั้นนักกฎหมาย ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่ากฎหมายนักกฎหมาย (juristenrecht) ซึ่งอาศัยตรรกะและวิธีการเชิงวิชาชีพเข้ามาจัดระบบกฎเกณฑ์ให้ใช้งานได้จริงในสังคมที่ขยายตัว1

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจากการกำเนิดของรัฐสมัยใหม่ที่มาพร้อมกับกระบวนการนิติบัญญัติ โดยการออกกฎหมายเป็นไปเพื่อตอบสนองต่อเหตุผลของรัฐ กฎหมายจึงไม่ใช่เรื่องของการพัฒนาศีลธรรมหรือพัฒนาจารีตประเพณีต่างๆ ขึ้นมาอีกต่อไป แต่สามารถสร้างขึ้นเพื่อสนองความจำเป็นในการจัดระเบียบทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมได้โดยตรง กฎหมายจึงกลายเป็นกลไกเชิงเทคนิค (technical law) ในการบริหารอำนาจ2

อย่างไรก็ดี แม้ว่ากฎหมายที่เกิดขึ้นจากกระบวนการนิติบัญญัตินั้นอาจไม่ได้อ้างอิงเหตุผลทางศีลธรรม กรอบจารีต หรือศาสนา แต่ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายต่างๆ นั้นจะมีความเป็นกลาง ในทางตรงข้ามกฎหมายเทคนิคเหล่านี้กลับสะท้อนให้เห็นว่าผู้ที่มีอำนาจทางการเมืองในเวลานั้นเป็นผู้เลือกกำหนดผลประโยชน์ผ่านทางกฎหมาย ให้สอดคล้องกับความต้องการทางการเมืองในช่วงเวลาเวลานั้น

หากพิจารณาตามแนวคิดของคาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) จะเห็นได้ว่ากฎหมายมิใช่กฎเกณฑ์ที่มีความเป็นกลาง หากแต่เป็นเครื่องมือที่สะท้อนและค้ำจุนผลประโยชน์ของชนชั้นที่ครองอำนาจทางเศรษฐกิจ และทำให้ชนชั้นใต้ปกครองให้ความร่วมมือหรือยอมรับการครอบงำของตน3 กฎหมายในฐานะโครงสร้างส่วนบน (superstructure) ทำหน้าที่ผลิตซ้ำความสัมพันธ์ทางอำนาจที่อยู่ในโครงสร้างส่วนล่าง (base) และรักษาระเบียบของสังคมในแบบที่ชนชั้นนำต้องการ4 เมื่อพิจารณากฎหมายเทคนิคของรัฐสมัยใหม่ในกรอบนี้ เหตุผลของรัฐจึงมิใช่เพียงเหตุผลเชิงเทคนิคเท่านั้น หากแต่เป็นการเมืองในรูปแบบใหม่ที่แปรสภาพเป็นบทบัญญัติกฎหมาย  ดังนั้น การวิเคราะห์กฎหมายจึงไม่อาจแยกออกจากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคม

การเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ทางอำนาจในกระบวนการนิติบัญญัติ

ก่อนมีกระบวนการนิติบัญญัติสมัยใหม่อย่างที่เห็นในทุกวันนี้ กระบวนการสร้างกฎหมายได้ผ่านความเปลี่ยนแปลงสำคัญหลายประการ และหากพิจารณาให้ลึกลงไปจะพบว่า รากเหง้าของกระบวนการดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 หากเกิดจากการที่สยามถูกดึงเข้าสู่ระบบทุนนิยมโลกตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งส่งผลต่อความคิดทางด้านปรัชญาทางกฎหมายของไทย

ก่อนเข้าสู่ระบบทุนนิยมผ่านสนธิสัญญาเบาว์ริงในปี 2398 ปรัชญาทางกฎหมายของไทยยังคงยึดถือตามแนวคิดทางปรัชญากฎหมายดั้งเดิมที่รับมาจากวัฒนธรรมของอยุธยา กล่าวคือกฎหมายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งในแง่ของแหล่งที่มาของกฎหมาย ซึ่งมักอธิบายว่ากฎหมายตราสามดวงที่ใช้ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้นมีส่วนที่เรียกว่าพระธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นคำสอนศักดิ์สิทธิ์ที่พระพรหมเป็นผู้ถ่ายทอดหลักธรรมนี้ให้แก่มนู เพื่อให้นำมาถ่ายทอดให้กับมนุษย์คนอื่นๆ อีกทีหนึ่ง5 หรือในแง่ของพิธีกรรม สถานะของกฎหมายตราสามดวงในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้นแทบจะไม่ต่างกับคัมภีร์ทางศาสนาแบบพระไตรปิฎก จากบันทึกของ ฌ็อง-บาติสต์ ปาลกัว (Jean-Baptiste Pallegoix) หรือสังฆราชปัลเลอกัวซ์ ได้บันทึกว่าพระมหากษัตริย์ ผู้พิพากษา และเจ้าเมืองต่างๆ ต้องมีกฎหมายตราสามดวงเก็บเอาไว้6 รวมถึงในกรณีที่มีการออกพิจารณาพิพากษาคดีใดๆ จะต้องมีการอัญเชิญกฎหมายตราสามดวงมาในที่พิจารณาคดี7

อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติกฎหมายตราสามดวงนั้นไม่ได้มีความสำคัญมากขนาดนั้น ดังเช่นที่สังฆราชปัลเลอกัวซ์ ได้บันทึกข้อสังเกตว่า ในทางปฏิบัติกฎหมายระบุว่าการพิจารณาคดีทุกครั้งต้องเสร็จสิ้นภายในสามวัน แต่ผู้พิพากษากลับกำหนดให้มีระยะเวลาสองถึงสามปี ซึ่งในทัศนะของสังฆราชปัลเลอกัวซ์เห็นว่าสถานะของกฎหมายตราสามดวงนั้นไม่ได้มีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะพระธรรมศาสตร์ไม่ได้มีบทบาทในสังคมไทยในฐานะกฎหมาย8 แต่ถูกอ้างอิงในฐานะหลักธรรมที่กษัตริย์ต้องธำรงไว้9 สถานะของกฎหมายตราสามดวงจึงไม่ได้แตกต่างจากเครื่องราชูปโภคของพระมหากษัตริย์ เพื่อแสดงไว้ซึ่งความมีธรรมะในการปกครองอย่างยุติธรรม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของความเป็นกษัตริย์แบบธรรมราชา10

ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายดังกล่าวทำให้เชื่อว่าพระมหากษัตริย์ไม่ได้มีอำนาจนิติบัญญัติโดยแท้ พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชภาระในการดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน โดยอาศัยบทกฎหมายที่ปรากฏในกฎหมายตราสามดวงเป็นสำคัญ หากมีความจำเป็นต้องมีการออกกฎหมายใหม่หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่มีอยู่เดิม ต้องคำนึงถึงหลักที่มีอยู่ในพระธรรมศาสตร์11 ทว่า ข้อสังเกตในลักษณะดังกล่าวอาจจะไม่ถูกต้องเท่าใดนัก เพราะหากพิจารณาปรัชญาทางกฎหมายไทยที่เชื่อมโยงกับคติความเชื่อเทวราชาแล้ว พระมหากษัตริย์มีอำนาจโดยสมบูรณ์ที่จะตรากฎหมายที่เรียกว่าพระราชศาสตร์หรือราชนิติคดี (พระราชกำหนดบทพระอัยการและพระราชบัญญัติ) ซึ่งประชาชนไม่มีสิทธิตั้งคำถามกับกฎหมายเหล่านี้ เพราะจะถูกลงโทษด้วยพระไอยการอาชญาหลวงได้12

เมื่อสยามเปลี่ยนเผชิญกับระบบทุนนิยมตะวันตกผ่านทางสนธิสัญญาเบาว์ริงในปี 2398 สถานการณ์ดังกล่าวเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของสยามอย่างมีนัยสำคัญ แม้สยามจะเข้าสู่การค้าต่างประเทศมาเป็นระยะเวลาเนิ่นนานและผลักดันให้รัตนโกสินทร์ตอนต้นมีการขยายตัวของเศรษฐกิจแบบส่งออก รวมถึงผลักดันให้เกิดการผลิตเพื่อตลาด13 แต่สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่ทำให้สยามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยม จนกระทั่งเมื่อสนธิสัญญาเบาว์ริงมีผลบังคับใช้ ซึ่งทำให้เกิดการยกเลิกการผูกขาดสินค้าโดยพระคลังสินค้า การส่งเสริมวิถีการผลิตเพื่อตลาด และการเปลี่ยนมาใช้ระบบเศรษฐกิจแบบเงินตรา อันนำไปสู่ระบบทุนนิยม14

ข้อสำคัญที่แตกต่างจากการต่างประเทศที่ผ่านมา คือในการเจรจาสนธิสัญญาเบาว์ริงนั้น เงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งคือการเสียสิทธิในการบังคับใช้กฎหมายและศาลไทย อันเนื่องมาจากในทัศนะของเซอร์จอห์น เบาว์ริง (Sir John Bowring) ได้ให้ความเห็นว่า 

“ข้าพเจ้าไม่ยินยอมจะให้คนในบังคับของอังกฤษต้องถูกฟ้องในศาลที่ตัดสินความโดยใช้กฎหมายอันมีลักษณะที่ข้าพเจ้าไม่มีความรู้พอ…15

พร้อมกันกับการเสียสิทธิในการบังคับใช้กฎหมายและศาลไทย สังคมไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงทางความคิดอย่างมีนัยสำคัญ ชนชั้นนำสยามได้เปลี่ยนแปลงวิธีคิดและโลกทัศน์เสียใหม่ โดยสละโลกทัศน์แบบจักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิที่มองชีวิตมนุษย์ถูกกำหนดจากกรรมเก่าในชาติก่อน และมีความสามารถในการกำหนดแบบแผนชีวิตของตัวเองได้ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ชนชั้นนำได้มีประสบการณ์ใหม่จากสภาพความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจากการค้าต่างประเทศที่เกิดมากขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวมีผลต่อความเชื่อเกี่ยวกับรัฐและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ด้วย เพราะเมื่อมนุษย์ตระหนักว่าชีวิตไม่ได้ถูกกำหนดจากกรรมเก่า ย่อมส่งผลให้สิทธิธรรมของพระมหากษัตริย์ไม่ได้เกิดจากการบำเพ็ญบารมีหรือกรรมเก่าที่ดำเนินมาอย่างข้ามภพชาติ แนวคิดเรื่องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์จึงไม่ได้จำเป็นต้องยึดโยงอยู่กับความศักดิ์สิทธิ์ แต่มีพื้นฐานบนความเป็นมนุษย์และเหตุผลทางวิทยาศาสตร์16

ด้วยเหตุนี้ ความชอบธรรมของกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้น จึงไม่ได้อ้างอิงจากความศักดิ์สิทธิ์ของคัมภีร์พระธรรมศาสตร์อีกต่อไป แต่เป็นผลมาจากการอ้างความชอบธรรมที่อยู่บนพื้นฐานของเหตุผล อำนาจขององค์อธิปัตย์ซึ่งเป็นมนุษย์ และกฎหมายจึงไม่ต้องสอดคล้องกับธรรมะหรือศีลธรรมทางศาสนา17 ในขณะเดียวกัน ระบบกฎหมายจึงไม่ต้องตอบสนองต่อศีลธรรม แต่มุ่งตอบสนองต่อชีวิตทางโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตอบสนองต่อระบบทุนนิยมที่กำลังขยายตัวออกไป แนวคิดดังกล่าวนี้ได้กลายเป็นรากฐานของกระบวนการนิติบัญญัติในเวลาต่อมา

จากพระบรมราชโองการสู่กฎหมายโดยสภา เส้นทางนิติบัญญัติไทยจากปี 2402 ถึงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

เมื่อโลกทัศน์ทางอำนาจในกระบวนการนิติบัญญัติ สิ่งที่ตามมาอันเป็นผลผลิตคือกฎหมาย ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ กฎหมายตราสามดวงที่ใช้มาในอดีตไม่สามารถใช้ให้สอดคล้องกับระบบการค้าแบบทุนนิยมที่เติบโตขึ้นได้ ทำให้ชนชั้นนำสยามละเว้นที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่ล่วงสมัย และตรากฎหมายขึ้นมาต่อเติมหรือใช้แทนกฎหมายเดิม18 โดยราวปี 240219 ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการออกพระราชบัญญัติพระสงฆ์สามเณรแลศิษย์วัดขึ้นมา20 กฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญและสะท้อนเส้นทางของกระบวนการนิติบัญญัติไทยอยู่สองประการ คือ

ประการแรก กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มีอ้างอิงพระบาลีในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์เหมือนอย่างพระราชบัญญัติใหม่ที่มีการออกมาก่อนหน้านี้ ซึ่งทำให้กฎหมายมีลักษณะเป็นการวินิจฉัยและตีความแต่งเติมกฎหมายเหมือนในอดีต แต่บทบัญญัติของกฎหมายมีลักษณะเป็นการกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อห้ามและควบคุมการกระทำของปัจเจกบุคคลโดยไม่ได้มีที่มาจากมูลคดี21 และ

ประการที่สอง กฎหมายฉบับนี้มีการกำหนดกฎเกณฑ์แบบแผนความประพฤติของปัจเจกบุคคล รวมถึงมีการกำหนดกฎเกณฑ์ออกเป็นข้อๆ ซึ่งเป็นรูปแบบของกฎหมายสมัยใหม่ ซึ่งในเวลาต่อมารูปแบบของการประกาศใช้พระราชบัญญัติในลักษณะต่อไป ทั้งในรัชกาลนี้ รัชกาลต่อไป จนถึงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจะมีรูปแบบในลักษณะเช่นนี้ อาทิ พระราชบัญญัติกฎหมายท้องน้ำ บุกรุก ห้ามยิงปืน แลการเที่ยวอาละวาดของพวกกลาสี22

ภายหลังจากการประกาศใช้กฎหมายในปี 2402 กระบวนการนิติบัญญัติเริ่มค่อยๆ ก่อเป็นรูปร่างอย่างเป็นกิจจะลักษณะมากขึ้นดังจะเห็นได้จากภาพข้างท้ายนี้ จำนวนกฎหมายที่มีการตราขึ้นจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น และหลังปี 2475 จำนวนกฎหมายก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความเปลี่ยนแปลงในเชิงสังคมและเศรษฐกิจ


ภาพที่ 1 จำนวนกฎหมายที่มีการประกาศใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2402 – 2500
หมายเหตุ: จำนวนกฎหมายนี้ นับเฉพาะกฎหมายระดับพระราชบัญญัติขึ้นไป
ที่มา: E-Public Law Project (2568a)

ช่วงเริ่มต้นของการออกกฎหมายสมัยใหม่ (2402-2475)

ในช่วงเริ่มต้นของการออกกฎหมายสมัยใหม่ อำนาจนิติบัญญัติเป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ แม้ว่าจะไม่มีกฎหมายระบุเรื่องอำนาจในการออกกฎหมายเหมือนดังเช่นรัฐธรรมนูญแบบในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี เมื่อโลกทัศน์เดิมเกี่ยวกับกฎหมายในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้เสื่อมความสามารถในการอธิบายสังคม ชนชั้นนำสยามสามารถหยิบฉวยเอาสถานะของพระมหากษัตริย์จากผู้ตีความกฎหมายและใช้ราชนิติคดีในการตราพระราชกำหนดกฎหมายออกมาเพื่อขยายความมูลคดี มาสู่การเป็นผู้กำหนดทิศทางของระบบกฎหมายสมัยใหม่23

ลักษณะดังกล่าวจะปรากฏชัดเจนมากขึ้นในปี 2411 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสองครั้ง เพื่อแสดงความเป็นพระเจ้าแผ่นดินโดยสมบูรณ์ และพ้นจากอำนาจของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)24 พระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เพิ่มขึ้นพร้อมกับกระบวนการสถาปนารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ทรงสร้างขึ้น ในขณะเดียวกัน ทรงแสดงให้เห็นว่าพระองค์คือผู้ทรงอำนาจสูงสุดในรัฐ ดังปรากฏตามความในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวความว่า

“พระบรมราชานุภาพของพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามนี้ ไม่ได้มีปรากฏในกฎหมายอันหนึ่งอันใด ด้วยเหตุถือว่าเป็นที่ล้นที่พ้น ไม่มีข้อสิ่งอันใดหรือผู้ใดจะเป็นผู้บังคับขัดขวางได้ แต่เมื่อตามความที่เป็นจริงแล้ว พระเจ้าแผ่นดินจะทรงประพฤติการอันใดก็ต้องเป็นไปตามทางที่สมควรและที่เป็นยุติธรรม…25

พระราชดำรัสดังกล่าวข้างต้นสะท้อนให้เห็นหลักการอันเป็นนิติราชประเพณีไทยในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างเด่นชัดว่า อำนาจทั้งมวลอันประกอบกันขึ้นเป็นอำนาจของรัฐสยามในเวลานั้นเป็นพระบรมเดชานุภาพขององค์พระมหากษัตริย์แต่เพียงพระองค์เดียว26 คำอธิบายในลักษณะนี้สอดคล้องกับที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงใช้ในการอบรมสั่งสอนนักกฎหมาย ซึ่งเป็นอาชีพที่ไม่ได้มีปรากฏอย่างเป็นกิจจะลักษณะในช่วงก่อน โดยทรงอธิบายว่า

“กฎหมายนั้นคือ คำสั่งทั้งหลายของผู้ปกครองว่าการแผ่นดิน ต่อราษฎรทั้งหลายเมื่อไม่ทำตามแล้ว ตามธรรมดาต้องโทษ…แต่คำสั่งบางอย่าง ของผู้ปกครองแผ่นดินนั้นถึงราษฎรไม่ประพฤติตามก็ไม่มีโทษ เช่นกำหนดตำแหน่งยศ กำหนดไว้ทุกข์ ฤๅเช่นประกาศให้ใช้คำกับแก่แต่ต่อ ก็ไม่เรียกว่ากฎหมาย แลคำสั่งของผู้ปกครองแผ่นดินต่อบุคคลคนเดียวไม่ทั่วไป ก็ไม่เรียกว่ากฎหมาย เพราะตามคำอธิบายนั้นได้กล่าวแล้วว่าเปนคำสั่งต่อราษฎรทั้งหลาย…ในสมัยนี้คำสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อราษฎรทั้งหลาย ถึงแม้จะไม่ได้กำหนดโทษลงไว้ก็ดี มีกฎหมายในลักษณอาญาหลวงอยู่บทหนึ่ง ซึ่งจะลงโทษผู้ที่ไม่กระทำตาม แลซึ่งจะทำให้เรียกว่ากฎหมายทั้งสิ้น ในกฎหมายบทนั้นเปนบทที่กำหนดโทษการอย่างกว้าง27

คำอธิบายความหมายของกฎหมายในลักษณะดังกล่าวสอดคล้องไปกับพระราชดำรัสข้างต้นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงแสดงให้เห็นพระราชสถานะในฐานะองค์อธิปัตย์ และผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจนิติบัญญัติสูงสุด  

อย่างไรก็ดี ในเชิงแนวคิดนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีแนวคิดที่จะสร้างองค์กรที่มีลักษณะเป็นสถาบันเพื่อรองรับการใช้อำนาจนิติบัญญัติ ทำให้ได้ทรงจัดตั้งสภาที่ปรึกษาราชการ หรือที่เรียกว่าเคาน์ซิลออฟสเตต (Council of State)28 เพื่อช่วยในการบริหารราชการแผ่นดินในปี 241729 แม้ในช่วงระยะแรกบทบาทของสภาดังกล่าวนั้นจะไม่ได้มากนัก โดยมีเป้าหมายเพื่อให้คำแนะนำและคำปรึกษากับพระมหากษัตริย์ และในท้ายที่สุดก็เกิดเหตุขัดข้องและทำให้ไม่ได้มีการนัดประชุมแล้วทำให้บทบาทของสภาดังกล่าวเงียบหายไป30

จนกระทั่งบทบาทของสภาดังกล่าวเริ่มกลับมาชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากตามคำแนะนำที่กุสตัฟว์ รอแล็ง-ฌักแม็งส์ (Gustave Rolin-Jacquemyns) ที่ปรึกษาราชการชาวเบลเยียมก็ได้ถวายความเห็นให้ตั้งที่ประชุมพิจารณากฎหมายขึ้นมา31 ซึ่งทำให้มีการรื้อฟื้นเคาน์ซิลออฟสเตตขึ้นมาและเปลี่ยนชื่อเป็นรัฐมนตรีสภา32 โดยหากพิจารณาพระราชประสงค์แล้ว รัฐมนตรีสภาน่าจะมีวัตถุประสงค์ขึ้นมาเพื่อให้ทำหน้าที่ช่วยในงานด้านนิติบัญญัติ ตามพระราชดำรัสเปิดการประชุมรัฐมนตรีสภา เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2437 ได้แสดงพระราชประสงค์ให้สภานี้มีบทบาทในการช่วยงานด้านนิติบัญญัติ ดังปรากฏความว่า

“…ในส่วนราชกิจที่จะกระทำให้สำเร็จตามกฎหมาย (บริหาร) นี้ก็ดี ฤๅในส่วนราชกิจที่จะพิจารณาคดีความนี้ก็ดี (ตุลาการ) เราก็มีเสนาบดีข้าหลวงผู้ว่าราชการเมือง และข้าราชการทั้งหลายฝ่ายธุระการอยู่ส่วนหนึ่ง กับเราก็มีผู้พิพากษาตระลาการ แลข้าราชการทั้งหลายฝ่ายตระลาการอยู่อีกส่วนหนึ่ง เป็นผู้ซึ่งทั้งหมดด้วยกันอันจำเป็นต้องกระทำการแทนตัวเรา แลเป็นผู้รับผิดแลชอบต่อเราด้วย แต่ส่วนราชกิจที่จะคิดทำกฎหมาย (นีติบัญญัติ) นั้น ตั้งแต่เวลาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน หยุดไม่ได้กระทำการมาแล้ว ก็ไม่ได้มีพนักงานจัดไว้เป็นกรมสำหรับช่วยกันทำการส่วนนี้ การอันจะช่วยกันทำส่วนนี้นั้นแลที่เรามุ่งหมายท่านทั้งหลายอยู่ (คือสมาชิกแห่งรัฐมนตรีสภา)…33

ทว่านับตั้งแต่ปี 2441 เป็นต้นมา การประชุมรัฐมนตรีสภาก็เริ่มขาดไป และท้ายที่สุดบทบาทในการประชุมพิจารณากฎหมายก็ถูกโอนไปให้เป็นหน้าที่ของเสนาบดีสภา34 ซึ่งก็ไม่ได้มีบทบาทหรือการประชุมต่อเนื่องเช่นกัน35 เมื่อสิ้นสุดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงแต่งตั้งสมาชิกของรัฐมนตรีสภากลับมาเพื่อทำหน้าที่ในการช่วยตรากฎหมาย36

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (2475–2500)

ภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 อำนาจอธิปไตยได้เปลี่ยนผ่านจากพระมหากษัตริย์มาเป็นของปวงชนชาวไทย37 ส่งผลให้อำนาจนิติบัญญัติก็เปลี่ยนผ่านจากพระมหากษัตริย์มาสู่สถาบันทางการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ภายใต้ระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตย นั่นคือสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตามพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 กำหนดให้มีอำนาจในการออกพระราชบัญญัติทั้งหลาย38

เมื่อพิจารณาคำอธิบายของพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ซึ่งเผยแพร่ในหนังสือนิติสาส์น แผนกสามัญ ปีที่ 5 เล่ม 5 ประจำเดือนสิงหาคม 247539 อธิบายว่า

“…อำนาจนีติบัญญัติอันเป็นอำนาจสูงสุดของประเทศอันหนึ่งนั้น ให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจนี้ และบทบัญญัติซึ่งออกโดยอำนาจนีติบัญญัตินี้ เรียกว่าพระราชบัญญัติ ตรงกับคำว่า Loi ในภาษาฝรั่งเศส และ Act ในภาษาอังกฤษ พระราชบัญญัติจะเป็นอันใช้บังคับได้ต่อเมื่อกษัตริย์ได้ประกาศให้ใช้แล้ว…40

ลักษณะของบทบัญญัติดังกล่าวได้กลายมาเป็นรากฐานถึงในปัจจุบันว่า สภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภา (ตามแต่ช่วงเวลา) มีอำนาจในทางนิติบัญญัติ โดยการตรากฎหมายเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งได้กลายมาเป็นแบบแผนให้กับบทบาทของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับต่อๆ มา อาทิ ในมาตรา 36 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 หรือมาตรา 81 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ในส่วนของอำนาจในการตราพระราชกำหนดนั้นตามรัฐธรรมนูญสองฉบับแรกคือ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 247541 ยังไม่ได้มีการให้อำนาจแก่คณะรัฐมนตรีในการตราพระราชกำหนด เนื่องจากพระราชกำหนดในอดีต หมายถึง บทบัญญัติที่เกี่ยวแก่บุคคลหรือข้าราชการบางจำพวกเป็นการเฉพาะ อาทิ พระราชกำหนดเกี่ยวกับเครื่องแต่งกาย แม้ในบางครั้งจะมีการใช้ในสถานะเดียวกันกับพระราชบัญญัติ อาทิ พระราชกำหนดอาชญาการกระทำผิดสัญญา ร.ศ. 11742

แบบพิธีนั้นไม่สำคัญเท่าเนื้อหา ส่องดูเนื้อหากฎหมายไทยก่อนและหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ในบทความนี้ เรากำหนดช่วงเวลาในการออกกฎหมายออกเป็นสองช่วง โดยใช้เกณฑ์ปี 2475 ซึ่งเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นเส้นแบ่ง และกำหนดช่วงเวลาที่เราจะพิจารณาเป็นระยะเวลาตั้งแต่ปี 2402 ซึ่งเป็นเป็นจุดตัดระหว่างโลกทัศน์ทางด้านกฎหมายแล้ว จนถึงปี 2500 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กลุ่มคณะราษฎรจะหมดอำนาจในทางการเมืองอย่างถาวรมาเป็นช่วงพิจารณา พบว่าตลอดช่วงเวลาดังกล่าวประเทศไทยมีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติประกาศใช้มาแล้วทั้งสิ้น 2,218 ฉบับ (กฎหมายตั้งแต่พระราชบัญญัติขึ้นไป ซึ่งรวมถึงรัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมาย พระราชกำหนด และประกาศพระบรมราชโองการที่มีสถานะเทียบได้กับกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ) โดยพบว่าในจำนวนดังกล่าวสามารถจำแนกตามเรื่องได้เป็นเรื่องต่างๆ ดังปรากฏตามตารางข้างท้ายนี้

ตารางที่ 1: จำแนกกฎหมายตามเรื่องที่มีการประกาศใช้

หัวข้อจำนวน
ภาษีอากรและค่าธรรมเนียม272
เวนคืนและโอนทรัพย์สินเป็นของรัฐ233
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน136
ควบคุมการประกอบอาชีพ134
ศาลและกระบวนการยุติธรรม102
งบประมาณ94
เครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญตรา68
ข้าราชการทหารและกองทัพ67
ขนส่งและคมนาคม64
เครื่องแบบและชุดครุย62
การกระทำความผิดอาญา56
ยกเลิกกฎหมาย53
ข้าราชการพลเรือน52
การเงิน49
การรักษาความสงบเรียบร้อยและสงคราม47
แพ่งและพาณิชย์42
การคลัง41
การอนุมัติกฎหมาย35
สาธารณสุข34
การจำหน่ายสาธารณสมบัติของแผ่นดิน33
การศึกษา28
ศาสนา26
ที่ดินและทรัพย์สิน25
มหาวิทยาลัย22
กษัตริย์21
การเลือกตั้งและพรรคการเมือง21
ควบคุมอาคาร21
การกระจายอำนาจ18
คนต่างด้าว18
วิชาชีพ17
ทะเบียนราษฎรและบัตรประชาชน17
ไปรษณีย์ โทรเลข และโทรคมนาคม17
รัฐสภาและสมาชิกรัฐสภา15
ชลประทาน14
สัตว์13
ข้าราชการตุลาการ13
ทรัพยากรธรรมชาติ13
การคมนาคม12
ธง เครื่องหมายของราชการ และบัตรประจำตัว11
การเมือง11
รัฐวิสาหกิจ11
สัญชาติ11
โบราณสถาน และวัฒนธรรม11
นิรโทษกรรม10
อาวุธ10
ศักดินา10
แรงงาน9
การอนุวัติการตามสนธิสัญญาและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ8
ตำรวจ7
พลังงาน6
การจัดตั้งหน่วยงานของรัฐ6
ทรัพย์สินทางปัญญา6
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี5
ธนาคารและสถาบันการเงิน5
ทาส5
การจัดตั้งจังหวัด4
เกษตรกรรม3
ธุรกิจและพาณิชยกรรม3
ธนาคารและสถาบันการเงิน 3
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 3
ประมวลกฎหมาย3
สมาคมและมูลนิธิ2
ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย2
ผังเมือง2
สังคมสงเคราะห์2
การตราและเสนอกฎหมาย1
ระเบียบข้าราชการพลเรือน1
คุ้มครองผู้บริโภค1
การส่งเสริมการประกอบธุรกิจ1
ล้างมลทิน1
การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย1
ข้าราชการตุลาการ 1
ข้าราชการทหารและกองทัพ 1
เด็ก เยาวชน และครอบครัว1
เวลา1
อื่นๆ34
หมายเหตุ ประเภทอื่นๆ คือไม่สามารถจำแนกกลุ่มได้อย่างชัดเจน
ที่มา: E-Public Law Project (2568a)

อย่างไรก็ดี หากจำแนกลงไปพิจารณาว่าในแต่ละช่วงเวลานั้น ชนชั้นนำของสังคมไทยให้ความสนใจกับกฎหมายในเรื่องใดมากกว่า อาจพอสะท้อนให้เห็นภาพว่ากลุ่มชนชั้นที่เข้ามามีบทบาทในทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลาได้ให้ความสนใจในเรื่องใด โดยข้อมูลใช้อธิบายในส่วนนี้อ้างอิงจาก Law Index Dashboard ซึ่งจัดทำขึ้นโดยรวบรวมข้อมูลการประกาศใช้กฎหมายระดับพระราชบัญญัติย้อนหลังไปจนถึงปี 240243

ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง (2402-2474)

ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ชนชั้นนำสยามเริ่มใช้การนิติบัญญัติเป็นเครื่องมือในทางการปกครองมากขึ้น โดยมีการออกกฎหมายมาใช้ในเรื่องต่างๆ  อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2402 – 2474 จะพบว่าจำนวนกฎหมายที่มีการออกทั้งหมดนั้นมีจำนวนโดยประมาณ 527 ฉบับ โดยแบ่งจำแนกเป็นห้าเรื่องที่มีการออกกฎหมายมารองรับมากที่สุด ได้แก่ ภาษีอากรและค่าธรรมเนียม จำนวน 78 ฉบับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญตรา จำนวน 41 ฉบับ ศาลและกระบวนการยุติธรรม จำนวน 40 ฉบับ เครื่องแบบข้าราชการและชุดครุย จำนวน 33 ฉบับ ระเบียบบริหาราชการแผ่นดิน จำนวน 29 ฉบับ ดังปรากฏตามภาพที่สาม

ภาพที่ 2 จำนวนกฎหมายที่มีการประกาศใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2402 – 2474
หมายเหตุ: จำนวนกฎหมายนี้ นับเฉพาะกฎหมายระดับพระราชบัญญัติขึ้นไป
ที่มา: E-Public Law Project (2568a)
ภาพที่ 3 สัดส่วนกฎหมายที่มีการประกาศใช้ในช่วงตั้งแต่ปี 2402 – 2474
ที่มา: เขมภัทร ทฤษฎิคุณ (2566)

หากพิจารณาในเชิงบริบทของสังคมในช่วงเวลานั้น จะเห็นได้ว่ากฎหมายแต่ละเรื่องสะท้อนบริบทและความสัมพันธ์เชิงสังคมของรัฐไทยในเวลานั้นๆ อาทิ กฎหมายภาษีอากรและค่าธรรมเนียมเป็นเรื่องที่สยามให้ความสำคัญมากเป็นอันดับต้น เพราะนับจากสยามเข้าสู่ระบบทุนนิยมโลกผ่านทางสนธิสัญญาเบาว์ริง สยามได้เผชิญกับปัญหาสำคัญคือการจัดเก็บรายได้จากภาษีลดลง44 แม้ว่าจะมีความพยายามสร้างกลไกการจัดเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยการตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์เพื่อเก็บรวบรวมเงินเข้าสู่ท้องพระคลัง45 ซึ่งการให้ความสำคัญกับการออกกฎหมายเกี่ยวกับภาษีจำนวนมากได้ส่งผลให้เกิดปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อนกันและสร้างภาระทางภาษีให้กับราษฎร46

หรือเรื่องเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญตราก็เป็นอีกเรื่องที่ชนชั้นนำสยามให้ความสำคัญ โดยการมีเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญตรานั้นเป็นธรรมเนียมที่ชนชั้นนำสยามนำเข้ามาจากตะวันตก นัยหนึ่งการให้ความสำคัญกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญตราสะท้อนความสนใจของชนชั้นนำสยาม โดยเฉพาะสถาบันกษัตริย์ที่พยายามสร้างความเป็นผู้นำในภาวะความเป็นสมัยใหม่ โดยเปลี่ยนแปลงวิถีการบริโภค รสนิยม และอัตลักษณ์ใหม่ให้สอดคล้องกับการเป็นผู้นำสมัยใหม่47 ซึ่งประเด็นนี้ไม่ได้แตกต่างกันกับกรณีของเครื่องแบบข้าราชการและชุดครุย

ในเรื่องสำคัญประการสุดท้ายที่มีการออกกฎหมายเป็นจำนวนมากในห้าอันดับแรกก็คือ ศาลและกระบวนการยุติธรรมชและระเบียบบริหาราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นพระราชภารกิจของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีนับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ความพยายามสร้างระบบราชการที่ทันสมัยส่งผลให้ต้องมีการปฏิรูปทั้งศาลและระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน48

นอกเหนือจากกฎหมายสำคัญทั้งห้าเรื่องแล้ว ในช่วงเวลาดังกล่าวยังมีการพยายามสร้างกฎหมายตามแบบตะวันตกอีกหลายฉบับ อย่างไรก็ดี บทบัญญัติของกฎหมายส่วนใหญ่ที่มีความสำคัญนั้นมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมระบบเศรษฐกิจแบบตลาด อาทิ การเริ่มต้นประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในสองบรรพแรก ซึ่งเป็นเรื่องหลักทั่วไปและหนี้ เพื่อรองรับการทำธุรกรรมสมัยใหม่ โดยไม่ได้มีการให้ความสำคัญกับบรรพอื่นๆ อาทิ ครอบครัวและมรดก ซึ่งอาจมีปัญหาในเชิงโครงสร้างสังคมไทย49 หรือการประกาศใช้กฎหมายลักษณะอาญา เพื่อคุ้มครองกิจกรรมทางเศรษฐกิจและกำหนดแบบแผนความประพฤติที่ไม่สมควรจะกระทำ อาทิ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สิน ซึ่งช่วยประคับประคองระบบเศรษฐกิจแบบตลาด หรือการประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันการเรียกขานชื่อเหล้าว่าปอรตและมะเดรา ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในปัจจุบัน ที่ไม่ให้มีการตั้งชื่อเรียกเหล้าจากโปรตุเกสในลักษณะที่จะทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้50

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง (2475-2500)

ในช่วงหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงปี 2500 พบว่าในช่วงเวลา 25 ปีสั้นๆ นี้มีกฎหมายที่ออกใหม่ทั้งสิ้น 1,691 ฉบับ โดยในช่วงระยะเวลาสามปีแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง องค์กรนิติบัญญัติใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นคือสภาผู้แทนราษฎรมีการออกกฎหมายมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่ามีนัยสำคัญ ดังปรากฏตามภาพท้ายนี้

ภาพที่ 4 จำนวนกฎหมายที่มีการประกาศใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 – 2500
หมายเหตุ: จำนวนกฎหมายนี้ นับเฉพาะกฎหมายระดับพระราชบัญญัติขึ้นไป
ที่มา: E-Public Law Project (2568a)

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นหมวดเรื่องของกฎหมายที่มีการออกนั้นมีความหลากหลายมาก โดยหากจัดกลุ่มเรื่อง 10 อันดับที่มีการออกกฎหมายมากที่สุด (ตารางที่ 2) จะพบว่าแม้หมวดเรื่องกฎหมายหลักที่ตราขึ้นยังคงใกล้เคียงเดิมกับช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไม่ว่าจะเป็นภาษีอากรและค่าธรรมเนียม ศาลและกระบวนการยุติธรรม หรือระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งล้วนติดอันดับกฎหมายที่ออกมากที่สุด

แต่ก็มีบางประเด็นที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนและการโอนทรัพย์สินเป็นของรัฐที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นหลังการปฏิรูปการปกครอง สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดดั้งเดิมที่ผูกสิทธิในที่ดินเข้ากับพระราชอำนาจของกษัตริย์ผู้ถือครองแผ่นดินทั้งหมด ไปสู่ระบบที่รัฐสมัยใหม่ต้องจัดการทรัพย์สินผ่านกระบวนการทางกฎหมายที่มีความเป็นทางการและต้องอาศัยความชอบธรรมตามกฎหมายเวนคืนอย่างเป็นแบบแผนมากขึ้น51

ตารางที่ 2: แสดงจำนวนสัดส่วนกฎหมายที่มีการประกาศใช้ในประเทศไทยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ลำดับเรื่องจำนวน (ฉบับ)
1.เวนคืนและโอนทรัพย์สินฯ233
2.ภาษีอากรและค่าธรรมเนียม194
3.ควบคุมการประกอบอาชีพ108
4.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน107
5.งบประมาณ69
6.ศาลและกระบวนการยุติธรรม62
7.ขนส่งและคมนาคม55
8.ยกเลิกกฎหมาย52
9.ข้าราชการทหารและกองทัพ48
10.อื่นๆ (อาทิ ศาสนา ผังเมือง)763
รวม1,691
ที่มา: E-Public Law Project (2568a)

นอกเหนือจากกฎหมายในเรื่องเวนคืนและโอนทรัพย์สินฯ แล้ว กฎหมายอื่นๆ ที่มีการประกาศใช้ในช่วงระยะแรกของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นการมุ่งหมายเพื่อปรับโครงสร้างรัฐไทย และแก้ไขสภาวะความเป็นอยู่ของประชาชน อาทิ การแก้ไขปัญหาระบบภาษีซ้ำซ้อนในช่วงรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยการตราประมวลรัษฎากรและยกเลิกพระราชบัญญัติภาษี รวมถึงยกเลิกกฎหมายที่มีการประกาศใช้มาก่อนหน้านี้52 หรือการประกาศใช้พระราชบัญญัติห้ามยึดทรัพย์สินกสิกร พุทธศักราช 2475 ซึ่งห้ามไม่ให้มีการยึดทรัพย์สินของชาวนาที่มีปัญหาทางการเงินและเป็นหนี้เนื่องจากรับภาระโครงสร้างทางภาษีที่มีปัญหา หรือพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 เพื่อป้องกันมิให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกันในการแสวงหาดอกเบี้ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชาวนาในขณะนั้นที่ต้องกู้ยืมเงินมาเพื่อทำเกษตรกรรม53

ปรัชญาสำคัญของคณะราษฎรคือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางส่วนล่างในเรื่องทางเศรษฐกิจ โดยช่วยยกระดับและลดภาระของชาวนาที่เป็นเกษตรกร เพื่อนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างส่วนบนของสังคมให้ดีขึ้นและสอดคล้องกับวิถีประชาธิปไตย ซึ่งเป็นวิถีใหม่54 ดังจะเห็นได้จากความเห็นของปรีดี พนมยงค์ ซึ่งอธิบายว่า

“…ถ้าเราคงทำตามแบบเก่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองคราวนี้ไม่มีประโยชน์ เพราะไม่สามารถทำสาระสำคัญ คือ ความฝืดเคืองของราษฎร…รับรองความเห็นหม่อมเจ้าสกลฯ ว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองนี้ไม่ใช่ Coup d’ Etat แต่เป็น Revolution ในทางเศรษฐกิจ ไม่มีในทางการปกครองซึ่งเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียวมาเป็นหลายองค์เท่านั้น…55

บทสรุปและบทส่งต่อ

การวิเคราะห์กระบวนการนิติบัญญัติไทยในช่วง 2402–2500 ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการจัดแบ่งกฎหมายออกเป็นสามยุคเป็นกฎหมายชาวบ้าน กฎหมายนักกฎหมาย และกฎหมายเทคนิค แม้ในแง่หนึ่งจะช่วยให้มองเห็นพัฒนาการเชิงรูปแบบของกฎหมายและความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับศีลธรรมในสังคม แต่พลังในการอธิบายดังกล่าวกลับไม่เพียงพอในการอธิบายพลวัตทางสังคมที่หล่อหลอมให้กฎหมายไทยมีรูปลักษณะเช่นที่ปรากฏอยู่จริง กรอบคิดดังกล่าวถือเอาตัวกฎหมายเป็นศูนย์กลางและมุ่งมองไปที่การเปลี่ยนแปลงของเทคนิคทางนิติบัญญัติหรือสถาบันที่ใช้ตรากฎหมาย มากกว่าที่จะช่วยสำรวจให้เห็นว่าเหตุใดกฎหมายแบบนั้นจึงเกิดขึ้นในเวลานั้นและเพื่อรับใช้ผลประโยชน์ของใคร

ในทางกลับกัน หากพิจารณากฎหมายผ่านกรอบคิดของมาร์กซ์ จะเห็นว่ากฎหมายที่ปรากฏในแต่ละยุคไม่ใช่สิ่งลอยตัวเหนือสังคม หากแต่เป็นกลไกเชิงอำนาจที่สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางชนชั้นในแต่ละช่วงเวลา กล่าวคือ กฎหมายตราสามดวงไม่ใช่เพียงจารีต หากเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบทางสังคมที่ยึดโยงกับโครงสร้างเศรษฐกิจแบบศักดินา ในขณะที่กฎหมายสมัยใหม่หลัง 2402 ก็ไม่ใช่เพียงผลของการรับเทคนิคตะวันตก แต่เกิดจากการที่สยามถูกผนวกเข้าสู่ระบบทุนนิยมโลก ซึ่งบีบให้รัฐต้องสร้างกลไกทางกฎหมายเพื่อคงความสามารถในการแข่งขันและรักษาอำนาจในการจัดเก็บรายได้ กฎหมายภาษีจำนวนมาก การวางโครงสร้างศาลสมัยใหม่ การจัดระบบราชการ หรือแม้แต่กฎหมายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ล้วนเป็นภาพสะท้อนของความต้องการทางเศรษฐกิจและการเมืองของชนชั้นนำในยุคนั้นโดยตรง ไม่ใช่พัฒนาการตามตรรกะภายในของกฎหมายอย่างที่ตำรากฎหมายแบบดั้งเดิมมักอธิบายไว้

ในทางตรงกันข้าม จะสังเกตเห็นได้ว่าในเชิงแนวคิดเรื่องการนิติบัญญัตินั้น กฎหมายมุ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับประชาชนอย่างจำกัด ในระยะแรกของการออกกฎหมาย รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับชีวิตส่วนตัวของราษฎรมากเท่าใดนัก56 ซึ่งในความเห็นของผู้เขียน ตราบเท่าที่ชีวิตส่วนตัวนั้นไม่กระทบต่อระบบทุนนิยมและอำนาจรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้ว รัฐสมัยในช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นแทบจะไม่เข้าไปยุ่ง อาทิ ในด้านครอบครัวและมรดก ซึ่งส่วนหนึ่ง การนำแนวคิดแบบครอบครัวและมรดกตามกฎหมายตะวันตกมาใช้เป็นความพยายามจัดระเบียบความสัมพันธ์ในครอบครัวแบบผัวเดียวเมียเดียว (monogamy) ซึ่งไม่สอดคล้องกับความสัมพันธ์ในครอบครัวแบบจารีตของสยามที่ความสัมพันธ์ทางครอบครัวแบบหนึ่งผัวหลายเมีย โดยสายสัมพันธ์นี้สร้างความได้เปรียบและเครือข่ายอำนาจให้กับชนชั้นนำ ดังเช่นกรณีของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่แม้จะทรงเป็นต้นแบบของความเป็นสมัยใหม่ในมุมมองของสังคมไทย แต่ก็ทรงธำรงความสัมพันธ์แบบครอบครัวตามจารีตแบบเดิม เนื่องจากพลังของสายโลหิตนั้นมีส่วนต่อการค้ำจุนสถาบันของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เกิดขึ้นมาใหม่57 หรือในเรื่องศาสนาที่รัฐสยามต้องการใช้เป็นรากฐานในการวางระบบการศึกษาและระบบราชการลงไปในพื้นที่จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 12158

สภาวะการเข้าสู่ระบบกฎหมายสมัยใหม่ของสยามในลักษณะนี้จึงเป็นภาวะของการเลือกรับความเป็นสมัยใหม่ กล่าวคือ ชนชั้นนำของสยามเลือกที่จะรับระบบกฎหมายสมัยใหม่ และการวางพื้นฐานของการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เฉพาะเท่าที่มันตอบสนองต่อทุนนิยมและรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์เท่านั้น โดยไม่ได้มุ่งหมายจะคุ้มครองสิทธิของราษฎรในฐานะผู้ทรงสิทธิทางกฎหมาย (subject of law) แบบระบบกฎหมายตะวันตก59

นอกจากนี้ ข้อค้นพบเชิงประจักษ์จากข้อมูลกฎหมายกว่า 2,218 ฉบับ ทำให้เห็นยิ่งขึ้นว่ากฎหมายไทยไม่ได้พัฒนาไปตามลำดับขั้นแบบที่ทฤษฎีสามยุคเสนอ กล่าวคือก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง กฎหมายที่ถูกตราขึ้นมากที่สุดคือภาษี เหรียญตรา ศาล และระเบียบราชการ ซึ่งสะท้อนการสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในบริบทของทุนนิยมโลก แต่หลัง 2475 โครงสร้างนี้มิได้พลิกกลับทันที แต่กลับถูกปรับต่อในทิศทางที่ชนชั้นนำใหม่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการแก้โครงสร้างภาษี การตรากฎหมายห้ามยึดทรัพย์กสิกร หรือการตรากฎหมายเวนคืนจำนวนมากขึ้นเพื่อจัดการทรัพย์สินของรัฐสมัยใหม่ สิ่งนี้คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าใครบงการรัฐในห้วงเวลานั้น กฎหมายก็รับใช้ผลประโยชน์หรือความต้องการของผู้นั้น

ดังนั้น การอธิบายพัฒนาการของกฎหมายไทยด้วยการจัดยุคแบบตายตัว อาจช่วยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงด้านรูปแบบ แต่กลับบดบังความจริงที่สำคัญกว่า นั่นคือกฎหมายเป็นผลลัพธ์ของเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา


เชิงอรรถ

  1. สมยศ เชื้อไทย, คำอธิบายวิชากฎหมายแพ่ง : หลักทั่วไป (พิมพ์ครั้งที่ 28, วิญญูชน 2564) 53-54. ↩︎
  2. เพิ่งอ้าง 59-60. ↩︎
  3. Olúfẹ́mi Táíwò, Legal Naturalism: a Marxist Theory of Law (Cornell University Press 2015) 3 and 32. ↩︎
  4. กุลลินี มุทธากลิน, เศรษฐศาสตร์การเมือง (คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2568) 22. ↩︎
  5. แสวง บุญเฉลิมวิภาส, ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย (พิมพ์ครั้งที่ 13, วิญญูชน 2557) 86. ↩︎
  6. Jean-Baptiste Pallegoix, Description du Royaume Thai ou Siam (Gallica 1854) 357. ↩︎
  7. ดู ประกาศพระราชปรารภ. โรแบร์ แลงกาต์, กฎหมายตราสามดวง เล่ม 1 (โรงพิมพ์คุรุสภา 2505) 6. ↩︎
  8. ธงชัย วินิจจะกูล, รัฐราชาชาติ: ว่าด้วยรัฐไทย (ฟ้าเดียวกัน 2563) 263. ↩︎
  9. แสวง บุญเฉลิมวิภาส (เชิงอรรถ 5) 89. ↩︎
  10. แอนโทนี รีด, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในยุคการค้า ค.ศ. 1450 – 1680, พงษศรี เลขะวัฒนะ แปล (พิมพ์ครั้งที่ 2, สำนักพิมพ์ซิลค์เวอร์ม 2564) 148; ธงชัย วินิจจะกูล (เชิงอรรถ 8) 164-165. ↩︎
  11. แสวง บุญเฉลิมวิภาส (เชิงอรรถ 5) 123-124. ↩︎
  12. จรัญ โฆษณานันท์, ปรัชญากฎหมายไทย (พิมพ์ครั้งที่ 7, สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2550) 165-166. ↩︎
  13. นิธิ เอียวศรีวงศ์, ปากไก่และใบเรือ รวมความเรียงว่าด้วยวรรณกรรมและประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ตอนต้น (พิมพ์ครั้งที่ 4, ฟ้าเดียวกัน 2555) 121. ↩︎
  14. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และสมภพ มานะรังสรรค์, ‘บทนำ’ ใน ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และสมภพ มานะรังสรรค์ (บก.), ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยจนถึง พ.ศ. 2484 (สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2527) 6. ↩︎
  15. จอห์น เบาว์ริง, ราชอาณาจักรและราษฎรสยาม เล่ม 1, อนันต์ ศรีอุดม แปล (พิมพ์ครั้งที่ 2, มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ 2550) 172. ↩︎
  16. อรรถจักร สัตยานุรักษ์, การเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของชนชั้นผู้นำไทย ตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ถึงพุทธศักราช 2475: ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปรสำนึกจากกษัตริย์ สู่ชนชั้นนำถึงปัจเจกชนและสามัญชน (พิมพ์ครั้งที่ 4, สมมติ 2565) 11-50. ↩︎
  17. เพิ่งอ้าง 44. ↩︎
  18. กระทรวงยุติธรรม, การปฏิรูปกฎหมายและการศาลในรัชสมัยพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยะมหาราช (โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี 2511)7-8; แสวง บุญเฉลิมวิภาส (เชิงอรรถ 5) 149-153. ↩︎
  19. พระราชบัญญัติใหม่ที่ประกาศใช้ในช่วงหลังปี พ.ศ. 2394 จนถึงปี พ.ศ. 2402 ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังคงมีลักษณะธรรมเนียมการใช้กฎหมายเหมือนกับกฎหมายตราสามดวง กล่าวคือ พระราชบัญญัติที่ประกาศนั้นเป็นการวินิจฉัยและตีความมูลคดีดังปรากฏในบทบัญญัติตามคัมภีร์พระธรรมศาสตร์. ดู ประกาศพระราชบัญญัติมรฎกสินเดิมแลสินสมรศ (คัดจากหมายรับสั่งเดือน 8 ปีกุญตรีศก จุลศักราช 1213) พระราชบัญญัติฝ่ายพระบวรราชวัง เรื่องเล่นเบี้ยในพระบวรราชวัง (คัดมาจากหมายรับสั่งเดือน 8 อุตราสาธ ปีฉลูจุลศักราช 1215) ใน วัชรญาณ, ‘ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4 ภาค 1’ (วัชรญาณ) <https://vajirayana.org/ประชุมประกาศรัชกาลที่-๔-ภาค-๑> สืบค้นเมื่อ 26 พฤศจิกายน 2568; เขมภัทร ทฤษฎิคุณ, ‘ทราบหรือไม่ว่าประเทศไทยเคยมีการออกกฎหมายมาแล้วกี่ฉบับ?’ (E-Public Law, 25 พฤศจิกายน 2566) <https://epubliclaw.com/data-stories/25/11/2023/2925/> สืบค้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568. ↩︎
  20. วัชรญาณ, ‘ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4 ภาค 5’ (วัชรญาณ) <https://vajirayana.org/ประชุมประกาศรัชกาลที่-๔-ภาค-๕/> สืบค้นเมื่อ 26 พฤศจิกายน 2568. ↩︎
  21. เพิ่งอ้าง. ↩︎
  22. ดู เพิ่งอ้าง. ↩︎
  23. ธงชัย วินิจจะกูล (เชิงอรรถ 8) 165-168 และ 183-187. ↩︎
  24. ดู ฉัตรดาว ลีเชวงวงศ์, ‘การเมืองในราชสำนักฝ่ายใน ในสมัยรัชกาลที่ 5’ (วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2558) 9 <https://digital.car.chula.ac.th/chulaetd/51871>; ดู กุลลดา เกษบุญชู มี้ด, ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์: วิวัฒนาการรัฐไทย (ฟ้าเดียวกัน 2562). ↩︎
  25. ดู พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, เจ้านายและข้าราชการกราบบังคมทูลความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงราชการแผ่นดิน ร.ศ. 103 และพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แถลงพระบรมราชาธิบายแก้ไขการปกครองแผ่นดิน (พิมพ์ครั้งที่ 5, บริษัท จันวาณิชย์ จำกัด 2526) 106. ↩︎
  26. กระทรวงยุติธรรม (เชิงอรรถ 18) 13. ↩︎
  27. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์, เล็กเชอร์ของพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนาธร 2468) 2-4. ↩︎
  28. สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, รายงานการประชุมเสนาบดีสภา รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาคที่ 1 เรื่อง สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 2545) 1. ↩︎
  29. ดู พระราชบัญญัติเคาน์ซิลออฟสเตด คือ ที่ปฤกษาราชการแผ่นดิน. ↩︎
  30. สุรเชษ์ฐ สุขลาภกิจ, ‘รัฐมนตรีสภา’ (ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า, 8 ธันวาคม 2560) <https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=รัฐมนตรีสภา> สืบค้นเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2568. ↩︎
  31. ชาญชัย รัตนวิบูลย์, ‘บทบาทของอภิรัฐมนตรีสภาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว’ (ปริญญานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2519) 74-75. ↩︎
  32. สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (เชิงอรรถ 28) 1. ↩︎
  33. หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, คำอธิบายกฎหมายปกครอง (สำนักงานทนายความพิมลธรรม 2513) 40-41, <https://pridi.or.th/sites/default/files/pdf/pridibook189.pdf>. ↩︎
  34. สุรเชษ์ฐ สุขลาภกิจ (เชิงอรรถ 30). ↩︎
  35. กุลลดา เกษบุญชู มี้ด (เชิงอรรถ 24) 208-209. ↩︎
  36. สุรเชษ์ฐ สุขลาภกิจ (เชิงอรรถ 30). ↩︎
  37. พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 มาตรา 1. ↩︎
  38. พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 มาตรา 8. ↩︎
  39. ในประเด็นว่าผู้ใดเป็นผู้เขียนคำอธิบายนี้ มีการคาดเดาออกไปเป็น 2 แนวทาง โดยแนวทางแรกคาดเดาว่าผู้เขียนอาจจะเป็นเดือน บุนนาค หรือไพโรจน์ ชัยนาม โดยพิจารณาจากสำนวนการเขียน แต่ในเว็บไซต์ห้องสมุดเนติบัณฑิตยสภา ระบุว่าเป็นปรีดี พนมยงค์ ซึ่งทินกฤต นุตวงษ์ ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าเนื้อหาคำอธิบายโดยส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับคำอธิบายกฎหมายปกครองที่แสดง ณ โรงเรียนกฎหมายในช่วงปี พ.ศ. 2475. ดู ทินกฤต นุตวงษ์, ‘คําอธิบายพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ฉบับปฐมฤกษ์แห่งสยาม’ (2555) 2 CMU Journal of Law and Social Sciences 5, 6 <https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/64595>. ↩︎
  40. ดู มปช., ‘คำอธิบายข้อความสำคัญบางอย่างในบทกฎหมายที่ได้นำลงในหนังสือนิติสาส์น แผนกกฤษฎีกา ปีที่ 3 เล่ม 4 (ประจำเดือนกรกฎาคม พุทธศักราช 2475)’ (2475) 5 นิติสาส์น แผนกสามัญ 449, 456 อ้างใน เพิ่งอ้าง 17. ↩︎
  41. ดู พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475; รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475. ↩︎
  42. หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (เชิงอรรถ 34) 148. ↩︎
  43. E-Public Law Project, ‘Law Index Dashboard’ (E-Public Law Project)  <https://epubliclaw.com/data-stories/law-index-dashboard/> สืบค้นเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2568. ↩︎
  44. พอพันธุ์ อุยยานนท์, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจแห่งประเทศไทย (สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2564) 13-14. ↩︎
  45. วิภา จิรภาไพศาล, ‘ออดิตออฟฟิส สมัยรัชกาลที่ 5 ตรวจพบลูกหลานขุนนางใหญ่คอร์รัปชั่นเงินครึ่งล้าน’ (ศิลปวัฒนธรรม, 17 กุมภาพันธ์ 2568) <https://www.silpa-mag.com/history/article_148424> สืบค้นเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2568. ↩︎
  46. เขมภัทร ทฤษฎิคุณ, ‘ปรีดี พนมยงค์ และคณะราฎร กับการสถาปนาระบบภาษีอากรที่เป็นธรรมในสังคมไทย’ (สถาบันปรีดี พนมยงค์, 1 เมษายน 2568) <https://pridi.or.th/th/content/2025/04/2402> สืบค้นเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2568. ↩︎
  47. เมาริตซิโอ เปเลจจี, เจ้าชีวิต เจ้าสรรพสิ่ง: การก่อร่างภาพลักษณ์สมัยใหม่ของสถาบันกษัตริย์สยาม, วริศรา กิตติคุณเสรี แปล (ฟ้าเดียวกัน 2566) 33-72. ↩︎
  48. ดู แสวง บุญเฉลิมวิภาส (เชิงอรรถ 5) 157-158. ↩︎
  49. ดู ไชยพัฒน์ ธรรมชุตินันท์, ‘สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้ากับการจัดทำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย’ (the 101.world, 11 พฤศจิกายน 2568) <https://www.the101.world/king-rama-vi-law-reform/> สืบค้นเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2568. ↩︎
  50. ดู พระราชบัญญัติป้องกันการเรียกขานชื่อเหล้าว่า ปอรต และมะเดรา (ประกาศใช้ปี พ.ศ. 2469). ↩︎
  51. เขมภัทร ทฤษฎิคุณ, (เชิงอรรถ 19). ↩︎
  52. เขมภัทร ทฤษฎิคุณ (เชิงอรรถ 46). ↩︎
  53. เขมภัทร ทฤษฎิคุณ, ‘คณะราษฎรกับการพิทักษ์ความเป็นธรรมในคิดดอกเบี้ยกู้ยืมเงิน’ (สถาบันปรีดี พนมยงค์, 28 กันยายน 2563) <https://pridi.or.th/th/content/2020/09/434> สืบค้นเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2568. ↩︎
  54. เขมภัทร ทฤษฎิคุณ, ‘มโนทัศน์ทางเศรษฐกิจของปรีดี พนมยงค์’ (สถาบันปรีดี พนมยงค์, 15 มิถุนายน 2563) <https://pridi.or.th/th/content/2020/06/304> สืบค้นเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2568. ↩︎
  55. ปรีดี พนมยงค์, เค้าโครงการเศรษฐกิจ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) (พิมพ์ครั้งที่ 2, สำนักพิมพ์สุขภาพใจ 2552) 150. ↩︎
  56. ประเด็นนี้เพิ่มเติมจากความเห็นของคุณไชยพัฒน์ ธรรมชุตินันนท์ ซึ่งคุณไชยพัฒน์ ได้ยกตัวอย่างตอนคุยกับผู้เขียนในประเด็นเรื่องครอบครัวและมรดก ซึ่งผู้เขียนขอบคุณคุณไชยพัฒน์ ธรรมชุตินันนท์ ที่ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจนี้ เมื่อตอนช่วยผู้เขียนอ่านร่างแรกของบทความนี้. ↩︎
  57. ดู กุลลดา เกษบุญชู มี้ด, (เชิงอรรถ 24); see Tamara Loos, Subject Siam: Family, Law, and Colonial Modernity in Thailand (Cornell University Press 2005) Chapter 1. ↩︎
  58. เขมภัทร ทฤษฎิคุณ, ‘การขยายอำนาจรัฐสยามในอาณาบริเวณล้านนา: กรณีศึกษาการบังคับใช้กฎหมายการปกครองคณะสงฆ์’ (Lanner, 9 เมษายน 2567) <https://www.lannernews.com/09042567-01/> สืบค้นเมื่อ 18 มกราคม 2569. ↩︎
  59. ดู ธงชัย วินิจจะกูล, เมื่อสยามพลิกผัน: ว่าด้วยกรอบมโนทัศน์พื้นฐานของสยามยุคสมัยใหม่ (ฟ้าเดียวกัน 2562). ↩︎

ตราชู พระขรรค์ และราชันย์: ความยุติธรรมแบบไทยๆ ในนัยสัญลักษณ์

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 บนเว็บไซต์ the 101.world

‘ความยุติธรรม’ นับเป็นหนึ่งในคำนามธรรมที่มนุษย์พยายามสร้างสัญลักษณ์และภาพแทนขึ้นมาในหลากหลายรูปแบบ เพื่อสื่อสารความหมายของแนวคิดนี้ให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

ในบริบทโลกตะวันตก ภาพของ ‘เทพีเทมิส’ (Themis) หรือ Lady Justice หญิงสาวผู้มีผ้าปิดตา มือหนึ่งถือตราชู อีกมือหนึ่งถือดาบ สะท้อนความพยายามในการสร้างภาพแทนของ ‘ความยุติธรรม’ ให้ปรากฏในรูปของสตรีผู้สงบนิ่ง มีเหตุผล และไม่เอนเอียง ภาพแทนนี้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไป ทั้งในงานประติมากรรม ภาพวาด หรือแม้แต่สื่อบันเทิงแนวกฎหมาย

แม้จะไม่อาจทราบได้ว่าโลกตะวันตกเริ่มต้นใช้ภาพเทพีเทมิสเป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรมตั้งแต่เมื่อใด แต่ปกรณัมกรีกเรื่อง เธโอโกนี (Theogony) โดยกวีชื่อเฮซิออด (Hesiod) ได้กล่าวถึงเทพีเทมิสว่าเป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรม และยังเป็นมารดาของ ดีเค (Dike) เทพีแห่งกฎหมายธรรมชาติ[1] ความสัมพันธ์เชิงอุปมานี้จึงอาจสะท้อนนัยสำคัญว่า ความยุติธรรมเป็นเสมือนรากฐานที่ให้กำเนิดกฎหมาย มิใช่สิ่งที่อยู่ใต้กฎหมาย

สัญลักษณ์สำคัญและภาพแทนสำคัญอย่างไร

สัญลักษณ์และภาพแทนทุกๆ อย่างในโลกไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากกระบวนการทางความคิดในสังคม  และการเลือกอย่างตั้งใจเพื่อสะท้อนสิ่งที่ชนชั้นนำหรือสังคมอยากเห็น เช่น เทพีเทมิสที่สะท้อนจินตนาการของสังคมตะวันตกว่าความยุติธรรมควรมีความเป็นกลาง ความมีเหตุผล และความมีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย ดังจะเห็นได้จากองค์ประกอบที่แฝงความหมายเชิงนามธรรม ได้แก่ ผ้าปิดตาที่สะท้อนถึงความเป็นกลาง ตราชูที่สื่อถึงการพินิจพิจารณาอย่างมีเหตุมีผล และดาบที่แสดงถึงอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย รูปปั้นเทพีเทมิสจึงไม่ได้แค่สื่อถึงความยุติธรรมแบบกว้าง แต่องค์ประกอบของรูปปั้นยังสะท้อนคุณลักษณะต่างๆ ของความยุติธรรมด้วย

สัญลักษณ์และภาพแทนหนึ่งๆ จึงไม่ได้มีความหมายเพียงนัยเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นการประกอบกันของชุดวาทกรรมต่างๆ ซึ่งมีความหมายแฝงเร้น[2] อาทิ องค์ประกอบของภาพสะท้อนความหมายอะไร สะท้อนถึงใคร และในบริบทที่เรากำลังพูดถึงความยุติธรรม สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อมุมมองการใช้กฎหมายอย่างไร

เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาบริบทของสังคมไทย คำถามที่น่าสนใจคือ กระบวนการยุติธรรมไทยมีสัญลักษณ์หรือภาพแทนใดที่ทำหน้าที่สื่อถึง ‘ความยุติธรรม’ คล้ายกับเทมิสหรือไม่ หรืออันที่จริง เราอาจกำลังอยู่ในระบบที่ขาดแคลนภาพแทนของความยุติธรรม แล้วถ้าเป็นเช่นนั้น ตราสัญลักษณ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นแนวคิดหรือโครงสร้างอำนาจแบบใดในกระบวนการยุติธรรมไทย

สัญลักษณ์และภาพแทนความยุติธรรม เมื่อแรกเริ่มตั้งกระทรวงในประเทศไทย

ก่อนการจัดตั้งกระทรวงยุติธรรมในปี 2434 ยังไม่มีความพยายามจัดการเรื่องกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ศาลและหน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรมยังคงกระจายตามสังกัดของกรมและกองต่างๆ[3] ที่มีบริบทเฉพาะตามหน้าที่ของตน อาทิ ศาลนครบาลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อพิพากษาคดีในพระนคร โดยอยู่ภายใต้การดูแลของกรมเวียง ในขณะที่ศาลหลวงอยู่ภายใต้การดูแลของกรมวัง[4] ซึ่งเป็นลักษณะของระบบกระบวนการยุติธรรมก่อนการเกิดขึ้นของรัฐสมัยใหม่

จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงความจำเป็นในการปฏิรูประบบราชการและสถาปนารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งเป็นรัฐสมัยใหม่ การจัดตั้งกระทรวงยุติธรรมและการปฏิรูประบบศาลเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการดังกล่าว เพื่อให้เกิดกระบวนการยุติธรรมที่เป็นแบบแผนเดียวกัน ตอบสนองต่อระบบทุนนิยม และการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง[5]

เมื่อเริ่มจัดตั้งกระทรวงยุติธรรมนั้น มีการทำตราสัญลักษณ์ขึ้นเพื่อเครื่องหมายของกระทรวง โดยในปี 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าทรงพระราชทาน ‘ตราจันทรมณฑล’ ซึ่งเป็นตราประจำตัวของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) มาเป็นตราประจำตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม[6]

ที่มา: พระยาอนุมานราชธน (2546)

อย่างไรก็ดี พึงสังเกตไว้ว่าในระยะแรก ตราสัญลักษณ์ประจำกระทรวงยุติธรรมนั้นไม่ได้สะท้อนนัยหรือแนวคิดใดๆ เกี่ยวกับความยุติธรรม เพียงแต่เป็นตราสัญลักษณ์ประจำตัวของเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมเท่านั้น

จนล่วงเข้าปี 2456 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เปลี่ยนตราตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมเป็น ‘ตราพระดุลพาห’ ซึ่งเป็นรูปพระแสงขรรค์กับรูปดุลหรือตราชู ประดิษฐานอยู่เหนือพานสองชั้น ซึ่งเป็นลักษณะของตราสัญลักษณ์กระทรวงยุติธรรมที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน[7]

ที่มา: พระยาอนุมานราชธน (2546)

แม้ไม่ปรากฏว่าเหตุใดพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานตราพระดุลพาหให้เป็นตราประจำตัวเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมและเป็นสัญลักษณ์ของกระทรวงยุติธรรม แต่อาจสันนิษฐานได้ว่าเป็นพระราชนิยมส่วนพระองค์ในแบบอย่างของต่างประเทศ จึงมีพระประสงค์ให้ตราประจำเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมมีลักษณะเป็นสากลแบบตะวันตก (เช่นตราอาร์มของต่างประเทศที่ใช้สัญลักษณ์ดาบประกอบกับตราชู)

ตราพระดุลพาหจึงประกอบด้วยตราชูสองข้างตั้งตรงเสมือนความไม่เอนเอียง และพระขรรค์ในฐานะอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย เสมือนกับดาบในมือของเทพีเทมิส สะท้อนนัยของความยุติธรรมที่การบังคับใช้กฎหมายเป็นกลางและไม่เอียงเอน ซึ่งปัจจุบันกระทรวงยุติธรรมได้ให้ความหมายของตราพระดุลพาหไว้ว่า ‘ความรับผิดชอบในการผดุงความยุติธรรมให้สถิตเสถียร สม่ำเสมอ ไม่เอนเอียงไปข้างฝ่ายใดด้วยอคติ’[8]

ถ้าคิดอย่างผิวเผิน ตราสัญลักษณ์ดังกล่าวดูเหมือนจะต้องการสื่อถึงความยุติธรรมอันเป็นสากล แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียด จะพบว่าพระขรรค์นั้นไม่ใช่ดาบทั่วไป แต่เชื่อมโยงกับมุมมองความยุติธรรมในสังคมไทย ดังที่ปรากฏในปกรณัมปรัมปราที่มีการกล่าวถึงในกฎหมายตราสามดวง บทพระธรรมศาสตร์ ว่าพระพุทธโพธิสัตว์ได้ทรงจุติมาเป็นพระเจ้ามหาสมมุติราชที่ทรงพิจารณาพิพากษาคดีเพื่อรักษาความเป็นธรรม เนื้อความดังนี้

“โดยเสดจ์ยังสาระพินิจฉัย พร้อมด้วยหมู่มุกขมนตรีกระวีราชปโรหิตาจารยผู้อยู่ในศีลสัจดำรงพระไทยฟังอรรฐคดี ซึ่งกระลาการพิจารณาโดยยุติธรรมนั้นเปนแว่นแก้ว แล้วเอาคำภีร์พระธรรมสาตรเปนพระเนตร ดูเทศกาลบ้านเมืองโดยสมควรแล้ว จึ่งเอาพระกรเบื้องขวา คือพระสติสัมปะชัญะทรงพระขรรคแก้ว คือพระวิจารณะปัญญาวินิจฉัยตัดข้อคดีอนาประชาราษฎรทังปวงโดยยุติธรรม[9]”

จะเห็นได้ว่านัยของพระขรรค์ในที่นี้ อาจไม่ได้แสดงเฉพาะมุมมองความยุติธรรมแบบสากล ที่มองกฎหมายในมุมของอำนาจอันชอบธรรมในการบังคับใช้กฎหมายเท่านั้น แต่ยังแปลความได้ว่าเป็นการวินิจฉัยตัดสินคดีโดยเป็นธรรมแบบพระเจ้ามหาสมมุติราช

นอกจากนั้น หากมองอย่างเจาะจงลงไปอีกชั้นหนึ่ง จะเห็นได้ชัดเจนว่าพระขรรค์นี้อาจไม่ใช่พระขรรค์ทั่วไป แต่เป็น ‘พระแสงขรรค์ชัยศรี’ ซึ่งเป็นหนึ่งในพระแสงศาสตราวุฒิประจำองค์พระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดของราชบัลลังก์และมีฐานะเป็นพระแสงราชศัสตราที่สำคัญที่สุด[10] รวมถึงเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงพระราชอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ของพระมหากษัตริย์[11]

จึงมีข้อน่าสังเกตว่า พระขรรค์ในที่นี้อาจไม่ได้สะท้อนเพียงอำนาจในการใช้กฎหมาย แต่หมายถึงการใช้กฎหมายภายใต้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ เสมือนหนึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่มาของกฎหมายและทรงเป็นที่มาของความยุติธรรมทั้งปวงด้วยเช่นกัน

เหตุใดพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงใช้สัญลักษณ์ดังกล่าวแทนตราจันทรมณฑล ไม่ปรากฏหลักฐานที่อธิบายเรื่องนี้ แต่อาจสันนิษฐานได้จากบริบททางการเมืองในเวลานั้น กล่าวคือ ในปี 2453 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชย์ต่อจากพระราชบิดา หลังจากเกิดเหตุการณ์สำคัญคือ ‘คดีพญาระกา’[12] ซึ่งส่งผลให้ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงยุติธรรมและผู้พิพากษา 28 คน รวมตัวกันลงชื่อลาออกจากราชการเพื่อประท้วงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว[13] ที่ไม่ทรงดำเนินคดีกับผู้หมิ่นประมาทพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระองค์เจ้ารพีพัฒน์ศักดิ์ (พระยศในขณะนั้น)

การประท้วงดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะเป็นผลจากปฏิกิริยาตอบสนองในระบบราชการที่เพิ่งสถาปนาขึ้นใหม่หลังจากปี 2434 ซึ่งมีการปลูกฝังแนวคิดการทำงานอย่างมืออาชีพของข้าราชการตุลาการ ตามแนวทางคำสอนของกรมหมื่นราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ในฐานะเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมและพระอาจารย์ของบรรดาข้าราชการกระทรวงยุติธรรมและผู้พิพากษา ซึ่งทรงสั่งสอนข้าราชการเหล่านั้นเพื่อสร้างระบบกฎหมายที่เข้มแข็งที่รวมถึงการต่อต้านการแทรกแซงจากพระมหากษัตริย์[14]

โดยทั่วไปแล้ว มักมีคำอธิบายว่าคดีพญาระกาเป็นชนวนสำคัญที่ส่งผลต่อพระพลานามัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงพระพิโรธและพระโทมนัสมากถึงขนาดเขียนชื่อบรรดาข้าราชการเหล่านั้นไว้ที่ปลายพระแท่นบรรทมเพื่อทรงสาปแช่ง[15]

เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง วันที่ 27 มิถุนายน 2453 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงโปรดเกล้าให้โปรดกระหม่อมให้หม่อมเจ้าจรูญศักดิ์กฤดากรเป็นผู้รั้งตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมแทนกรมหมื่นราชบุรีดิเรกฤทธิ์ และทรงมีรับสั่งให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (พระยศในขณะนั้น) ทรงเป็นผู้กำกับราชการกระทรวงยุติธรรม ก่อนจะเสด็จสวรรคตในวันที่ 23 ตุลาคม 2453[16]

การสวรรคตของพระราชบิดาอาจเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงต้องการแสดงบทบาทสำคัญในหมู่ข้าราชการกระทรวงยุติธรรมและผู้พิพากษาให้มากขึ้น ทั้งในแง่การสับเปลี่ยนโยกย้ายข้าราชการกระทรวงยุติธรรมในเดือนมกราคม 2453 (ตามปฏิทินเก่า มกราคมไม่ใช่เดือนแรก) หรือทรงมีพระประสงค์จะควบคุมจริยธรรมและมารยาทของเนติบัณฑิตและทนายความ โดยการจัดตั้งเนติบัณฑิตยสภาขึ้นมาในพระราชูปถัมภ์[17]

การพระราชทานตราพระดุลพาหที่มีองค์ประกอบเป็นพระแสงขรรค์ไชยศรี ซึ่งแสดงถึงพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ จึงอาจสะท้อนนัยทางสังคมว่า การบังคับใช้กฎหมายเพื่ออำนวยความยุติธรรมนี้เป็นไปภายใต้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์

สัญลักษณ์วงการยุติธรรมในยุคแห่งการเติบโตของวงการตุลาการ

นอกจากกระทรวงยุติธรรมแล้ว ศาลหรือองค์กรตุลาการก็มีตราสัญลักษณ์และภาพแทนของกระบวนการยุติธรรมที่น่าสนใจ ซึ่งอาจสะท้อนนัยและความคิดเรื่องการบังคับใช้กฎหมายขององค์กรเหล่านี้ได้ด้วยเช่นกัน

ในอดีต บทบาทส่วนใหญ่ของศาลและองค์กรตุลาการคือการตัดสินข้อพิพาทระหว่างบุคคลมากกว่าจะเข้ามาสู่ประเด็นทางการเมืองเหมือนในยุคหลัง จุดเปลี่ยนสำคัญของบทบาทศาลและองค์กรตุลาการเกิดขึ้นเมื่อมีการตรารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ซึ่งกำหนดให้มีการจัดตั้งศาลขึ้นมาเป็นจำนวนมาก อาทิ ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันก็มีการแบ่งแยกฝ่ายธุรการของศาลให้ออกจากร่มเงาของกระทรวงยุติธรรมที่เป็นฝ่ายบริหาร จึงเกิดเป็นสำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานศาลปกครอง และสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ[18]

ในด้านหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปตามข้อเรียกร้องให้สร้างระบบการประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษาจากการแทรกแซงของฝ่ายบริหาร[19] แต่อีกด้านหนึ่ง ก็อาจเป็นอิทธิพลมาจากความพยายามสร้างกฎเกณฑ์ในการเล่นเกม (rule of game) ทางการเมือง ที่มุ่งจะลดทอนอำนาจของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ โดยจัดแจงพื้นที่ความสัมพันธ์ทางการเมืองเข้าสู่ระบบกฎหมาย แล้วให้อำนาจต่างๆ ไปตกอยู่กับศาลและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

ในช่วงเวลาดังกล่าว จึงมีการประดิษฐ์ตราสัญลักษณ์ของหน่วยงานองค์กรตุลาการที่เกิดขึ้นมาใหม่ สัญลักษณ์เหล่านี้มีนัยที่น่าสนใจในเชิงความหมาย โดยเมื่อลองพิจารณาตราสัญลักษณ์ของสำนักงานศาลแต่ละแห่ง จะพบว่าสะท้อนแนวคิดต่อกระบวนการยุติธรรมแตกต่างกัน แต่อาจมีนัยบางอย่างร่วมกัน

ภาพเครื่องหมายสำนักงานศาลยุติธรรม
ที่มา: สำนักงานศาลยุติธรรม (2544)

ในกรณีสำนักงานศาลยุติธรรม ได้มีการประกาศใช้ตราสัญลักษณ์ครั้งแรกในปี 2544 เป็นตรารูปทรงกลมสมมาตรกัน 2 ด้าน มีองค์ประกอบเป็นพระมหาพิชัยมงกุฎครอบอยู่เหนืออุณาโลม (คล้ายเลข 9 ไทย: ๙) และมีตราพระดุลพาหตั้งอยู่บนพานแว่นฟ้า มีพระแท่นรองรับพานโดยมีครุฑยุดนาคทูนไว้เหนือศีรษะ ล้อมรอบด้วยดอกบัวตูม 9 ดอก เป็นดอกบัวตูม 8 ดอก และมีดอกบัวบาน 1 ดอกอยู่ตรงกลางด้านหลัง

เมื่อพิจารณาคำอธิบายของตราสัญลักษณ์ของสำนักงานศาลยุติธรรม จะพบว่าพระมหาพิชัยมงกุฎนี้สื่อถึงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างชัดเจน พึงสังเกตว่าพระมหาพิชัยมงกุฎครอบอยู่เหนือตราอุณาโลมที่คล้ายเลข 9 จึงสะท้อนถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ส่วนดอกบัวสื่อถึงความบริสุทธิ์ผุดผ่อง และจำนวน 9 ดอกเป็นการเน้นย้ำถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชอีกเช่นกัน ส่วนตราพระดุลพาหที่อยู่ตรงกลางแสดงถึงความยุติธรรมและเป็นกลาง เมื่อรองด้วยพระแท่นรองรับพาน จึงหมายถึงความยุติธรรมตั้งอยู่บนรากฐานอันมั่นคง ส่วนครุฑยุดนาคหมายถึงแผ่นดิน เมื่อนำทั้งหมดมาประกอบรวมกันแล้ว สำนักงานศาลยุติธรรมได้ให้คำอธิบายของตราสัญลักษณ์นี้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้พระราชทานความบริสุทธิ์ยุติธรรมทั่วทั้งแผ่นดิน[20]

ภาพเครื่องหมายสำนักงานศาลปกครอง
ที่มา: สำนักงานศาลปกครอง (2559)

ส่วนตราสัญลักษณ์ของสำนักงานศาลปกครองนั้น น่าสนใจว่ามีองค์ประกอบน้อยกว่าตราสัญลักษณ์ของศาลยุติธรรม โดยตราสัญลักษณ์นี้เป็นทรงวงรีสมมาตร สื่อถึงการเคลื่อนไหวหมุนไปตลอดเวลา ภายในประกอบด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ ได้แก่ ดุลพาหหรือตราชู สื่อถึงความสมดุล ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และไม่เอนเอียงแก่ฝ่ายใด สะท้อนถึงการทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมเที่ยงตรง ต่อมาคือพระคทาจอมทัพภูมิพลพร้อมพานรอง เป็นพระคทาประจำพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สื่อว่าศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครองจัดตั้งขึ้นสำเร็จในรัชสมัยขององค์ และเน้นย้ำการให้ความยุติธรรมในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ รวมถึงเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ตุลาการผู้ปฏิบัติหน้าที่ และสุดท้ายคือช่อชัยพฤกษ์ หมายถึงความมีชัยชนะในการคิดและการดำเนินการ[21]

การใช้พระคทาจอมทัพ ไม่เพียงแต่มีนัยเน้นย้ำสถานะของพระมหากษัตริย์ในฐานะที่มาของความยุติธรรมตามนัยเดียวกันกับพระแสงขรรค์ไชยศรี แต่ยังสื่อถึงยุคสมัยของอำนาจที่มาพร้อมกำลังบังคับ ไม่ใช่แค่สิทธิธรรมเชิงสัญลักษณ์

ทั้งนี้ พึงสังเกตไว้ว่า โดยรวมแล้วตราสัญลักษณ์ของสำนักงานศาลยุติธรรมและศาลปกครองพยายามสื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างศาลทั้งสองกับองค์พระมหากษัตริย์ โดยอธิบายว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นทั้งที่มาของความยุติธรรมทั้งปวง ทรงเป็นขวัญและกำลังใจให้ข้าราชการผู้พิพากษาและตุลาการที่ปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธย ลักษณะดังกล่าวอาจแตกต่างจากตราสัญลักษณ์ของศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้สื่อถึงองค์พระมหากษัตริย์มากเท่าศาลอื่นๆ ยกเว้นแต่พระขรรค์ตรงดุลพาหที่ทิ่มลงบนรัฐธรรมนูญบนพานแว่นฟ้า[22]

ภาพตราสัญลักษณ์ศาลรัฐธรรมนูญ
ที่มา: ศาลรัฐธรรมนูญ (2553)

คำถามสำคัญคือ เหตุใดองค์กรตุลาการต้องพยายามเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับพระมหากษัตริย์ผ่านสัญลักษณ์ต่างๆ มากขนาดนี้ ในแง่หนึ่งก็อาจเพราะถือคติว่าการพิจารณาพิพากษาคดีใดๆ ของศาลเป็นการพิจารณาพิพากษาคดีในพระปรมาภิไธยขององค์พระมหากษัตริย์[23] ซึ่งมีความเชื่อว่าสายสัมพันธ์ระหว่างองค์กรตุลาการกับพระมหากษัตริย์มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐอื่นๆ ในระนาบเดียวกันตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ อย่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ดังจะเห็นได้จากคำอธิบายของ วิชา มหาคุณ ในปี 2560 ว่า

“…พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจโดยตรงของอำนาจอธิปไตย โดยเฉพาะผู้พิพากษาต้องตัดสินภายใต้พระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ คำนี้มีความหมายมาก พูดง่ายๆ ว่า เป็นสายตรงของพระมหากษัตริย์ ต้องอยู่ในพระเนตรพระกรรณตลอดเวลา ตัดสินคดีถูกต้องหรือไม่ เป็นที่พึ่งของประชาชนได้หรือไม่…[24]”

สายสัมพันธ์พิเศษระหว่างพระมหากษัตริย์กับผู้พิพากษาและตุลาการในพระปรมาภิไธยนี้ อาจไม่ใช่แค่การยึดถือพระมหากษัตริย์เป็นที่พึ่งทางจิตใจให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพียงเท่านั้น เมื่อพิจารณาบริบทสถานการณ์ช่วงก่อนปี 2540 จะพบว่าสายสัมพันธ์นี้ก่อตัวขึ้นจากสององค์ประกอบสำคัญ คือการอบรมสั่งสอนในวงการตุลาการและพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ต่อการเมืองไทย

ในประเด็นการอบรมสั่งสอนในวงการตุลาการ แม้ไม่ปรากฏชัดเจนว่าด้วยเหตุใดและเมื่อใดที่วงการตุลาการไทยอบรมสั่งสอนให้ข้าราชการตุลาการยึดโยงการตัดสินภายใต้พระปรมาภิไธย (ผู้เขียนยังศึกษาประเด็นนี้อยู่) แต่ความเข้าใจดังกล่าวอาจไม่ถูกต้องทั้งในเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติของระบบการปกครอง เพราะในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อำนาจรัฐทั้งหมดสถิตอยู่ในพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่เฉพาะอำนาจตุลาการเท่านั้น การใช้อำนาจรัฐใดๆ ย่อมกระทำในนามของพระมหากษัตริย์ในฐานะสถาบันและองค์ประธานแห่งการปกครองของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหลายล้วนทำงานต่างพระเนตรพระกรรณทั้งสิ้น

แม้ล่วงมาถึงระบอบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญกำหนดให้อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศหรืออำนาจอธิปไตยมาจากปวงชน แต่ก็ยังกำหนดในเชิงพิธีให้พระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจดังกล่าวตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ซึ่งครอบคลุมทั้งในทางนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ

อย่างไรก็ดี นับจากเหตุการณ์คดีพญาระกา ชนชั้นนักกฎหมายก็ถูกควบคุมอย่างใกล้ชิดโดยราชสำนักและอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อป้องกันปฏิกิริยาที่อาจเกิดขึ้นจากความขัดแย้งในระบบราชการที่เพิ่งสถาปนาขึ้นมาในเวลานั้น และสร้างรากฐานให้กับความหมายของการพิพากษาในพระปรมาภิไธยแบบที่เข้าใจในปัจจุบัน

การเข้ามามีอิทธิพลดังกล่าว ทำให้สถาบันตุลาการไทยถูกจัดวางตำแหน่งแห่งที่ใหม่ให้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระมหากษัตริย์ ขณะเดียวกัน ตัวสถาบันตุลาการเองก็พยายามเสริมสร้างสถานะใหม่นี้ โดยบรรดาบรรพตุลาการได้สร้างอัตลักษณ์ของตุลาการขึ้นเพื่อเชื่อมโยงฉากหน้าของตุลาการเข้ากับฉากหลัง ซึ่งคือบรรดาอำนาจอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่ตัวบทกฎหมายที่เกิดจากอำนาจรัฐ แต่เป็นอำนาจวิเศษเหนือกาลเวลา อยู่เหนือระบบการเมืองการปกครอง ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องเลวทรามและชั่วช้า

กฤษณ์พชร โสภณวัตร ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับบทบาทของตุลาการไทยว่า ตุลาการไทยมีอัตลักษณ์ร่วมกัน 4 ประการ ได้แก่ การเป็นคนดี ผู้ดี ผู้รู้ และผู้จงรักภักดี อัตลักษณ์ร่วมของสถาบันตุลาการในยุคปัจจุบันเป็นผลผลิตและเป็นอัตลักษณ์ของสัญญา ธรรมศักดิ์[25] ซึ่งการสร้างอัตลักษณ์ดังกล่าวเป็นผลมาจากการประกอบสร้างแนวคิดในเชิงพระพุทธศาสนาและแนวคิดแบบชาตินิยมที่มีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลาง

เหตุที่ต้องให้ความสนใจกับความคิดและบทบาทของสัญญา ธรรมศักดิ์ ก็เนื่องมาจากสัญญาเป็นบุคคลที่ได้ดำรงตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองในหลายลักษณะ ทั้งประธานศาลฎีกา นายกรัฐมนตรี และประธานองคมนตรี ซึ่งได้รับการยกย่องในบรรดาวงการตุลาการให้เป็นต้นแบบของบรรพตุลาการ[26]

ในบรรดาอัตลักษณ์ทั้งหมด การเป็นผู้จงรักภักดีอาจเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในวงการตุลาการ โดยเริ่มต้นจากการที่สัญญาเน้นย้ำการเป็นผู้พิพากษาภายใต้พระปรมาภิไธย[27] และสร้างค่านิยมว่าตนได้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พระปรมาภิไธย ดังจะเห็นได้จากการปราศรัยหรือถ้อยแถลงต่างๆ

ตัวอย่างเช่น ในงานเลี้ยงวันอำลาของข้าราชการตุลาการ ณ โรงแรมเอราวัณ ปี 2510 สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นผู้หนึ่งที่ได้พ้นจากการเป็นข้าราชการประจำ และได้มีโอกาสให้โอวาทในฐานะประธานศาลฎีกา ความว่า

“ชีวิตเราชาวตุลาการทั้งชีวิต อุทิศให้ความบริสุทธิ์ยุติธรรม เพราะฉะนั้นอย่าได้วอกแวกไปในทางโลภ โกรธ หลง จนเป็นจนเงินเดือนตุลาการก็มากกว่าเงินเดือนข้าราชการพลเรือนอื่นๆ พอสมควรอยู่แล้ว เราอย่าไปคิดรวยลัด รวยเร็ว เพื่อให้คนที่บ้านใส่แหวนเพชรเร็ว เป็นตุลาการคิดอย่างนั้นไม่ได้หรอก…ในบรรดาข้าราชการทั้งหลาย ข้าราชการตุลาการฝ่ายเดียวเท่านั้นที่ทำงานในพระปรมาภิไธย เราเท่านั้น! ที่ทำงานในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์[28]”

เมื่อครั้งที่สัญญา ธรรมศักดิ์ ได้รับแจ้งในปี 2511 ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระประสงค์โปรดเกล้าให้สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นองคมนตรีนั้น สัญญาได้อุทานออกมาว่า

“ตายจริง ผมไม่นึกฝันเลยว่าในหลวงจะทรงเรียกใช้ พระองค์ทรงมีคุณต่อบ้านเมืองเป็นล้นพ้น จะทรงใช้ให้เราไปไหนก็ต้องทำได้ แม้นจะใช้ให้เราไปตายก็ต้องได้[29]”

ลักษณะดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอัตลักษณ์ด้านความจงรักภักดีของสัญญา แม้ในตอนที่ได้รับการโปรดเกล้าให้เป็นนายกรัฐมนตรี ในการแถลงนโยบาย ปี 2516 สัญญาก็ได้แสดงถึงความจงรักภักดีและเทิดทูนพระมหากษัตริย์ไว้ ดังปรากฏในข้อแรกของนโยบาย ความว่า

“รัฐบาลนี้จะเทิดทูนพระมหากษัตริย์ไว้เป็นที่เคารพสักการะอันสูงยิ่งตลอดไป และดำเนินการเพื่อให้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญเป็นหลักในการบริหาราชการแผ่นดินโดยเร็วที่สุด[30]”

ไม่เพียงแต่การปลูกฝังถ่ายทอดต้นแบบของบรรพตุลาการที่สร้างวิธีคิดดังกล่าว ผ่านการอบรมสั่งสอนในหมู่วงข้าราชการตุลาการภายใต้ชุดอุดมการณ์ที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ที่เน้นย้ำว่าบทบาทของผู้พิพากษาต้องวางตนให้ดี โดยเฉพาะความซื่อสัตย์ สุจริต และจงรักภักดี[31] โดยเฉพาะความจงรักภักดี คุณค่าดังกล่าวได้ส่งต่อข้ามกาลเวลาและผูกพันอยู่ในวงการตุลาการ เสมือนหนึ่งเป็นดีเอ็นเอของผู้พิพากษา เพราะไม่ว่าจะผ่านยุคสมัยไปนานเพียงใด ผู้พิพากษาจำนวนมากยังคงถือปฏิบัติว่า ตนเป็นผู้พิพากษาของพระเจ้าอยู่หัว[32] ซึ่งมีกิจพิเศษที่ต้องถือปฏิบัติเพื่อไม่ให้ความเดือนร้อนของประชาชนระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

อีกองค์ประกอบสำคัญของสายสัมพันธ์พิเศษระหว่างพระมหากษัตริย์กับผู้พิพากษาและตุลาการในพระปรมาภิไธย คือพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ต่อการเมืองไทย กล่าวคือพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อการเมืองไทย โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่ทรงเข้ามามีบทบาทสำคัญในวิกฤตการณ์ทางการเมืองของประเทศ โดยอาศัยพระราชสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทย เข้ามาแก้ไขวิกฤตและระงับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น พระมหากรุณาธิคุณนี้ยิ่งทวีขึ้นเมื่อประเทศไทยเผชิญวิกฤตการณ์ทางการเมืองซ้ำๆ ในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 2535 ซึ่งทรงมีรับสั่งให้พลเอกสุจินดา คราประยูร และพลตรีจำลอง ศรีเมืองเข้าเฝ้า แล้วนำไปสู่การลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

พระราชสถานะอันพิเศษประกอบกับพระราชกรณียกิจบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนมายาวนาน อาจเป็นอีกเหตุปัจจัยที่เมื่อมีการจัดตั้งบรรดาสำนักงานศาลต่างๆ ขึ้นมาในช่วงปี 2540 เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้ โดยมีแนวคิดเรื่องการตรวจสอบและควบคุมอำนาจของนักการเมือง ซึ่งในช่วงเวลานั้นถูกมองว่าฉ้อฉล ทุจริต และนำมาสู่วิกฤตในบ้านเมือง การน้อมนำพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มาใช้ประกอบการออกแบบตราสัญลักษณ์เพื่อเป็นภาพแทนของหน่วยงาน จึงเป็นเสมือนการอ้างอิงพระบารมีของพระมหากษัตริย์ในฐานะองค์กรทางการเมืองที่เก่าแก่และเปี่ยมไปด้วยบารมี มาสนับสนุนการต่อสู้หรือคัดง้างกับอำนาจที่อาจถูกมองว่าฉ้อฉลของสถาบันที่เพิ่งเกิดใหม่

เมื่อผนวกกับแนวคิดเรื่องอัตลักษณ์ของผู้พิพากษาแล้ว จะเห็นได้ว่าองค์กรตุลาการไทยพยายามสร้างตัวตนให้ใกล้ชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมืองและแหล่งแห่งความชอบธรรมของตนเองในการเข้ามามีบทบาททางการเมืองในฐานะผู้ภักดีและผู้มีความชอบธรรมสูงสุด

กล่าวโดยสรุปแล้ว สัญลักษณ์และภาพแทนของความยุติธรรมในประเทศไทย อาจไม่ได้สะท้อนอุดมคติแบบสากลที่ยึดโยงกับความเป็นกลางหรือหลักนิติธรรมเพียงอย่างเดียว หากแต่มักปรากฏภายใต้กรอบคิดที่ยึดโยงกับอำนาจรัฐ โดยเฉพาะอำนาจในรูปแบบที่มีลำดับชั้น ศักดิ์ศรี และความศักดิ์สิทธิ์

จากตราพระดุลพาหจนถึงสัญลักษณ์ของศาลในยุคใหม่ ภาพแทนความยุติธรรมในไทยอาจไม่ได้ทำหน้าที่ยืนยันคุณค่าของความยุติธรรม เท่ากับทำหน้าที่ยืนยันความชอบธรรมของอำนาจที่อยู่เหนือประชาชน

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า แท้จริงแล้ว สัญลักษณ์ขององค์กรในกระบวนการยุติธรรมไทย สื่อสารคุณค่าของความยุติธรรม หรือกำลังทำหน้าที่กลบเกลื่อนข้อเท็จจริงที่ว่า ความยุติธรรมในไทยอาจถูกนิยามโดยผู้มีอำนาจ?


เชิงอรรถ

[1] Donna Marie Giancola, “Justice and the Face of the Great Mother (East and West),” paper presented at the World Congress of Philosophy, Boston University, 1998 [Online], accessed April 15, 2025, from https://www.bu.edu/wcp/Papers/Comp/CompGian.htm.

[2] วาทกรรมนั้นอาจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในภาษา แต่มีตัวตนในสิ่งที่เป็นรูปธรรมด้วยเช่นกัน.

[3] เขมภัทร ทฤษฎิคุณ, “ยุติที่ไม่มีธรรม: กระทรวงยุติธรรมไทยในสายธารประวัติศาสตร์,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 25 มีนาคม 2568 [Online], สืบค้นเมื่อ 18 เมษายน 2568, จาก https://pridi.or.th/th/content/2025/03/2388.

[4] บุญเกียรติ การะเวกพันธุ์ และคณะ, “จตุสดมภ์,” สถาบันพระปกเกล้า,  3 พฤศจิกายน 2557 [Online], สืบค้นเมื่อ 18 เมษายน 2568, จาก https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=จตุสดมภ์.

[5] เขมภัทร ทฤษฎิคุณ, อ้างแล้ว เชิงอรรถ 3.

[6] พระยาอนุมานราชธน, พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง, (พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์, 2493), น.43; ดู กรมศิลปากร สำนักหอสมุดแห่งชาติ, ประชุมประกาศตราประจำตำแหน่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, (กรุงเทพฯ: สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร, 2546).

[7] พระยาอนุมานราชธน, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 6, น.43.

[8] กระทรวงยุติธรรม, “ตราสัญลักษณ์กระทรวงยุติธรรม,” กระทรวงยุติธรรม, 16 มกราคม 2560 [Online], สืบค้นเมื่อ 18 เมษายน 2568, จาก https://www.moj.go.th/view/12.

[9] โรแบร์ แลงการ์, กฎหมายตราสามดวง, เล่ม 1, (พระนคร: โรงพิมพ์คุรุสภา, 2505), น. 17-18.

[10] ธรรมคามน์ โภวาที และสุทัศน์ สิริรวย, พระแสงราชศัสตรา, (พระนคร: โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น กรมการปกครอง, 2509), น.18-19.

[11] ดู ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ, “พระแสงขรรค์ชัยศรี คือ สัญลักษณ์เครือข่ายอำนาจขอม,” มติชนสุดสัปดาห์, 5 มกราคม 2560 [Online], สืบค้นเมื่อ 18 เมษายน 2568, จาก https://www.matichonweekly.com/column/article_20207.

[12] มีชื่อมาจากบทละครปักษปะกรนัม เรื่องพญาระกา

[13] หลวงจักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์, เรื่องของเจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์), (กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2564), 76.

[14] กุลลดา เกษบุญชู มี้ด, ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์: วิวัฒนาการรัฐไทย (กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน, 2562), น.206 – 211.

[15] หลวงจักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 12, น.77.

[16] เพิ่งอ้าง, น.78 – 79.

[17] เพิ่งอ้าง, น.79 – 80 และ 87 – 88.

[18] ดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 270 มาตรา 275 มาตรา 280.

[19] กฤษณ์พชร โสมณวัตร อธิบายว่าความพยายามแบ่งแยกและประกันความเป็นอิสระของตุลาการเกิดขึ้นในช่วงปี 2507 – 2508 ภายใต้ข้อเสนอแนะของรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ในช่วงสองปีแรกหลังจากก้าวขึ้นมามีอำนาจ การสร้างระบบตุลาการที่เป็นอิสระนี้มีส่วนสำคัญต่อการส่งเสริมการเติบโตของระบบทุนนิยมไทยในเวลานั้น เนื่องจากระบบทุนนิยมจะเติบโตได้ภายใต้ความมั่นใจในความมั่นคงของชีวิตและทรัพย์สินจากการแทรกแซงโดยอำนาจรัฐ ซึ่งการมีผู้พิพากษาที่เป็นอิสระจะเป็นหัวใจสำคัญของการประกันสิทธิและเสรีภาพในทรัพย์สิน; ดู กฤษณ์พชร โสมณวัตร, “การประกอบสร้างอำนาจตุลาการไทยในสังคมสมัยใหม่,” (วิทยานิพนธ์ หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2562) 307.

[20] เพิ่งอ้าง.

[21] สำนักงานศาลปกครอง, “ตราสัญลักษณ์,” สำนักงานศาลปกครอง, 2 มีนาคม 2559 [Online], สืบค้นเมื่อ 18 เมษายน 2568, จาก https://www.admincourt.go.th/admincourt/site/01sign.html.

[22] ประกาศศาลรัฐธรรมนูญ เรื่อง ตราสัญลักษณ์ของศาลรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2541

[23] บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญจำนวนหนึ่งได้รองรับสถานะความสัมพันธ์ดังกล่าวเอาไว้ ตัวอย่างเช่น ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540.

[24] ดูบทสัมภาษณ์ วิชา มหาคุณ ใน ประชาชาติธุรกิจออนไลน์, “ต้นธารแห่งความยุติธรรม “วิชา มหาคุณ” เทิดไท้องค์ราชัน ร.9,” ประชาชาติธุรกิจ, 4 ตุลาคม 2568 [Online], สืบค้นเมื่อ 18 เมษายน 2568, จาก https://www.prachachat.net/royal-funeral-pyre/news-49979.

[25] กฤษณ์พชร โสมณวัตร, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 18, 388-395.

[26] คำว่า ‘บรรพตุลาการ’ มีความน่าสนใจในเชิงการนำมาใช้เพื่อสร้างชนชั้นของวงการตุลาการให้แตกต่างจากข้าราชการกลุ่มอื่นๆ ซึ่งเป็นการสถาปนาตัวตนและอัตลักษณ์ของข้าราชการตุลาการให้เป็นเอกเทศ รวมถึงในวงการตุลาการโดยเฉพาะศาลยุติธรรมไทยนั้น ได้มีความพยายามสถาปนาสถานะของตุลาการบางคนขึ้นมาให้มีความพิเศษเสมือนหนึ่งว่า ตุลาการยุคหลังเป็นผู้มีเชื้อสายตระกูลเดียวกัน โดยให้ผู้พิพากษายึดถือคุณค่า จริยวัตร และอัตลักษณ์บางอย่างในตัวผู้พิพากษาในอดีต มาถ่ายทอดและผลิตซ้ำเพื่อสร้างตัวตนเดียวกันในหมู่ผู้พิพากษายุคหลัง โดยมองว่าตัวตนหรืออัตลักษณ์ดังกล่าวเป็นทุนประเภทหนึ่ง; แนวคิดในการนำเสนอตัวตนของบรรพตุลาการดังกล่าวได้ในดู สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ (บรรณาธิการ), นิติศาสตร์เสวนา เรื่อง คุณค่าบรรพตุลาการ, (กรุงเทพฯ: สำนักงานศาลยุติธรรม สถาบันวิจัยรพีพัฒนศักดิ์, 2551), 7-8.

[27] กฤษณ์พชร โสมณวัตร, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 18, 394.

[28] สันติสุข โสภณสิริ (บรรณาธิการ), ศาสตราจารย์สัญญาธรรมศักดิ์ กับ 14 ตุลาฯ’16 ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ท่านผู้หญิงพงา ธรรมศักดิ์ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันเสาร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2545, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เดือนตุลา, 2545), 23.

[29] เพิ่งอ้าง, 31.

[30] รายงานการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ 32 (25 ตุลาคม 2516), 247-251 อ้างใน นรนิติ เศรษฐบุตร, หนังสือที่ระลึกพิธีพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2545), 35-40.

[31] สมลักษณ์ จัดกระบวนพล, “ข้อคิดว่าด้วยการถวายสัตย์ปฏิญาณ ต่อองค์พระมหากษัตริย์,” 3 ตุลาคม 2562, มติชนออนไลน์ [Online], สืบค้นเมื่อ 8 พฤษภาคม 2568, จาก https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_1696488.

[32] ดู ผู้จัดการออนไลน์, “เปิดตัวตน “ปัญจพล เสน่ห์สังคม” เจ้าของวาทะ “ผมเป็นผู้พิพากษาของพระเจ้าอยู่หัว”!” 7 สิงหาคม 2558, ผู้จัดการออนไลน์ [Online], สืบค้นเมื่อ 8 พฤษภาคม 2568, จาก https://mgronline.com/onlinesection/detail/9580000089171.

การแก้ไขสนธิสัญญาเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชอันสมบูรณ์โดยมีอำนาจอธิปไตยของตนอย่างเต็มเปี่ยม

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2564 บนเว็บไซต์ pridi.or.th

เหตุแห่งการทำ “สนธิสัญญาเบาว์ริง” นั้นเป็นจุดเปลี่ยนของสยามในหลายลักษณะ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และระบบราชการของประเทศ โดยหนึ่งในเรื่องที่มีความสำคัญเรื่องหนึ่งก็คือ “การเสียเอกราชทางการศาล”

เนื่องจากสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคทำให้ไทยไม่มีเอกราชสมบูรณ์โดยต้องเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในการบังคับใช้กฎหมายเหนือคนในบังคับของสหราชอาณาจักร และประเทศอื่นๆ ประมาณอีก 12 ประเทศที่ได้จัดทำสนธิสัญญาในลักษณะเดียวกันกับสนธิสัญญาเบาว์ริง

แม้โดยเนื้อวัตถุประสงค์ของสนธิสัญญาเบาว์ริงจะมีวัตถุประสงค์ในฐานะสนธิสัญญาทางการค้าพาณิชย์ แต่เนื้อหาของสนธิสัญญาโดยส่วนใหญ่มีการพูดถึงเรื่องการค้าไว้เพียงไม่กี่ข้อเท่านั้น (สาระและใจความเกี่ยวกับการค้าจะปรากฏตามข้อ 1 ข้อ 4 และข้อ 8 ซึ่งพูดถึงการรับรองการค้าเสรีกับการไม่จำกัดสิทธิของคู่ค้า และการไม่เก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อนและไม่เกินร้อยละ 3) 

สำหรับข้ออื่นๆ อีกประมาณ 9 นั้น เน้นเรื่องความคุ้มครองคนในบังคับของของสหราชอาณาจักรและการตั้งสถานีการค้า ห้างร้านและบริษัท โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่คนไทยส่วนใหญ่ให้ความสนใจคือ การจำกัดเขตอำนาจของศาลไทยเหนือคนในบังคับของสหราชอาณาจักรในข้อ 2 และ 3 ความดังต่อไปนี้

ภาพ: เนื้อหาในหนังสือสนธิสัญญาเบาว์ริง ข้อ 2 
ที่มา: The National Archives, United Kingdom.

“ข้อ 2 ว่าบันดาการงานของคนที่อยู่ในบังคับอังกฤษซึ่งเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ก็ต้องฟังบังคับบันชาของกงซุนที่เข้ามาตั้งอยู่ ณกรุงฯ กงซุนจะได้ทำหนังสือสัญญานี้ แลข้อหนังสือสัญญาเก่าที่มิได้ยกเสียจงทุกประการแล้ว จได้บังคับบันชาคนในบังคับอังกฤษให้ทำตามด้วย 

แล้วกงซุนจรับรักษากดหมายการค้าขาย แลกดหมายที่จะห้ามปรามมิให้คนที่อยู่ในบังคับอังกฤษทำผิดล่วงเกินกดหมายของอังกฤษกับไทที่มีอยู่แล้ว แลจะมีต่อไปพายน่า ถ้าคนอยู่ในบังคับอังกฤษ จะเกิดวิวาทกันขึ้นกับคนอยู่ในบังคับไท กงซุนกับเจ้าพนักงานฝ่ายไทจะปฤกษาชำระตัดสินคนอยู่ในบังคับอังกฤษทำผิด กงซุนจะทำโทษตามกดหมายอังกฤษ คนอยู่ในบังคับไททำผิดไทจะทำโทษตามกดหมายเมืองไท 

ถ้าคนอยู่ใต้บังคับไทเปนความกันเอง กงซุนไม่เอาเปนธุระ คนอยู่ในบังคับอังกฤษเปนความกันเอง ไทก็ไม่เอาเปนธุระ แลไทกับอังกฤษยอมกันว่า กงซุนซึ่งจเข้ามาตั้งอยู่ ณ กรุงเทพมหานครนั้นยังไม่ตั้ง ต่อเมื่อทำหนังสือสัญญาตกลงๆ ชื่อกันแล้ว กำปั่นอังกฤษเข้ามาค้าขาย ณ กรุงเทพมหานคร ใช้ธงอังกฤษมีหนังสือสำหรับลำเปนสำคัญครบ ๑๐ ลำ หนังสือสัญญาปิด์ตราเฃ้ามาถึงเปลี่ยนกันแล้ว กงซุนจึ่งตั้งได้”[1]

ภาพ: เนื้อหาในหนังสือสนธิสัญญาเบาว์ริง ข้อ 3
ที่มา: The National Archives, United Kingdom.

“ข้อ 3 ว่าคนซึ่งอยู่ในบังคับไทจะไปเปนลูกจ้างอยู่ในบังคับอังกฤษก็ดี คนอยู่ในใต้บังคับไทที่มิได้เปนลูกจ้างก็ดี ทำผิดกดหมายเมืองไทจะหนีไปอาไศรยอยู่กับคนในบังคับอังกฤษซึ่งอยู่ในกรุงเทพมหานคร มีพยานว่าทำผิดหนีไปอยู่กับคนในบังคับอังกฤษจริง กงซุนจะจับตัวส่งให้กับเจ้าพนักงานฝ่ายไท

ถ้าคนอยู่ในบังคับอังกฤษที่เข้ามาตั้งบ้านเรือนแลเข้ามาอาไศรยค้าฃายอยู่ในกรุงเทพมหานครทำผิด หนีไปอยู่กับคนในใต้บังคับไท ถ้ามีพยานว่าทำผิดหนีไปอยู่กับคนในบังคับไทจริง กงซุนจะฃอเอาตัวเจ้าพนักงานฝ่ายไทจะจับตัวส่งให้ ถ้าพวกจีนคนไรว่าเปนคนอยู่ในบังคับของอังกฤษไม่มีสำคัญสิ่งไรเปนพยานว่าเปนคนอยู่ในบังคับอังกฤษ กงซุนไม่รับเอาเปนธุระ”[2]

ในมุมมองของอังกฤษ ระบบกฎหมายของสยามในเวลานั้นมีปัญหาเนื่องจากเป็นระบบกฎหมายที่ล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับการทำงานของกลไกตลาดดังจะได้กล่าวต่อไป การเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตนั้นเป็นไปเพื่อมิให้นำกฎหมายของสยามในเวลานั้นมาใช้กระทบกับการค้าพาณิชย์ระหว่างสยามและสหราชอาณาจักร โดยข้อตกลงดังกล่าวได้กลายมาเป็นต้นแบบของประเทศอื่นๆ อีก 12 ประเทศที่ได้เข้ามาทำสนธิสัญญากับสยามและจำกัดเขตอำนาจศาลของสยามเหนือคนในบังคับของตน

การปฏิรูปกฎหมายภายใต้เงาของการเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต

กระบวนการปฏิรูปกฎหมายเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาคทำให้ไทยไม่มีเอกราชสมบูรณ์ โดยจำกัดอำนาจทางการศาลของไทยเอาไว้ไม่ให้นำไปใช้กับคนในบังคับของสหราชอาณาจักร หรือประเทศซึ่งไทยได้เข้าทำสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและการค้าในลักษณะเดียวกันกับสนธิสัญญาเบาว์ริง

ในทางประวัติศาสตร์กฎหมายไทยนั้น นักกฎหมายไทยที่ให้ความสนใจศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายโดยส่วนใหญ่ได้อธิบายการปฏิรูปกฎหมายไทยนั้นเป็นผลมาจากการเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ดังเช่นในงานของ ‘แสวง บุญเฉลิมวิภาส’ ผู้บรรยายและนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์กฎหมายคนสำคัญของประเทศไทย ได้แสดงให้ความเห็นว่า “ในทางประวัติศาสตร์ เรามักจะกล่าวถึงสาเหตุสำคัญที่หลายประเทศเอเชีย รวมทั้งประเทศไทยด้วย ต้องยอมรับกฎหมายสมัยใหม่จากตะวันตกมาใช้ในระบบกฎหมายของตนว่าเนื่องมาจากปัญหาในเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขต จึงจำเป็นต้องปรับปรุงระบบกฎหมายให้ทันสมัย ซึ่งสาเหตุดังกล่าวก็เป็นเหตุผลและความจำเป็นที่มีอยู่ในเวลานั้น”[3]

การสรุปว่าการปฏิรูปกฎหมายภายใต้เงาของการเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตนั้นไม่ถูกต้องเสียทีเดียว ในความเห็นของผู้เขียนแล้ว การปฏิรูปกฎหมายนั้นเหตุที่สำคัญที่สุดก็คือ การที่สยามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทุนนิยมโลกผ่านการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงกับสหราชอาณาจักร ซึ่งทำให้เศรษฐกิจของสยามผูกพันกับระบบเศรษฐกิจของโลก เมื่อเป็นเช่นนั้นสยามจึงต้องปรับตัวเข้ากับระเบียบของโลกใหม่ (New World Order)

ระบบกฎหมายแบบเดิมของสยามที่วางรากฐานอยู่ตามคติพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งแสดงถึงพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์และไม่มีการรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เนื่องจากภายใต้บริบทของ “กฎหมายตราสามดวง” ไทยที่รับอิทธิพลจากคติพราหมณ์-ฮินดู และถูกดัดแปลงด้วยบริบทการเมืองเฉพาะของสยามนั้น ไม่ได้รับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เช่น กฎหมายตราสามดวงไม่ได้รับรองเสรีภาพทางเศรษฐกิจพื้นฐานอย่างระบบกรรมสิทธิ์ ภายใต้ระบบกฎหมายตราสามดวงของสยาม กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งหมดเป็นของพระมหากษัตริย์ เพียงแต่ทรงอนุญาตให้ประชาชนใช้ประโยชน์ได้เท่านั้น[4] หรือ ระบบกฎหมายสัญญาที่ไม่ได้รับรองสิทธิของคู่สัญญาภายใต้สถานะที่เท่าเทียมกัน เป็นต้น 

หลักกฎหมายทั้งสองประการ เป็นพื้นฐานของโครงสร้างตลาดภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ในขณะที่กฎหมายอาญาก็ไม่ได้เน้นการลงโทษบุคคลที่กระทำการฝ่าฝืนการจัดสรรทรัพยากรโดยกลไกตลาด หากแต่เป็นการลงโทษเพื่อรักษาพระเดชานุภาพในการปกครองเท่านั้น และในแง่ของวิธีพิจารณาคดีที่ศาลใช้ก็เน้นการจารีตนครบาล ซึ่งเป็นรูปแบบของการลงโทษเพื่อให้ยอมรับสารภาพในความผิด[5]

บริบทดังกล่าวแสดงความไม่สอดคล้องของกฎหมายที่จะรองรับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่จะเข้ามา การปฏิรูปกฎหมายของสยามในช่วงแรกจึงกระทำโดยการนำกฎหมายจารีตประเพณีของอังกฤษเข้ามาใช้ แต่ในท้ายที่สุดภายใต้การแนะนำของ ‘มงซิเออร์กุสตาฟ โรลัง ยัคมินส์’ (Gustave Rolin Jaequemyns) หรือ ‘พระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ’

‘มงซิเออร์กุสตาฟ โรลัง ยัคมินส์’ (Gustave Rolin Jaequemyns) หรือ ‘พระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ’เป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายชาวเบลเยียม ซึ่งมารับราชการในตำแหน่งที่ปรึกษาราชการทั่วไปของสยามประเทศเป็นเวลาถึง 9 ปี ได้แนะนำให้รัฐบาลสยามเปลี่ยนแปลงระบบกฎหมายเดิมซึ่งรัตนโกสินทร์ได้รับสืบทอดมาจากสมัยอยุธยา โดยการยกร่างประมวลกฎหมายขึ้นมาแบบประเทศภาคพื้นทวีปยุโรป ซึ่งรัฐบาลสยามของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ดำเนินการจ้างนักกฎหมายชาวญี่ปุ่นและฝรั่งเศสมาเพื่อช่วยเหลือกุสตาฟ โรลัง ยัคมินส์ เพื่อจัดทำประมวลกฎหมาย[6] ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นสูงและที่ปรึกษาชาวต่างชาติเป็นอย่างดี 

เว้นเสียแต่ ‘พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์’ และ ‘พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์’ จบการศึกษากฎหมายมาจากประเทศสหราชอาณาจักร มองว่าการจัดทำประมวลกฎหมายนั้นทำได้ยาก และใช้เวลานานในการเรียบเรียงกฎหมายให้เป็นระบบ อีกทั้งเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ[7]

อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดความเห็นของกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ก็เป็นอันตกไป รัฐบาลสยามมุ่งมั่นในการจัดทำประมวลกฎหมายขึ้นมา และแม้จะล่าช้าด้วยความขัดแย้งภายในของคณะกรรมการร่างกฎหมาย แต่ในที่สุดประมวลกฎหมายฉบับแรกของไทยก็สำเร็จ โดยรัฐบาลสยามได้ประกาศใช้ กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127” เป็น “ประมวลกฎหมายฉบับแรก” และต่อมาได้ประกาศใช้ “ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บางบรรพ”

‘ปรีดี พนมยงค์’ กับ ภารกิจการแก้ไขสัญญาเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชอันสมบูรณ์โดยมีอำนาจอธิปไตยของตนอย่างเต็มเปี่ยม

นาย ‘ปรีดี พนมยงค์’ มีความตระหนักและมีความตั้งใจที่จะแก้ไขสิทธิสภาพนอกอาณาเขตมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นนักศึกษาวิชากฎหมายในโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม ดังความเคยเล่าไว้ว่า

“ระหว่างที่ข้าพเจ้าศึกษาวิชากฎหมายนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่ามหาอำนาจต่างชาติถือสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเหนือประเทศสยาม  ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางทฤษฎีหรือทางปฏิบัติ  

คนในสังกัดมหาอำนาจเหล่านี้ไม่ต้องขึ้นศาลไทย เพราะคดีที่มีคู่ความเป็นคนสังกัดต่างชาติเหล่านั้น จะต้องให้ศาลกงสุลหรือศาลคดีระหว่างประเทศตัดสิน ทั้งนี้เป็นไปตามสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคระหว่างชาติมหาอำนาจกับประเทศสยาม 

ในศาลคดีระหว่างประเทศ คำวินิจฉัยของผู้พิพากษาชาติยุโรปจะมีน้ำหนักกว่าคำวินิจฉัยของผู้พิพากษาชาวสยาม ข้าพเจ้าไม่พอใจการอำนาจอธิปไตยเช่นนี้เลย ข้าพเจ้าจึงได้ตัดสินใจที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชอันสมบูรณ์โดยมีอำนาจอธิปไตยของตนอย่างเต็มเปี่ยม…”[8]

แม้ว่าประเทศสยามจะได้มีการปรับปรุงกฎหมายให้มีความทันสมัยมากขึ้นพร้อมๆ กับการปรับปรุงระบบราชการให้มีความทันสมัย แต่ปัญหาการเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตนั้นก็ยังไม่ได้ถูกแก้ไขในทันที ดังเช่นที่มีผู้พยายามอธิบายและได้สร้างความเข้าใจผิดว่า ประเทศสยามสามารถแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าวไปแล้วตั้งแต่รัชสมัย ‘พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว’ หรือบ้างก็ย้ำว่าได้แก้ไขอย่างเรียบร้อยและสมบูรณ์ไปแล้วในรัชสมัย ‘พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว’

อันเนื่องมาจากประเทศสยามเข้าร่วมมหาสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับการพิจารณาและได้รับการรับรองแล้วว่ามีความเจริญตามแบบอย่างนานาอารยประเทศ[9] แต่แท้ที่จริงแล้ว หากไม่มีการยอมรับการแก้ไขสนธิสัญญาร่วมกันระหว่างประเทศภาคีในสนธิสัญญาแล้ว อันความตกลงซึ่งได้ทำกันเอาไว้ก็ย่อมผูกพันกันต่อไป  

ดังนั้น เมื่อมีการอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครองสยามจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ในมุมมองของนายปรีดีที่เห็นว่าปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตยังคงกัดกร่อนและกระทบกระเทือนต่อเอกราชสมบูรณ์ของประเทศสยาม ดังคำประกาศหลัก 6 ประการ ข้อที่ 1 ที่คณะราษฎรได้เคยประกาศไว้ว่า “จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในบ้านเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง”

“คณะราษฎร” โดย ‘หลวงประดิษฐ์มนูธรรม’ หรือ นาย ‘ปรีดี พนมยงค์’ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการแก้ไขบรรดาสนธิสัญญาที่สยามได้เคยทำเอาไว้และสร้างความไม่เสมอภาคทำให้ไทยไม่มีเอกราชสมบูรณ์ โดยเข้าเจรจากับประเทศต่างๆ ในช่วงปี พ.ศ. 2480 – 2481 ซึ่งนายปรีดี ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เอาไว้ในหนังสือ โมฆสงคราม ตอนหนึ่งว่า

“การดำเนินนโยบายการเมืองระหว่างประเทศสมัยพระยาพหลฯ ได้รับผลประจักษ์เป็นรูปธรรม โดยอาศัยวางพื้นฐานประชาธิปไตยภายในประเทศให้เป็นกำลังหลักของปวงชนชาวสยาม และการจัดทำประมวลกฎหมายครบถ้วนเป็นหลักประกันให้แก่ชาวสยามและชาวต่างประเทศที่เข้ามาพึ่งโพธิสมภาร อีกทั้งเราประคับประคองบรรยากาศสันติภาพไว้ให้ดี เราจึงเป็นฝ่ายกุมดุลแห่งอำนาจระหว่างประเทศไว้ในส่วนที่เกี่ยวกับสยาม  

ดังนั้น เราจึงสามารถบอกเลิกสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับ 12 ประเทศ แล้วเปิดการเจรจาทำสนธิสัญญาใหม่โดยถือหลักเสมอภาค, ถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน, ความเป็นธรรม, ประโยชน์แก่กันและกัน   

นานาประเทศจึงเห็นใจเรายินยอมทำสนธิสัญญานั้น อันเป็นผลให้ปวงชนชาวสยามมีความเป็นเอกราชและอธิปไตยสมบูรณ์ทุกประการ ศาลต่างประเทศและศาลกงสุลได้ยกเลิกไป ศาลสยามมีอำนาจเต็มที่ในการชำระคดีของคนต่างประเทศด้วย”[10]

กล่าวโดยสรุป ผลประการหนึ่งของการเข้าทำสนธิสัญญาเบาว์ริงนั้น แม้จะมีผลเป็นการทำให้สยามเปิดตลาดเข้าสู่ตลาดโลกผ่านการค้ากับสหราชอาณาจักร แต่ก็ทำให้สยามมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามเนื้อหาของสนธิสัญญาโดยจำกัดอำนาจศาลไทยเหนือคนในบังคับของอังกฤษ เนื่องมาจากกฎหมายไทย ไม่สอดคล้องกันกับระเบียบของโลกในเวลานั้นที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ยุโรป และการเติบโตของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม  

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาประเทศสยามก็สามารถดำเนินการปฏิรูปกฎหมายสำเร็จ แต่สถานะความไม่เสมอภาคนั้นยังคงดำเนินอยู่ต่อไปจนกระทั่งภายหลังเมื่อรัฐบาลคณะราษฎรได้เข้ามาบริหารประเทศ และได้ดำเนินนโยบายเพื่อให้ประเทศไทยมีเอกราชสมบูรณ์ผ่านการเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคและจัดทำสนธิสัญญาฉบับใหม่ขึ้นแทนที่ สยามประเทศจึงได้เอกราชกลับคืน ดังปณิธานของคณะราษฎรที่มุ่งเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเพื่อให้สอดคล้องกับประชาธิปไตยสมบูรณ์

อ่าน: สนธิสัญญาเบาว์ริง” ต้นฉบับจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ประเทศอังกฤษ (The National Archives, United Kingdom) จัดทำเอกสารและถ่ายภาพโดย อาจารย์พิพัฒน์ กระแจะจันทร์

Infographic: การเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคทำให้ไทยได้รับเอกราชอธิปไตยสมบูรณ์ โดย กุลพัชร์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา

หมายเหตุ: จัดรูปแบบอักษรโดยบรรณาธิการ


[1] คัดลอกความจากต้นฉบับสนธิสัญญาเบาว์ริง จาก The National Archives, United Kingdom.

[2] คัดลอกความจากต้นฉบับสนธิสัญญาเบาว์ริง จาก The National Archives, United Kingdom.

[3] แสวง บุญเฉลิมวิภาศ, ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย (พิมพ์ครั้งที่ 13, วิญญูชน 2557) 136.

[4] เขมภัทร ทฤษฎิคุณ‘กรรมสิทธิ์ที่ดินก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง’ (สถาบันปรีดี พนมยงค์, 12 มีนาคม 2564) <https://pridi.or.th/th/content/2021/03/635&gt; สืบค้นเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2564 และ คงสัจจา สุวรรณเพ็ชร, “อ่านประวัติศาสตร์พระปฐมบรมราชโองการ (ใหม่) : คันฉ่องสะท้อนนัยยะทางกฎหมายและการเมืองของกษัตริย์และสยามสมัยใหม่” แปลโดย อัญชลี มณีโรจน์ (2563) 18 ฟ้าเดียวกัน 2, 18 – 19.

[5] แสวง บุญเฉลิมวิภาศ, (เชิงอรรถที่ 3) 141 – 142.

[6] เพิ่งอ้าง 203.

[7] เพิ่งอ้าง 203 – 204.

[8] ปรีดี พนมยงค์, ชีวิตผันผวนของข้าพเจ้า และ 21 ปีที่ลี้ภัยในสาธาณรัฐราษฎรจีน (แปลโดย พรทิพย์ โตใหญ่ และ จำนง ภควรวุฒิ, เทียนวรรณ 2529) 18 อ้างใน พระกษิดิศ สุหชฺโช, ‘การยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต: จากกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ถึงนายปรีดี พนมยงค์’ (สถาบันปรีดี พนมยงค์, 7 สิงหาคม 2563) < https://pridi.or.th/th/content/2020/08/371 > สืบค้นเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2564.

[9] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ใน คำนำของหนังสือการสิ้นสุดแห่งสภาพนอกอาณาเขตต์ในกรุงสยาม ตีพิมพ์ครั้งที่ 3 โดย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2547 หน้า 11; อ้างใน พระกษิดิศ สุหชฺโช, เพิ่งอ้าง.

[10] เพิ่งอ้าง.

บทความที่เกี่ยวข้อง