นำเสนอ – ความท้าทายเกี่ยวกับนโยบายทางกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานเสวนาออนไลน์ที่จัดโดยสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยงานเสวนานี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการพูดถึงนโยบายทางกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ควรจะเป็นไปในทิศทางใดในอนาคต

งานเสวนาครั้งนี้มีวิทยากรประกอบไปด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมัย โกรทินธาคม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คุณเขมภัทร ทฤษฎิคุณ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) อาจารย์รชณัฐ มะโนแสน อาจารย์ประจำสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรัชมน พิเชฐวรกุล (อาจารย์ประจำสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง) เป็นผู้ดำเนินรายการ

งานเสวนาประกอบไปด้วยเนื้อหา 2 รอบ โดยในรอบแรกเป็นการอธิบายประเด็นเกี่ยวกับนโยบายกฎหมายไทยความท้าทายเกี่ยวกับนโยบายทางกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเริ่มจากการฉายภาพประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการควบคุมการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สภาพปัญหาและนโยบายที่เกิดขึ้นจากการควบคุมเครื่องการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปัจจุบัน มุมมองในการกำกับกิจการในกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ และข้อพิจารณาในการลดผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ ในส่วนของรอบที่ 2 จะเป็นการสรุปประเด็นและตอบคำถาม

ในส่วนการนำเสนอของผม จะเป็นการอธิบายเรื่องปัญหาทางกฎหมายและนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งผมอธิบายให้เห็นว่า นโยบายและกฎหมายไทยว่าด้วยการควบคุมการผลิตและการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีลักษณะ “ขัดขา” การพัฒนาอุตสาหกรรมสุราในประเทศ โดยเฉพาะในมิติของการแข่งขัน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทั้งที่โดยหลักการ กฎหมายควรทำหน้าที่เป็นเครื่องมือกำกับที่สมดุลระหว่างการคุ้มครองสาธารณสุขกับการส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเหมาะสม

จากกรอบแนวคิดว่า กฎหมายเปรียบเสมือน “ชุดคำสั่ง” ซึ่งหากออกแบบเงื่อนไขและตัวแปรไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ย่อมก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่บิดเบือน และส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในทางปฏิบัติ กฎหมายสุราของไทยในปัจจุบันสะท้อนปัญหานี้อย่างชัดเจน ทั้งในด้านโครงสร้างการผลิต การจัดเก็บภาษี การโฆษณา และการกำกับพฤติกรรมผู้ประกอบการรายย่อย

ในเชิงโครงสร้างตลาด เอกสารชี้ว่า กฎหมายในอดีตได้สร้างเงื่อนไขการผลิตที่ซับซ้อนและมีต้นทุนสูง ส่งผลให้อุตสาหกรรมสุราของไทยกระจุกตัวอยู่ในมือผู้ผลิตรายใหญ่ไม่กี่ราย ข้อมูลส่วนแบ่งตลาดสะท้อนการแข่งขันที่จำกัด ทั้งในกลุ่มเบียร์และสุรากลั่น ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยแทบไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากเงื่อนไขด้านสัญชาติ ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ กำลังการผลิต และข้อจำกัดด้านเทคนิคที่ไม่สอดคล้องกับศักยภาพของผู้ผลิตขนาดเล็กหรือสุราชุมชน

แม้จะมีการปรับปรุงกฎหมายในระยะหลัง เช่น การยกเลิกเงื่อนไขกำลังการผลิตและทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสำหรับเบียร์บางประเภท เอกสารชี้ว่า กฎหมายใหม่ยังแก้ไขปัญหาเดิมได้เพียงบางส่วน และยังคงรักษาโครงสร้างการเลือกปฏิบัติไว้หลายประการ เช่น การห้ามคนต่างด้าวผลิตสุราในประเทศ การแยกระหว่าง brew pub กับการผลิตเพื่อบรรจุขวดหรือกระป๋อง รวมถึงการเพิ่มต้นทุนเชิงกฎระเบียบให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งในทางนโยบายอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์และลดแรงจูงใจในการเข้าสู่ระบบที่ถูกกฎหมาย

ในด้านภาษีสรรพสามิต เอกสารชี้ให้เห็นความไม่เป็นธรรมและความไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษี กล่าวคือ อัตราภาษีไม่ได้ยึดโยงกับระดับแอลกอฮอล์หรือความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างแท้จริง ส่งผลให้เครื่องดื่มบางประเภทที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงกลับถูกจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเครื่องดื่มประเภทอื่น ขณะที่ไวน์และเบียร์ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกันในเชิงการบริโภคกลับถูกจัดเก็บภาษีในอัตราที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์นี้สะท้อนว่าภาษีสุราของไทยยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายด้านสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ กฎหมายสุราของไทยปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์และการพัฒนาองค์ความรู้ โดยเฉพาะในกรณีการผลิตเพื่อบริโภคเอง (home brew) ซึ่งถูกจำกัดทั้งด้านวัตถุดิบ ปริมาณการผลิต การแจกจ่าย และการแปรรูป แม้จะไม่ได้มีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์ ข้อจำกัดดังกล่าวแตกต่างจากแนวทางของหลายประเทศที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถทดลองและพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ภายใต้กรอบความปลอดภัยพื้นฐาน และอาจเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะยาว

ในมิติการโฆษณา เอกสารตั้งข้อสังเกตว่ากฎหมายไทยมีลักษณะ “ควบคุมแบบเหมารวม” และขาดสัดส่วน โดยสามารถบังคับใช้กับผู้ประกอบการรายเล็กได้อย่างเข้มงวด แต่กลับไม่สามารถจัดการกับการสื่อสารเชิงการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์คือ การบังคับใช้กฎหมายที่สร้างความรู้สึกไม่เป็นธรรม และไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการคุ้มครองสังคมอย่างแท้จริง

จากการวิเคราะห์ดังกล่าว เอกสารเสนอแนวทางแก้ไขเชิงนโยบายโดยเน้นการปรับปรุงกฎหมายให้มีความได้สัดส่วนและสอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดอุปสรรคในการขออนุญาต การรับรองสิทธิในการผลิตเพื่อบริโภค การปรับกรอบการโฆษณาให้สามารถกำกับได้โดยไม่ปิดกั้นเกินจำเป็น รวมถึงการจัดทำแนวทางปฏิบัติร่วมกับภาคเอกชนและเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้การกำกับดูแลมีความชัดเจน เป็นธรรม และคาดการณ์ได้ในทางปฏิบัติ

การใช้ภาษีเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2563 บนเว็บไซต์ pridi.or.th

รายได้กว่าร้อยละ 80 ของรายได้ที่รัฐบาลรัฐบาลจัดเก็บได้ มาจากรายได้ที่เป็นภาษี   อย่างไรก็ตาม นอกจากภาษีเป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัฐแล้ว ภาษียังทำหน้าที่อย่างอื่นตามนโยบายของรัฐบาลด้วย ซึ่งหน้าที่สำคัญ คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนภายในรัฐให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีสรรพสามิต ซึ่งเป็นภาษีที่รัฐเก็บจากสินค้าหรือบริการบางประเภทเป็นการเฉพาะ

ภาษีสรรพสามิตในฐานะแหล่งรายได้ของรัฐ

โดยทั่วไปแล้ว รายได้ของรัฐประกอบไปด้วยรายได้ของรัฐที่เป็นภาษีและไม่ใช่ภาษี  ในส่วนของรายได้ที่ไม่ใช่ภาษีนั้น ได้แก่ รายได้ที่รัฐวิสาหกิจนำส่งคลัง รายได้ค่าเช่าจากทรัพย์สินของกรมธนารักษ์ และรายได้อื่น ๆ เช่น ค่าธรรมเนียมที่รัฐเก็บจากบริการต่างๆ เป็นต้น  สำหรับรายได้ของรัฐที่เป็นภาษีนั้นมาจากภาษีสำคัญ 3 อย่าง คือ ภาษีสรรพากร ซึ่งเก็บจากฐานเงินได้และฐานความมั่งคั่ง  ภาษีศุลกากร ที่เก็บจากฐานการนำเข้าและส่งออก และภาษีสรรพสามิต อันเก็บจากฐานการบริโภคสินค้าหรือบริการ

ภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีทางอ้อมที่จัดเก็บจากฐานการบริโภคจากสินค้าและบริการบางประเภท โดยจัดเก็บเพียงครั้งเดียว (Single Stage) จากผู้ประกอบการ ซึ่งได้แก่ ผู้ผลิตสินค้าหรือบริการ และผู้นำเข้า[1] ซึ่งในความเป็นจริงผู้ประกอบการจะปัดภาระภาษีมาสู่ผู้บริโภคโดยรวมอยู่ในราคาสินค้าและบริการนั้น ๆ ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) พบว่า ใน พ.ศ. 2564 กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีได้มากเป็นอันดับสองลองจากภาษีสรรพากร โดยมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 23.81 คิดเป็นเงิน 46,429 ล้านบาท

ภาพผลรวมรายได้จัดเก็บของรัฐบาลในปี พ.ศ. 2564

ที่มา: สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน), ผลรวมรายได้จัดเก็บของรัฐบาล (Gross) ในปี 2564.

ภาพรวมผลการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิต ในปี พ.ศ. 2564 เทียบปี พ.ศ. 2563

ที่มา: สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน), ผลรวมรายได้จัดเก็บของรัฐบาล (Gross) ในปี 2564.

วัตถุประสงค์ในการจัดก็บภาษีสรรพสามิต

การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตไม่ได้เป็นไปเพื่อหารายได้ให้กับรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ภาษีสรรพสามิตยังตอบสนองต่อวัตถุรประสงค์ในการใช้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค (ประชาชน) เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลโดยที่ไม่เป็นการบังคับประชาชนในลักษณะเป็นการห้ามด้วยอำนาจของกฎหมาย

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคโดยใช้กลไกทางภาษีนั้นกระทำโดยการที่ภาษีเข้าไปแทรกแซงกลไกราคาสินค้าหรือบริการ ทำให้ราคาสินค้าและบริการผิดแปลกไปจากราคาตลาด เช่น สมมติราคาเบียร์หนึ่งกระป๋องราคาทั่วไปราคา 20 บาท แต่เมื่อกำหนดให้เบียร์เป็นสินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต ราคาของเบียร์ย่อมเพิ่มขึ้นไปจากเดิม เป็นต้น การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตแต่เดิมนั้นมีแนวคิดในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตมีอยู่ 4 ประการ ดังนี้

ประการแรก ภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บจากสินค้าฟุ่มเฟือย (The Luxury Excise) การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากสินค้าฟุ่มเฟือยมีสาเหตุมาจากรัฐพิจารณาแล้วเห็นว่า  สินค้าหรือบริการซึ่งประชาชนบริโภคนั้น สินค้าบางอย่างไม่จำเป็นต่อมาตรฐานการครองชีพของประชาชนอย่างสมเหตุสมผล รัฐจึงอาศัยฐานนี้เพื่อจัดเก็บภาษี[2] กรณีของสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น รถยนต์ น้ำหอม และไวน์ เป็นต้น

ประการที่สอง ภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บจากสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (The Sumptuary Excise) หรือกระทบต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากสินค้าประเภทนี้เนื่องมาจากรัฐพิจารณาแล้วว่า สินค้าบางอย่างมีลักษณะไม่เหมาะสมแก่การบริโภค เช่น สุรา ยาสูบ และสินค้ามีน้ำตาล เป็นต้น หรือสินค้าบางอย่างหากบริโภคมากจะกระทบต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน เช่น สุรา เป็นต้น[3]

ประการที่สาม ภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บจากสินค้าหรือบริการบางอย่างซึ่งได้รับประโยชน์เป็นพิเศษจากกิจการของรัฐบาล (Benefit Based Excise) ซึ่งโดยหลักของการจัดเก็บภาษีถือว่า สินค้าใดได้รับประโยชน์จากกิจการใดซึ่งรัฐเป็นผู้ให้บริการ ผู้ผลิตก็ควรเสียค่าบริการเป็นการชดเชยให้แก่รัฐ เพราะถ้าปราศจากบริการเหล่านี้แล้วธุรกิจอาจจะดำรงอยู่ไม่ได้ เพราะสินค้าอาจจะไม่มีประโยชน์แก่การบริโภค ฉะนั้นรัฐควรจะได้รับส่วนแบ่งจากผลประโยชน์ที่ผู้ผลิตได้รับบ้างเพื่อนำมาซ่อมแซมหรือปรับปรุงบริการให้ดีขึ้น กรณีตัวอย่าง เช่น น้ำมัน และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เป็นต้น[4]

ประการที่สี่ ภาษีสรรพสามิตเบ็ดเตล็ด (Miscellaneous Excises) ซึ่งโดยหลักการแล้วรัฐจะใช้เป็นเครื่องมือของรัฐในทางเศรษฐกิจเพื่อแทรกแซงในทางเศรษฐกิจ เช่น ในช่วงสงครามรัฐอาจเก็บภาษีจากสินค้าบางอย่างเพื่อให้ประชาชนลดการบริโภคลง เป็นต้น[5]

แนวคิดข้างต้นนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐมีหลักคิดในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน เช่น กรณีของสินค้าฟุ่มเฟือย รัฐมีนโยบายจะให้ประชาชนใช้จ่ายเงินเท่าที่จำเป็น ฉะนั้น หากสินค้าใดเกินความจำเป็นในการบริโภค เพื่อมิให้ประชาชนบริโภคมากจนเกินไปรัฐจึงจัดเก็บภาษีเพื่อให้ประชาชนลดการบริโภคลงมา หรือกรณีของสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างสุรา หากประชาชนบริโภคมากย่อมไม่ดีต่อสุขภาพของประชาชน รัฐจึงมีนโยบายจัดเก็บภาษีสุราทำให้ราคาสุราเพิ่มขึ้นกระทบต่อความสามารถในการซื้อสุราบริโภคของประชาชน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หลักการข้างต้นนั้นในปัจจุบันบางหลักการได้มีทิศทางที่เปลี่ยนแปลงไปได้เช่นกัน เช่น กรณีของภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บจากสินค้าหรือบริการบางอย่างซึ่งได้รับประโยชน์เป็นพิเศษจากกิจการของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลจัดเก็บจากน้ำมันนั้น ในปัจจุบันแนวคิดเบื้องหลังได้มีความพยายามเปลี่ยนไปพิจารณาในแง่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแทน ซึ่งหากน้ำมันที่ใช้เป็นน้ำมันที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมก็จะถูกเก็บภาษีในอัตราที่ถูกกว่า เป็นต้น

ทว่า รัฐบาลจะตัดสินใจว่าจะใช้หลักใดในการคิดอัตราภาษีนั้น จะเห็นได้ว่า หลักนั้นก็ยึดโยงอยู่กับนโยบายของรัฐบาลนั้น ๆ โดยพิจารณาว่าสินค้าหรือบริการที่จัดเก็บภาษีนั้นมีลักษณะอย่างไร จะเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยหรือไม่ หรือจะเป็นสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ การพิจารณาว่า สินค้าควรเป็นแบบใดขึ้นกับว่า รัฐนั้นมีแนวคิดเป็นคุณพ่อรู้ดีมากน้อยเพียงใด

รัฐแบบคุณพ่อรู้ดีคืออะไร

รัฐแบบคุณพ่อรู้ดี (Father Knows Best State) หรือรัฐพี่เลี้ยง (Nanny State) เป็นคำที่ใช้เรียกรัฐหรือรัฐบาลที่มีนโยบายแบบปิตาธิปไตย (Paternalism; ซึ่งเป็นคนละความหมายกับชายเป็นใหญ่ (Patriarchy)) ซึ่งรัฐเข้ามาจัดการกับความต้องการของประชาชนหรือเข้ามาตัดสินใจแทนประชาชนในบางเรื่อง โดยเชื่อว่า รัฐมีความเข้าใจต่อความต้องการมากกว่าตัวประชาชนเอง โดยรัฐพิจารณาแล้วว่า สิ่งใดหรือเรื่องใดดีและเหมาะสมกับประชาชน เรื่องใดไม่เหมาะสมกับประชาชน และเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ไม่พึงปรารถนาที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนเองนั้น

การเข้าแทรกแซงความต้องการของประชาชนหรือเข้ามาตัดสินใจแทนประชาชนนั้นรัฐสามารถทำได้ในหลายลักษณะโดยไล่ระดับตั้งแต่ความเข้มงวดมากไปจนถึงความเข้มงวดน้อย เช่น รัฐมีนโยบายไม่สนับสนุนให้ประชาชนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อรักษาสุขภาพของประชาชน กรณีที่มีความเข้มงวดมากนั้นรัฐอาจห้ามมิให้มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตลอดพื้นที่ของรัฐนั้นเลยก็ได้ หรือหากรัฐมีความเข้มงวดน้อยอาจจะใช้วิธีคิดภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอัตราที่สูงเพื่อรักษาสุขภาพของประชาชนให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮลอ์ให้น้อยลง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของรัฐแบบคุณพ่อรู้ดีก็คือ ในบางกรณีรัฐอาจจะล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่การตัดสินใจส่วนบุคคลของประชาชนมากเกินไป เช่น ในกรณีของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประเทศไทย นอกจากจะจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว รัฐบาลไทยภายใต้คณะรัฐประหารได้ตราพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 เพื่อแทรกแซงการตัดสินใจบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชาชน เช่น ในการรับโฆษณา และการเลือกซื้อตามวันเวลาที่ต้องการ เป็นต้น ปัญหาของรัฐแบบคุณพ่อรู้ดีคือ รัฐมีความสามารถและมีศีลธรรมมากกว่าพอที่จะเข้าใจประชาชนทุกคนและตอบสนองความต้องการของประชาชนทุกคนได้มากเพียงใด

กล่าวโดยสรุป ภาษีสรรพสามิตมิได้ทำหน้าที่แต่เพียงการสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลเท่านั้น แต่ภาษีสรรพสามิตยังทำหน้าที่อื่น ๆ ของรัฐในการแทรกแซงทางเศรษฐกิจหรือในทางสังคม ผ่านกลไกของภาษีเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน


เชิงอรรถ

[1] พรปวีณ์ ใจกันทา,  “มีอะไรเปลี่ยนแปลงในพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560” สืบค้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2563, จาก http://www.fpo.go.th/main/getattachment/General-information-public-service/Tax-Policy-Journal/9631/Tax-Journal-Edition-2-Vol-6-Sep-2018.pdf.aspx.

[2] วีรวรรณ พูลพิพัฒน์, “ปัญหาในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตของประเทศไทย,” (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาบัญชีมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย), น. 3.

[3] เพิ่งอ้าง, น. 4.

[4] เพิ่งอ้าง, น. 5.

[5] เพิ่งอ้าง, น. 6.