Personal Data at Risk in Govt Hands

First Published in Bangkok Post on Wednesday, August 31, 2022

Only one month after enforcing the law to protect the Thai people’s personal data security and privacy, the government had a change of heart.

Instead of imposing the PDPA law on all organisations that handle data, the government has helped some government agencies to bypass the Personal Data Protection Act (PDPA) in the name of “national security” and “public service”. As a result, government, national security agencies, the courts, public attorneys, police and tax authorities will be permitted to collect, access, and transfer our data with impunity.

In addition, the government can access citizens’ personal data to fulfil those obligations.

A scary scenario indeed.

The Personal Data Protection Act (PDPA) took effect on June 1 this year after a two-year delay. The long-overdue law sets rules and standards for the private and public sectors to follow on collecting and using personal data to protect privacy and security.

While the business community is busy setting up new security mechanisms to comply with the PDPA’s complex rules and avoid legal punishment, the government has hatched a plan to bypass the PDPA altogether.

On July 5, 2022, the cabinet approved the draft of the royal decree by the Ministry of Digital Economy and Society to exempt government agencies from the PDPA law if the data is to be used for public service, national security protection or the inspection of crimes such as narcotics offences, human trafficking and money laundering.

Following cabinet approval, the royal decree can bypass parliament as an urgent piece of law. The legislation will be effective after it is signed by His Majesty the King.

This royal decree will affect citizens’ rights and freedoms for many reasons.

Firstly, the areas of exemption are too broad. Under the drafted royal decree, the PDPA’s stipulations on data protection rights, petition procedures, financial compensation and the punishment for violators will not apply to those state authorities which are exempted by the royal decree.

In short, the officials will freely enjoy legal immunity from prosecution under data protection laws.

Secondly, the exemptions granted to protect “national security” and allow operations of “public service” are too wide-ranging and unclear. This ambiguity allows officials to interpret “national security” and “public service” as they see fit, making it easy for them to abuse power. Allowing all levels of the judiciary — from police and attorneys to the courts — and tax collectors to freely access and transfer the citizens’ personal data creates similar worries.

Public concern over data safety is valid when trust is already so low and power abuse is so widespread.

The public sector has repeatedly failed to protect the personal data of those it should be serving. Government agencies experienced at least five data breaches last year alone. The hacked data involved users’ health records and other sensitive information.

Apart from data breaches from external violators, the government also faces allegations of breaching public privacy and freedom by using spyware to track and record activists’ and journalists’ mobile phone use. Only governments can buy this spyware to hack people’s cell phones.

The government’s alleged violations have raised questions about state responsibility and accountability. Exempting the state from the PDPA further intensifies public concern about abuse of power and political persecution. It also perpetuates a culture of impunity, which aggravates state violence against the citizens.

The exemption may also affect the economy. The PDPA is an important part of a host of digital economic laws to set standards and regulations on the cross-border transfer of personal data, which is essential for digital economic transactions.

Public trust in a secure cross-border transfer of personal data is crucial for the growth of the digital economy. As a result, most international trade agreements, such as the Regional Comprehensive Economic Partnership or Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership, require members to honour personal data protection. Even China, an economic powerhouse, agreed to pass the law on personal data protection last year.

The core principle of data protection and privacy in international trade is that the data senders’ and receivers’ countries must share similar data protection standards. To safeguard citizens’ rights and freedoms, the General Data Protection Regulation of the European Union, the gold standard on data protection and privacy, prohibits intervention by the government or security agencies.

The government’s attempt to free itself from the PDPA’s legal obligations violates EU standards on data protection. It will backfire economically.

Data transfer to Thailand will become problematic from failure to meet international standards. The local businesses will be hit hard. The private sector will therefore miss the opportunities to grow in the era of the digital economy.

The government must realise the risks of allowing officials to tamper with people’s privacy and threaten people’s safety. The economic loss will be huge. So will the impact on the citizens’ rights and freedoms.

This royal decree effort violates citizens’ rights enshrined in the constitution. It protects the officialdom, not the people. It perpetuates state oppression and a culture of impunity. It risks seeing Thailand slide into becoming a pariah state. It must be stopped before it is too late.

ยกเว้น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กับผลที่อาจตามมา

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2565 บนหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ กรุงเทพธุรกิจ ในคอลัมน์วาระทีดีอาร์ไอ

กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีความสำคัญทั้งในด้านของการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และในด้านของการกำกับดูแลการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งปัจจุบันมีความสำคัญทั้งกับภาคธุรกิจและการดำเนินภารกิจของหน่วยงานของรัฐ

เมื่อไม่นานมานี้หลังจาก พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ใช้บังคับมาได้เพียง 1 เดือน คณะรัฐมนตรีได้มีมติและเห็นชอบหลักการของพระราชกฤษฎีกายกเว้นการบังคับใช้ พ.ร.บ. ให้กับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในหน่วยงานของรัฐ

เพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันประเทศ การรักษาความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ การจัดเก็บภาษีของหน่วยงานรัฐ การดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ การดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศ การดำเนินการของหน่วยงาน ศาล อัยการ และผู้บังคับใช้กฎหมาย ซึ่งขอบเขตของการยกเว้นดังกล่าวค่อนข้างกว้าง และอาจกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน รวมทั้งเศรษฐกิจของประเทศ

ในด้านสิทธิและเสรีภาพของประชาชน พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ทำหน้าที่เสมือนผ้าเบรกช่วยลดการแทรกแซงสิทธิความเป็นส่วนตัว และคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยการกำหนดมาตรฐานและวิธีการในการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล

การยกเว้นการบังคับใช้ พ.ร.บ. นั้นมีความน่ากังวลในประเด็นนี้ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ขอบเขตของการยกเว้น ซึ่งตามร่างพระราชกฤษฎีกานี้มีการยกเว้นการนำกฎหมายมาใช้ในเรื่องสำคัญๆ ได้แก่ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล การร้องเรียน ความรับผิดทางแพ่ง และบทกำหนดโทษ ซึ่งเปิดโอกาสให้หน่วยงานของรัฐลอยนวลพ้นผิดจากการละเมิดสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบต่างๆ

เรื่องที่สองคือ วัตถุประสงค์ของการยกเว้น อาทิ การรักษาความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ และการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะนั้นมีความไม่เฉพาะเจาะจง และไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะมีความหมายเช่นไรขึ้นกับดุลยพินิจและการตีความของหน่วยงานรัฐ ซึ่งข้อยกเว้นดังกล่าวนั้นขยายออกไปจากข้อยกเว้นเดิมที่กฎหมายกำหนดไว้

ที่ผ่านมาภาครัฐมีปัญหาในเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมาโดยตลอด ดังเช่นในปีที่ผ่านมา พบว่ามีการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลจากหน่วยงานของรัฐ 5 ครั้ง ซึ่งข้อมูลที่รั่วไหลนั้นรวมถึงข้อมูลสุขภาพที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองเป็นพิเศษ

นอกจากเรื่องรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว ล่าสุดภาครัฐยังมีประเด็นเกี่ยวกับการคุกคามความเป็นส่วนตัวของประชาชนที่น่ากังวลและไม่ชัดเจน จากกรณีที่มีนักกิจกรรมหลายคนถูกติดตามด้วยซอฟต์แวร์สปายแวร์บนโทรศัพท์มือถือ และถูกเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลรวมถึงข้อมูลพิกัดตำแหน่งบุคคลโดยผู้ใช้ไม่รู้ตัว ซึ่งบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์ดังกล่าวจะขายซอฟต์แวร์ให้กับภาครัฐเท่านั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความโปร่งใสและความรับผิดชอบของภาครัฐ ดังนั้น การยกเว้นการบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ยิ่งอาจจะทำให้มีปัญหาให้หน่วยงานของรัฐใช้หรือเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากความรับผิดชอบ และกลายเป็นการซ้ำเติมปัญหาวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดเมื่อเกิดการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

ในทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ทำหน้าที่สำคัญในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเคลื่อนย้ายข้อมูลส่วนบุคคลข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่มีความจำเป็นต้องมีการเคลื่อนย้ายข้อมูลส่วนบุคคลข้ามพรมแดน

ดังจะเห็นได้จากกรอบความตกลงทางเศรษฐกิจต่างๆ เช่น RCEP หรือ CPTPP เป็นต้น ที่กำหนดให้ประเทศภาคีต้องรับรองหลักการดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการทำให้ประเทศมหาอำนาจอย่างประเทศจีนต้องผ่านกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลออกมาในปีที่ผ่านมา

หลักการสำคัญของการเคลื่อนย้ายข้อมูลส่วนบุคคลข้ามพรมแดนนั้นให้ความสำคัญกับการส่งข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศผู้รับข้อมูลส่วนบุคคลนั้นจะต้องมีมาตรฐานในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอไม่น้อยกว่าประเทศผู้ส่งข้อมูลส่วนบุคคล

ซึ่งตาม GDPR หรือ General Data Protection Regulation  ของสหภาพยุโรปกำหนดว่า มาตรฐานที่เพียงพอนี้รวมถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายจะต้องไม่ถูกแทรกแซงโดยรัฐหรือหน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐ ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของรัฐที่เป็นนิติรัฐที่มุ่งคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

ดังนั้น ผลของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้เปิดช่องให้สามารถตีความ รวมถึงไม่ได้มีการรับรองสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเอาไว้ ก็อาจจะทำให้ประเทศไทยไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เท่าเทียมกันกับสหภาพยุโรป

นอกจากนี้ อิทธิพลของ GDPR ได้สร้างมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลใหม่ทั่วโลก หากประเทศไทยไม่มีมาตรฐานเทียบเท่า GDPR ก็จะมีผลให้ประเทศไทยไม่มีมาตรฐานเทียบเท่ากับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศอื่น ซึ่งทำให้การเคลื่อนย้ายข้อมูลส่วนบุคคลเข้ามาในประเทศไทยทำได้ยาก และทำให้เอกชนของประเทศไทยอาจจะพลาดโอกาสในการเติบโตในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

หากคณะรัฐมนตรียังต้องการผลักดันพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวต่อไป ต้องพิจารณาข้อน่ากังวลที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งสองประการข้างต้น และควรตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้เป็นสำคัญ

ช่องโหว่กฎหมาย PDPA เมื่อ ‘Big Brother’ จ้องคุกคามความเป็นส่วนตัวของประชาชน

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2565 บนเว็บไซต์ waymagazine.org

“Big brother is watching you”

ประโยคข้างต้นสะท้อนนัยของการคุกคามความเป็นส่วนตัวของประชาชนผ่านการสอดส่องโดยรัฐ การสอดส่องการกระทำของประชาชนนั้นไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในโลกวรรณกรรม แต่สิ่งนี้เกิดขึ้นในโลกของความเป็นจริง ซึ่งล่าสุดในประเทศไทยก็เกิดกรณีที่นักกิจกรรมออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณะถึงการได้รับคำเตือนทางโทรศัพท์ว่ากำลังถูกเจาะระบบ และนำมาสู่การเปิดเผยว่ามีการใช้สปายแวร์ ‘เพกาซัส’ ในประเทศไทย 

การล่วงล้ำเข้าไปยังพื้นที่ส่วนตัวของประชาชน จากการใช้อำนาจรัฐหรือปฏิบัติการโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยการไม่คำนึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อจุดประสงค์ในทางการเมือง ถือได้ว่าเป็นการก่ออาชญากรรมโดยรัฐที่ทำกับประชาชนรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบันอาจจะเลวร้ายมากขึ้น เพราะเมื่อไม่นานมานี้คณะรัฐมนตรีได้มีความพยายามที่จะยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในส่วนที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของรัฐกับประชาชนด้วยข้อความที่คลุมเครือและเปิดช่องให้เกิดการตีความให้ได้เปรียบแก่รัฐในการคุกคามสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

บทความชิ้นนี้เป็นบทวิเคราะห์ให้เห็นความสำคัญของการคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวที่ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน และอำนาจของประชาชนที่จะต่อสู้กับรัฐในสถานการณ์ที่รัฐไม่น่าไว้วางใจ โดยเฉพาะในช่วงเวลาปัจจุบันที่รัฐพยายามละเมิดสิทธิประชาชนโดยอาศัยช่องโหว่ของ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือกฎหมาย PDPA (Personal Data Protection Act) ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2565

การสอดส่องประชาชนโดยรัฐ = การก่ออาชญากรรมโดยรัฐ

หลายคนอาจคุ้นหูและเคยเห็นข้อความว่า “Big brother is watching you” จากสื่อต่างๆ ซึ่งมีที่มาจากวรรณกรรมเรื่อง 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) พื้นหลังของเรื่องเล่าถึงประเทศสหราชอาณาจักรที่ถูกปกครองโดยระบอบเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ โดยรัฐจะสอดส่องชีวิตของประชาชนผ่านระบบเทคโนโลยีที่เรียกว่า ‘telescreen’ ซึ่งใช้ในการสอดส่องการกระทำของประชาชน รวมถึงเพื่อให้แน่ใจว่า ประชาชนที่อยู่ภายใต้การปกครองจะประพฤติและปฏิบัติตัวเป็นไปตามที่ความต้องการที่ผู้ปกครองกำหนดหรือไม่ 

สถานการณ์ดังกล่าวนั้นไม่ได้เกิดเฉพาะในงานวรรณกรรมเท่านั้น ทว่าการสอดส่องประชาชนโดยรัฐนั้นได้เกิดขึ้นจริง โดยมีตัวอย่างหลายกรณีทั่วโลก เช่น การสร้างระบบคลาวด์ตำรวจ (police cloud) ของประเทศจีน ซึ่งระบบจะทำการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น ประวัติการรักษาพยาบาล ข้อมูลสมาชิกซูเปอร์มาร์เก็ต และข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับหมายเลขประจำตัวประชาชน ทำให้ระบบสามารถติดตามประชาชนไม่ว่าจะอยู่ที่ใด และทราบได้ว่าเป้าหมายนั้นมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลใด รวมถึงการคาดการณ์กิจกรรมในอนาคตของบุคคลนั้น โดยวัตถุประสงค์ของระบบคลาวด์ตำรวจนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์กับบุคคล เป็นต้น[1]

ย้อนกลับมาในกรณีของประเทศไทยล่าสุดนี้ได้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสอดส่องประชาชนโดยอาศัยสปายแวร์ (spyware) ที่มีชื่อว่า ‘เพกาซัส’ (Pegasus) โดยกลุ่มเป้าหมายที่ถูกสอดส่องส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักกิจกรรม นักวิชาการ ทนายความ และนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลไทย 

จากการสรุปของ Citizen Lab หรือห้องปฏิบัติการสหวิทยาการจาก Munk School of Global Affairs พบว่า ปัจจุบันมีนักกิจกรรมทางการเมืองกว่า 30 คน ถูกสอดส่องโดยเพกาซัสในช่วงปี พ.ศ. 2563-2564[2] และจากการศึกษาของ iLaw พบว่า ช่วงเวลาส่วนใหญ่ที่มีการพยายามเจาะระบบโทรศัพท์นั้นจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับสถานการณ์ทางการเมืองที่มีการเรียกร้องให้รัฐบาลชุดปัจจุบันออกจากตำแหน่ง หรือการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์[3]

เมื่อพิจารณาเกี่ยวกับภูมิหลังของสปายแวร์นี้แล้วจะพบว่า สปายแวร์ดังกล่าวเป็นของบริษัท NSO Group ซึ่งเป็นบริษัทสัญชาติอิสราเอลที่เป็นผู้พัฒนาและให้บริการด้านความมั่นคงไซเบอร์ โดยบริษัทดังกล่าวจะให้บริการเฉพาะกับหน่วยงานของรัฐ และเป็นหน่วยงานของรัฐที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลของประเทศอิสราเอลแล้วเท่านั้น[4]

รายชื่อบุคคลผู้ถูกคุกคามและช่วงเวลาที่มีการเจาะระบบ

ที่มา: CitizenLab (2022)

นัยของการสอดส่องประชาชนโดยรัฐนั้น ไม่เพียงแสดงถึงลักษณะการกระทำที่เข้าข่ายอาชญากรรมโดยรัฐแล้ว การสอดส่องประชาชนโดยรัฐยังอาจก่อให้เกิดอาชญากรรมรูปแบบอื่นๆ ต่อไปได้อีก เช่น การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเชื้อชาติ ศาสนา วรรณะ และลัทธิทางการเมือง เพื่อการสร้างความเกลียดชัง และเลือกปฏิบัติกับตัวบุคคลโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเคยเกิดขึ้นแล้วในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่ผ่านมา ดังเช่นในสมัยนาซีเยอรมันที่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว เป็นต้น หรือการจำกัดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยรัฐอาจใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อดำเนินคดีในประเด็นสาธารณะ และเพื่อปิดปากผู้เห็นต่างทางการเมืองหรือคู่ขัดแย้งทางการเมือง[5]

นอกจากนี้ การคุกคามสิทธิความเป็นส่วนตัวโดยรัฐนั้นอาจจะเกิดจากวิธีการที่เป็นทางการ ผ่านการใช้อำนาจรัฐตามกฎหมายหรือปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ที่มีกฎหมายรองรับ หรือวิธีการที่มีความเป็นทางการน้อยกว่า อย่างปฏิบัติการเชิงข้อมูลข่าวสาร (information operation: IO) โดยการนำข้อมูลส่วนบุคคลหรือเรื่องส่วนตัวของบุคคลดังกล่าวมาเปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อสร้างความเกลียดชัง 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย (Amnesty international Thailand) ระบุว่า ปลายปี พ.ศ. 2561 รัฐบาลได้เปิดเผยแผนการผลักดัน ‘ศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก’ ในลักษณะสงครามไซเบอร์ ซึ่งกองกำลังไซเบอร์ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสอดส่องสื่อสังคมออนไลน์และการสื่อสารออนไลน์ของคนทำงานภาคประชาสังคมเพื่อระบุตัวผู้ต่อต้านรัฐบาล และมีความเป็นไปได้ที่กองทัพไซเบอร์นั้นจงใจปล่อยข่าวปลอมเพื่อคุกคามนักสิทธิมนุษยชนทางโซเชียลมีเดีย หรือแม้กระทั่งดำเนินคดีกับประชาชนทั่วไปที่พยายามแสดงถึงเสรีภาพในการแสดงออก[6]

การรุกล้ำข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อความมั่นคงของรัฐ ในนามกฎหมาย PDPA

ดังจะเห็นได้ว่า นัยของสิทธิความเป็นส่วนตัวนั้นมีความสำคัญในฐานะส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชนสมัยใหม่[7] และได้รับการรับรองเอาไว้ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในหลายๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่มีการบัญญัติรับรองสิทธิความเป็นส่วนตัวเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ[8] โดยในบางประเทศสิทธิความเป็นส่วนตัว และสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล อาจได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษจากกฎหมายเฉพาะ เนื่องจากในชีวิตของคนหนึ่งคนประกอบไปด้วยข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมาก อาทิ ชื่อ-นามสกุล เพศ อายุ อาชีพ ศาสนา ความเชื่อ ความคิดเห็น หรือความเชื่อทางการเมือง สถานะทางเศรษฐกิจ จนถึงรสนิยมการดำรงชีวิตหรือการบริโภค ซึ่งข้อมูลดังกล่าวผูกพันหรือยืนยันความเป็นมนุษย์ของบุคคลนั้นให้แตกต่างไปจากบุคคลอื่น[9] ฉะนั้น การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงเป็นสาระสำคัญของการรักษาสิทธิความเป็นส่วนตัว เพราะหากปราศจากการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พลเมืองก็จะปราศจากวิธีการและเครื่องมือในการใช้สิทธิความเป็นส่วนตัว และปกป้องสิทธิและข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองจากการล่วงละเมิด เพื่อบรรเทาการแทรกแซงสิทธิความเป็นส่วนตัว[10]

วัตถุประสงค์ของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล คือ การให้สิทธิกับประชาชนในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ในการควบคุมและปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองจากการถูกละเมิด กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงกำหนดกฎเกณฑ์และแนวทางเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นจะเกิดขึ้นโดยหน่วยงานของรัฐ บริษัทเอกชน หรือ NGO และไม่ว่าการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลนั้นจะเกิดขึ้นในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์หรือกระดาษ[11] ซึ่งในกรณีของประเทศไทยนั้นได้มีการตรา พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ขึ้นมาเพื่อเป็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล[12]

คำถามสำคัญก็คือ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 สามารถที่จะคุ้มครองสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลและการคุกคามความเป็นส่วนตัวจากรัฐได้หรือไม่ ซึ่งหากในสถานการณ์ปกติอาจจะกล่าวได้ว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้อาจช่วยบรรเทาการแทรกแซงสิทธิความเป็นส่วนตัว โดยการเรียกร้องให้การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

อย่างไรก็ดี เมื่อไม่นานมานี้คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการของพระราชกฤษฎีกายกเว้นการบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กับการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยหน่วยงานของรัฐเพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันประเทศ การรักษาความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ การจัดเก็บภาษีของหน่วยงานรัฐ การดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ การดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศ การดำเนินการของหน่วยงาน ศาล อัยการ และผู้บังคับใช้กฎหมาย โดยมิให้นำบทบัญญัติในหมวดเรื่องของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล การร้องเรียน ความรับผิดทางแพ่ง และบทกำหนดโทษมาใช้บังคับหน่วยงานของรัฐในวัตถุประสงค์ดังกล่าว[13] ซึ่งจะเห็นได้ว่า ข้อยกเว้นดังกล่าวนั้นกว้างกว่าข้อยกเว้นเดิมที่กฎหมายกำหนดไว้[14] และอาจทำให้หน่วยงานของรัฐทั้งหลายตบเท้าเข้ามาเพื่อเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและแทรกแซงสิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชนได้ ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) หรือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) โดยประชาชนปราศจากเครื่องมือในการต่อสู้

ปัญหาสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวก็คือ ขอบเขตของการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ หรือการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งบรรดาถ้อยคำเหล่านี้ไม่ได้มีความหมายเฉพาะเจาะจง สุดแต่ผู้มีอำนาจจะตีความ และที่ผ่านมาการตีถ้อยคำว่า ‘การรักษาความมั่นคงปลอดภัย’ ‘ความปลอดภัยสาธารณะ’ หรือ ‘ประโยชน์สาธารณะ’ ล้วนแต่มีปัญหาในการตีความที่นำมาสู่การตั้งคำถามของสังคมเกี่ยวกับความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงข้อยกเว้นดังกล่าวยังตอกย้ำวัฒนธรรม ‘ลอยนวลพ้นผิด’ ตามวิถีนิติรัฐแบบไทยๆ ที่มอบอภิสิทธิ์อย่างล้นๆ เกินๆ แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่จะละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้ในนามของกฎหมาย

ท้ายที่สุดหากรัฐบาลมีความจริงใจ โปร่งใส และมุ่งหมายที่จะเคารพสิทธิความเป็นส่วนตัวและสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว รัฐบาลควรที่จะระงับแผนการที่จะผ่านร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวและสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง


เชิงอรรถ

[1] Human Right Watch, ‘China: Police ‘Big Data’ Systems Violate Privacy, Target Dissent Automated Systems Track People Authorities Claim Threatening’ (Human Right Watch, 19 November 2017). <https://www.hrw.org/news/2017/11/19/china-police-big-data-systems-violate-privacy-target-dissent> accessed 22 July 2022.

[2] John Scott-Railton, Bill Marczak and others, ‘GeckoSpy: Pegasus Spyware Used Against Thailand’s Pro-Democracy Movement’ (The Citizen Lab, 17 July 2022). <https://citizenlab.ca/2022/07/geckospy-pegasus-spyware-used-against-thailands-pro-democracy-movement/> accessed 22 July 2022.

[3] เพิ่งอ้าง.

[4] iLaw, ‘ปรสิตติดโทรศัพท์ : ข้อค้นพบเมื่อสปายแวร์เพกาซัสถูกใช้ต่อผู้เห็นต่างจากรัฐบาล’ (iLaw, 16 กรกฎาคม 2565). <https://freedom.ilaw.or.th/report-parasite-that-smiles-th> สืบค้นเมื่อ 22 กรกฎาคม 2565.

[5] See Privacy International, ‘The Keys to Data Protection: A Guide for Policy Engagement on Data Protection’ (5 September 2018). <https://www.privacyinternational.org/report/2255/data-protection-guide-complete> accessed 23 July 2022, 26.

[6] แอมเนสตี้, ‘สิทธิในเสรีภาพในการแสดงออกออนไลน์’ (Amnesty) <https://www.amnesty.or.th/our-work/onlinefreedom/> สืบค้นเมื่อ 23 กรกฎาคม 2565.

[7] ดู ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 12.

[8] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 32.

[9] นคร เสรีรักษ์, ความเป็นส่วนตัว: ความคิด ความรู้ ความจริง และพัฒนาการเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศไทย (พิมพ์ครั้งที่ 2, พี.เพรส 2563) 101.

[10] Privacy Internationaol (no 5) 12.

[11] Ibid; เขมภัทร ทฤษฎิคุณ, ‘PDPA101: มาเข้าใจกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแบบนับหนึ่งกันเถอะ’ (สถาบันปรีดี พนมยงค์, 1 มิถุนายน 2565). <https://pridi.or.th/th/content/2022/06/1121> สืบค้นเมื่อ 23 กรกฎาคม 2565.

[12] ดู พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติ.

[13] รัฐบาลไทย, ‘สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี 5 กรกฎาคม 2565’ (รัฐบาลไทย, 5 กรกฎาคม 2565) <https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/56572?fbclid=IwAR3urkjQeTG60Xuu0gDYBT6rBmBityC30hJwHTtQncP8bEmGGPfCz30DdrA> สืบค้นเมื่อ 23 กรกฎาคม 2565.

[14] พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 4.

A Study of the Necessity of and Approaches to the Preparation of Personal Data Protection Guidelines

A Study of the Necessity of and Approaches to the Preparation of Personal Data Protection Guidelines

Published in TDRI Quarterly Review, Vol. 37 No.2 (June 2022)

Suggested Bibliographic Citation: Trisadikoon, K. (2022). “A Study of the Necessity of and Approaches to the Preparation of Personal Data Protection Guidelines.” TDRI Quarterly Review, 37(2). 23-44.

Summary

This article examines the necessity of developing personal data protection guidelines to support the effective enforcement of Thailand’s Personal Data Protection Act B.E. 2562 (2019). Although the Act establishes fundamental principles, data subject rights, obligations of data controllers and processors, and legal penalties, it lacks detailed practical instructions for real-world implementation. As a result, organizations with legal duties may face uncertainty in compliance, which could undermine the effectiveness of personal data protection. The study argues that practical guidelines are therefore essential as an instrument for translating legal principles into concrete procedures, standards, and operational practices tailored to organizational contexts.

The paper outlines key elements of the Thai legal framework, including the scope of application, rights of data subjects, relationships among data subjects, controllers, and processors, rules governing data processing throughout the data life cycle, and enforcement mechanisms. It then conducts a comparative analysis of personal data protection systems and guidelines in the European Union, the United Kingdom, Japan, Singapore, and the United States. The findings indicate that effective guidance typically exists at multiple levels, including general conceptual guidelines, sector-specific guidelines tailored to particular industries, and topic- or activity-specific guidelines addressing concrete situations. Such multi-layered guidance enables organizations to interpret and apply legal requirements in a manner consistent with actual operational realities.

Based on these insights, the article proposes an approach for developing personal data protection guidelines in Thailand that aligns with the characteristics of different sectors and the life cycle of personal data processing. The recommended structure includes general principles, practical examples of data processing activities, and frequently asked questions to facilitate usability. The study also suggests phased dissemination according to the readiness of each industry and continuous updates to reflect secondary regulations and evolving circumstances. In conclusion, the article emphasizes that clear, context-sensitive guidelines are a critical condition for enabling the Personal Data Protection Act to achieve its intended goal of effectively safeguarding individuals’ privacy rights in practice.

สำรวจความพร้อมภาครัฐ ปฏิบัติตาม ‘PDPA’

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 บนหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ กรุงเทพธุรกิจ ในคอลัมน์วาระทีดีอาร์ไอ

ใกล้จะครบ 1 เดือนที่ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA มีผลใช้บังคับ หลังจากเลื่อนการบังคับใช้มาเป็นระยะเวลา 2 ปี ด้วยเหตุผลเพื่อภาครัฐและบริษัทเอกชนได้เตรียมความพร้อม

หลังกฎหมายบังคับใช้ เกิดคำถามและความเข้าใจผิดหลายกรณีเกี่ยวกับสิ่งที่ ทำได้-ทำไม่ได้ ตามกฎหมายกำหนด ซึ่งหน่วยงานกำกับดูแลคือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจำเป็นต้อง ให้ความกระจ่างแก่ประชาชนอย่างทันถ่วงที เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิด หรือการใช้ ประโยชน์จากกฎหมายในทางไม่ชอบ ซึ่งอาจ เป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวรับการบังคับใช้ PDPA ตามเจตนารมณ์แท้จริงของกฎหมาย

นอกจากการแก้ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ กฎหมายสำหรับประชาชนแล้ว อีกปัจจัยสำคัญที่ต้องเร่งยกระดับคือ ความพร้อมของ หน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะหน่วยงานของภาครัฐ เนื่องจากภาคเอกชนได้เร่งปรับตัว เตรียมความพร้อมคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักสากล GDPR ไปก่อนแล้ว รวมทั้งการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลขององค์กรในการประกอบกิจการ

แต่สำหรับหน่วยงานภาครัฐที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต ยังติดกับอุปสรรคหลาย ประการที่ทำให้ยังไม่ได้ยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในภาครัฐ ซึ่งการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในภาครัฐที่ผ่านมาเป็นไปตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารราชการ พ.ศ.2540 แต่ในตอนนี้ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของภาครัฐจะต้องปรับไปตาม PDPA ด้วย

จากการศึกษาของทีดีอาร์ไอ พบว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา มีบางหน่วยงานได้เตรียม ความพร้อมในการปฏิบัติตาม PDPA ไปบ้างแล้ว เช่น สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) ซึ่งเป็นหน่วยงาน ของรัฐแรกๆ ที่ได้ดำเนินการปฏิบัติตาม PDPA และเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับหน่วยงาน อื่นๆ โดยการทำเอกสารแม่แบบสำหรับการ ดำเนินการในการปฏิบัติตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในหลายหน่วยงานมีเพียงบนกระดาษ ไม่ได้ เปลี่ยนแปลงระดับนโยบาย กระบวนการทำงาน ไปจนถึงเทคโนโลยีเพื่อการรักษาความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจทำให้ ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนถูกละเมิด/รั่วไหลได้ ตามที่เคยเกิดขึ้นแล้ว หลัง PDPA ประกาศใช้ในช่วงปี 2564 มีการละเมิด/รั่วไหล ของข้อมูลส่วนบุคคลในภาครัฐถึง 5 ครั้ง

เพื่อยกระดับความพร้อมให้กับภาครัฐ และป้องกันปัญหาเกิดขึ้นเช่นในอดีต จำเป็นที่ภาครัฐจะต้องปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่างๆ ดังนี้

1. สร้างความเข้าใจและความชัดเจนในบทบาทหน้าที่ ความไม่เข้าใจหรือไม่ชัดเจนในบทบาทของภาครัฐในฐานะผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลตาม PDPA ทำให้บางส่วนอาจเห็นว่าการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นหน้าที่ของสำนัก/กอง/กลุ่ม/แผนกหนึ่งในหน่วยงานของรัฐเป็นผู้รับผิดชอบ เช่น สำนักเทคโนโลยี เป็นต้น แต่ตามหลักคือ หน่วยงานภาครัฐจะต้องสร้างความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนและยึดหลักปฏิบัติเดียวกันทั้งองค์กร

2. มีนโยบายภายในองค์กรเพื่อรองรับการปฏิบัติตาม PDPA  หรือแม้แต่การปรับเปลี่ยน กฎเกณฑ์ทางกฎหมายภายใต้อำนาจของ หน่วยงานของรัฐ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการ ของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

3. มีแนวปฏิบัติ (guidelines) เพื่อการ เตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตาม PDPA และมีคำอธิบายบทบัญญัติของ PDPA ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะตัวพระราชบัญญัติแล้ว  จะเห็นเพียงหลักการแต่ไม่เห็นแนวทางในการปฏิบัติตาม

4. มีความเข้าใจต่อการพิจารณาฐานทางกฎหมาย เมื่อขาดนโยบายและแนวปฏิบัติ หน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่จึงไม่มั่นใจว่า ภารกิจหรือกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของตนจะต้องใช้ฐานการประมวลผล ข้อมูลส่วนบุคคลใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตราที่กฎหมายห้ามไม่ให้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล หากไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะเป็นปัญหาสำหรับหน่วยงานของรัฐที่มีภารกิจต้องเก็บจากบุคคลเป็นจำนวนมาก เช่น ฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร หรือฐานข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชน เป็นต้น เจ้าหน้าที่รัฐอาจไม่มั่นใจว่าจะสามารถขอความยินยอมได้อย่างไร ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว PDPA ได้ให้อำนาจหน่วยงานของรัฐในฐานการประมวลผลเพื่อการใช้ประโยชน์ในการจัดทำบริการสาธารณะเอาไว้ โดยไม่ต้อง ขอความยินยอม นอกจากนี้ ในกรณีอื่นๆ หน่วยงานของรัฐก็อาจจะอาศัยฐานในการประมวลผลอื่นๆ เพื่อเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลได้ ได้แก่ ฐานสัญญา ฐานสถิติ  เอกสารประวัติศาสตร์ และจดหมายเหตุ ฐานป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล ฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย และฐานการปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่ง PDPA รับรองเอาไว้

5. มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ปลอดภัย หน่วยงานของรัฐบางแห่งยังไม่มีระบบที่ทันสมัยเพียงพอกับการรับมือกับการละเมิด/รั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจเกิดการรั่วไหลหรือถูกโจมตีต่อระบบคอมพิวเตอร์ได้ หรือในกรณีที่เก็บรักษาเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์สำนักงานโดยไม่มีการตั้งรหัสการเข้าถึงข้อมูล (access control) อาจทำให้บุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าถึงข้อมูลได้โดยไม่จำเป็น

นอกเหนือจากสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว หลักสำคัญในการปรับตัวตาม PDPA ของภาครัฐคือการตระหนักถึงบทบาทในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ที่ต้องให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน และต้องสร้างความโปร่งใสในการสื่อสารกับประชาชน

ในกรณีที่จะต้องเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ภาครัฐควรจะต้องมีการแจ้งให้ประชาชนทราบ เพื่อให้ประชาชสามารถใช้สิทธิของตนเองได้ตามกฎหมาย เพราะหน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่ยังขาดการเตรียมกระบวนการเพื่อแจ้งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลให้ทราบเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล การจัดเตรียมช่องทางการใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยควรจะต้องแจ้งให้ประชาชนรับรู้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในการควบคุมสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของตนเอง

คู่มือ PDPA สำหรับผู้ประกอบการ SMEs

ชื่อหนังสือ: คู่มือ PDPA สำหรับผู้ประกอบการ SMEs

การอ้างอิงแนะนำตามรูปแบบ APA: เวทางค์ พ่วงทรัพย์. (2565). คู่มือ PDPA สำหรับผู้ประกอบการ SMEs. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล. https://www.pdpc.or.th/pdpc-book/คู่มือ-pdpa-สำหรับผู้ประกอบ/

สรุปสาระสำคัญ

คู่มือ PDPA สำหรับผู้ประกอบการ SMEs เล่มนี้จัดทำขึ้นโดยข้อจำกัดด้านระยะเวลาโดยมีเป้าหมายเพื่อใช้ในการสื่อสารกับประชาชนในช่วงระยะสั้นๆ โดยคู่มือฉบับนี้ได้รับความอนุเคราะห์ในการเผยแพร่ในตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

PDPA101: มาเข้าใจกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแบบนับหนึ่งกันเถอะ

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2565 บนเว็บไซต์ pridi.or.th

1 มิถุนายน 2565 วันนี้เป็นวันแรกที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะเริ่มบังคับใช้ ภายหลังจากเลื่อนมาเป็นระยะเวลากว่า 2 ปีแล้ว ทำให้เกิดความตื่นตัวขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะเมื่อช่วงที่ผ่านมาได้มีข่าวเกี่ยวกับการนำรูปภาพส่วนตัวออกมาเผยแพร่ ประกอบกับมีผู้นำเสนอข้อมูลและสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จึงทำให้กฎหมายฉบับนี้ถูกพูดถึงเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาสั้นๆ มีทั้งความเข้าใจที่ถูกต้อง และไม่ถูกต้อง

ก่อนการบังคับใช้ ในบทความนี้ผู้เขียนจึงอยากชวนมาทำความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้

ที่มาของกฎหมาย

ในความเป็นจริงแล้ว “กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” นั้น สังคมไทย หากแต่มีความพยายามในการยกร่างกฎหมายฉบับนี้มาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2540[1]  อย่างไรก็ดี เวลาล่วงมากว่า 20 ปี กฎหมายก็ไม่ได้มีการประกาศใช้ จนกระทั่งกระแสเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกลับมาถูกกล่าวถึงมากขึ้นในโลกเมื่อสหภาพยุโรปผ่าน “กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป” (General Data Protection Regulation: GDPR) ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับการจัดว่าเป็นกฎหมายที่ก้าวหน้าที่สุด และมีผลเป็นการทำให้ประเทศต่างๆ ต้องปรับเปลี่ยนกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือต้องยกร่างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งรวมถึงประเทศไทยที่มีกฎหมายฉบับดังกล่าวเป็นแม่แบบในการยกร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA

จุดมุ่งหมายของ PDPA

ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งสื่อมวลชนและบุคคลสาธารณะจำนวนหนึ่งที่พยายามจะสื่อสารว่า ห้ามมิให้มีการเก็บหรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น ซึ่งความเข้าใจดังกล่าวเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะตาม PDPA แล้ว ไม่ได้ห้ามมิให้มีการเก็บหรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคล แต่กฎหมายต้องการให้เกิดความตระหนักถึงสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject; คนที่ข้อมูลนั้นเชื่อมโยงไปถึง) เพื่อให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีอำนาจควบคุมและสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่ากระบวนการทั้งหมดของกฎหมาย คือ การมอบอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลให้กับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การแจ้งเกี่ยวกับการเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคล และการขอความยินยอมในการเก็บและใช้สำหรับกิจกรรมบางกิจกรรม เป็นต้น

ใครที่ PDPA มุ่งคุ้มครอง

PDPA มุ่งคุ้มครองคนธรรมดาทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังจะเห็นได้จากกฎหมายกำหนดความหมายของ “ข้อมูลส่วนบุคคล” คือ ข้อมูลใดๆ ก็ตามที่สามารถเชื่อมโยงไปหาบุคคลนั้นได้โดยทางตรงหรือทางอ้อม โดยข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายไม่รวมถึงข้อมูลของคนตายโดยเฉพาะ[2]  ฉะนั้น หากเป็นข้อมูลของคนตายไปแล้วก็จะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายฉบับนี้ แต่ในกรณีของหน่วยงานของรัฐที่เก็บหรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลยังคงมีหน้าที่ต้องคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายอื่น[3]  อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่า นอกหน่วยงานของรัฐข้อมูลส่วนบุคคลของคนตายจะไม่ได้รับความคุ้มครอง ทายาทยังคงดำเนินการในเรื่องของคนตายตามกฎหมายอื่นๆ ได้

PDPA ใช้กับเรื่องใดบ้าง

ขอบเขตการบังคับใช้ PDPA นั้นใช้กับกิจกรรมการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของคนธรรมดา (ฉะนั้น กฎหมายไม่ใช้กับข้อมูลของหน่วยงานหรือองค์กร) ทุกประเภทโดยไม่จำกัด ว่าการเก็บข้อมูลนั้นจะเป็นดิจิทัลหรือกระดาษ

การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นจะเกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจหรือไม่ และไม่ว่าจะเป็นการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลโดยบุคคลธรรมดา หน่วยงานของรัฐ องค์กรธุรกิจเอกชน หรือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (สมาคมและมูลนิธิ) 

อย่างไรก็ดี กฎหมายฉบับนี้มุ่งใช้กับกิจกรรมของหน่วยงานหรือองค์กรขนาดใหญ่เสียส่วนใหญ่ที่มีการเก็บหรือใช้ข้อมูลจำนวนมาก  ฉะนั้น กฎหมายจึงไม่ได้มีผลเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตส่วนใหญ่ของคนธรรมดา เพราะหากเป็นการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวหรือครอบครัวก็จะได้รับการยกเว้น[4] เช่น การถ่ายภาพที่ระลึกครอบครัว การถ่ายวิดีโอของครอบครัว หรือการทำแผนผังครอบครัว เป็นต้น  ฉะนั้น ในทางปฏิบัติคนธรรมดาแบบเราคือคนสำคัญที่กฎหมายมุ่งจะคุ้มครอง

ใครมีหน้าที่ตาม PDPA และต้องทำอะไรบ้าง

ตาม PDPA กำหนดหน้าที่ให้กับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) ซึ่งก็คือ “บุคคลธรรมดา” (คนธรรมดาแบบเรา) หรือ “นิติบุคคล” (หน่วยงานหรือองค์กร) ที่มีการเก็บ ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล (เข้าไปเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของคนอื่น) ซึ่งกฎหมายกำหนดหน้าที่ให้คนคนนี้ ต้องปฏิบัติเพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งหน้าที่โดยส่วนใหญ่ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลก็คือ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ให้หลักประกัน) มิให้มีการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้นอกเหนือความคาดหมายของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และสนับสนุนการใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจจะสรุปหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลเป็นหลักการสำคัญที่ต้องคำนึงถึง ดังนี้[5]

1. หลักความชอบด้วยกฎหมาย ความเป็นธรรม และความโปร่งใส ผู้ควบคุมจะต้องกำหนดให้การเก็บ ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องเป็นไปโดยมีเหตุผลความจำเป็นที่สามารถอ้างอิงฐานการประมวลผลได้ และมีการประกาศ/แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบเหตุผลความจำเป็น

2. หลักการจำกัดวัตถุประสงค์ โดยกำหนดให้การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลกระทำเท่าที่จำเป็นภายใต้ขอบเขตของวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้กับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

3. หลักการรวบรวมข้อมูลเท่าที่จำเป็น การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้วัตถุประสงค์และรวบรวมข้อมูลเฉพาะเท่าที่จำเป็นและในสัดส่วนที่เหมาะสม

4. หลักความถูกต้องของข้อมูลส่วนบุคคล การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจำเป็นต้องจัดให้มีมาตรการหรือวิธีการใดๆ เพื่อรับรองข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้ให้มีความถูกต้องและเป็นปัจจุบัน

5. หลักการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลอย่างจำกัดระยะเวลา ภายใต้วัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะเก็บรักษาข้อมูลไว้ในระยะเวลาเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์

6. หลักความสมบูรณ์ของข้อมูลส่วนบุคคลและการเก็บรักษาเป็นความลับ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลด้วยความระมัดระวังและใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลหรือการสูญหาย

7. หลักความรับผิดชอบ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลมีความรับผิดชอบในการดำเนินการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์หลักดังกล่าวข้างต้น และจะแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้มีการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างครบถ้วน

อย่างไรก็ดี หากจะสรุปหน้าที่ตามหลักการ 7 ประการก็คือ

(1) การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องใช้เท่าที่จำเป็น เหมาะสมโดยแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบวัตถุประสงค์การเก็บ ใช้ หรือเปิดเผย และในกรณีที่ต้องขอความยินยอมก็ต้องขอความยินยอมให้ถูกต้องตามกฎหมาย

(2) ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล หลีกเลี่ยงการให้บุคคลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล และคอยตรวจสอบให้ข้อมูลดังกล่าวอัปเดตตรงกับความเป็นจริง และ

(3) เมื่อเกิดข้อผิดพลาดใดๆ กับข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องดำเนินการแจ้งหน่วยงานกำกับดูแลให้ทราบและแจ้งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีที่กฎหมายกำหนด

แม้ว่ากฎหมายฉบับนี้จะใหม่ แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าจะทำความเข้าใจ เพราะหากทำความเข้าใจหลักการของกฎหมายทั้งหมดแล้วการปฏิบัติตามกฎหมายในลำดับต่อไปก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ PDPA สามารถติดตามช่องทางอย่างเป็นทางการของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลตามกฎหมายได้ทาง Facebook Fanpage PDPC Thailand


เชิงอรรถ

[1] นคร เสรีรักษ์, ความเป็นส่วนตัว (พิมพ์ครั้งที่ 2, สำนักพิมพ์ฟ้าฮ่าม 2563) 263 – 264.

[2] พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 6.

[3] ดู พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารราชการ พ.ศ. 2540.

[4] พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 4 (1).

[5] เขมภัทร ทฤษฎิคุณ, ‘เมื่อเราอยู่ในยุคที่ข้อมูลส่วนบุคคลมีค่าดั่งทองคำ’ (สถาบันปรีดี พนมยงค์, 28 กุมภาพันธ์ 2565) <https://pridi.or.th/th/content/2022/02/991> สืบค้นเมื่อ 31 พฤษภาคม 2565.

PDPA มีผลใช้บังคับแล้ว ถอดบทเรียนการเตรียมความพร้อมและชวนภาครัฐสำรวจความพร้อมในการปฏิบัติตามกฎหมาย

พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA เริ่มมีผลใช้บังคับวันนี้ภายหลังจากเลื่อนการบังคับใช้มาเป็นระยะเวลา 2 ปี[1] ความสำคัญของ PDPA คือ การยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในภาพรวม เนื่องจาก PDPA มุ่งหมายใช้กับกิจกรรมการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของคนธรรมดาทุกประเภทโดยไม่จำกัดว่า การเก็บข้อมูลนั้นจะเป็นดิจิทัลหรือกระดาษ การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นจะเกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจหรือไม่ และไม่ว่าจะเป็นการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลโดยบุคคลธรรมดา หน่วยงานของรัฐ องค์ธุรกิจเอกชน หรือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

เมื่อพิจารณาในส่วนของภาครัฐซึ่งมีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมาก และเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลตั้งแต่จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในภาครัฐจึงมีความสำคัญ ซึ่งในอดีตการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในภาครัฐจะเป็นไปตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารราชการ พ.ศ. 2540 แต่ในปัจจุบันการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของภาครัฐจะต้องยกระดับขึ้นมาตาม PDPA ไปด้วย คำถามสำคัญคือ ภาครัฐมีความพร้อมในการปฏิบัติตาม PDPA แล้วหรือไม่

1. บทสำรวจความพร้อมในการปฏิบัติตาม PDPA ของภาครัฐ

สถานการณ์การเตรียมความพร้อมของหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติตาม PDPA นั้น ไม่ได้แตกต่างไปจากที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยได้เคยทำการสำรวจเอาไว้ในปี พ.ศ. 2561 

หน่วยงานของรัฐอาจไม่คุ้นเคยกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และจะเห็นว่าการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นหน้าที่ของสำนัก/กอง/กลุ่ม/แผนกหนึ่งในหน่วยงานของรัฐเป็นผู้รับผิดชอบ[2] เช่น สำนักเทคโนโลยี เป็นต้น อีกทั้งหน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่ยังไม่มีนโยบายการปรับเปลี่ยนภายในองค์กรเพื่อรองรับการปฏิบัติตาม PDPA[3] อาทิ การเตรียมกระบวนการเพื่อแจ้งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลให้ทราบเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล การจัดเตรียมช่องทางการใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล การกำหนดบุคคลที่จะปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer: DPO) หรือแม้แต่การปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ทางกฎหมายภายใต้อำนาจของหน่วยงานของรัฐเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ความไม่พร้อมสำคัญของภาครัฐก็คือ เรื่องการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ดังจะเห็นได้ว่า ภายหลัง PDPA ถูกประกาศใช้หน่วยงานของรัฐบางแห่งก็ยังมีข้อจำกัดด้านระบบ รวมถึงยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันการละเมิด/รั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล โดยจะเห็นได้ว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2564 มีการละเมิด/รั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลในภาครัฐถึง 5 ครั้ง[4] ซึ่งเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นความกังวลสำคัญในภาครัฐเนื่องจากภาครัฐมีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมาก แต่หน่วยงานของรัฐแต่ละแห่งมีการใช้เทคนิคและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ปลอดภัยไปจนถึงหน่วยงานของรัฐที่ไม่มีระบบที่ทันสมัยเพียงพอกับการรับมือกับการละเมิด/รั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจเกิดการรั่วไหลหรือถูกโจมตีต่อระบบคอมพิวเตอร์ได้ หรือในกรณีที่เก็บรักษาเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์สำนักงานโดยไม่มีการตั้งรหัสการเข้าถึงข้อมูล (access control) อาจทำให้บุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าถึงข้อมูลได้โดยไม่จำเป็น[5]

2. ถอดบทเรียนการเตรียมความพร้อมของภาครัฐในการปฏิบัติตาม PDPA

จากการได้มีโอกาสพูดคุยและเข้าไปช่วยแนะนำการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามPDPA พบว่า ปัญหาของหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติตาม PDPA มีอยู่ 3 ปัญหา ดังนี้

หน่วยงานของรัฐไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ตาม PDPA

ในการปฏิบัติตาม PDPA ของภาครัฐขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดในการปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้คือ การทำความเข้าใจบทบาทของภาครัฐในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลว่ามีหน้าที่ใดต้องปฏิบัติตามบ้างตาม PDPA ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาหลายหน่วยงานอาจจะได้เตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตาม PDPA ไปบ้างแล้ว ตัวอย่างเช่น สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐแรกๆ ที่ได้ดำเนินการปฏิบัติตาม PDPA และเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับหน่วยงานอื่นๆ โดยการทำเทมเพลตเอกสารในการปฏิบัติตามกฎหมาย

อย่างไรก็ดี หลายหน่วยงานในภาครัฐยังคงมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม PDPA โดยการทำเพียงเอกสารตามกฎหมายเท่านั้น โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือการทำงานเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจจะกลายเป็นปัญหาในตอนท้ายและไม่บรรลุเป้าหมายของ PDPA  ฉะนั้น การทำความเข้าใจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจึงมีความสำคัญ

ในส่วนของบทบาทหน้าที่ของภาครัฐในการปฏิบัติตาม PDPA ที่สำคัญที่สุดก็คือ การสร้างความโปร่งใสในการสื่อสารกับประชาชน ในกรณีที่จะต้องเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ภาครัฐควรจะต้องมีการแจ้งให้ประชาชนทราบ เพื่อให้ประชาชสามารถใช้สิทธิของตนเองได้ตามกฎหมาย

หน่วยงานของรัฐขาดแนวทางในการปฏิบัติตาม PDPA

ในการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตาม PDPA หน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่ประสบปัญหาคล้ายๆ กันคือ ความไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไรในการปฏิบัติตาม PDPA ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดมาจากการขาดแนวปฏิบัติ (guidelines) ที่วางแนวทางให้กับหน่วยงานของรัฐ ทั้งในแง่ของการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตาม PDPA และอธิบายบทบัญญัติของ PDPA ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะตัวพระราชบัญญัติแล้วจะเห็นเพียงหลักการ แต่ไม่เห็นแนวทางในการปฏิบัติตาม

ในส่วนของแนวทางการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตาม PDPA ในภาครัฐ อาจแบ่งขั้นตอนในการเตรียมความพร้อมได้เป็น 5 ขั้นตอน[6] ดังนี้

  • การเตรียมตัวเบื้องต้น การปฏิบัติตาม PDPA ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทั้งองค์กรต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ขั้นตอนนี้จึงเป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกันของเจ้าหน้าที่ภายในองค์กรทั้งในระดับผู้บริหารลงมาถึงระดับปฏิบัติการ/ปฏิบัติงาน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะเปิดทางไปสู่การเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตาม PDPA ด้านอื่นๆ
  • การสำรวจภายในองค์กร การจะปฏิบัติตาม PDPA ให้มีประสิทธิภาพหน่วยงานของรัฐจำเป็นต้องรู้จักการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลภายในองค์กรของตนเป็นอย่างดี เพื่อจะได้ทราบว่าภายในองค์กรมีการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในกิจกรรมใดบ้าง
  • การลงรายละเอียดแผนงาน ในขั้นตอนนี้จะเป็นการพิจารณาลงในรายละเอียดว่า ในแต่ละกิจกรรมที่มีการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลมีข้อมูลใดบ้าง และข้อมูลส่วนบุคคลแต่ละประเภทมีความเสี่ยงอย่างไรบ้างถ้าหากมีการละเมิด/รั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล
  • การปิดช่องว่าง ขั้นตอนนี้เป็นการปิดช่องว่างของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย และการจัดแนวทางในการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในอนาคต โดยอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของหน่วยงานของรัฐ และการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลในบางกิจกรรมที่ไม่จำเป็น
  • การจัดเตรียมเอกสาร ซึ่งเป็นขั้นตอนในการจัดเตรียมเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นในการปฏิบัติตาม PDPA อาทิ การจัดทำ Privacy Notice เพื่อแจ้งการรายละเอียดการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล การจัดทำ Privacy Policy สำหรับการแสดงนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในภาพรวมขององค์กร การจัดทำบันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Record of Processing Activity: RoPA) และเอกสารอื่นๆ ที่จำเป็น ซึ่งจะเห็นได้ว่า กระบวนการนี้เป็นกระบวนการท้ายๆ ในการปฏิบัติตาม PDPA แต่ในทางปฏิบัติหน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่นั้นมักจะเริ่มต้นจากการทำตามเทมเพลตต้นแบบ
  • การสืบสาน รักษา และต่อยอด ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการวางระบบตามกรอบ PDPA โดยหน่วยงานของรัฐ โดยหน่วยงานของรัฐจะต้องพยายามสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับ PDPA ให้อยู่ในองค์กร โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคนในองค์กรควรมีการตระหนักเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้การปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปิดช่องว่างที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงจะต้องมีการติดตามผลคอยปรับปรุงระบบที่วางไว้

ปัญหาการขาดความมั่นใจในการเลือกฐานทางกฎหมาย

สิ่งหนึ่งที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องปฏิบัติตาม PDPA ก็คือ การเลือกฐานในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ในกรณีของภาครัฐหน่วยงานของรัฐก็ต้องมีหน้าที่จะต้องเลือกฐานการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเช่นกัน  อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติหน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่ไม่มั่นใจว่า ภารกิจหรือกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของตนจะต้องใช้ฐานการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาบทบัญญัติในมาตรา 19[7]และมาตรา 24[8] 

ซึ่งหากพิจารณาเพียงผิวเผินอาจจะทำให้เข้าได้ว่า กฎหมายห้ามมิให้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งทำให้เกิดปัญหามากกับหน่วยงานของรัฐที่มีภารกิจหรือกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องเก็บจากบุคคลเป็นจำนวนมากตลอดพื้นที่ เช่น ฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร หรือฐานข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชน เป็นต้น จะสามารถขอความยินยอมได้อย่างไร

ในความเป็นจริงแล้ว PDPA ได้กำหนดฐานการประมวลผลที่เหมาะสมสำหรับหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติตามกฎหมายที่ให้อำนาจ และเพื่อการประโยชน์ในการจัดทำบริการสาธารณะเอาไว้ โดยกำหนดให้หน่วยงานของรัฐไม่ต้องขอความยินยอมตาม PDPA ก็สามารถเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้[9]

นอกจากนี้ ในกรณีอื่นๆ หน่วยงานของรัฐก็อาจจะอาศัยฐานในการประมวลผลอื่นๆ เพื่อเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้ นอกเหนือจากการใช้ฐานความยินยอม ได้แก่ ฐานสัญญา ฐานสถิติ เอกสารประวัติศาสตร์ และจดหมายเหตุ ฐานป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล ฐานประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย และฐานการปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่ง PDPA รับรองเอาไว้

เมื่อพิจารณาแนวทางทั้งหมดแล้วท้ายที่สุด ต้องเน้นย้ำกับภาครัฐเสมอในการปรับตัวตาม PDPA ของภาครัฐคือ การตระหนักถึงบทบาทของภาครัฐในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน และพยายามสร้างความโปร่งใสในกรณีที่ต้องมีการเก็บรวบรวมหรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคล โดยควรจะต้องให้ประชาชนรับรู้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในการควบคุมสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของตนเอง


เชิงอรรถ

[1] ครั้งที่ 1 พระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานและกิจการที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 พ.ศ. 2563 ประกาศเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 และในครั้งที่ 2 พระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานและกิจการที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 ประกาศเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2564.

[2] สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, รายงานผลการสำรวจการเตรียมความพร้อมหน่วยงานในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ปี 2561 (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย 2561) 110.

[3] เพิ่งอ้าง.

[4] พสิษฐ์ คงคุณากรกุล. ‘ย้อนรอยเหตุ ‘ข้อมูลเสี่ยงรั่ว-รั่วไหล’ ขององค์กรในไทย จากทั้งปี 64 ถึงกรณี TCAS’ (The Standard, 4 กุมภาพันธ์ 2565) สืบค้นเมื่อ 3 มิถุนายน 2565.

[5] วิชญาดา อำพนกิจวิวัฒน์, ‘ระบบ ‘ข้อมูลส่วนบุคคล’ ที่ดี รัฐต้องมี ‘คน’ ที่พร้อม’ (TDRI, 27 สิงหาคม 2564)  สืบค้นเมื่อ 6 มิถุนายน 2565.

[6] ดู กิรติพงศ์ แนวมาลี เขมภัทร ทฤษฎิคุณ และคณะ, แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล: หน่วยงานของรัฐ (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, 2564) 8 – 14.

[7] พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 19  

ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะกระทำการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้หากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ให้ความยินยอมไว้ก่อนหรือในขณะนั้น เว้นแต่บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้กระทำได้.

[8] พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24

ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่

(1) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล  ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

(2) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล

(3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น

(4) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

(5) เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ประโยชน์ดังกล่าวมีความสำคัญน้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

(6) เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

[9] พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 24 (4).

แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล: หน่วยงานของรัฐ

ชื่อหนังสือ: แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล: หน่วยงานของรัฐ

การอ้างอิงแนะนำตามรูปแบบ APA: กิรติพงศ์ แนวมาลี และคณะ. (2565). แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล: หน่วยงานของรัฐ. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย.

สรุปสาระสำคัญ

แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล: หน่วยงานของรัฐ เป็นหนึ่งในแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลทั้ง 7 เล่ม ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้รับมอบหมายจากสำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมทำหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจัดทำขึ้นเพื่อวางแนวทางให้กับองค์กรหรือธุรกิจเฉพาะด้านได้ใช้เป็นแนวทางในการทำความเข้าใจกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และจัดเตรียมแนวทางในการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ทั้งนี้ สำหรับแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล: หน่วยงานของรัฐเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เกิดแนวทางและวิธีการเตรียมความพร้อมสำหรับหน่วยงานของรัฐทั้งส่วนราชการครอบคลุมราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานของรัฐรูปแบบอื่นๆ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น นอกจากนี้ แนวปฏิบัติฉบับนี้ให้ความสำคัญกับการวางแนวทางที่เป็นประโยชน์แก่หน่วยงานของรัฐที่ได้รับการยกเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

บรรยายอบรมการเตรียมความพร้อมกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม

สไลด์ประกอบการบรรยายอบรมการเตรียมความพร้อมกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม จัดโดยสมาคมโรงแรม (Thai Hotels Association) โดยการอบรมนี้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 ส่วน โดยเป็นเรื่องกฎหมายและการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม โดยการบรรยายนี้จัดขึ้นในวันที่ 7 เมษายน 2565 ผ่านทางออนไลน์ในรูปแบบ Webminar