ชื่อหนังสือ: การล่มสลายของอาณาจักรที่เคยยิ่งใหญ่ (The End of Everything)
ผู้เขียน: Victor Davis Hanson
แปล: อาริตา พงศ์ธรานนท์
สำนักพิมพ์: แอร์โรว์
หนังสือ The End of Everything ของ Victor Davis Hanson เป็นงานเชิงประวัติศาสตร์ว่าด้วย การล่มสลายของอารยธรรม ที่ไม่ได้เล่าในเชิงพยากรณ์วันสิ้นโลก หากแต่ใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือเตือนสติสังคมร่วมสมัยอย่างตรงไปตรงมา และบางครั้งก็ตรงไปตรงมาจนชวนอึดอัด Hanson ไม่ได้ตั้งคำถามว่า โลกจะพังหรือไม่ แต่ถามว่า สังคมหนึ่ง ๆ พังได้อย่างไร ทั้งที่ดูเหมือนสังคมดังกล่าวเจริญที่สุดในช่วงเวลานั้น
โครงสร้างของหนังสือใช้กรณีศึกษาจากอารยธรรมสำคัญในประวัติศาสตร์ อาทิ กรีก โรมัน จีนโบราณ และอารยธรรมตะวันออกใกล้ เพื่อชี้ให้เห็นรูปแบบร่วมของการล่มสลาย ไม่ว่าจะเป็นสงครามกลางเมือง ความแตกแยกทางสังคม การเสื่อมถอยของสถาบันการเมือง ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ และการที่ชนชั้นนำขาดความสามารถหรือความชอบธรรมในการปกครอง สิ่งที่ Hanson พยายามเน้นคือ อารยธรรมไม่ได้ล่มสลายเพราะศัตรูภายนอกเพียงอย่างเดียว หากแต่พังจากภายในก่อนเสมอ
จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่การเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันอย่างโจ่งแจ้ง Hanson ไม่ซ่อนจุดยืนของตนเองว่าเขามองสังคมตะวันตกร่วมสมัย โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาว่า กำลังเดินเข้าใกล้เงื่อนไขแบบเดียวกับอารยธรรมที่เคยล่มสลายมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างรุนแรง การลดทอนคุณค่าของกฎหมายและสถาบัน หรือการเมืองของอัตลักษณ์ที่บ่อนทำลายความเป็นพลเมืองร่วมกัน หนังสือจึงไม่ใช่ประวัติศาสตร์แบบเป็นกลางทางอุดมการณ์ แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกใช้เป็นคำเตือนทางการเมืองอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ดี จุดนี้เองเป็นทั้งพลังและข้อจำกัดของหนังสือเล่มนี้ ในด้านหนึ่งหนังสืออ่านสนุก คมคาย และชวนให้คิด เพราะผู้เขียนไม่กลัวที่จะสรุป เปรียบเทียบ และตัดสินในเชิงคุณค่าต่าง ๆ แต่อีกด้านหนึ่ง ความเป็นบรรทัดฐาน (normative) และมุมมองแบบอนุรักษนิยมของตัว Hanson เอง ได้ทำให้การอธิบายดูเป็นการเลือกหลักฐานและตีความประวัติศาสตร์เพื่อสนับสนุนข้อกังวลร่วมสมัยของตนเองเป็นหลัก ซึ่งถ้าผู้อ่านที่คุ้นเคยกับงานประวัติศาสตร์เชิงโครงสร้างหรือสายวิพากษ์อาจรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้มั่นใจในบทสรุปเร็วเกินไป
ในเชิงแนวคิด หนังสือเล่มนี้ชวนให้ตั้งคำถามสำคัญว่า ความมั่นคงของอารยธรรมขึ้นอยู่กับอะไร ระหว่างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หรือคุณค่าทางการเมืองและศีลธรรม Hanson เลือกคุณค่าทางการเมืองและศีลธรรม ซึ่งเขาเชื่อว่าเมื่อสังคมสูญเสียความเชื่อร่วมในกฎหมาย หน้าที่พลเมือง และขอบเขตอำนาจรัฐ ต่อให้มั่งคั่งหรือก้าวหน้าเพียงใด ก็พร้อมจะพังทลายได้ไม่ต่างจากอารยธรรมในอดีต
ในขณะเดียวกันแนวคิดของ Hanson มองไปที่ความบกพร่องที่เกิดจากผู้นำในเวลานั้นไม่เข้มแข็ง ซึ่งนำไปสู่ความเสื่อม ทางแก้ไขเดียวของสังคมคือ การหาผู้นำที่เข้มแข็งเพื่อฟื้นระเบียบกลับมา แต่งานเขียนของนักวิชาการคนอื่น ๆ อาทิ The Myth of the Strong Leader ของ Archie Brown ซึ่งอธิบายว่า “ผู้นำเข้มแข็ง” (strongman) คือคำตอบของวิกฤตทางการเมือง โดย Brown ชี้ว่าเป็นผู้นำที่เข้มแข็งนั้นเป็นมายาคติ (myth) ทางการเมือง ประชาธิปไตยไม่ล้มเหลวเพราะผู้นำอ่อนแอ แต่ล้มเพราะสถาบันถูกกัดกร่อน เมื่อสถาบันอ่อนแอมาก ๆ ย่อมนำไปสู่ความเปราะบางของรัฐในระยะยาว จุดแตกต่างนี้มาจากฐานคิดที่แตกต่างกัน เนื่องจาก Hanson มองปัญหาความเสื่อมเป็นผลมาจากปัจเจก (personalize) และเรื่องทางจริยธรรม (moralize) มากกว่าของอำนาจ
หากอ่าน The End of Everything ในฐานะการตั้งคำถามและการเตือนจากบทเรียนประวัติศาสตร์ หนังสือเล่มนี้มีคุณค่าในแง่ของวิธีการมองการเมือง สถาบัน และความแตกแยกทางสังคมในมุมยาว สำหรับบริบทอย่างประเทศไทย หนังสือเล่มนี้อาจไม่ให้คำอธิบายตรงตัว แต่ช่วยตั้งคำถามได้ดีว่า สังคมที่ความขัดแย้งถูกทำให้ปกติ และสถาบันถูกทำให้เป็นเครื่องมือทางการเมือง กำลังสะสมเงื่อนไขของการล่มสลายไว้มากเพียงใด
โดยสรุป The End of Everything ไม่ใช่หนังสือที่ทุกคนต้องเห็นด้วย แต่เป็นหนังสือที่ยากจะอ่านแล้วไม่คิดต่อ คุณค่าของมันไม่ได้อยู่ที่การทำนายอนาคตอย่างแม่นยำ หากแต่อยู่ที่การย้ำเตือนว่า อารยธรรมไม่เคยล่มสลายเพราะโชคร้าย หากแต่ล่มสลายเพราะมนุษย์ค่อย ๆ ทำลายเงื่อนไขของการอยู่ร่วมกันเสียเอง และคำถามที่หนังสือฝากไว้กับผู้อ่านก็คือ เรากำลังอยู่ในช่วงต้น กลาง หรือปลายของกระบวนการนั้นแล้วหรือยัง