ประมวลรัษฎากร: การปรับปรุงระบบภาษีอากรที่เป็นธรรม

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2563 บนเว็บไซต์ pridi.or.th

ไม่เพียงแต่ผลงานในด้านการเมืองการปกครองเท่านั้น  การปรับปรุงภาษีอากรเพื่อความเป็นธรรมของสังคมโดยยึดหลัก “มีมากเสียมาก มีน้อย ใช้มากเสียมาก ใช้น้อยเสียน้อย” ตามหลักการเก็บภาษีอากรของประเทศในระบอบประชาธิปไตย[1] ก็เป็นภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งของคณะราษฎร ที่ได้ลงมือทำหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย

ระบบภาษีของสังคมไทยก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ประเทศสยามมีการจัดเก็บภาษีทางตรงจากประชาชนหลายอย่าง ซึ่งสร้างภาระแก่ประชาชนและเป็นต้นทุนแก่การประกอบอาชีพของประชาชน อาทิ ภาษีรัชชูปการ ซึ่งเป็นเงินช่วยราชการตามที่กำหนดโดยเรียกเก็บจากชายฉกรรจ์ที่มีอายุตั้งแต่ 18 – 60 ปี[2] (บรรลุนิติภาวะแล้ว) ที่มิได้รับราชการทหารหรือได้รับการยกเว้นเป็นรายบุคคล[3] โดยจะเก็บปีละ 4 บาท (บางภาคเสีย 6 บาท) โดยเงินค่ารัชชูปการนั้นเริ่มในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  หรือภาษีสมพัตสร (อากรค่าสวน) ซึ่งเป็นเงินที่รัฐเก็บจากจำนวนพื้นที่ที่ปลูกไม้ล้มลุกบางประเภทและจำนวนไม้ผลยืนต้นบางประเภท (เช่น ขนุน เงาะ กระท้อน และมะไฟ เป็นต้น) โดยจะเก็บเป็นรายปี

ระบบการจัดเก็บภาษีแต่เดิมนั้นไม่ได้คำนึงถึงความสามารถในการเสียภาษีของผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีแต่อย่างใด อาทิ ภาษีรัชชูปการนั้นจัดเก็บกับบุคคลที่บรรลุนิติภาวะทุกคน ไม่ว่าจะเศรษฐีหรือยากจน ก็ต้องเสียภาษีรัชชูปการในอัตรา 4 บาทต่อปีเช่นกัน และหากบุคคลใดไม่เสียภาษีตามวันกำหนด นายอำเภอมีอำนาจที่จะยึดทรัพย์สมบัติของบุคคลนั้นเพื่อขายทอดตลาด เพื่อให้ได้เงินที่จะต้องเสีย และค่าใช้จ่ายในการยึดทรัพย์ขายทอดตลาดด้วย แต่ถ้าบุคคลนั้นไม่มีทรัพย์สมบัติเพียงพอแก่การจะชำระภาษีรัชชูปการนายอำเภอมีอำนาจที่จะสั่งให้เอาตัวบุคคลนั้นไปใช้งานโยธาตามที่ทางการกำหนดไว้เป็นระยะเวลา 30 วัน[4]

นอกจากภาษีรัชชูปการและภาษีสมพัตสรแล้ว ยังมีภาษีอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมากที่เก็บกับประชาชนในขณะนั้น เช่น อากรค่านา อากรสวน ภาษีไร่อ้อย และภาษีไร่ยาสูบ เป็นต้น ซึ่งภาษีแต่ละประเภทนั้นสร้างภาระให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก โดยจากการสำรวจของคาร์ล ซี. ซิมเมอร์แมน (Carle C. Zimmerman) ซึ่งรัฐบาลสยามจ้างให้สำรวจเศรษฐกิจในชนบทในปี พ.ศ. 2473 พบว่า ภาษีซ้ำซ้อนและไม่เป็นธรรมนั้นเป็นการซ้ำเติมให้ประชาชนโดยเฉพาะชาวนาที่มีความยากลำบากจากการทำนาที่มีรายได้น้อยอยู่แล้ว ยังต้องจ่ายภาษีให้กับรัฐบาลอีก ทำให้ความเป็นอยู่ของชาวนาและคนในชนบทยากลำบาก[5]

การยกเลิกและปรับปรุงภาษีที่ไม่เป็นธรรมต่าง ๆ

เมื่อคณะราษฎรได้เข้ามาบริหารประเทศไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก็ได้มีนโยบายที่จะปรับปรุงภาษีต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น ซึ่งในขณะนั้นนายปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีดำริจะยกเลิกภาษีที่ไม่เป็นธรรมต่าง ๆ โดยกระทรวงการคลังได้ออกแถลงการณ์เพื่อให้ประชาชนทราบในการยกเลิกภาษีบางประเภท และเสนอร่างประมวลรัษฎากรอันเป็นหลักการเก็บภาษีใหม่[6]

โดยภาษีที่รัฐบาลเสนอยกเลิกนั้น ได้แก่ ภาษีรัชชูปการ อากรค่านา อากรค่าสวน ภาษีไร่อ้อย และภาษีไร่ยาสูบ ซึ่งภาษีแต่ละประเภทนั้นสร้างรายได้ให้แก่รัฐบาลเป็นจำนวนมาก (ตารางที่ 1) แต่ภาษีดังกล่าวเป็นการเก็บจากประชาชนทางตรงหลายอย่างซึ่งเป็นภาระแก่ประชาชน[7] และได้มีการปรับปรุงภาษีบางประเภทให้มีลักษณะเหมาะสมขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้รัฐบาลมีแหล่งรายได้ที่มีประสิทธิภาพและไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน (ตารางที่ 2)

ตารางที่ 1 : แสดงประเภทภาษีที่ยกเลิกและมูลค่าเงินภาษีที่จัดเก็บได้

ประเภทภาษีมูลค่าเงินภาษีที่จัดเก็บได้
ภาษีรัชชูปการคิดเป็นเงิน  6,800,000 บาท  
อากรค่านาคิดเป็นเงิน  5,400,000 บาท  
อากรสวนคิดเป็นเงิน  320,000 บาท
ภาษีไร่อ้อยคิดเป็นเงิน  18,500 บาท
ภาษีไร่ยาสูบคิดเป็นเงิน  60,000 บาท
รวมภาษีอากรเป็นเงิน12,598,500 บาท

ที่มา:  รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 17/2481, น. 950.

ตารางที่ 2 : แสดงประเภทภาษีที่ยกเลิกและมูลค่าเงินภาษีที่จัดเก็บได้

ประเภทภาษีรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงและมูลค่าเงินภาษีที่อาจจัดเก็บได้
ภาษีเงินได้ซึ่งประมาณว่าจะได้เพิ่มราว 280,000 บาท
ภาษีการค้าซึ่งเปลี่ยนมาเรียกว่า “โรงค้า” จะได้เพิ่มราว 380,000 บาท  
ภาษีธนาคารซึ่งได้ปรับปรุงวิธีการจัดเก็บภาษีเสียใหม่และมิได้คำนวณในทางเพิ่ม
อากรซึ่งประมาณได้เพิ่มราว 1,850,000 บาท
รวมภาษีอากรปรับปรุงใหม่เป็นเงิน2,510,000 บาท

ที่มา:  รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 17/2481, น. 950.

แม้จะยังมีเงินขาดอยู่อีกบ้างจากการยกเลิกและปรับปรุงภาษีไป รัฐบาลในขณะนั้นได้ตระหนักถึงข้อนี้ดี และได้หาวิธีการชดเชยภาษีที่เสียไป โดยรัฐบาลได้ดำเนินวิธีการหาภาษีอากรที่เก็บจากทางอ้อมเป็นส่วนใหญ่เพื่อชดเชย และรัฐบาลได้ดำเนินวิธีการหาภาษีทางตรงที่เก็บใหม่ ซึ่งก็คือ “อากรมหรสพ” ซึ่งรัฐบาลจัดเก็บตามอัตราค่าเข้าดูการมหรสพจากผู้เข้าดูมหรสพนั้น ๆ จะเก็บภาษีเป็นรายได้เพิ่มขึ้นได้อีกราวปีละ 200,000 บาท และรัฐบาลจะได้มีการพิจารณาเพิ่มภาษีอากรประเภทค่าธรรมเนียมบางชนิดซึ่งจะได้เสนอเป็นพระราชบัญญัติต่อไป[8]

หลักการของการจัดเก็บภาษีใหม่ตามประมวลรัษฎากร

หลักการใหม่ของประมวลรัษฎากรนั้น นายดิเรก ชัยนาม รัฐมนตรีในฐานะตัวแทนของรัฐบาล ได้แถลงไว้ต่อสภาผู้แทนราษฎรว่า 

“รัฐบาลได้แถลงไว้ว่าจะปรับปรุงภาษีให้เป็นธรรมแก่สังคมนั้น…รัฐบาลได้ถือหลักโดยคำนึงถึงความสามารถในการเสียภาษีของราษฎรตามส่วนซึ่งราษฎรจะเสียได้ หลักในเรื่องความแน่นอน หลักความสะดวก และหลักประหยัดค่าใช้จ่าย และคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนในทางการเมืองเป็นสิ่งประกอบการพิจารณา ด้วยความรู้สึกของประชาชนนั้นมิใช่จะคำนึงถึงความรู้ของคนชั้นเดียว ได้พยายามนึกถึงความรู้สึกของคนทุกชั้น สิ่งใดที่จะคิดเก็บภาษีก็เป็นไปในทำนองซึ่งหวังว่า ผู้ซึ่งสามารถเสียภาษีได้นั้น คงจะเสียสละเพื่อความเจริญของท้องที่และของประเทศชาติ”

จากคำกล่าวของนายดิเรก ชัยนาม จะเห็นได้ว่า เจตนารมณ์ของรัฐบาลในขณะนั้นโดยเฉพาะนายปรีดี พนมยงค์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปรารถนาที่จะให้ระบบภาษีใหม่นี้มีหลักการคำนึงถึงความสามารถในการจ่ายภาษี (Ability to pay) ของประชาชนผู้รับภาระภาษี ซึ่งระบบภาษีก่อนหน้าการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบภาษีที่ไม่ได้คำนึงถึงหลักการดังกล่าว แต่มุ่งใช้ภาษีในลักษณะของการสร้างความมั่งคั่งให้กับรัฐบาล 

กล่าวคือ ในอดีต การจัดเก็บภาษีหลายประเภทจึงไม่มุ่งคำนึงว่า ผู้รับภาระภาษีมีความสามารถที่จะเสียภาษีดังกล่าวหรือไม่ ดังเช่น ภาษีรัชชูปการที่บังคับเก็บจากชายฉกรรจ์วัย 18-60 ปี ทุกคนในพระราชอาณาจักร  แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้ระบบภาษีตามประมวลรัษฎากรนั้นภาษีเงินได้ที่ได้รับการปรับปรุงทำให้มีผู้ต้องเสียภาษีน้อยลงจากเดิม 3 ล้านคน ตามพระราชบัญญัติลักษณการเก็บเงินรัชชูปการ พุทธศักราช 2463 มาเป็นเพียง 2 หมื่นคน จากจำนวนประชาชนทั้งสิ้น 14 ล้านคน[9]

ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบแล้วแม้จำนวนผู้เสียภาษีจะลดลง และรัฐได้รับเงินภาษีลดลง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับความเป็นธรรมในสังคมแล้ว การจัดเก็บภาษีตามระบบใหม่นั้นย่อมดีกว่าแน่นอน ในส่วนของรายได้ของรัฐบาลที่ขาดไปนั้น รัฐบาลได้ใช้วิธีสร้างภาษีประเภทใหม่และเก็บภาษีจากฐานอื่นแทน เช่น ภาษีทางอ้อม และภาษีมรดก เป็นต้น 

ในท้ายที่สุดนี้ ผลของการริเริ่มปฏิรูประบบภาษีของคณะราษฎรในวันนั้นยังคงเป็นรากฐานสำคัญของระบบภาษีของประเทศไทยในปัจจุบัน ประมวลรัษฎากรที่ได้ร่างไว้ในครั้งนั้นยังคงใช้สืบเนื่องกันมาผ่านการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับยุคสมัยในปัจจุบัน สิ่งนี้เป็นข้อยืนยันถึง “ผลของการที่ก่อสร้างไว้ดีแล้ว ย่อมไม่สูญหาย”


เชิงอรรถ

[1]   สุพจน์ ด่านตระกูล, ชีวิตและงานของ ดร.ปรีดี พนมยงค์, (กรุงเทพฯ : สุขภายใจ, 2552), น. 196.

[2]   พระราชบัญญัติลักษณการเก็บเงินรัชชูปการ พุทธศักราช 2463, มาตรา 4.

[3]   พระราชบัญญัติลักษณการเก็บเงินรัชชูปการ พุทธศักราช 2463, มาตรา 5; กำหนดบุคคลเอาไว้ 5 ประเภท ไม่ต้องเสียภาษีรัชชูปการ คือ ประเภทที่ 1 ได้แก่ พระภิกษุ สามเณร บาทหลวง และผู้สอนศาสนาอิสลาม และประเภทที่ 2 ได้แก่ ทหารบก ทหารเรือ ตำรวจภูธร ตำรวจพระนครบาลที่ประจำการ และทหารกองหนุนบางชั้นบางประเภท ประเภทที่ 3 ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัต และแพทย์ประจำตำบล ประเภทที่ 4 ได้แก่ คนพิการทุพลภาพที่ไม่สามารถจะประกอบการหาเลี้ยงชีพได้เอง และประเภทที่ 5 คนพวกอื่น ๆ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกเว้นเป็นการเฉพาะ.

[4]   พระราชบัญญัติลักษณะการเก็บเงินรัชชูปการ พุทธศักราช 2463, มาตรา 11.

[5]   คาร์ล ซี. ซิมเมอร์แมน, การสำรวจเศรษฐกิจในชนบทแห่งสยาม, แปลโดย ซิม วีระไวทยะ, พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2525), น. 32.

[6]   สุพจน์ ด่านตระกูล, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 1, น. 197-198.

[7]   รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 17/2481, น. 950.

[8]   รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 17/2481, น. 951.

[9]   ไสว สุทธิพิทักษ์, ดร.ปรีดี พนมยงค์, พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพฯ: บริษัท บพิธการพิมพ์ จำกัด, 2526), น. 491-492.

รัฐธรรมนูญคืออะไร: ความหมายและที่มาของคำ

ตลอดช่วงระยะเวลาของความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยหลายคน น่าจะคุ้นเคยกับคำ ๆ นี้อยู่บ้างในบริบทที่แตกต่างกันตามหน้าข่าวต่าง ๆ เช่น คณะรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญแล้ว ประชาชนเข้าชื่อกันเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ และพรรคฝ่ายค้านชูแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นต้น ซึ่งบางคนอาจสงสัยว่ารัฐธรรมนูญคืออะไร และคำ ๆ นี้มีที่มาอย่างไร

“รัฐธรรมนูญ” คืออะไร

ในปัจจุบันเมื่อพูดถึงรัฐธรรมนูญคนส่วนใหญ่คงรู้และเข้าใจได้ว่า รัฐธรรมนูญ หมายถึง ชื่อของกฎหมายที่กำหนดระเบียบแห่งอำนาจสูงสุดในรัฐและความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจเหล่านี้ต่อกันและกัน[1] แต่ในอดีตเมื่อครั้งอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยนั้น มีประชาชนบางคนคิดว่า “รัฐธรรมนูญ คือ ลูกพระยาพหลพลพยุหเสนา”[2] เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะในตอนนั้นรัฐธรรมนูญยังเป็นของใหม่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และแม้จะมีความคิดเกี่ยวกับการมีกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศและจัดรูปแบบการปกครองภายในของรัฐ แต่ก็ไม่ได้เป็นการพูดถึงกันเป็นการทั่วไปในสมัยนั้น และโดยส่วนใหญ่มักพูดถึงกันในกลุ่มเจ้านาย และปัญญาชนหัวก้าวหน้าชาวสยาม

ทำไมถึงเรียกว่า “รัฐธรรมนูญ”

ในเบื้องต้นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศและจัดรูปแบบการปกครองภายในของรัฐนั้น กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เรียกว่า “รัฐธรรมนูญ” เพราะคำ ๆ นี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาในประเทศไทย ซึ่งหากย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2427 ซึ่งเป็นปีที่ 17 ในการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีคณะเจ้านายและข้าราชการจำนวนหนึ่งของสถานทูตสยามประจำกรุงลอนดอนและกรุงปารีส ได้รวมกันลงชื่อในเอกสารคำกราบบังคมทูลความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครองราชการแผ่นดิน ร.ศ. 103 หรือที่เรียกกันว่า “คำกราบบังคมทูล ร.ศ. 103” ซึ่งเนื้อหาในคำกราบบังคมทูลข้อหนึ่งได้ระบุว่า 

“…แลทางนี้ตามความเห็นของข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวง มีทางเดียวแต่ที่จะจัดการบำรุงรักษาตามทางยุโรปทั้งปวง ที่เขาเห็นพร้อมลงทางเดียวกันว่า ไม่มีทางอื่นที่จะดีไปกว่าทางนี้ เพราะที่จะรักษาบ้านเมืองให้พ้นจากความกดขี่ซึ่งเป็นต้นเหตุของอันตรายนั้นต้องทำให้เป็นที่นับถือวางใจซึ่งกันแลกัน ที่เห็นชั่วเห็นดีเห็นผิดเห็นชอบทางเดียวกัน จึงนับว่าเป็นผู้เห็นทางชอบธรรมเสมอกันได้ แต่การบำรุงรักษาอย่างเช่นมีในกรุงสยามทุกวันนี้ เป็นทางผิดตรงกันข้ามต่อทางยุโรป ปราศจากแบบแผนแลกฎหมายที่เรียกว่า ตอนสติติวชั่น ซึ่งประกอบด้วยสติปัญญาแลกำลังของราษฎรเป็นการพร้อมเพรียงกันเป็นประมาณ ซึ่งเขานับกันว่ายุติธรรมทั่วถึงกัน…ต้องเปลี่ยนแลปงประเพณีปัจจุบันนี้ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องทรงพระราชวินิจฉัยราชการบ้านเมืองทุกสิ่งไปในพระองค์ ซึ่งประเพณีที่อังกฤษเรียกว่า แอบโสลูดโมนากี ให้เป็นประเพณีซึ่งเรียกว่า คอนสติติวชั่นแนลโมนากี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นมหาประธานของบ้านเมือง ที่จะทรงพระราชวินิจฉัยมีพระบรมราชโองการเป็นสิทธิ์ขาด แก่ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ ดังเช่นสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทุก ๆ พระองค์ในยุโรป ที่มิต้องทรงราชการด้วยพระองค์เองทั่วไปทุกอย่าง”[3]

อย่างไรก็ตาม ในตอนนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดำรัสตอบความเห็นของผู้จะให้เปลี่ยนการปกครอง โดยพระองค์ทรงเห็นว่าในขณะนั้นประเทศมีความจำเป็นต้องปฏิรูประบบราชการเสียก่อน ก่อนจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยทรงมีพระราชดำรัสว่า “…การต้องการในเมืองเราเวลานี้ที่เป็นต้องการสำคัญนั้น คือ คอเวอเมนต์รีฟอม (Government reform) จำเป็นที่จะให้พนักงานของราชการแผ่นดินทุก ๆ กรมทำการให้ได้เนื้อเต็มหน้าที่ แลให้ได้ประชุมปรึกษาหารือกัน ทำการเดินให้ถึงกันโดยง่ายโดยเร็วทำการรับผิดชอบในหน้าที่ของตัว  หลีกลี้ไม่ได้…”[4] ซึ่งพระองค์ได้กล่าวถึงเหตุผลอีกประการหนึ่งดังปรากฏในพระราชนิพนธ์เรื่อง พระบรมราชาธิบายเรื่องสามัคคี โดยกล่าว่า “…เพราะฉะนั้นจะป่วยการกล่าวไปถึงความคิดที่จะตั้งปาลิเมนต์ขึ้นในหมู่คนซึ่งไม่มีความรู้พอที่จะตั้งปาลิเมนต์ขึ้นในหมู่คนซึ่งไม่มีความรู้พอที่จะคิดราชการ และไม่เป็นความต้องการของคนทั้งปวง นอกจากที่อยากจะเอาอย่างประเทศยุโรปเพียงสี่ห้าคนเท่านั้น…ถ้าจะจัดตั้งปาลิเมนต์ หรือให้เกิดมีโปลิจิกัลปาตีขึ้นในเวลาที่บ้านเมืองยังไม่ต้องการดังนี้ ก็จะมีแต่ข้อทุ่มเถียงกันจนการอันใดไม่สำเร็จไปได้ เป็นเครื่องถ่วงให้บ้านเมืองมีความเจริญช้า…”[5] ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระองค์ไม่ทรงเชื่อมั่นว่าประชาชนในขณะนั้นจะพร้อมสำหรับการปกครองแบบประชาธิปไตย[6]  อย่างไรก็ตาม ในครั้งหนึ่งทรงเคยมีพระราชดำรัสในการประชุมเสนาบดี ณ พระที่นั่งราชกรัณยสภาในปี พ.ศ. 2453 ว่า “ฉันจะให้ลูกวชิราวุธมอบของขวัญให้แก่พลเมืองไทยทันทีที่ขึ้นสู่ราชบัลลังก์กล่าวคือ ฉันจะให้เขามีปาลิเมนต์และคอนสติติวชั่น”[7]

จะเห็นได้ว่าเมื่อมีการกล่าวถึงกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศและจัดรูปแบบการปกครองภายในของรัฐในตอนแรกนั้นจะใช้คำทับศัพท์ว่า “คอนสติติวชั่น” ซึ่งมาจากคำในภาษาอังกฤษของคำว่า “Constitution” ซึ่งเป็นการนำความหมายโดยตรงที่ใช้ในบริบทเช่นว่านั้นของต่างประเทศมาใช้ในประเทศไทย

ในเวลาต่อมาแม้ประเทศสยามจะได้มีแนวคิดเกี่ยวกับการมีกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยบ้างแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีคำเรียกที่ชัดเจนเป็นภาษาไทยอย่างในปัจจุบัน เช่น “Outline of Preliminary Draft” เอกสารซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงให้พระยากัลยาณไมตรีหรือฟรานซิส บี. แซยร์ เป็นผู้ยกร่างถวาย หรือ “An Outline of Changes in the Form of Government” ซึ่งให้เรมยด์ บี. สตีเวนส์ และพระยาศรีวิสารวาจาเป็นผู้ยกร่างถวาย ซึ่งในเวลาต่อมาฝ่ายอนุรักษ์นิยมมักจะเรียกว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เป็นต้น

จนกระทั่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้ทูลเกล้าฯ ถวายกฎหมายฉบับหนึ่งชื่อว่า “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475” เพื่อให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยใช้เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ[8]

สำหรับสาเหตุที่ใช้คำว่า “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม” นั้น ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นผู้ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้อธิบายว่า คำว่า “ธรรมนูญ” นั้นไม่ใช่คำใหม่หรือคิดขึ้นมาลอย ๆ แต่เป็นคำที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว โดยคำว่า “ธรรมนูญ” หรือ “ธรรมนูน” นั้นแผลงมาจากคำภาษาบาลีว่า “ธมฺมานุญโญ” ดังปรากฏในคำภีร์พระธรรมศาสตร์ ซึ่งในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ได้ทรงแผลงคำดังกล่าวมาเป็นคำว่า “พระธรรมศาสตร์” จนมาถึงในสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำคำว่า “พระธรรมนูญ” มาใช้ประกอบกับคำว่า “ศาล” โดยหมายถึงกฎหมายจัดระเบียบศาลนั้น ๆ เช่น พระธรรมนูญศาลหัวเมือง ร.ศ. 114 พระธรรมนูญศาลทหารบก ร.ศ. 126 พระธรรมนูญศาลทหารเรือ ร.ศ. 127 และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ร.ศ. 127[9]  ดังนั้น เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองปรีดี จึงนำคำว่าธรรมนูญมาใช้เป็นชื่อของกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศและจัดรูปแบบการปกครองภายในของรัฐ แต่เพื่อให้ชัดเจนว่าเป็นกฎหมายจึงเติมคำว่า “พระราชบัญญัติ” เข้าไปเพื่อให้หมายถึงกฎหมายว่าด้วยระเบียบการปกครองแผ่นดิน[10]

ส่วนคำว่า “รัฐธรรมนูญ” นั้นเกิดขึ้นมาภายหลังจากพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ใช้บังคับไปแล้ว โดยเกิดจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ เมื่อครั้งทรงพระอิสริยยศเป็นหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร ได้ทรงเสนอผ่านหนังสือพิมพ์ประชาชาติว่าคำว่า “ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน” นั้นยืดยาวเกินไป จึงสมควรใช้คำว่า “รัฐธรรมนูญ”[11] ซึ่งทรงอธิบายในเชิงภาษาศาสตร์และนิรุกติศาสตร์ของคำนี้ว่ามาจากการนำคำ 2 คำมาประกอบกันคือ คำว่า “รัฐ” และ “ธรรมนูญ”

หม่อมเจ้าวรรณไวทยากรได้อธิบายคำว่า “ธรรมนูญ” นั้นมาจากคำว่า “ทำนูน” หรือ “ทำนูล” ซึ่งเป็นคำภาษาเขมรโดยหมายถึงท่วงทำนอง โดยคำนี้แผลงมาจากคำว่า “ทูล” ซึ่งคำเขมรนี้ก็มาจากคำว่า “ตรุมนูน” ในภาษาทมิฬ ตรุมซึ่งแผลงกลายเป็น “ธรรม” แปลว่าระเบียบการ ส่วนคำว่า “นูน” แปลว่าแนวหรือบรรดทัด ดังนั้น คำว่า “ตรุมนูน” จึงหมายถึงบรรทัดฐานของกฎระเบียบ[12] แม้ว่าโดยสภาพแล้วคำว่า “รัฐธรรมนูญ” จะสามารถนำไปใช้แทนคำว่า “Constitution” เลยได้ก็ตาม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคำว่า “ธรรมนูญ” นั้นถูกนำไปใช้แล้วในความหมายต่างๆ กัน แต่จะใช้คำว่า “ธรรมนูญการปกครอง” ก็เป็นการเยิ่นเย้อเกินไป ดังนั้น จึงนำคำว่า “รัฐ” เข้ามาประกอบเพื่อจึงกลายเป็นคำว่า “รัฐธรรมนูญ” เพื่อให้สื่อถึงการกฎระเบียบการปกครองภายในของรัฐ

เมื่อหม่อมเจ้าวรรณไวทยากรได้ดเสนอคำๆ นี้ผ่านทางหนังสือพิมพ์ประชาชาติแล้ว คณะอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและรัฐบาลในขณะนั้นเห็นด้วยกับข้อเสนอของหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร เพราะเป็นคำที่กระทัดรัดได้ความตรงกับคำว่า “ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน” ซึ่งถ่ายทอดมาจากคำว่า “Consititution” ในภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส[13]  ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อคณะอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงใช้คำว่า “รัฐธรรมนูญ” แทนดังปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475ฉบับวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475

อย่างไรก็ตาม คำว่า “ธรรมนูญ” ยังคงได้รับการนำมาใช้เป็นชื่อของรัฐธรรมนูญในบางครั้งในประวัติศาสตร์ไทยในช่วงที่มีทหารเข้าทำรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลได้มีการนำคำว่า “ธรรมนูญ” มาใช้เรียกชื่อกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศและจัดรูปแบบการปกครองภายในของรัฐ ได้แก่ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 และธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534

ในต่างประเทศนั้นเรียกกฎหมายสูงสุดนี้ว่าอะไร

ในต่างประเทศนั้นก็เช่นเดียวกันกับประเทศไทยที่มีการเรียกรัฐธรรมนูญด้วยชื่อที่แตกต่างกันไปบ้างตามบริบท โดยคำว่า “Consitution” เป็นคำที่พึ่งนำมาใช้เมื่อประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศใช้รัฐธรรมนูญของตน โดยก่อนหน้านี้คำว่า “Constitution” นั้นแม้จะปรากฏการใช้มาอย่างยาวนานก็ตาม เช่น ใน the Politic ของอริสโตเติล อธิบายว่า Constitution ในลักษณะเดียวกันกับระบบการปกครองคือ การจัดองค์กรของบรรดาผู้ปกครองทั้งหลายในเมือง (Polis) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำหนดผู้เป็นเจ้าของอำนาจสูงสุด เป็นต้น[14] อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าการประกาศใช้รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกานั้นก็ได้มีคำเรียกตราสารทางกฎหมายฉบับหนึ่งซึ่งมีลักษณะเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศและจัดรูปแบบการปกครองภายในของรัฐในลักษณะเช่นเดียวกันกับรัฐธรรมนูญของประเทศอังกฤษช่วงสมัยสาธารณรัฐซึ่งเรียกว่า the Instrument of Government

นอกจากนี้ ในปัจจุบันประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีก็ไม่ได้เรียกรัฐธรรมนูญของตนว่ารัฐธรรมนูญหรือมีรากทรัพย์ในลักษณะเดียวกันกับคำว่า “Constitution” โดยเรียกกฎหมายสูงสุดของตนว่า Grundgesetz หรือ Basic Law ในภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลว่า “กฎหมายพื้นฐาน” เป็นต้น ดังนั้น ความสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่จะใช้ชื่อว่า “รัฐธรรมนูญ” หรือ “กฎหมาย” แต่ความสำคัญอยู่ที่ว่ากฎหมายนั้น ๆ มีข้อความกำหนดระเบียบแห่งอำนาจสูงสุด และความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจเหล่านั้นต่อกันและกันหรือไม่[15]


เชิงอรรถ

[1] หยุด แสงอุทัย, หลักรัฐธรรมนูญทั่วไป, พิมพ์ครั้งที่ 9, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์วิญญูชน, 2539), น. 39; คำว่า “กฎหมายรัฐธรรมนูญ” (Constitutional law) กับคำว่า “รัฐธรรมนูญ” (Constitution) นั้นมีความหมายแตกต่างกันในทางวิชาการ โดยคำว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นหมายถึงกฎหมายซึ่งเป็นสาขาวิชาหนึ่งในกฎหมายมหาชนซึ่งว่าด้วยกฎเกณฑ์เกี่ยวกับองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐและความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรเหล่านั้น ดังนั้น ในทางวิชาการกฎหมายรัฐธรรมนูญจึงเป็นการพูดถึงกฎหมายสาขาหนึ่งที่ศึกษากฎเกณฑ์เกี่ยวกับองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐและความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรเหล่านั้น นอกจากนี้ กฎหมายรัฐธรรมนูญอาจมีความหมายรวมไปถึงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐและความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรเหล่านั้นในความหมายอย่างกว้าง ซึ่งไม่ได้จำกัดเอาไว้เฉพาะภายใต้ตราสารทางกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่ง และรวมถึงกฎเกณฑ์ที่ไม่เป็นรายลักษณ์อักษรด้วย

[2] ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, ประสบการณ์และความเห็นบางประการของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ สัมภาษณ์โดย ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, (กรุงเทพฯ : สถาบันปรีดี พนมยงค์, 2542), น. 5.

[3] ชัยอนันต์ สมุทวณิช และขัตติยา กรรณสูต, เอกสารการเมืองการปกครองไทย, (กรุงเทพฯ : โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2518), น. 59 – 60.

[4] เพิ่งอ้าง, น. 79.

[5] พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบรมราชาธิบายเรื่องสามัคคี, (พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, 2489), น. 14.

[6] การมีรัฐสภา (Parliament) สะท้อนถึงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย.

[7] ว.ช. ประสังสิต, แผ่นดินสมเด็จพระปกเกล้า, (พระนคร : ผดุงชาติ, 2505), น. 46.

[8] ในส่วนของคำว่าชั่วคราวนั้นสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเติมเข้าไปเมื่อครั้งคณะราษฎรได้เข้าเฝ้าเพื่อทูลเกล้าฯ ถวาย ณ วังสุโขทัยในวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2475.

[9] ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 1, น. 6.

[10] เพิ่งอ้าง, น. 6.

[11] เพิ่งอ้าง, น. 5.

[12] พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ, รวมวิทยาการท่านวรรณฯ (พระนคร : โอเดียนสโตร์, 2494), น. 451 – 461.

[13] ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 8, น. 5.

[14] ปิยบุตร แสงกนกกุล, รัฐธรรมนูญ: ประวัติศาสตร์ข้อความคิด อำนาจสถาปนา และการเปลี่ยนผ่าน, (นนทบุรี : ฟ้าเดียวกัน, 2559), น. 7.

[15] หยุด แสงอุทัย, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 1, น. 39.

อาชญากรรมที่เป็นแชร์ลูกโซ่มองผ่านแนวคิดแบบนิติเศรษฐศาสตร์

บทความนี้ดัดแปลงมาจากบทความชื่อเดียวกันที่เคยเผยแพร่ในเว็บไซต์ www2.fpo.go.th

“แชร์ลูกโซ่” เป็นการก่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นมากในประเทศไทย จากการเก็บสถิติการร้องเรียนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 – 2560 (กรกฎาคม) พบว่า มีเรื่องร้องเรียนมากกว่า 1,290 เรื่อง และมีจำนวนผู้เสียหายมากกว่า 38,000 คน รวมมูลค่าความเสียหายราวๆ 390,000,000,000 บาท (สามแสนเก้าหมื่นล้านบาท)[1] สร้างผลกระทบในทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก โดยสาเหตุของการเกิดอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นแชร์ลูกโซ่นั้นมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน ซึ่งในบทความนี้จะนําเสนอการตัดสินใจของอาชญากรในการก่ออาชญากรรมที่เป็นแชร์ลูกโซ่ ผ่านแนวคิดแบบนิติเศรษฐศาสตร์ (Economic Analysis of law) ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ศึกษาประเด็นสำคัญทางกฎหมายต่างๆ ทฤษฎี การตีความกฎหมาย และผลกระทบของกฎหมายต่อพฤติกรรมของตัวละครที่เกี่ยวข้องและสังคม โดยใช้ระเบียบวิธีทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก (นีโอคลาสสิก) มาเป็นเครื่องมือวิเคราะห์

“แชร์ลูกโซ่” คืออะไร

“แชร์ลูกโซ่” หมายถึง ธุรกิจที่มีลักษณะเป็นการเชื้อเชิญให้คนเอาเงินมาลงทุน โดยอ้างว่า จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนกลับไปในอัตราที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง แต่ตัวธุรกิจนั้น ไม่มีการประกอบกิจการที่จะสร้างผลตอบแทนด้วยตัวของธุรกิจเอง ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนนั้นมาจากการชักชวนสมาชิกคนใหม่ให้เข้ามาลงทุน เพื่อนำเงินลงทุนจากสมาชิกรายใหม่ มาหมุนเวียนจ่ายให้สมาชิกรายก่อน ๆ

ซึ่งการชักชวนให้ประชาชนมาร่วมลงทุนในธุรกิจแชร์ลูกโซ่นั้นเป็น “อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ” รูปแบบหนึ่ง โดยอาชญากรรมที่เป็นแชร์ลูกโซ่เริ่มเป็นที่รู้จักในประเทศไทยในคดีแชร์ชม้อย ซึ่งได้ระดมเงินจากประชาชนในรูปแบบการเล่นแชร์น้ำมัน เพื่อปราบปรามการกระทำความผิดดังกล่าวรัฐบาลต้องออกพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกง ประชาชน พ.ศ. 2527 กำหนดให้ผู้กระทำจะต้องรับผิดในคดีอาญาโดยถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาและเป็นคดีแพ่ง โดยการถูกฟ้องล้มละลายเพื่อนำเงินที่ได้จากการฟ้องล้มละลายมาใช้คืนให้กับผู้เสียหาย ปัจจุบันผ่านมากว่า 30 ปีแล้ว นับตั้งแต่ คดีแชร์ชม้อยถูกฟ้องเป็นคดีอาญาอาชญากรรมที่เป็นแชร์ลูกโซ่ ได้มีพัฒนารูปแบบการฉ้อโกงที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น เพื่อนำมาใช้หลอกลวงประชาชน

ภาพโมเดลแชร์ลูกโซ่

การตัดสินใจก่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นแชร์ลูกโซ่

นิติเศรษฐศาสตร์ได้อธิบายปัญหาการก่ออาชญากรรมโดยมุ่งเน้นไปที่การตัดสินใจของอาชญากรที่กระทำไปโดยอาศัยการเลือกอย่างมีเหตุมีผล บนข้อสมมติว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล และการตัดสินใจของมนุษย์เป็นโดยอาศัยและคำนึงเหตุผลต่างๆ มาประกอบกัน ซึ่งบนฐานคิดเช่นนี้ในทางนิติเศรษฐศาสตร์จึงอธิบายการตัดสินใจกระทำความผิดของอาชญากรมีปัจจัย 2 ประการ คือ ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ และต้นทุนที่คาดคะเนของการก่ออาชญากรรม ซึ่งอาชญากรจะชั่งน้ำหนักและถ่วงดุลระหว่างปัจจัยดังกล่าวภายในใจเสมอทุกครั้งที่จะมีการตัดสินใจ

  • ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ คือ ผลสำเร็จของการก่ออาชญากรรม ซึ่งหมายถึงการได้ทรัพย์สินจากการฉ้อโกงเนื่องมาจากการก่ออาชญากรรมแชร์ลูกโซ่
  • ต้นทุนที่คาดคะเนของการก่ออาชญากรรม คือ สิ่งที่อาชญากรต้องเสียไปในการก่ออาชญากรรม ซึ่งมีหลายปัจจัยภายใน ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการกระทำความผิด[2] บทลงโทษของกฎหมาย[3] ต้นทุนค่าเสียโอกาส[4] และการเพิ่มโอกาสหรือความน่าจะเป็นในการถูกจับกุมมาดำเนินคดี

ดังนั้น หากอาชญากรทบทวนแล้วเห็นว่า ผลประโยชน์ที่ได้รับน้อยกว่าต้นทุนที่เสียไป อาชญากรอาจตัดสินใจไม่กระทำความผิด แต่ถ้าอาชญากรเห็นว่าประโยชน์ที่ได้รับมากกว่าต้นทุนที่เสียไป อาชญากรอาจตัดสินใจกระทำความผิด ซึ่งการนำวิธีคิดในทางนิติเศรษฐศาสตร์มาใช้นี้มีส่วนช่วยในการปรับเพิ่มต้นทุนหรือลดทอนผลประโยชน์ที่อาชญากรเห็นว่าตนจะได้รับจากการก่ออาชญากรรมได้ เช่น การกำหนดโทษให้หนักขึ้นก็เป็นเครื่องมือในการป้องปรามการกระทำความผิดรูปแบบหนึ่ง หรือการเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสให้กับอาชญากร โดยเพิ่มมูลค่าทางเลือกอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจของอาชญากร หรือการเพิ่มโอกาสหรือความน่าจะเป็นในการถูกจับกุมของอาชญากรมาดำเนินคดี โดยการมีหน่วยงานเฉพาะที่มีจำนวนพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เหมาะสมและมีความเชี่ยวชาญ เป็นต้น ซึ่งหากต้นทุนการก่ออาชญากรรมสูงเกินกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ ย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจในการก่ออาชญากรรม

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวแปรต่อการตัดสินใจนั้นคือ การเพิ่มโอกาสหรือความน่าจะเป็นในการถูกจับกุมมาดำเนินคดีนั้น ในปัจจุบันอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นแชร์ลูกโซ่นั้นได้มีการสร้างรูปแบบของแชร์ลูกโซ่ให้มีความสลับซับซ้อนมากขึ้นและสร้างความยากลำบากให้กับภาครัฐในการสืบสวนและสอบสวน ทำให้ความเป็นไปได้ที่จะถูกจับลดลง โอกาสที่อาชญากรจะตัดสินใจกระทำความผิดจึงเพิ่มขึ้น ปัญหาและความท้าทายของภาครัฐในทางปฏิบัติก็คือ รัฐจะวิ่งไล่ตามการกระทำความผิดในลักษณะนี้ได้ทันท่วงทีหรือไม่


เชิงอรรถ

[1] “ตายทั้งเป็น! สถิติร้องเรียน “แชร์ลูกโซ่” ปี 2557 – ปัจจุบัน กว่า 1,200 คดีความ เหยื่อกว่า 3.8 หมื่นคน รวมเงินสูญเสีย 3.9 แสนล้าน”, เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2563, จาก www.thepowernetworknews.com/2020/07/20/แชร์ลูกโซ่-2/.

[2] ค่าใช้จ่ายในการกระทำความผิด ซึ่งอาชญากรรมที่เป็นแชร์ลูกโซ่มีต้นทุนในส่วนนี้ เช่น ค่าดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจขายตรงเพื่ออำพรางธุรกิจแชร์ลูกโซ่ เป็นต้น.

[3] บทลงโทษของกฎหมาย ได้แก่ ค่าปรับ และอัตราโทษจำคุก.

[4]  ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ซึ่งเกิดจากการเตรียมการหรือการก่ออาชญากรรมหรือการถูกจำคุก เนื่องจากทุกๆ การตัดสินใจเลือกย่อมจะเกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสขึ้นมา การตัดสินใจก่ออาชญากรรมก็เช่นเดียวกัน.

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบบกฎหมายจีน

ชื่อหนังสือ : ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบบกฎหมายจีน

ผู้เขียน : อาร์ม ตั้งนิรันดร

สำนักพิมพ์ : วิญญูชน

หนังสือ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบบกฎหมายจีน ของ อาร์ม ตั้งนิรันดร มิได้เป็นเพียงงานเขียนเชิงแนะนำ (introduction) ระบบกฎหมายจีนในเชิงโครงสร้างหรือสถาบัน หากแต่เป็นความพยายามอธิบายรากฐานทางปรัชญา ที่หล่อหลอมระบบกฎหมายจีนในแต่ละช่วงประวัติศาสตร์ ผู้เขียนเสนอว่าการทำความเข้าใจกฎหมายจีนไม่อาจแยกออกจากบริบททางความคิด วัฒนธรรม และอุดมการณ์ทางการเมืองที่ครอบงำสังคมจีนในแต่ละยุคสมัยได้ โดยได้แบ่งพัฒนาการของแนวคิดทางกฎหมายจีนออกเป็นสี่ยุคสำคัญ

ยุคแรก คือ กฎหมายจีนสมัยราชวงศ์ ซึ่งมีแก่นทางความคิดอยู่ที่ปรัชญาขงจื้อ กฎหมายในยุคนี้มิได้ตั้งอยู่บนแนวคิดเรื่อง “สิทธิของปัจเจกบุคคล” หากแต่ตั้งอยู่บนความสัมพันธ์เชิงศีลธรรมในสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับประชาชนถูกอธิบายในลักษณะของ “ครอบครัวฉบับขยาย” ซึ่งเน้นลำดับชั้น หน้าที่ และความกลมกลืนของส่วนรวม หน่วยพื้นฐานของสังคมจึงไม่ใช่ปัจเจกบุคคล หากแต่เป็นครอบครัวและชุมชน ผลที่ตามมาคือ กฎหมายจีนสมัยราชวงศ์มิได้ให้ความสำคัญกับสิทธิส่วนบุคคลในแบบที่พบในระบบกฎหมายตะวันตกที่มีรากฐานจากกฎหมายโรมัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ แนวคิดเรื่องกรรมสิทธิ์ ซึ่งในกฎหมายจีนมักถูกมองในมิติของการจัดเก็บภาษีและการบริหารรัฐ มากกว่าการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของทรัพย์ในฐานะปัจเจกบุคคลเช่นในกฎหมายโรมัน

ยุคที่สอง คือ ยุคปฏิรูปกฎหมายในปลายสมัยราชวงศ์ชิง ซึ่งจีนเริ่มเผชิญแรงกดดันจากโลกตะวันตกอย่างเข้มข้น รัฐจีนพยายามปฏิรูประบบกฎหมายโดยการส่งชนชั้นนำไปศึกษากฎหมายต่างประเทศ และนำแบบแผนกฎหมายตะวันตกเข้ามาปรับใช้ อย่างไรก็ดี การรับเอากฎหมายสมัยใหม่เหล่านี้มิได้หมายถึงการตัดขาดจากฐานความคิดดั้งเดิมโดยสิ้นเชิง แม้ต่อมาจีนจะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐ แนวคิดเชิงขงจื้อเกี่ยวกับลำดับชั้น ความสัมพันธ์ และบทบาทของรัฐก็ยังคงแฝงอยู่ในโครงสร้างความคิดทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

ยุคที่สาม คือ ยุคสังคมนิยมภายหลังการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบกฎหมายจีน กฎหมายที่พัฒนาขึ้นในยุคสาธารณรัฐถูกยกเลิกหรือถูกมองว่าเป็นกฎหมายของชนชั้นนายทุน ระบบกฎหมายแบบสังคมนิยมเข้ามาแทนที่ โดยยึดโยงกับอุดมการณ์มาร์กซิสต์–เลนินนิสต์ แนวคิดเรื่องกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลถูกลดทอนหรือยกเลิก ที่ดินและทรัพยากรถูกทำให้เป็นของส่วนรวมภายใต้ระบบคอมมูน กฎหมายในช่วงนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือของการต่อสู้ทางชนชั้นและการจัดระเบียบสังคมตามอุดมการณ์ มากกว่าการคุ้มครองสิทธิในเชิงปัจเจก

ยุคที่สี่ คือ กฎหมายจีนภายหลังการปฏิรูปและเปิดประเทศในสมัยเติ้งเสี่ยวผิง ซึ่งจีนเริ่มฟื้นฟูและพัฒนาระบบกฎหมายอย่างจริงจังเพื่อรองรับเศรษฐกิจตลาดและการเชื่อมต่อกับระบบเศรษฐกิจโลก กฎหมายในสาขาต่างๆ เช่น กฎหมายธุรกิจ กฎหมายสัญญา และกฎหมายการลงทุน ถูกนำกลับมาใช้และพัฒนาอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ดี ระบบกฎหมายจีนในยุคนี้ยังคงรักษากลิ่นอายของแนวคิดสังคมนิยมและบทบาทนำของพรรคคอมมิวนิสต์ไว้ กฎหมายจึงดำรงอยู่ในสภาวะผสมผสานระหว่างกลไกตลาดกับการควบคุมโดยรัฐ

กล่าวโดยสรุป หนังสือเล่มนี้มิได้ทำหน้าที่เพียงอธิบาย “ระบบกฎหมายจีนเป็นอย่างไร” หากแต่ชี้ให้เห็นว่า ระบบกฎหมายจีนเป็นผลผลิตของการสั่งสมทางปรัชญา อุดมการณ์ และประวัติศาสตร์การเมืองอย่างต่อเนื่อง การทำความเข้าใจกฎหมายจีนจึงต้องมองลึกไปถึงฐานความคิดที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่เพียงตัวบทกฎหมายหรือโครงสร้างสถาบันเพียงอย่างเดียว ซึ่งนับเป็นคุณูปการสำคัญของงานเขียนเล่มนี้ต่อการศึกษากฎหมายเปรียบเทียบและกฎหมายจีนในบริบทไทยกฎหมายจึงเป็นความสัมพันธ์แบบเน้นไปที่สังคมโดยรวม โดยมีหน่วยเล็กสุดของสังคมคือ ครอบครัว ตรงข้ามกับกฎหมายโรมันที่มีหน่วยเล็กสุดคือ บุคคล ทำให้บรรดากฎหมายของจีนสมัยราชวงศ์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับบุคคลเท่ากับกฎหมายที่มีฐานจากโรมัน เช่น เรื่องกรรมสิทธิ์กฎหมายจีนยุคราชวงศ์สนใจกรรมสิทธิ์เฉพาะในเชิงภาษี แต่กฎหมายโรมันสนใจกรรมสิทธิ์ในฐานะที่ัเชื่อมโยงกับสิทธิของปัจเจกบุคคล

Enola Holmes เล่าเรื่องอำนาจผ่านการผจญภัย

“Enola Holmes” เป็นภาพยนตร์จอเงินของ “Neflix” โดยเล่าเรื่องราวของ Enola Holmes หญิงสาววัย 16 ปี ซึ่งเป็นน้องสาวของนักสืบชื่อดัง Sherlock Holmes ซึ่งเป็นตัวละครจากผลงานสร้างสรรค์ของเซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ (Arthur Conan Doyle)

โดยในเรื่องนั้นจะบอกเล่าเรื่องราวของ Enola ซึ่งอาศัยอยู่กับแม่ของเธอแล้วจนวันหนึ่ง แม่ของเธอก็ได้หายออกไปจากบ้านเพื่อไปทำภารกิจบางอย่าง ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับ Enola เป็นอย่างมาก และนำไปสู่การออกตามหาแม่ที่หายไป ซึ่งในระหว่างทางเธอได้เข้าไปช่วยชีวิต Lord Tewsbury ขุนนางหนุ่มซึ่งมีความฝันจะเดินตามรอยพ่อที่จะ “ปฏิรูป” ประเทศอังกฤษจากการถูกปองร้าย ทำให้ Enola ต้องเข้าไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายในครั้งนี้

การ “ปฏิรูป” ที่ถูกพูดถึงในเรื่องนั้นมีความสำคัญอยู่ 3 เรื่อง ได้แก่

ประการแรก คือ การปฏิรูประบบการเลือกตั้องของอังกฤษในปี ค.ศ. 1884 โดยรัฐบาลผลักดันให้เกิดการพระราชบัญญัติปฏิรูป ค.ศ. 1884 หรือ “Third Reform Act 1884” ซึ่งเป็นกฎหมายที่ขยายสิทธิการเลือกตั้งแก่ผู้ใช้แรงงานในภาคการเกษตรหรือแรงงานรับจ้างในไร่ โดยผลของกฎหมายฉบับนี้ทำให้ชาวนาอังกฤษมีสิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้นอีกราวๆ 2.5 ล้านคน จึงอาจกล่าวได้ว่ากฎหมายฉบับนี้ได้ทำให้เกณฑ์ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเปลี่ยนไปเป็น “ชาย” บรรลุนิติภาวะทุกคนและเป็นเจ้าของหรือเช่าที่อยู่อาศัยมีสิทธิเลือกตั้งทุกคน

ประการที่สอง คือ การปฏิรูปการถือครองที่ดิน (ประเด็นนี้ถูกพูดถึงไม่มากมีประมาณ 2 ฉาก)

ประการที่สาม คือ กระแสสตรีนิยมที่เริ่มก่อตัวขึ้นในสังคมอังกฤษ ซึ่งจะเห็นได้จากหลายๆ ฉากในหนังแม้จะไม่ได้พูดถึงตรงๆ เช่น การที่แม่ของ Enola อ่านหนังสือแนวคิดแบบสตรีนิยม การที่แม่สอนศิลปะการต่อสู้ให้กับ Enola หรือแม้แต่ในตอนท้ายของเรื่องที่แม่ของ Enola พูดถึงการพยายามเปลี่ยนแปลงโลกที่ลูกสาวของเธอจะเติบโตขึ้นมา เป็นต้น ซึ่งการปฏิรูปสำคัญที่สุดของกลุ่มเคลื่อนไหวสตรีนิยมในขณะนั้นคือ การเรียกร้องให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้งเสมอภาคกับผู้ชาย

ซึ่งจะเห็นได้ว่าในหนังนั้นหยิบประเด็นทางสังคมและการเมืองต่างๆ มาเล่าได้อย่างสนุกสนานผ่านการผจญภัยของ Enola และนอกจากนี้ตัวหนังยังพยายามที่จะเล่าความคิดทางการเมืองผ่านบรรดาตัวละครสำคัญต่างๆ อาทิ ทั้งท่านหญิงย่าของ Lord Tewsbury หรือ Mycroft พี่ชายของ Enola ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม แม่ของ Enola ที่มีแนวคิดแบบเสรีนิยมหรือบรรดาผู้หญิงในสมาคมของแม่ และ Sherlock ซึ่งเป็นตัวแทนของคนชนชั้นกลางค่อนไปทางสูงที่มีความพึ่งพอใจในสถานะและไม่ถูกกดขี่ทางสังคมจึงเลือกที่จะไม่ให้ความสำคัญหรือสนใจกับปัญหาทางการเมือง

ตัวหนังบอกเล่าเรื่องราวทางการเมืองและอำนาจไปได้ไกลกว่าเพียงแค่ในภาพใหญ่ระดับการเมืองของชาติ แต่ตัวหนังยังสะท้อนเรื่องราวของอำนาจทางการเมืองต่างๆ ที่ปกคลุมอยู่บนตัวผู้คน เช่น ในตอนที่ Enola ถูกส่งเข้าไปเรียนในโรงเรียนกุลสตรี ซึ่งฉากนั้นนำเสนอภาพของอำนาจที่กดทับตัวผู้หญิงชั้นสูงของอังกฤษที่ต้องมีมารยาท กริยา และบุคลิกสอดคล้องกับมาตรฐานแบบวิกตอเรียน หรือประเด็นเรื่องความแตกต่างระหว่างช่วงวัยและอำนาจที่กดทับกันระหว่างความอาวุโส ซึ่งส่วนนี้จะเห็นได้ชัดในครอบครัวของ Lord Tewsbury

สำหรับสิ่งสุดท้ายที่ชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ก็คือ การกล่าวถึงความเชื่อมมั่นและการพยายามทำให้เห็นถึงโลกที่เราคาดหวังจะให้เป็นโดยอุทิศกำลังและแรงกายในการทำสิ่งนั้น ซึ่งจะเห็นได้จากความพยายามขับเคลื่อนของแม่ของ Enola กับ Lord Tewsbury และแม้กระทั่งตัวของ Enola เอง

กฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา: ความเป็นธรรม และผลกระทบของกฎหมาย

บทความนี้ดัดแปลงจากบทความชื่อ “คณะราษฎรกับการพิทักษ์ความเป็นธรรมในคิดดอกเบี้ยกู้ยืมเงิน” ซึ่งเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2563 บนเว็บไซต์ pridi.or.th

เมื่อคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย คณะราษฎรมุ่งหมายที่จะบำบัดทุกข์บำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน เป็นไปตามหลัก 6 ประการของคณะราษฎร  คณะราษฎรจึงได้วางหลักการรากฐานทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งเรื่องหนึ่งในความตั้งใจนั้นก็คือ การตรากฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา

ความเป็นมาของกฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา

เมื่อคณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย คณะราษฎรต้องการที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice) และทำให้เกิดความเป็นปึกแผ่นของชาติ (National Solidarity)

ในบรรดาสิ่งทั้งหลายที่คณะราษฎรได้เข้ามาจัดทำ ก็คือ การตราพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 โดยมุ่งหวังจะบำรุงการกู้ยืมให้เป็นไปในทางที่ควร ไม่เกิดการเอารัดเอาเปรียบกันโดยการคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สูง ซึ่งเจ้าหนี้ลูกหนี้ต่างร่วมใจร่วมมือกันหลีกเลี่ยงกฎหมาย เพราะฝ่ายหนึ่งอยากได้ อีกฝ่ายหนึ่งตกอยู่ภายใต้กฎความจำเป็นบังคับ ในที่สุดก็ได้ผลอันไม่พึงปรารถนา คือ “การเอารัดเอาเปรียบกัน”[1]

เพื่อป้องกันมิให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกันในการแสวงหาดอกเบี้ย คณะราษฎรจึงได้ตราพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 โดยกำหนดว่า บุคคลใดให้บุคคลอื่นยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ร้อยละ 15 ต่อปี[2] จะต้องได้รับโทษทางอาญาเป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ[3] ซึ่งอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนั้นในช่วงปี พ.ศ. 2475 เป็นเงินจำนวนมาก

พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้รับการบังคับใช้มาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งในปี พ.ศ. 2560 ได้มีการประกาศใช้กฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฉบับใหม่ คือ พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ซึ่งแทบไม่มีความแตกต่างจากพระราชบัญญัติฉบับเดิมเลย เว้นเสียแต่ในส่วนของโทษทางอาญาที่เพิ่มขึ้นจากเดิมที่จำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาเป็นจำคุกไม่เกิน 12 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งสาเหตุของการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับใหม่เกิดมาจากการที่พระราชบัญญัติฉบับเดิมนั้นใช้บังคับมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้บทบัญญัติในพระราชบัญญัติดังกล่าวมีความไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้เกิดการแก้ไขปรับปรุงอัตราโทษเสียใหม่[4]

เจตนารมณ์ให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม

ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ความมุ่งหมายสำคัญของคณะราษฎรในช่วงแรกนั้น คือ การแก้ไขสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ดีขึ้น ทำให้ความเป็นอยู่ของราษฎรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะจากการศึกษาของ คาร์ล ซี. ซิมเมอร์แมน (Carle C. Zimmerman) ซึ่งรัฐบาลไทยจ้างมาทำการศึกษาสภาพเศรษฐกิจของชนบทในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2473 พบว่า สภาพความเป็นอยู่ของประชาชนโดยส่วนมากของประเทศนั้นเป็นชาวนา ซึ่งในการทำนาแต่ละครั้งจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ทำให้ชาวนาจำเป็นต้องกู้ยืมเงินเพื่อใช้ในการทำนา  ในแต่ละครั้ง ทว่า ผลตอบแทนที่ได้กลับมานั้นน้อยมาก ซึ่งเมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงนั้นทำให้ชาวนาไม่สามารถใช้ดอกเบี้ยได้

สภาพดังกล่าวเป็นวัฏจักร เพราะชาวนายังคงต้องทำนาทุกปี ซึ่งเมื่อจะทำนาก็ต้องกู้เงินมาเพื่อลงทุน แต่ผลประกอบการที่ได้มาน้อยเกินกว่าจะชำระดอกเบี้ยที่สูงได้  ดังนั้น เมื่อคณะราษฎรเข้ามาเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงประสงค์ที่จะแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว เพราะเห็นว่า “…ถ้าดอกเบี้ยเรียกแรงเกินไปแล้ว ลูกหนี้ได้ผลไม่พอที่จะใช้ดอกเบี้ยได้ ย่อมต้องย่อยยับไปด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย…”[5] คณะราษฎรจึงได้วางนโยบายของรัฐบาลเพื่อกำหนดแนวทางของการกู้ยืมเงินที่ไม่เป็นการแสวงหาผลประโยชน์กันจนเกินไป อันเป็นการตอบสนองต่อหลักปรัชญาภราดรภาพนิยมในความคิดของปรีดี พนมยงค์ ที่เน้นว่า “มนุษย์ในสังคมควรเกื้อกูลกัน”

ผลกระทบของกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลักการและเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้จะเป็นสิ่งที่ดีที่มุ่งป้องกันและลงโทษผู้ที่แสวงหาประโยชน์จากการปล่อยเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่ากฎหมายกำหนด เพื่อส่งเสริมให้เกิดความยุติธรรมในสังคมและความเป็นปึกแผ่นของชาติ

อย่างไรก็ตาม ในแง่ผลกระทบของกฎหมายนั้นเมื่อกฎหมายถูกบังคับใช้มาเป็นระยะเวลานานและไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปกฎหมายฉบับนี้แทนที่จะสร้างประโยชน์กับสร้างโทษเสียมากกว่า และแทนที่รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศจะยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ไปกลับตรากฎหมายหมายฉบับนี้ใหม่โดยเพิ่มอัตราโทษให้ร้ายแรงขึ้นแทน

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกฎหมายฉบับนี้นั้นมีอยู่หลายประการ ในชั้นนี้ผู้เขียนขอแจกแจงปัญหานี้ออกเป็น 4 ประการ ดังนี้

ประการแรก กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยขั้นสูงที่กฎหมายกำหนดเอาไว้นั้น คือ ร้อยละ 15 ต่อปีนั้นกำหนดเอาไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งในช่วงปี พ.ศ. 2475 นั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูงมากในขณะนั้น แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไปและปัจจัยทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ทั้งภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นทำให้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ดังนั้น แม้จะได้มีการแก้ไขกฎหมายในปี พ.ศ. 2560 แล้วก็ตาม แต่ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในตัวอัตราดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทำให้อัตราดอกเบี้ยนั้นไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันแล้ว

ประการที่สอง กฎหมายฉบับนี้ทำให้ไม่เกิดการแข่งขันการในตลาดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 นั้นกำหนดอัตราดอกเบี้ยขั้นสูงผู้ให้กู้ยืมสามารถเรียกได้จากผู้กู้ยืมทำให้เกิดการจำกัดการแข่งขั้นกันในตลาดเงินกู้ เพราะบุคคลทุกคนย่อมที่จะคิดอัตราดอกเบี้ยขั้นสูงที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วยกันทั้งหมดทำให้กลไกตลาดของอัตราดอกเบี้ยไม่ทำงานเป็นเหตุให้ไม่เกิดการแข่งขันกันในตลาดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ กล่าวคือ การที่กฎหมายกำหนดอัตราดอกเบี้ยขั้นสูงเอาไว้ทำผู้ให้กู้ยืมเงินไม่แข่งขันกันกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำกว่ากัน เพื่อจูงใจให้ผู้กู้ยืมเงินจากตนเอง

ประการที่สาม การทำให้ขาดแรงจูงใจในการประกอบธุรกิจ ในทางตรงกันข้าม การไม่สามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยได้อย่างอิสระ ทำให้ผู้ให้กู้ยืมเงินขาดแรงจูงใจที่จะประกอบกิจการให้กู้ยืมเงิน  อย่างไรก็ตาม การกำหนดห้ามเรียกอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปีนี้ไม่นำมาใช้กับสถาบันการเงิน[6] ทำให้สถาบันการเงินอาจกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปีได้ แต่อยู่ภายใต้กรอบที่กำหนดไว้โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่โดยลักษณะการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินนั้นมีข้อจำกัดที่ทำให้บุคคลธรรมดาสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ยาก

ประการที่สี่ การเกิดตลาดมืดของธุรกิจการกู้ยืมเงิน ผลของการที่กฎหมายกำหนดอัตราดอกเบี้ยขั้นสูงที่จะสามารถเก็บได้ตามกฎหมายทำให้ผู้ให้กู้ยืมเงินที่คิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นการประกอบการภายในตลาดมืด[7] ซึ่งโดยสภาพของการปล่อยเงินกู้นั้นผู้ให้กู้ต้องคิดอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่สูงเพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า หากไม่ได้รับเงินคืนจะต้องสูญเสียเงินต้นให้น้อยที่สุด แต่เมื่อกฎหมายไม่ให้คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ผลที่เกิดขึ้น คือ การปล่อยเงินกู้ในอัตราสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดนั้นยังคงมีอยู่ แต่กฎหมายไม่ให้ความคุ้มครองให้เจ้าหนี้จึงต้องเข้าใช้กำลังบังคับเพื่อให้ได้เงินกู้คืนมา ทำให้เกิดการทวงหนี้เถือน

ข้อพึงสังเกตคือ การกู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยที่แพงกว่ากฎหมายกำหนดนั้นยังมีอยู่นั้นก็เป็นเพราะประชาชนไม่สามารถเข้าถึงบริการของสถาบันการเงินได้ อันเนื่องมาจากหลักเกณฑ์ของสถาบันการเงิน เพราะฉะนั้นลูกหนี้จึงยังต้องยอมตกลงเข้าทำสัญญากู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดอยู่ดี

กล่าวโดยสรุปนั้น แม้หลักการและเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 (ปัจจุบันพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560) จะมุ่งสร้างความเป็นธรรมและส่งเสริมให้เกิดความเป็นปึกของชาติ โดยไม่มุ่งให้เกิดการแสวงหาดอกเบี้ยในเชิงเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน แต่ในความเป็นจริงการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้สร้างผลกระทบใน 4 ประการดังได้กล่าวมาแล้วในข้างต้น ซึ่งทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปกฎหมายฉบับนี้ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ อาจจะถึงเวลาแล้วที่จำเป็นต้องยกเลิกกฎหมายฉบับนี้


เชิงอรรถ

[1]   คำแถลงการณ์ คณะกรรมการราษฎรเกี่ยวแก่พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475.

[2]   ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, มาตรา 654; กำหนดห้ามมิให้เรียกดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี ถ้าในสัญญากำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ก็ให้ลดลงมาเป็นร้อยละ 15 ต่อปี

[3]   พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475, มาตรา 3.

[4]   หมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560.

[5]   อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 1.

[6]   พระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523, มาตรา 4 และมาตรา 5.

[7]   ตลาดมืด (Black market) คือ ตลาดซื้อขายสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมาย เกิดจากผลการควบคุมราคาสินค้าและบริการโดยรัฐบาล.

ตัดวงจรรัฐประหาร

ชื่อหนังสือ : ตัดวงจรรัฐประหาร (Circuit breaker Coup d’Etat)

ผู้เขียน : ธีรภัทร เสรีรังสรรค์

สำนักพิมพ์ : วิญญูชน

ตัดวงจรรัฐประหาร (Circuit breaker Coup d’Etat) โดยธีรภัทร เสรีรังสรรค์ เป็นงานที่มุ่งเสนอกรอบความคิดว่าด้วยการ “ตัดวงจรรัฐประหาร” ในฐานะกับดักเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งพัฒนาการทางการเมืองและสังคมของประเทศ หนังสือเล่มนี้ตั้งต้นจากสมมติฐานสำคัญว่า การรัฐประหารมิใช่เหตุการณ์เฉพาะหน้า หากแต่เป็นผลลัพธ์ของความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ฝังรากลึกอยู่ในระบบการเมือง โดยเฉพาะบทบาทของกองทัพในฐานะองค์กรที่ถูกให้ความหมายและความชอบธรรมอย่างสูงต่อการดำรงอยู่ของรัฐ

ในช่วงต้นของหนังสือ ผู้เขียนอธิบายกรอบปัญหาในลักษณะอารัมภบทของงานวิจัย โดยชี้ให้เห็นว่ากองทัพไม่ได้ทำหน้าที่เพียงการป้องกันประเทศหรือรักษาความสงบเรียบร้อยภายในเท่านั้น หากแต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการค้ำจุนอำนาจทางการเมืองของผู้ปกครองในหลายบริบท หนังสือได้แจกแจงรูปแบบการแทรกแซงการเมืองของทหารไว้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การใช้อิทธิพลกดดันนโยบายของรัฐบาล การข่มขู่จะใช้กำลัง การบีบให้เปลี่ยนตัวผู้นำทางการเมือง ไปจนถึงการยึดอำนาจโดยตรง พร้อมทั้งชี้ให้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแทรกแซงเหล่านี้ต่อเสถียรภาพทางการเมืองและการพัฒนาประชาธิปไตย

ในบทที่ 4 ผู้เขียนขยายการวิเคราะห์ไปยังประสบการณ์ของต่างประเทศที่เคยเผชิญหรือพยายามต่อต้านการรัฐประหาร โดยยกกรณีศึกษา เช่น สเปน ซึ่งบทบาทของอดีตกษัตริย์ฆวน คาร์ลอส ถูกอธิบายในฐานะตัวแสดงสำคัญในการยับยั้งการยึดอำนาจของทหาร รวมถึงกรณีของกรีซและประเทศอื่น ๆ เพื่อชี้ให้เห็นว่าการตัดวงจรรัฐประหารมิได้เกิดจากปัจจัยเดียว หากแต่ต้องอาศัยกลไกทางการเมือง สถาบัน และความชอบธรรมทางสังคมที่ทำงานประสานกัน

บทที่ 5 ถือเป็นแกนหลักของหนังสือในเชิงข้อเสนอ โดยผู้เขียนหันกลับมาวิเคราะห์บริบทของประเทศไทยผ่านกรอบทฤษฎีระบบการเมือง อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่เอื้อต่อการเกิดรัฐประหาร พร้อมทั้งพยายามระบุตัวแปรหรือ “ฉนวน” ที่อาจทำหน้าที่ป้องกันการยึดอำนาจในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นกลไกทางรัฐธรรมนูญ สถาบันทางการเมือง หรือแรงกดดันจากบริบทระหว่างประเทศ แนวคิดเรื่องการตัดวงจรรัฐประหารจึงถูกเสนอในลักษณะของการปรับโครงสร้างทั้งระบบ มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

อย่างไรก็ดี ในมุมมองส่วนตัว หนังสือเล่มนี้มีข้อจำกัดด้านการเรียบเรียง เนื้อหาถูกนำเสนอในลักษณะใกล้เคียงงานวิจัยทางวิชาการ ทำให้การอ่านค่อนข้างยากสำหรับผู้อ่านทั่วไป โครงสร้างการอธิบายที่เดินตามลำดับวิธีวิจัยส่งผลให้เนื้อหาบางช่วงขาดความลื่นไหล เกิดความสะดุด และมีรายละเอียดบางส่วนที่อาจไม่จำเป็นต่อการสื่อสารแก่นความคิดหลัก หากมีการปรับภาษาและการจัดลำดับเนื้อหาให้กระชับมากขึ้น หนังสือเล่มนี้น่าจะเข้าถึงผู้อ่านในวงกว้างได้ดีกว่านี้

โดยสรุป ตัดวงจรรัฐประหาร เป็นงานที่มีคุณค่าในเชิงแนวคิดและการตั้งคำถามต่อบทบาทของกองทัพในระบบการเมืองไทย แต่ขณะเดียวกันก็สะท้อนข้อจำกัดของงานเขียนที่ยังยึดรูปแบบงานวิชาการอย่างเข้มข้น เหมาะสำหรับผู้อ่านที่สนใจประเด็นการเมืองเชิงโครงสร้างและสามารถอ่านงานเชิงทฤษฎีได้ค่อนข้างดี มากกว่าจะเป็นหนังสือการเมืองสำหรับการอ่านแบบเบา ๆ หรือเพื่อการสื่อสารกับสาธารณะในวงกว้าง

แด่ RBG

ในวันศุกร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2563 สำนักข่าวต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาหลายสำนักข่าวได้เผยแพร่ข่าวการเสียชีวิตของ รูธ เบเดอร์ ดินสเบิร์ก (Ruth Bader Ginsburg) ผู้พิพากษาศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกา (U.S. Supreme Court) วัย 87 ปี สตรีผู้มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมที่เป็นธรรมในสังคม

บทบาทของ RGB นั้นมีบทบาทอยู่ด้วยกันหลายเรื่องด้วยกัน RGB มีบทบาทอย่างมากในการเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันทางเพศ อาจจะกล่าวได้เลยว่าตั้งแต่การเริ่มต้นชีวิตกฎหมายของเธอเลยก็ว่าได้ ในฐานะบัณฑิตสตรีทางกฎหมายนั้น RGB ประสบปัญหาอย่างมากในการเริ่มต้นวิชาชีพ เพราะสหรัฐอเมริกาในขณะนั้นยังเป็นสังคมชายเป็นใหญ่ ไม่มีที่ใดรับบัณฑิตสตรีเข้าทำงานทางด้านกฎหมายเลย แม้แต่กระทั่งในตำแหน่งเสมียนศาล จนกระทั่งในท้ายที่สุดด้วยความช่วยเหลือจาก Gerald Gunther ศาสตราจารย์ทางด้านกฎหมายจาก Columbia Law School ที่กดดันให้ Edmund L. Palmonieri ผู้พิพากษาศาลในมหานครนิวยอร์กรับ RGB เข้าทำงานในตำแหน่งเสมียนศาล

RGB ทำงานให้กับ Palmonieri ได้อยู่ 2 ปี ก็ได้หันเหเส้นทางไปทำงานด้านวิชาการโดยเป็นผู้บรรยายอยู่ที่ Ruthers Law School โดยได้รับเงินเดือนต่ำกว่าอาจารย์ผู้ชายที่มีตำแหน่งทางวิชาการเท่ากัน และได้ย้ายไปทำงานที่ Columbia Law School ในปี พ.ศ. 2515 จนถึง พ.ศ. 2523

การเข้าสู่กระบวนการประชาสังคมของ RGB นั้น เกิดจากการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิสตรีให้เสมอภาคกับบุรุษ ซึ่งเป็นสิ่งที่ RGB ต่อสู้อยู่ตลอดชีวิต แม้กระทั่งในตอนที่ได้เป็นผู้พิพากษาศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาก็ตาม

ในปี พ.ศ. 2515 ได้ร่วมกับมิตรสหายก่อตั้งโครงการ The Women’s Right Project ภายใต้องค์กร The American Civil Liberties Union (ACLU) ซึ่งทำให้เกิดการนำคดีการเหยียดเพศขึ้นสู่การพิจารณาของศาล โดย RGB นั้นรับหน้าที่เป็นทนายความในคดีด้วยขอบเขตการให้ความช่วยของโครงการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ คดีการเหยียดเพศในผู้หญิงเท่านั้น แต่ยังรับคดีที่เกิดกับผู้ชายด้วย เพราะเห็นว่าการเหยียดเพศนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่ในผู้หญิงเท่านั้น แต่ผู้ชายก็สามารถตกเป็นเหยื่อในคดีเหยียดเพศด้วยเช่นกัน ซึ่งคดีจำนวนมากที่ RGB ได้ว่าความเป็นจำนวนมาก และชนะคดีเป็นจำนวนไม่น้อยเช่นกัน

ผลของการนำคดีเหยียดเพศมาสู่การพิจารณาของศาล ทำให้นายจ้างในที่ทำงานมีการเหยียดเพศน้อยลง ทำให้สังคมมีความเปลี่ยนแปลงไปในหลายๆ ด้าน ไม่เฉพาะแต่ในที่ทำงาน แม้แต่กระทั่งนักการเมืองก็ต้องระมัดระวังและเปลี่ยนท่าทีของตนเองในการนำเสนอกฎหมายที่มีนัยต่อการเหยียดเพศ

ภาพ RBG จาก www.wavy.com

RGB ทำงานในฐานะทนายความภายใต้โครงการ ACLU จนกระทั่งประธานาธิบดี Jimmy Carter ได้แต่งตั้ง RGB ให้เป็นผู้พิพากษาในปี พ.ศ. 2523 โดยดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาในศาล U.S. Court of Appeals for the District of Columbia Circuit และต่อมาประธานาธิบดี William Jefferson Clinton ก็ได้ตั้งให้ RGB เป็น Associate Justice of the Supreame Court ในปี พ.ศ. 2536 เนื่องจาก Clinton ไม่ต้องการให้ศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาถูกครอบงำโดยผู้พิพากษาฝั่งอนุรักษ์นิยม (Conservative)

ด้วยเหตุที่ RGB เป็นผู้หญิงและเป็นชาวยิวนั้นยิ่งส่งเสริมภาพของเธอในฐานะผู้พิพากษาฝั่งเสรีนิยม (Liberalism) ได้เป็นอย่างดี ซึ่งเมื่อได้รับตำแหน่งในศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกา RGB ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมายตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงแบบของชุดครุยผู้พิพากษาศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกา ไปจนถึงแนวคิดที่เธอได้แสดงออกผ่านคำพิพากษาในฐานะเจ้าของสำนวน

การเสียชีวิตของ RBG นี้จึงถือว่าเป็นเรื่องที่น่าใจหายและสลดหดหู่ใจมากในหมู่เสรีนิมชาวอเมริกัน และเป็นการสูญเสียบุคลากรทางกฎหมายคนสำคัญของโลกคนหนึ่ง

ภาพประชาชาชนชาวอเมริกันมาร่วมแสดงความเสียใจกับการเสียชีวิตของ RBG ที่มา: POLITICO

ในทางการเมืองของสหรัฐอเมริกานั้นเท่ากับว่าฝ่ายเสรีนิยมในศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาได้เสียบุคลากรสำคัญไปคนหนึ่ง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วตำแหน่งผู้พิพากษาศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกานี้เป็นตำแหน่งตลอดชีพ และไม่มีวาระ (เว้นแต่จะลาออกเอง) โดย RGB นั้นเป็นหนึ่งในผู้พิพากษาฝ่ายเสรีนิยมที่มีอยู่เพียง 4 คน ท่ามกลางหมู่ผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษ์นิยม

บทบาทของผู้พิพากษาศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกานั้นมีความสำคัญมาก เพราะผู้พิพากษาศาลสูงสุดทั้ง 9 คนนั้นมีผลต่อการตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ ต่างๆ เช่น การรับรองสิทธิของประชาชนในเรื่องต่างๆ เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะมีจำนวนผู้พิพากษาเป็นฝ่ายข้างน้อยของจำนวนทั้งหมด แต่ด้วยความที่มีผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษ์นิยมบางคน เช่น Anthony M. Kennedy เป็นต้น ที่พยายามวางตัวเป็นกลางและรับบท Swing Voter ในคดีสำคัญๆ หลายคดี ทำให้เกิดความสมดุลขึ้นมา และแม้ในเวลาต่อมา Kennedy จะได้ลาออกจากตำแหน่งก็ตาม แต่ก็ยังมี John G. Roberts, Jr. ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลนั้นพยายามวางตัวเป็นกลาง และรับบทบาทนี้ต่อมาก็ตาม แต่ต้องยอมรับว่าสถานะของฝ่ายเสรีนิยมในศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกานั้นเปราะบางมาก ทำให้ RBG จำเป็นต้องระมัดระวังสุขภาพและพยายามปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่มาแทน Donald J. Trump ซึ่งเป็นประธานาธิบดีฝ่ายอนุรักษ์นิยม

สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคงจะหนีไม่พ้นสถานะของสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่จะได้รับผลกระทบอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เปราะบางในสังคมอเมริกาเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดเหตุการณ์ตุลาการภิวัฒน์ (Judicial Activism) ขึ้นมา

ชีวประวัติของพลเมืองไทย: กำเนิด พัฒนาการและอุปสรรคกับการพิทักษ์ประชาธิปไตย (2475 – ปัจจุบัน)

ชื่อหนังสือ : ชีวประวัติของพลเมืองไทย: กำเนิด พัฒนาการและอุปสรรคกับการพิทักษ์ประชาธิปไตย (2475 – ปัจจุบัน)

ผู้เขียน : ณัฐพล ใจจริง

สำนักพิมพ์ : สถาบันปรีดี พนมยงค์

ชีวประวัติของพลเมืองไทย: กำเนิด พัฒนาการและอุปสรรคกับการพิทักษ์ประชาธิปไตย (2475 – ปัจจุบัน) เป็นหนังสือเล่มบางๆ ในซีรีส์ชุดปาฐกถาปรีดี พนมยงค์ ที่ ดร.ณัฐพล ใจจริง ได้แสดงไว้ในปี 2556 

จุดเน้นของหนังสือเล่มนี้คือ การนำเสนอมุมมองทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับที่ทางในทางประวัติศาสตร์ของ “สามัญชน” โดยชวนตั้งคำถามถึงพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ไม่ค่อยมีพื้นที่บอกเล่าเรื่องราวของสามัญชน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักบอกเล่าประวัติศาสตร์แบบ “มหาบุรุษ” หรือ “ราชาชาตินิยม” 

ในหนังสือเล่มนี้ ดร.ณัฐพล ใจจริง ได้ตั้งสมมุติฐานว่า การที่ประชาธิปไตยของไทยนั้นมีลักษณะไม่ยั่งยืนนั้นมาจากความไม่สมดุลของความรู้ของผู้คนที่มีต่อการจัดวางสถานะของตนเองในระบอบประชาธิปไตยอย่างเหมาะสมด้วย เนื่องจากในสังคมไทยนั้นกระบวนการทำให้ความรู้ที่เกิดประโยชน์นั้นมีเพียงแต่กระบวนการทำให้เกิดความรู้ที่เกิดประโยชน์ต่ออภิชนคนชั้นสูงเท่านั้น การที่ประวัติศาสตร์ไม่ค่อยได้กล่าวถึงคนธรรมดา “สามัญชน” จึงทำให้ไม่เกิดความตระหนักถึงความรู้และความสำคัญของ “สามัญชน”

สำหรับในช่วงต้นของหนังสือเริ่มต้นจากการสำรวจความหมายของ “สามัญชน” ผ่านมุมมองทางเวลาและลัทธิทางการเมือง การให้นิยามความหมายของ “สามัญชน” “ไพร่” “พลเมือง” และ “ราษฎร” คำทั้ง 4 คำนั้น มีการปรับเปลี่ยนความหมายกาลเวลา

ในขณะเดียวกันผู้มีอำนาจได้พยายามสร้างสถานะของ “สามัญชน” ให้แตกต่างกันไปตามกาลเวลาเช่นเดียวกัน ในช่วงก่อน 2475 ทัศนะของผู้มีอำนาจต่อ “สามัญชน” นั้นมีลักษณะเป็นไปในเชิงดูถูกและมองว่า “สามัญชน” นั้นไม่สามารถทำให้เป็นอารยะได้หากปราศจากชนชั้นนำจารีตที่เป็นผู้ปกครอง และแม้ “สามัญชน” คนใดจะพยายามข้ามพรมแดนทำหน้าที่ปัญญาชนซึ่งเป็นงานสงวนไว้สำหรับเจ้านายและขุนนางก็จะถูกกล่าวหาว่า “ทำเทียมเจ้าเทียมนาย” ดังเช่นที่ ก.ศ.ร. กุหลาบ เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์

ตัวอย่างของทัศนะของเจ้านายที่มองว่า “สามัญชน” นั้นไร้เหตุผลและไม่เจริญปรากฏในพระราชนิพนธ์เรื่อง “โคลนติดล้อ” ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า “ราษฎรชอบเล่นการพนันและหวย เงินไม่มีประโยชน์สำหรับราษฎร หากจะมีประโยชน์สำหรับราษฎรเพียง ประการเท่านั้น คือ เสียภาษี และเล่นการพนัน”

อย่างไรก็ตาม สถานะของราษฎรนั้นเปลี่ยนแปลงไปภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 คณะราษฎรได้พยายามเปลี่ยนแปลงสถานะของ “สามัญชน” ที่ต่ำต้อย ไม่ได้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ และเป็นผู้รับใช้ มาสู่การเป็นผู้มีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงบริบททางการเมืองที่นำมาสู่การสร้างความหมายและคุณค่าของคำที่เปลี่ยนแปลงไป  อย่างไรก็ตาม สถานะเช่นว่านั้นก็ไม่ได้มั่นคงมากนัก เมื่อภายหลังปี 2490 ซึ่งกลุ่มอภิชนคนชั้นสูงได้กลับเข้ามามีอำนาจทางการเมืองและสามารถฟื้นฟูตำแหน่งแห่งที่ของตนเองในทางการเมืองได้สำเร็จ และได้เริ่มเกิดงานเขียนประเภทปฏิกิริยาที่สะท้อนให้เห็นถึงภาพชีวิตแสนสุขของ “สามัญชน” ภายใต้ร่มพระบารมี ซึ่งเป็นภาพที่ขัดแย้งกับภาพความขัดแย้ง ความไม่สงบ และความยุ่งเหยิงของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ได้เกิดขึ้นก่อนหน้าปี 2490 ตัวอย่างงานเขียนในลักษณะนี้ก็คือ “สี่แผ่นดิน” วรรณกรรมชิ้นเอกของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช

จุดเปลี่ยนของสถานะ “สามัญชน” ในประวัติศาสตร์ไทยได้รับการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งอย่างสำคัญเมื่อมีการรัฐประหารในปี 2549 ที่เป็นการลดทอนคุณค่าของ “สามัญชน” อีกครั้งหนึ่ง และนำกลับมาสู่กระแสการโต้ตอบกลับเพื่อและเสียดสีการรัฐประหาร 2549ท้ายที่สุดแล้ว สถานะของ “สามัญชน” นั้นก็ยังไม่มีความปลอดภัย และยิ่งไปกว่านั้นสถานะดังกล่าวกลับคลุมเครือยิ่งกว่าเดิมเมื่อสังคมไทยได้ผ่านการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่งในปี 2557

ภาวะเงินเฟ้อกับชีวิตคนไทยภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2563 บนเว็บไซต์ pridi.or.th

เศรษฐกิจของประเทศจะดีหรือไม่ อาจพิจารณาได้จากหลายปัจจัยด้วยกัน แต่ปัจจัยหนึ่งที่สามารถนำมาชี้วัดได้ ก็คือ ความเพียงพอของสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในการดำรงชีวิต หากประเทศนั้นไม่มีสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นแก่การดำรงชีวิตแล้ว แม้จะมีปริมาณเงินในระบบมากก็ไม่สำคัญ เพราะปริมาณเงินในระบบนั้นไม่สอดคล้องกับปริมาณสินค้าและบริการ

ในบทความนี้จะนำผู้อ่านย้อนกลับไปพิจารณาสภาพเศรษฐกิจของไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง

สาเหตุของเงินเฟ้อหลังมหาสงคราม

ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สภาพปัญหาทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศไม่ต่างกันมาก ด้วยต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนสินค้าจำเป็น และภาวะเงินเฟ้อ กล่าวเฉพาะในด้านปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในประเทศไทยช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ผู้เขียนได้ชี้แจงสาเหตุไว้แล้วในบทความก่อน และข้อยกมาสรุปเอาไว้ในบทความนี้ถึงสาเหตุทั้ง 2 ประการที่นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ ดังนี้

ประการแรก คือ ประเทศไทยออกจากมาตรฐานปริวรรตเงินปอนด์สเตอร์ลิง (Sterling exchange standard) กล่าวคือ ในช่วงปี พ.ศ. 2475 เป็นต้นมานั้นประเทศไทยใช้มาตรฐานปริวรรตสเตอร์ลิงโดยเอาค่าเงินบาทไปผูกไว้กับค่าเงินปอนด์ของประเทศสหราชอาณาจักร แต่เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาเริ่มต้นขึ้นประเทศไทยได้เข้าเป็นพันธมิตรกับจักรวรรดิญี่ปุ่นและประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา จึงทำให้ต้องตัดขาดความสัมพันธ์ทางการค้าและรวมถึงการจำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้มาตรฐานปริวรรตเงินเยน (Yen exchange standard) พร้อมทั้งกำหนดค่าเงินบาทให้เท่ากับเงินเยน กล่าวคือ กำหนดให้ 100 บาท เท่ากับ 100 เยน ทั้ง ๆ ที่ในขณะนั้นค่าเงินบาทมีมากกว่าค่าเงินเยนโดยอัตราเปรียบเทียบ 100 บาท ต่อ 155.70 เยน สภาพดังกล่าวทำค่าเงินบาทลดลงประมาณร้อยละ 36

ประการที่สอง คือ ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องพิมพ์ธนบัตรเพื่อชดเชยงบประมาณขาดดุล และต้องพิมพ์ธนบัตรเพื่อให้จักรวรรดิญี่ปุ่นใช้ในราชการสงครามภายในประเทศไทย

ผลจากปัจจัยทั้งสองประการนี้ทำให้ประเทศไทยมีปริมาณเงินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงระยะเวลาไม่ถึง 3 ปี อัตราเงินเฟ้อในประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าตัว นับตั้งแต่สงครามมหาเอเชียบูรพาเริ่มต้นขึ้น ซึ่งตลอดระยะเวลาสงครามรัฐบาลจะได้พยายามด้วยวิธีการต่าง ๆ นานาประการเพื่อบรรเทาภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่การแก้ไขดังกล่าวก็ไม่มีประสิทธิภาพมากนัก เพราะสาเหตุของปัญหาบางประการไม่สามารถแก้ไขได้ในสภาวะที่สงครามยังดำเนินอยู่ต่อไป เช่น รัฐบาลไม่สามารถลดการพิมพ์ธนบัตรเพื่อให้จักรวรรดิญี่ปุ่นใช้ในราชการสงครามภายในประเทศไทยไทยได้ เป็นต้น

การแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

แม้สงครามโลกครั้งที่ 2 จะสิ้นสุดลงปัญหาเงินเฟ้อก็ยังดำเนินต่อไปโดยรัฐบาลก็ไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย ดังเช่นที่นายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ตอบกระทู้ถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า

“…ภาวะเงินการเงินของเราเวลานี้เปรียบเสมือนคนไข้หนัก การแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องใช้การผ่าตัด…”[1]

คำกล่าวของนายควงในข้างต้นนั้นไม่ได้เกินจริงไปเสียเลย เพราะหากพิจารณาจากปริมาณเงินเฟ้อในปี พ.ศ. 2488 มีปริมาณเงินหมุนเวียนจำนวน 2,560,579,208 บาท และได้เพิ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2489 เป็น 3,029,570,987 บาท[2] ปริมาณเงินดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้รัฐบาลพยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อตลอดช่วงเวลาที่สงครามเดินไปนั้นกระทำได้ยากมาก

ในช่วงปลายของสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการหลายวิธีด้วยกันเพื่อจะลดอัตราเงินเฟ้อ โดยในช่วงปี พ.ศ. 2488 รัฐบาลได้ยกเลิกการใช้ธนบัตรใบละ 1,000 บาท โดยกำหนดให้ธนบัตรใบละ 1,000 บาทไม่สามารถนำไปชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย[3] แต่ผู้ครอบครองธนบัตรสามารถนำธนบัตรใบละ 1,000 บาท ไปจดทะเบียนที่คลังทุกแห่งทั่วไปประเทศเพื่อขอเปลี่ยนเป็น “พันธบัตรออมทรัพย์” ที่ให้ดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปีแทนได้[4] และพันธบัตรดังกล่าวจะไถ่ถอนไม่ได้จนกว่าจะครบระยะเวลา 1 ปี[5] วิธีการดังกล่าวนี้เรียกว่าเป็นการ “แช่เย็น” ธนบัตร ซึ่งทำเพื่อดึงเงินออกจากมือของประชาชน ด้วยวิธีการดังกล่าวทำให้สามารถลดเงินหมุนเวียนในระบบไปได้ประมาณ 371.5 ล้านบาท[6] และทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นบางอย่างลดลง สาเหตุที่รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยต้องนำวิธีการดังกล่าวมาใช้ก็เพื่อทำให้เกิดอุปสรรคต่อการเก็งกำไรซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเงินเฟ้อ[7] อย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าวนั้นไม่ใช่ว่าจะใช้ได้ผลดีไปตลอด เพราะในท้ายที่สุดปัญหาสำคัญก็ยังคงดำรงอยู่คือการพิมพ์ธนบัตรเพื่อให้ทหารญี่ปุ่นใช้ในช่วงสงคราม

นอกจากนี้ รัฐบาลได้ตราพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2489 ซึ่งให้อำนาจรัฐบาลเข้ามากำกับการประกอบกิจการธนาคารเป็นครั้งแรก โดยผลของพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดให้ธนาคารทุกธนาคารจะต้องตั้งเงินสดสำรองไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของเงินฝาก และอย่างน้อยร้อยละ 10 จะต้องนำไปฝากไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทย[8] โดยอัตราส่วนเงินสดสำรองนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องตั้งเงินสดสำรองนี้เป็นวิธีการป้องกันเพื่อไม่ให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้อันจะทำให้เกิดการหมุนเวียนเงินออกสู่ระบบมากจนเกินไป[9]

อีกวิธีการหนึ่งที่รัฐบาลเคยคิดจะนำมาใช้เพื่อลดปริมาณเงินในระบบ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้นำมาใช้ คือ การแบ่งขายทองคำจากทุนสำรองเงินตราภายในประเทศ เพื่อหวังไถ่ถอนธนบัตรจากการหมุนเวียนอย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าว รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยมีความเห็นในส่วนของวิธีการที่แตกต่างกันในแง่รูปแบบของการไถ่ถอน จึงเป็นเหตุให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย ทรงลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย[10]

ความท้าทายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อหลังสงคราม

ในเวลาต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง การแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย โดยรัฐบาลมีความท้าทายอยู่ 2 ประการ ได้แก่

ประการแรก รัฐบาลต้องพยายามจับจ่ายใช้สอยเงินในการฟื้นฟูประเทศอย่างไรที่จะไม่ทำให้ภาวะเงินเฟ้อทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ทำได้ยากมาก ด้วยเหตุที่สภาวะหลังสงครามประชาชนได้รับความบอบช้ำทางเศรษฐกิจรัฐบาลจึงเก็บภาษีได้น้อย ทำให้การจัดทำงบประมาณแบบสมดุลทำได้ยาก แต่รัฐบาลก็ต้องบูรณะประเทศทำให้รัฐบาลต้องจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล และทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องให้รัฐบาลกู้ยืมเงิน

ประการที่สอง ปัญหาข้าวที่เกิดขึ้นตามความตกลงสัญญาสมบูรณ์แบบ (รายละเอียดได้กล่าวไว้ในบทความก่อน) เพราะในช่วงแรกนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีตามความตกลงสัญญาสมบูรณ์แบบในการซื้อข้าวจากประชาชนเพื่อส่งมอบให้กับสหประชาชาติ

อย่างไรก็ตาม เมื่อในเวลาต่อมาได้เจราจาแก้ไขปัญหาข้าวตามความตกลงสัญญาสมบูรณ์แบบแล้ว ประจวบกับสินค้าส่งออกของไทยมีราคาดีขึ้น ประกอบกับสินค้าส่งออกของไทยมีราคาดีขึ้น ทำให้รัฐบาลได้เงินตราต่างประเทศเข้ามามากขึ้นในช่วง พ.ศ. 2491-2494[11] และด้วยการที่รัฐบาลสามารถควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ระบบแลกเปลี่ยนเงินหลายอัตรา[12] ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสะสมเงินตราต่างประเทศได้เป็นจำนวนมาก สถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในตอนนี้จึงเป็นการได้เปรียบดุลการค้า

ในช่วงหลัง พ.ศ. 2491 เป็นต้นมาถือได้ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยดีขึ้น ดัชนีค่าครองชีพของประชาชนมีความเปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กน้อยในทิศทางที่ดีขึ้น โดยจะเห็นได้ว่าในช่วงปี พ.ศ. 2491-2494 ดัชนีค่าครองชีพลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับอำนาจซื้อของเงินบาท แสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อได้คลี่คลายลงบ้าง ราคาสินค้าและบริการปรับตัวลดลง (ตารางที่ 1)

ตารางที่ 1: แสดงอำนาจการซื้อของเงินบาทและดัชนีค่าครองชีพ[13]

พ.ศ.อำนาจซื้อของเงินบาทดัชนีค่าครองชีพ
2491100.0100.0
2492104.196.0
2493100.999.2
249490.8116.1
249581.6122.6
249674.1134.9
249773.9135.3
249870.7141.5

ที่มา:   เงิน ศรีสุรักษ์, แรงงานในประเทศไทย, (กรุงเทพฯ : คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2504), น. 122; อ้างอิงจาก สมศักดิ์ นิลนพคุณ, “ปัญหาเศรษฐกิจของไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และการแก้ไขของรัฐบาลระหว่าง พ.ศ. 2488 – 2489,” (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2557), น. 178.

สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยกลับมาประสบวิกฤตอีกครั้งหนึ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2495 เพราะสินค้าออกที่สำคัญของไทยกลับมามีราคาต่ำลงอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวและยางพาราซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ เป็นผลให้ประเทศไทยต้องเสียเปรียบดุลการค้าอีกครั้งหนึ่ง ในขณะเดียวกันรัฐบาลยังต้องบูรณะฟื้นฟูประเทศ ทำให้จำเป็นต้องจัดงบประมาณแบบขาดดุลอีกครั้ง ซึ่งรัฐบาลแก้ปัญหานี้โดยการขอกู้เงินจากธนาคารแห่งประเทศไทย จึงเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ปริมาณหมุนเวียนเงินมากขึ้นอีกครั้งทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออีกครั้งหนึ่ง

ในท้ายที่สุดอาจกล่าวได้ว่า การแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อในประเทศไทยนั้นเป็นปัญหายืดเยื้อและใช้ระยะเวลาแก้ไขอย่างยาวนาน รัฐบาลต้องทุ่มเทความตั้งใจเป็นอย่างมากเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ในครั้งนั้น และเมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจดีขึ้นได้ไม่นาน ประเทศไทยก็ต้องกลับมาประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง โดยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2492-2498 งบประมาณรายจ่ายของประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ทางด้านการคลังประเทศไทยมีแนวโน้มจะจัดนโยบายการคลังแบบขาดดุลโดยตลอด ในขณะที่อัตราการขาดดุลทางงบประมาณก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันพร้อม ๆ กับปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบที่เพิ่มขึ้น (ตารางที่ 2)

ตารางที่ 2: แสดงจำนวนดุลงบประมาณแผ่นดินและปริมาณเงิน (ล้านบาท)

พ.ศ.งบประมาณรายได้งบประมาณ
รายจ่าย
+ งบเกินดุล
– งบขาดดุล
เงินกู้จาก
ธนาคารชาติ
จำนวนเงินหมุนเวียน
2490966.01,217.2– 221.211.82,044.8
24911,962.21,685.0+ 7.2[14]36.62,206.6
24921,929.82,237.3– 307.5330.92,363.2
24932,143.32,591.7– 447.9333.83,042.8
24942,523.33,418.5– 888.2910.73,756.5
24953,346.94,433.9– 1,087.01,844.33.676.3
24963,940.95,240.6– 1,299.71,478.94,016.9
24974,265.95,493.8– 1,227.91,478.94,548.3
24984,383.05,025.5– 645.3552.35,178.7

ที่มา:   ธนาคารแห่งประเทศไทย, ที่ระลึกวันครบรอบปีที่ยี่สิบ 10 ธันวาคม 2505, (กรุงเทพฯ: ศิวพรการพิมพ์, 2505), น. 56; อ้างอิงจาก สมศักดิ์ นิลนพคุณ, “ปัญหาเศรษฐกิจของไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และการแก้ไขของรัฐบาลระหว่าง พ.ศ. 2488 – 2489,” (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2557), น. 180.


เชิงอรรถ

[1]    สมศักดิ์ นิลนพคุณ, “ปัญหาเศรษฐกิจของไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และการแก้ไขของรัฐบาลระหว่าง พ.ศ. 2488 – 2489,” (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2557), น. 126.

[2]    เพิ่งอ้าง, น. 176.

[3]    พระราชกำหนดพันธบัตรออมทรัพย์ในภาวะคับขัน พุทธศักราช 2488, มาตรา 4.

[4]    พระราชกำหนดพันธบัตรออมทรัพย์ในภาวะคับขัน พุทธศักราช 2488, มาตรา 5.

[5]    ธนาคารแห่งประเทศไทย, “เมื่อ ‘บาท’ เกือบเป็น ‘เหรียญ’,” ธนาคารแห่งประเทศไทย, (2557) สืบค้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2563, จาก https://www.bot.or.th/Thai/phrasiam/Documents/Phrasiam_3_2557/No.17.pdf, น. 42-43.

[6]    เพิ่งอ้าง.

[7]    เพิ่งอ้าง.

[8]    พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พุทธศักราช 2488, มาตรา 10.

[9]    ธารทอง ทองสวัสดิ์, “เศรษฐกิจไทยในช่วง พ.ศ. 2488 – 2504,” ใน เศรษฐกิจไทย, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2553), น. 290.

[10] ธนาคารแห่งประเทศไทย, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 5, น. 43.

[11] สมศักดิ์ นิลนพคุณ, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 1, น. 179.

[12] ระบบการแลกเปลี่ยนหลายอัตรา เกิดขึ้นมาจากความพยายามของรัฐบาลในการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศเพื่อควบคุมปริมาณเงินตราต่างประเทศในประเทศไทย จึงกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราขึ้นมาเป็นอัตราเดียวในตอนแรก แต่การกำหนดในลักษณะดังกล่าวล้มเหลวเนื่องจากอัตราดังกล่าวต่ำกว่าอัตราในตลาดมืด ทำให้ในเวลาต่อมามีการกำหนดอัตรา 2 อัตราคือ อัตราทางการ และอัตราในท้องตลาด (ยอมรับอัตราในตลาดมืด).

[13] ดัชนีเป็นฐานดัชนี 100.

[14] ในปี พ.ศ. 2491 ประเทศไทยมีงบประมาณเกินดุล เนื่องจากรัฐบาลสามารถเจรจากับอังกฤษให้สามารถขายข้าวตามราคาตลาดโลกได้ ทำให้รัฐบาลมีรายได้เกินดุล.