การศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางในการเปิดเผยชื่อผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีที่กระทําความผิดจรรยาบรรณ

ชื่องานวิจัย: การศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางในการเปิดเผยชื่อผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีที่กระทําความผิดจรรยาบรรณ

ผู้วิจัย: ศ.ดร.สหธน รัตนไพจิตร และเขมภัทร ทฤษฎิคุณ

รายงานวิจัยนำเสนอต่อ: นายกสภาวิชาชีพบัญชี สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์

บทคัดย่อ

รายงานการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหา วิเคราะห์กรอบทางกฎหมาย และเสนอแนวทางเชิงนโยบายเกี่ยวกับการเปิดเผยชื่อผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีที่กระทำความผิดจรรยาบรรณ โดยมุ่งพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจของสภาวิชาชีพบัญชีในฐานะองค์กรกำกับดูแลวิชาชีพกับการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกลงโทษภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล งานศึกษานี้ตั้งอยู่บนข้อสังเกตว่า แม้การเปิดเผยชื่อจะมีศักยภาพเป็นเครื่องมือในการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบวิชาชีพบัญชี แต่ในขณะเดียวกันก็อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัว ชื่อเสียง และโอกาสในการประกอบอาชีพของผู้ถูกลงโทษ หากขาดกรอบกำกับที่เหมาะสม

การศึกษานี้ใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารทางกฎหมาย การตีความบทบัญญัติของกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมจรรยาบรรณและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ประกอบกับการศึกษาแนวคิดเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับการกำกับดูแลวิชาชีพ การลงโทษทางจรรยาบรรณ และการเปิดเผยข้อมูลในฐานะกลไกคุ้มครองสาธารณะ นอกจากนี้ ยังได้ศึกษากรณีเปรียบเทียบจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร เพื่อถอดบทเรียนเกี่ยวกับเงื่อนไขและหลักประกันในการเปิดเผยชื่อผู้ถูกลงโทษทางจรรยาบรรณ

ผลการศึกษาพบว่า กฎหมายไทยมิได้ห้ามการเปิดเผยชื่อผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีที่กระทำความผิดจรรยาบรรณโดยเด็ดขาด หากแต่กำหนดให้การใช้และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต้องอยู่ภายใต้หลักความชอบด้วยกฎหมาย ความจำเป็น และความได้สัดส่วน โดยสามารถอาศัยฐานประโยชน์สาธารณะเป็นเหตุรองรับการประมวลผลข้อมูลได้  ทั้งนี้ การอ้างประโยชน์สาธารณะมิได้มีผลตัดทอนสิทธิของเจ้าของข้อมูล หากแต่เป็นการกำหนดให้การใช้อำนาจต้องอยู่ภายใต้กรอบของการให้เหตุผล การตรวจสอบ และการจำกัดขอบเขตอย่างเหมาะสม รายงานฉบับนี้เสนอว่า การเปิดเผยชื่อผู้ถูกลงโทษทางจรรยาบรรณไม่ควรถูกกำหนดเป็นมาตรการเฉพาะภายใต้เงื่อนไขที่ชัดเจน อาทิ การกำหนดวัตถุประสงค์ของการเปิดเผย ขอบเขตของข้อมูลที่สามารถเปิดเผยได้ ระยะเวลาในการเปิดเผย ช่องทางการสื่อสาร รวมถึงหลักประกันด้านสิทธิของผู้ถูกลงโทษและกลไกการควบคุมดูแลและการเยียวยา เพื่อป้องกันไม่ให้การเปิดเผยข้อมูลแปรสภาพเป็นการลงโทษแฝงหรือการประจานบุคคล รายงานจึงเสนอให้สภาวิชาชีพบัญชีตราข้อบังคับว่าด้วยการเปิดเผยชื่อผู้ถูกลงโทษทางจรรยาบรรณ เพื่อทำหน้าที่เป็นกรอบกำกับการใช้อำนาจให้มีความชัดเจน เป็นระบบ และสอดคล้องกับหลักนิติรัฐ ความโปร่งใส และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในบริบทของประเทศไทย

คำสำคัญ: สภาวิชาชีพบัญชี การเปิดเผยชื่อผู้ประกอบวิชาชีพ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ชนกลุ่มใดออกกฎหมาย ชนกลุ่มนั้นออกกฎหมายเรื่องใด: ความเปลี่ยนแปลงในกระบวนการนิติบัญญัติไทย ก่อนและหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 บนเว็บไซต์ the101.world

กฎหมายเป็นส่วนหนึ่งของสังคม โดยเป็นเครื่องมือในการปกครองมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันในสังคม อย่างไรก็ดี กฎหมายยังสะท้อนความคิดและความสนใจของคนในสังคม ณ ช่วงเวลาหนึ่งด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกฎหมายเกิดจากกระบวนการนิติบัญญัติ ซึ่งทำให้กฎหมายสามารถพัฒนาขึ้นมาโดยแยกต่างหาจากบรรทัดฐานทางสังคมอื่นๆ กล่าวคือกฎหมายอาจไม่ต้องพัฒนาหรือสอดคล้องจากศีลธรรมในสังคม หรือเกิดจากมูลคดีที่พิพาทกัน แบบกฎหมายตราสามดวงที่กฎหมายบางส่วนที่พัฒนามาจากมูลคดีพิพาทที่ตัดสินมาก่อน

การออกกฎหมายภายใต้กระบวนการนิติบัญญัติ จึงมีลักษณะเป็นการออกกฎหมายมาเพื่อรองรับเหตุผลของรัฐ (rasion d’etat) หรือความจำเป็นที่รัฐเข้ามาจัดระเบียบความสัมพันธ์ของมนุษย์ในสังคม เหตุผลต่างๆ ที่อยู่ในกฎหมายจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเป็นเหตุผลในเชิงเทคนิค (technical reason) ในด้านหนึ่ง บรรดากฎหมายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าในแต่ละช่วงเวลา ความคิดและความสนใจของคนในสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

กระบวนการนิติบัญญัติในฐานะเครื่องมือการปกครองแบบใหม่

ในสังคมโบราณ กฎหมายไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์กลุ่มใดจะสร้างขึ้นได้ตามอำเภอใจ หากแต่ต้องอ้างอิงกับความศักดิ์สิทธิ์หรือจารีตที่สังคมยอมรับร่วมกัน กฎหมายประเภทนี้สะท้อนการเป็นกฎหมายชาวบ้าน (volksrecht) ที่ก่อตัวขึ้นจากความเชื่อ ศีลธรรม และวิถีชีวิตของผู้คนในสังคม ทว่าต่อมาเมื่อสังคมซับซ้อนขึ้น กฎหมายไม่อาจพึ่งพาจารีตเพียงอย่างเดียว หากต้องถูกตีความและปรับปรุงโดยชนชั้นนักกฎหมาย ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่ากฎหมายนักกฎหมาย (juristenrecht) ซึ่งอาศัยตรรกะและวิธีการเชิงวิชาชีพเข้ามาจัดระบบกฎเกณฑ์ให้ใช้งานได้จริงในสังคมที่ขยายตัว1

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจากการกำเนิดของรัฐสมัยใหม่ที่มาพร้อมกับกระบวนการนิติบัญญัติ โดยการออกกฎหมายเป็นไปเพื่อตอบสนองต่อเหตุผลของรัฐ กฎหมายจึงไม่ใช่เรื่องของการพัฒนาศีลธรรมหรือพัฒนาจารีตประเพณีต่างๆ ขึ้นมาอีกต่อไป แต่สามารถสร้างขึ้นเพื่อสนองความจำเป็นในการจัดระเบียบทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมได้โดยตรง กฎหมายจึงกลายเป็นกลไกเชิงเทคนิค (technical law) ในการบริหารอำนาจ2

อย่างไรก็ดี แม้ว่ากฎหมายที่เกิดขึ้นจากกระบวนการนิติบัญญัตินั้นอาจไม่ได้อ้างอิงเหตุผลทางศีลธรรม กรอบจารีต หรือศาสนา แต่ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายต่างๆ นั้นจะมีความเป็นกลาง ในทางตรงข้ามกฎหมายเทคนิคเหล่านี้กลับสะท้อนให้เห็นว่าผู้ที่มีอำนาจทางการเมืองในเวลานั้นเป็นผู้เลือกกำหนดผลประโยชน์ผ่านทางกฎหมาย ให้สอดคล้องกับความต้องการทางการเมืองในช่วงเวลาเวลานั้น

หากพิจารณาตามแนวคิดของคาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) จะเห็นได้ว่ากฎหมายมิใช่กฎเกณฑ์ที่มีความเป็นกลาง หากแต่เป็นเครื่องมือที่สะท้อนและค้ำจุนผลประโยชน์ของชนชั้นที่ครองอำนาจทางเศรษฐกิจ และทำให้ชนชั้นใต้ปกครองให้ความร่วมมือหรือยอมรับการครอบงำของตน3 กฎหมายในฐานะโครงสร้างส่วนบน (superstructure) ทำหน้าที่ผลิตซ้ำความสัมพันธ์ทางอำนาจที่อยู่ในโครงสร้างส่วนล่าง (base) และรักษาระเบียบของสังคมในแบบที่ชนชั้นนำต้องการ4 เมื่อพิจารณากฎหมายเทคนิคของรัฐสมัยใหม่ในกรอบนี้ เหตุผลของรัฐจึงมิใช่เพียงเหตุผลเชิงเทคนิคเท่านั้น หากแต่เป็นการเมืองในรูปแบบใหม่ที่แปรสภาพเป็นบทบัญญัติกฎหมาย  ดังนั้น การวิเคราะห์กฎหมายจึงไม่อาจแยกออกจากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคม

การเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ทางอำนาจในกระบวนการนิติบัญญัติ

ก่อนมีกระบวนการนิติบัญญัติสมัยใหม่อย่างที่เห็นในทุกวันนี้ กระบวนการสร้างกฎหมายได้ผ่านความเปลี่ยนแปลงสำคัญหลายประการ และหากพิจารณาให้ลึกลงไปจะพบว่า รากเหง้าของกระบวนการดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 หากเกิดจากการที่สยามถูกดึงเข้าสู่ระบบทุนนิยมโลกตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งส่งผลต่อความคิดทางด้านปรัชญาทางกฎหมายของไทย

ก่อนเข้าสู่ระบบทุนนิยมผ่านสนธิสัญญาเบาว์ริงในปี 2398 ปรัชญาทางกฎหมายของไทยยังคงยึดถือตามแนวคิดทางปรัชญากฎหมายดั้งเดิมที่รับมาจากวัฒนธรรมของอยุธยา กล่าวคือกฎหมายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งในแง่ของแหล่งที่มาของกฎหมาย ซึ่งมักอธิบายว่ากฎหมายตราสามดวงที่ใช้ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้นมีส่วนที่เรียกว่าพระธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นคำสอนศักดิ์สิทธิ์ที่พระพรหมเป็นผู้ถ่ายทอดหลักธรรมนี้ให้แก่มนู เพื่อให้นำมาถ่ายทอดให้กับมนุษย์คนอื่นๆ อีกทีหนึ่ง5 หรือในแง่ของพิธีกรรม สถานะของกฎหมายตราสามดวงในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้นแทบจะไม่ต่างกับคัมภีร์ทางศาสนาแบบพระไตรปิฎก จากบันทึกของ ฌ็อง-บาติสต์ ปาลกัว (Jean-Baptiste Pallegoix) หรือสังฆราชปัลเลอกัวซ์ ได้บันทึกว่าพระมหากษัตริย์ ผู้พิพากษา และเจ้าเมืองต่างๆ ต้องมีกฎหมายตราสามดวงเก็บเอาไว้6 รวมถึงในกรณีที่มีการออกพิจารณาพิพากษาคดีใดๆ จะต้องมีการอัญเชิญกฎหมายตราสามดวงมาในที่พิจารณาคดี7

อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติกฎหมายตราสามดวงนั้นไม่ได้มีความสำคัญมากขนาดนั้น ดังเช่นที่สังฆราชปัลเลอกัวซ์ ได้บันทึกข้อสังเกตว่า ในทางปฏิบัติกฎหมายระบุว่าการพิจารณาคดีทุกครั้งต้องเสร็จสิ้นภายในสามวัน แต่ผู้พิพากษากลับกำหนดให้มีระยะเวลาสองถึงสามปี ซึ่งในทัศนะของสังฆราชปัลเลอกัวซ์เห็นว่าสถานะของกฎหมายตราสามดวงนั้นไม่ได้มีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะพระธรรมศาสตร์ไม่ได้มีบทบาทในสังคมไทยในฐานะกฎหมาย8 แต่ถูกอ้างอิงในฐานะหลักธรรมที่กษัตริย์ต้องธำรงไว้9 สถานะของกฎหมายตราสามดวงจึงไม่ได้แตกต่างจากเครื่องราชูปโภคของพระมหากษัตริย์ เพื่อแสดงไว้ซึ่งความมีธรรมะในการปกครองอย่างยุติธรรม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของความเป็นกษัตริย์แบบธรรมราชา10

ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายดังกล่าวทำให้เชื่อว่าพระมหากษัตริย์ไม่ได้มีอำนาจนิติบัญญัติโดยแท้ พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชภาระในการดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน โดยอาศัยบทกฎหมายที่ปรากฏในกฎหมายตราสามดวงเป็นสำคัญ หากมีความจำเป็นต้องมีการออกกฎหมายใหม่หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่มีอยู่เดิม ต้องคำนึงถึงหลักที่มีอยู่ในพระธรรมศาสตร์11 ทว่า ข้อสังเกตในลักษณะดังกล่าวอาจจะไม่ถูกต้องเท่าใดนัก เพราะหากพิจารณาปรัชญาทางกฎหมายไทยที่เชื่อมโยงกับคติความเชื่อเทวราชาแล้ว พระมหากษัตริย์มีอำนาจโดยสมบูรณ์ที่จะตรากฎหมายที่เรียกว่าพระราชศาสตร์หรือราชนิติคดี (พระราชกำหนดบทพระอัยการและพระราชบัญญัติ) ซึ่งประชาชนไม่มีสิทธิตั้งคำถามกับกฎหมายเหล่านี้ เพราะจะถูกลงโทษด้วยพระไอยการอาชญาหลวงได้12

เมื่อสยามเปลี่ยนเผชิญกับระบบทุนนิยมตะวันตกผ่านทางสนธิสัญญาเบาว์ริงในปี 2398 สถานการณ์ดังกล่าวเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของสยามอย่างมีนัยสำคัญ แม้สยามจะเข้าสู่การค้าต่างประเทศมาเป็นระยะเวลาเนิ่นนานและผลักดันให้รัตนโกสินทร์ตอนต้นมีการขยายตัวของเศรษฐกิจแบบส่งออก รวมถึงผลักดันให้เกิดการผลิตเพื่อตลาด13 แต่สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่ทำให้สยามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยม จนกระทั่งเมื่อสนธิสัญญาเบาว์ริงมีผลบังคับใช้ ซึ่งทำให้เกิดการยกเลิกการผูกขาดสินค้าโดยพระคลังสินค้า การส่งเสริมวิถีการผลิตเพื่อตลาด และการเปลี่ยนมาใช้ระบบเศรษฐกิจแบบเงินตรา อันนำไปสู่ระบบทุนนิยม14

ข้อสำคัญที่แตกต่างจากการต่างประเทศที่ผ่านมา คือในการเจรจาสนธิสัญญาเบาว์ริงนั้น เงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งคือการเสียสิทธิในการบังคับใช้กฎหมายและศาลไทย อันเนื่องมาจากในทัศนะของเซอร์จอห์น เบาว์ริง (Sir John Bowring) ได้ให้ความเห็นว่า 

“ข้าพเจ้าไม่ยินยอมจะให้คนในบังคับของอังกฤษต้องถูกฟ้องในศาลที่ตัดสินความโดยใช้กฎหมายอันมีลักษณะที่ข้าพเจ้าไม่มีความรู้พอ…15

พร้อมกันกับการเสียสิทธิในการบังคับใช้กฎหมายและศาลไทย สังคมไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงทางความคิดอย่างมีนัยสำคัญ ชนชั้นนำสยามได้เปลี่ยนแปลงวิธีคิดและโลกทัศน์เสียใหม่ โดยสละโลกทัศน์แบบจักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิที่มองชีวิตมนุษย์ถูกกำหนดจากกรรมเก่าในชาติก่อน และมีความสามารถในการกำหนดแบบแผนชีวิตของตัวเองได้ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ชนชั้นนำได้มีประสบการณ์ใหม่จากสภาพความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจากการค้าต่างประเทศที่เกิดมากขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวมีผลต่อความเชื่อเกี่ยวกับรัฐและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ด้วย เพราะเมื่อมนุษย์ตระหนักว่าชีวิตไม่ได้ถูกกำหนดจากกรรมเก่า ย่อมส่งผลให้สิทธิธรรมของพระมหากษัตริย์ไม่ได้เกิดจากการบำเพ็ญบารมีหรือกรรมเก่าที่ดำเนินมาอย่างข้ามภพชาติ แนวคิดเรื่องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์จึงไม่ได้จำเป็นต้องยึดโยงอยู่กับความศักดิ์สิทธิ์ แต่มีพื้นฐานบนความเป็นมนุษย์และเหตุผลทางวิทยาศาสตร์16

ด้วยเหตุนี้ ความชอบธรรมของกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้น จึงไม่ได้อ้างอิงจากความศักดิ์สิทธิ์ของคัมภีร์พระธรรมศาสตร์อีกต่อไป แต่เป็นผลมาจากการอ้างความชอบธรรมที่อยู่บนพื้นฐานของเหตุผล อำนาจขององค์อธิปัตย์ซึ่งเป็นมนุษย์ และกฎหมายจึงไม่ต้องสอดคล้องกับธรรมะหรือศีลธรรมทางศาสนา17 ในขณะเดียวกัน ระบบกฎหมายจึงไม่ต้องตอบสนองต่อศีลธรรม แต่มุ่งตอบสนองต่อชีวิตทางโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตอบสนองต่อระบบทุนนิยมที่กำลังขยายตัวออกไป แนวคิดดังกล่าวนี้ได้กลายเป็นรากฐานของกระบวนการนิติบัญญัติในเวลาต่อมา

จากพระบรมราชโองการสู่กฎหมายโดยสภา เส้นทางนิติบัญญัติไทยจากปี 2402 ถึงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

เมื่อโลกทัศน์ทางอำนาจในกระบวนการนิติบัญญัติ สิ่งที่ตามมาอันเป็นผลผลิตคือกฎหมาย ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ กฎหมายตราสามดวงที่ใช้มาในอดีตไม่สามารถใช้ให้สอดคล้องกับระบบการค้าแบบทุนนิยมที่เติบโตขึ้นได้ ทำให้ชนชั้นนำสยามละเว้นที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่ล่วงสมัย และตรากฎหมายขึ้นมาต่อเติมหรือใช้แทนกฎหมายเดิม18 โดยราวปี 240219 ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการออกพระราชบัญญัติพระสงฆ์สามเณรแลศิษย์วัดขึ้นมา20 กฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญและสะท้อนเส้นทางของกระบวนการนิติบัญญัติไทยอยู่สองประการ คือ

ประการแรก กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มีอ้างอิงพระบาลีในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์เหมือนอย่างพระราชบัญญัติใหม่ที่มีการออกมาก่อนหน้านี้ ซึ่งทำให้กฎหมายมีลักษณะเป็นการวินิจฉัยและตีความแต่งเติมกฎหมายเหมือนในอดีต แต่บทบัญญัติของกฎหมายมีลักษณะเป็นการกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อห้ามและควบคุมการกระทำของปัจเจกบุคคลโดยไม่ได้มีที่มาจากมูลคดี21 และ

ประการที่สอง กฎหมายฉบับนี้มีการกำหนดกฎเกณฑ์แบบแผนความประพฤติของปัจเจกบุคคล รวมถึงมีการกำหนดกฎเกณฑ์ออกเป็นข้อๆ ซึ่งเป็นรูปแบบของกฎหมายสมัยใหม่ ซึ่งในเวลาต่อมารูปแบบของการประกาศใช้พระราชบัญญัติในลักษณะต่อไป ทั้งในรัชกาลนี้ รัชกาลต่อไป จนถึงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจะมีรูปแบบในลักษณะเช่นนี้ อาทิ พระราชบัญญัติกฎหมายท้องน้ำ บุกรุก ห้ามยิงปืน แลการเที่ยวอาละวาดของพวกกลาสี22

ภายหลังจากการประกาศใช้กฎหมายในปี 2402 กระบวนการนิติบัญญัติเริ่มค่อยๆ ก่อเป็นรูปร่างอย่างเป็นกิจจะลักษณะมากขึ้นดังจะเห็นได้จากภาพข้างท้ายนี้ จำนวนกฎหมายที่มีการตราขึ้นจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น และหลังปี 2475 จำนวนกฎหมายก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความเปลี่ยนแปลงในเชิงสังคมและเศรษฐกิจ


ภาพที่ 1 จำนวนกฎหมายที่มีการประกาศใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2402 – 2500
หมายเหตุ: จำนวนกฎหมายนี้ นับเฉพาะกฎหมายระดับพระราชบัญญัติขึ้นไป
ที่มา: E-Public Law Project (2568a)

ช่วงเริ่มต้นของการออกกฎหมายสมัยใหม่ (2402-2475)

ในช่วงเริ่มต้นของการออกกฎหมายสมัยใหม่ อำนาจนิติบัญญัติเป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ แม้ว่าจะไม่มีกฎหมายระบุเรื่องอำนาจในการออกกฎหมายเหมือนดังเช่นรัฐธรรมนูญแบบในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี เมื่อโลกทัศน์เดิมเกี่ยวกับกฎหมายในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้เสื่อมความสามารถในการอธิบายสังคม ชนชั้นนำสยามสามารถหยิบฉวยเอาสถานะของพระมหากษัตริย์จากผู้ตีความกฎหมายและใช้ราชนิติคดีในการตราพระราชกำหนดกฎหมายออกมาเพื่อขยายความมูลคดี มาสู่การเป็นผู้กำหนดทิศทางของระบบกฎหมายสมัยใหม่23

ลักษณะดังกล่าวจะปรากฏชัดเจนมากขึ้นในปี 2411 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสองครั้ง เพื่อแสดงความเป็นพระเจ้าแผ่นดินโดยสมบูรณ์ และพ้นจากอำนาจของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)24 พระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เพิ่มขึ้นพร้อมกับกระบวนการสถาปนารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ทรงสร้างขึ้น ในขณะเดียวกัน ทรงแสดงให้เห็นว่าพระองค์คือผู้ทรงอำนาจสูงสุดในรัฐ ดังปรากฏตามความในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวความว่า

“พระบรมราชานุภาพของพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามนี้ ไม่ได้มีปรากฏในกฎหมายอันหนึ่งอันใด ด้วยเหตุถือว่าเป็นที่ล้นที่พ้น ไม่มีข้อสิ่งอันใดหรือผู้ใดจะเป็นผู้บังคับขัดขวางได้ แต่เมื่อตามความที่เป็นจริงแล้ว พระเจ้าแผ่นดินจะทรงประพฤติการอันใดก็ต้องเป็นไปตามทางที่สมควรและที่เป็นยุติธรรม…25

พระราชดำรัสดังกล่าวข้างต้นสะท้อนให้เห็นหลักการอันเป็นนิติราชประเพณีไทยในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างเด่นชัดว่า อำนาจทั้งมวลอันประกอบกันขึ้นเป็นอำนาจของรัฐสยามในเวลานั้นเป็นพระบรมเดชานุภาพขององค์พระมหากษัตริย์แต่เพียงพระองค์เดียว26 คำอธิบายในลักษณะนี้สอดคล้องกับที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงใช้ในการอบรมสั่งสอนนักกฎหมาย ซึ่งเป็นอาชีพที่ไม่ได้มีปรากฏอย่างเป็นกิจจะลักษณะในช่วงก่อน โดยทรงอธิบายว่า

“กฎหมายนั้นคือ คำสั่งทั้งหลายของผู้ปกครองว่าการแผ่นดิน ต่อราษฎรทั้งหลายเมื่อไม่ทำตามแล้ว ตามธรรมดาต้องโทษ…แต่คำสั่งบางอย่าง ของผู้ปกครองแผ่นดินนั้นถึงราษฎรไม่ประพฤติตามก็ไม่มีโทษ เช่นกำหนดตำแหน่งยศ กำหนดไว้ทุกข์ ฤๅเช่นประกาศให้ใช้คำกับแก่แต่ต่อ ก็ไม่เรียกว่ากฎหมาย แลคำสั่งของผู้ปกครองแผ่นดินต่อบุคคลคนเดียวไม่ทั่วไป ก็ไม่เรียกว่ากฎหมาย เพราะตามคำอธิบายนั้นได้กล่าวแล้วว่าเปนคำสั่งต่อราษฎรทั้งหลาย…ในสมัยนี้คำสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อราษฎรทั้งหลาย ถึงแม้จะไม่ได้กำหนดโทษลงไว้ก็ดี มีกฎหมายในลักษณอาญาหลวงอยู่บทหนึ่ง ซึ่งจะลงโทษผู้ที่ไม่กระทำตาม แลซึ่งจะทำให้เรียกว่ากฎหมายทั้งสิ้น ในกฎหมายบทนั้นเปนบทที่กำหนดโทษการอย่างกว้าง27

คำอธิบายความหมายของกฎหมายในลักษณะดังกล่าวสอดคล้องไปกับพระราชดำรัสข้างต้นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงแสดงให้เห็นพระราชสถานะในฐานะองค์อธิปัตย์ และผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจนิติบัญญัติสูงสุด  

อย่างไรก็ดี ในเชิงแนวคิดนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีแนวคิดที่จะสร้างองค์กรที่มีลักษณะเป็นสถาบันเพื่อรองรับการใช้อำนาจนิติบัญญัติ ทำให้ได้ทรงจัดตั้งสภาที่ปรึกษาราชการ หรือที่เรียกว่าเคาน์ซิลออฟสเตต (Council of State)28 เพื่อช่วยในการบริหารราชการแผ่นดินในปี 241729 แม้ในช่วงระยะแรกบทบาทของสภาดังกล่าวนั้นจะไม่ได้มากนัก โดยมีเป้าหมายเพื่อให้คำแนะนำและคำปรึกษากับพระมหากษัตริย์ และในท้ายที่สุดก็เกิดเหตุขัดข้องและทำให้ไม่ได้มีการนัดประชุมแล้วทำให้บทบาทของสภาดังกล่าวเงียบหายไป30

จนกระทั่งบทบาทของสภาดังกล่าวเริ่มกลับมาชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากตามคำแนะนำที่กุสตัฟว์ รอแล็ง-ฌักแม็งส์ (Gustave Rolin-Jacquemyns) ที่ปรึกษาราชการชาวเบลเยียมก็ได้ถวายความเห็นให้ตั้งที่ประชุมพิจารณากฎหมายขึ้นมา31 ซึ่งทำให้มีการรื้อฟื้นเคาน์ซิลออฟสเตตขึ้นมาและเปลี่ยนชื่อเป็นรัฐมนตรีสภา32 โดยหากพิจารณาพระราชประสงค์แล้ว รัฐมนตรีสภาน่าจะมีวัตถุประสงค์ขึ้นมาเพื่อให้ทำหน้าที่ช่วยในงานด้านนิติบัญญัติ ตามพระราชดำรัสเปิดการประชุมรัฐมนตรีสภา เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2437 ได้แสดงพระราชประสงค์ให้สภานี้มีบทบาทในการช่วยงานด้านนิติบัญญัติ ดังปรากฏความว่า

“…ในส่วนราชกิจที่จะกระทำให้สำเร็จตามกฎหมาย (บริหาร) นี้ก็ดี ฤๅในส่วนราชกิจที่จะพิจารณาคดีความนี้ก็ดี (ตุลาการ) เราก็มีเสนาบดีข้าหลวงผู้ว่าราชการเมือง และข้าราชการทั้งหลายฝ่ายธุระการอยู่ส่วนหนึ่ง กับเราก็มีผู้พิพากษาตระลาการ แลข้าราชการทั้งหลายฝ่ายตระลาการอยู่อีกส่วนหนึ่ง เป็นผู้ซึ่งทั้งหมดด้วยกันอันจำเป็นต้องกระทำการแทนตัวเรา แลเป็นผู้รับผิดแลชอบต่อเราด้วย แต่ส่วนราชกิจที่จะคิดทำกฎหมาย (นีติบัญญัติ) นั้น ตั้งแต่เวลาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน หยุดไม่ได้กระทำการมาแล้ว ก็ไม่ได้มีพนักงานจัดไว้เป็นกรมสำหรับช่วยกันทำการส่วนนี้ การอันจะช่วยกันทำส่วนนี้นั้นแลที่เรามุ่งหมายท่านทั้งหลายอยู่ (คือสมาชิกแห่งรัฐมนตรีสภา)…33

ทว่านับตั้งแต่ปี 2441 เป็นต้นมา การประชุมรัฐมนตรีสภาก็เริ่มขาดไป และท้ายที่สุดบทบาทในการประชุมพิจารณากฎหมายก็ถูกโอนไปให้เป็นหน้าที่ของเสนาบดีสภา34 ซึ่งก็ไม่ได้มีบทบาทหรือการประชุมต่อเนื่องเช่นกัน35 เมื่อสิ้นสุดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงแต่งตั้งสมาชิกของรัฐมนตรีสภากลับมาเพื่อทำหน้าที่ในการช่วยตรากฎหมาย36

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (2475–2500)

ภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 อำนาจอธิปไตยได้เปลี่ยนผ่านจากพระมหากษัตริย์มาเป็นของปวงชนชาวไทย37 ส่งผลให้อำนาจนิติบัญญัติก็เปลี่ยนผ่านจากพระมหากษัตริย์มาสู่สถาบันทางการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ภายใต้ระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตย นั่นคือสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตามพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 กำหนดให้มีอำนาจในการออกพระราชบัญญัติทั้งหลาย38

เมื่อพิจารณาคำอธิบายของพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ซึ่งเผยแพร่ในหนังสือนิติสาส์น แผนกสามัญ ปีที่ 5 เล่ม 5 ประจำเดือนสิงหาคม 247539 อธิบายว่า

“…อำนาจนีติบัญญัติอันเป็นอำนาจสูงสุดของประเทศอันหนึ่งนั้น ให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจนี้ และบทบัญญัติซึ่งออกโดยอำนาจนีติบัญญัตินี้ เรียกว่าพระราชบัญญัติ ตรงกับคำว่า Loi ในภาษาฝรั่งเศส และ Act ในภาษาอังกฤษ พระราชบัญญัติจะเป็นอันใช้บังคับได้ต่อเมื่อกษัตริย์ได้ประกาศให้ใช้แล้ว…40

ลักษณะของบทบัญญัติดังกล่าวได้กลายมาเป็นรากฐานถึงในปัจจุบันว่า สภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภา (ตามแต่ช่วงเวลา) มีอำนาจในทางนิติบัญญัติ โดยการตรากฎหมายเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งได้กลายมาเป็นแบบแผนให้กับบทบาทของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับต่อๆ มา อาทิ ในมาตรา 36 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 หรือมาตรา 81 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ในส่วนของอำนาจในการตราพระราชกำหนดนั้นตามรัฐธรรมนูญสองฉบับแรกคือ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 247541 ยังไม่ได้มีการให้อำนาจแก่คณะรัฐมนตรีในการตราพระราชกำหนด เนื่องจากพระราชกำหนดในอดีต หมายถึง บทบัญญัติที่เกี่ยวแก่บุคคลหรือข้าราชการบางจำพวกเป็นการเฉพาะ อาทิ พระราชกำหนดเกี่ยวกับเครื่องแต่งกาย แม้ในบางครั้งจะมีการใช้ในสถานะเดียวกันกับพระราชบัญญัติ อาทิ พระราชกำหนดอาชญาการกระทำผิดสัญญา ร.ศ. 11742

แบบพิธีนั้นไม่สำคัญเท่าเนื้อหา ส่องดูเนื้อหากฎหมายไทยก่อนและหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ในบทความนี้ เรากำหนดช่วงเวลาในการออกกฎหมายออกเป็นสองช่วง โดยใช้เกณฑ์ปี 2475 ซึ่งเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นเส้นแบ่ง และกำหนดช่วงเวลาที่เราจะพิจารณาเป็นระยะเวลาตั้งแต่ปี 2402 ซึ่งเป็นเป็นจุดตัดระหว่างโลกทัศน์ทางด้านกฎหมายแล้ว จนถึงปี 2500 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กลุ่มคณะราษฎรจะหมดอำนาจในทางการเมืองอย่างถาวรมาเป็นช่วงพิจารณา พบว่าตลอดช่วงเวลาดังกล่าวประเทศไทยมีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติประกาศใช้มาแล้วทั้งสิ้น 2,218 ฉบับ (กฎหมายตั้งแต่พระราชบัญญัติขึ้นไป ซึ่งรวมถึงรัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมาย พระราชกำหนด และประกาศพระบรมราชโองการที่มีสถานะเทียบได้กับกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ) โดยพบว่าในจำนวนดังกล่าวสามารถจำแนกตามเรื่องได้เป็นเรื่องต่างๆ ดังปรากฏตามตารางข้างท้ายนี้

ตารางที่ 1: จำแนกกฎหมายตามเรื่องที่มีการประกาศใช้

หัวข้อจำนวน
ภาษีอากรและค่าธรรมเนียม272
เวนคืนและโอนทรัพย์สินเป็นของรัฐ233
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน136
ควบคุมการประกอบอาชีพ134
ศาลและกระบวนการยุติธรรม102
งบประมาณ94
เครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญตรา68
ข้าราชการทหารและกองทัพ67
ขนส่งและคมนาคม64
เครื่องแบบและชุดครุย62
การกระทำความผิดอาญา56
ยกเลิกกฎหมาย53
ข้าราชการพลเรือน52
การเงิน49
การรักษาความสงบเรียบร้อยและสงคราม47
แพ่งและพาณิชย์42
การคลัง41
การอนุมัติกฎหมาย35
สาธารณสุข34
การจำหน่ายสาธารณสมบัติของแผ่นดิน33
การศึกษา28
ศาสนา26
ที่ดินและทรัพย์สิน25
มหาวิทยาลัย22
กษัตริย์21
การเลือกตั้งและพรรคการเมือง21
ควบคุมอาคาร21
การกระจายอำนาจ18
คนต่างด้าว18
วิชาชีพ17
ทะเบียนราษฎรและบัตรประชาชน17
ไปรษณีย์ โทรเลข และโทรคมนาคม17
รัฐสภาและสมาชิกรัฐสภา15
ชลประทาน14
สัตว์13
ข้าราชการตุลาการ13
ทรัพยากรธรรมชาติ13
การคมนาคม12
ธง เครื่องหมายของราชการ และบัตรประจำตัว11
การเมือง11
รัฐวิสาหกิจ11
สัญชาติ11
โบราณสถาน และวัฒนธรรม11
นิรโทษกรรม10
อาวุธ10
ศักดินา10
แรงงาน9
การอนุวัติการตามสนธิสัญญาและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ8
ตำรวจ7
พลังงาน6
การจัดตั้งหน่วยงานของรัฐ6
ทรัพย์สินทางปัญญา6
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี5
ธนาคารและสถาบันการเงิน5
ทาส5
การจัดตั้งจังหวัด4
เกษตรกรรม3
ธุรกิจและพาณิชยกรรม3
ธนาคารและสถาบันการเงิน 3
ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 3
ประมวลกฎหมาย3
สมาคมและมูลนิธิ2
ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย2
ผังเมือง2
สังคมสงเคราะห์2
การตราและเสนอกฎหมาย1
ระเบียบข้าราชการพลเรือน1
คุ้มครองผู้บริโภค1
การส่งเสริมการประกอบธุรกิจ1
ล้างมลทิน1
การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย1
ข้าราชการตุลาการ 1
ข้าราชการทหารและกองทัพ 1
เด็ก เยาวชน และครอบครัว1
เวลา1
อื่นๆ34
หมายเหตุ ประเภทอื่นๆ คือไม่สามารถจำแนกกลุ่มได้อย่างชัดเจน
ที่มา: E-Public Law Project (2568a)

อย่างไรก็ดี หากจำแนกลงไปพิจารณาว่าในแต่ละช่วงเวลานั้น ชนชั้นนำของสังคมไทยให้ความสนใจกับกฎหมายในเรื่องใดมากกว่า อาจพอสะท้อนให้เห็นภาพว่ากลุ่มชนชั้นที่เข้ามามีบทบาทในทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลาได้ให้ความสนใจในเรื่องใด โดยข้อมูลใช้อธิบายในส่วนนี้อ้างอิงจาก Law Index Dashboard ซึ่งจัดทำขึ้นโดยรวบรวมข้อมูลการประกาศใช้กฎหมายระดับพระราชบัญญัติย้อนหลังไปจนถึงปี 240243

ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง (2402-2474)

ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ชนชั้นนำสยามเริ่มใช้การนิติบัญญัติเป็นเครื่องมือในทางการปกครองมากขึ้น โดยมีการออกกฎหมายมาใช้ในเรื่องต่างๆ  อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2402 – 2474 จะพบว่าจำนวนกฎหมายที่มีการออกทั้งหมดนั้นมีจำนวนโดยประมาณ 527 ฉบับ โดยแบ่งจำแนกเป็นห้าเรื่องที่มีการออกกฎหมายมารองรับมากที่สุด ได้แก่ ภาษีอากรและค่าธรรมเนียม จำนวน 78 ฉบับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญตรา จำนวน 41 ฉบับ ศาลและกระบวนการยุติธรรม จำนวน 40 ฉบับ เครื่องแบบข้าราชการและชุดครุย จำนวน 33 ฉบับ ระเบียบบริหาราชการแผ่นดิน จำนวน 29 ฉบับ ดังปรากฏตามภาพที่สาม

ภาพที่ 2 จำนวนกฎหมายที่มีการประกาศใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2402 – 2474
หมายเหตุ: จำนวนกฎหมายนี้ นับเฉพาะกฎหมายระดับพระราชบัญญัติขึ้นไป
ที่มา: E-Public Law Project (2568a)
ภาพที่ 3 สัดส่วนกฎหมายที่มีการประกาศใช้ในช่วงตั้งแต่ปี 2402 – 2474
ที่มา: เขมภัทร ทฤษฎิคุณ (2566)

หากพิจารณาในเชิงบริบทของสังคมในช่วงเวลานั้น จะเห็นได้ว่ากฎหมายแต่ละเรื่องสะท้อนบริบทและความสัมพันธ์เชิงสังคมของรัฐไทยในเวลานั้นๆ อาทิ กฎหมายภาษีอากรและค่าธรรมเนียมเป็นเรื่องที่สยามให้ความสำคัญมากเป็นอันดับต้น เพราะนับจากสยามเข้าสู่ระบบทุนนิยมโลกผ่านทางสนธิสัญญาเบาว์ริง สยามได้เผชิญกับปัญหาสำคัญคือการจัดเก็บรายได้จากภาษีลดลง44 แม้ว่าจะมีความพยายามสร้างกลไกการจัดเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยการตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์เพื่อเก็บรวบรวมเงินเข้าสู่ท้องพระคลัง45 ซึ่งการให้ความสำคัญกับการออกกฎหมายเกี่ยวกับภาษีจำนวนมากได้ส่งผลให้เกิดปัญหาการจัดเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อนกันและสร้างภาระทางภาษีให้กับราษฎร46

หรือเรื่องเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญตราก็เป็นอีกเรื่องที่ชนชั้นนำสยามให้ความสำคัญ โดยการมีเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญตรานั้นเป็นธรรมเนียมที่ชนชั้นนำสยามนำเข้ามาจากตะวันตก นัยหนึ่งการให้ความสำคัญกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญตราสะท้อนความสนใจของชนชั้นนำสยาม โดยเฉพาะสถาบันกษัตริย์ที่พยายามสร้างความเป็นผู้นำในภาวะความเป็นสมัยใหม่ โดยเปลี่ยนแปลงวิถีการบริโภค รสนิยม และอัตลักษณ์ใหม่ให้สอดคล้องกับการเป็นผู้นำสมัยใหม่47 ซึ่งประเด็นนี้ไม่ได้แตกต่างกันกับกรณีของเครื่องแบบข้าราชการและชุดครุย

ในเรื่องสำคัญประการสุดท้ายที่มีการออกกฎหมายเป็นจำนวนมากในห้าอันดับแรกก็คือ ศาลและกระบวนการยุติธรรมชและระเบียบบริหาราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นพระราชภารกิจของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีนับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา ความพยายามสร้างระบบราชการที่ทันสมัยส่งผลให้ต้องมีการปฏิรูปทั้งศาลและระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน48

นอกเหนือจากกฎหมายสำคัญทั้งห้าเรื่องแล้ว ในช่วงเวลาดังกล่าวยังมีการพยายามสร้างกฎหมายตามแบบตะวันตกอีกหลายฉบับ อย่างไรก็ดี บทบัญญัติของกฎหมายส่วนใหญ่ที่มีความสำคัญนั้นมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมระบบเศรษฐกิจแบบตลาด อาทิ การเริ่มต้นประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในสองบรรพแรก ซึ่งเป็นเรื่องหลักทั่วไปและหนี้ เพื่อรองรับการทำธุรกรรมสมัยใหม่ โดยไม่ได้มีการให้ความสำคัญกับบรรพอื่นๆ อาทิ ครอบครัวและมรดก ซึ่งอาจมีปัญหาในเชิงโครงสร้างสังคมไทย49 หรือการประกาศใช้กฎหมายลักษณะอาญา เพื่อคุ้มครองกิจกรรมทางเศรษฐกิจและกำหนดแบบแผนความประพฤติที่ไม่สมควรจะกระทำ อาทิ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สิน ซึ่งช่วยประคับประคองระบบเศรษฐกิจแบบตลาด หรือการประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันการเรียกขานชื่อเหล้าว่าปอรตและมะเดรา ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในปัจจุบัน ที่ไม่ให้มีการตั้งชื่อเรียกเหล้าจากโปรตุเกสในลักษณะที่จะทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้50

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง (2475-2500)

ในช่วงหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงปี 2500 พบว่าในช่วงเวลา 25 ปีสั้นๆ นี้มีกฎหมายที่ออกใหม่ทั้งสิ้น 1,691 ฉบับ โดยในช่วงระยะเวลาสามปีแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง องค์กรนิติบัญญัติใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นคือสภาผู้แทนราษฎรมีการออกกฎหมายมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่ามีนัยสำคัญ ดังปรากฏตามภาพท้ายนี้

ภาพที่ 4 จำนวนกฎหมายที่มีการประกาศใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 – 2500
หมายเหตุ: จำนวนกฎหมายนี้ นับเฉพาะกฎหมายระดับพระราชบัญญัติขึ้นไป
ที่มา: E-Public Law Project (2568a)

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นหมวดเรื่องของกฎหมายที่มีการออกนั้นมีความหลากหลายมาก โดยหากจัดกลุ่มเรื่อง 10 อันดับที่มีการออกกฎหมายมากที่สุด (ตารางที่ 2) จะพบว่าแม้หมวดเรื่องกฎหมายหลักที่ตราขึ้นยังคงใกล้เคียงเดิมกับช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไม่ว่าจะเป็นภาษีอากรและค่าธรรมเนียม ศาลและกระบวนการยุติธรรม หรือระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งล้วนติดอันดับกฎหมายที่ออกมากที่สุด

แต่ก็มีบางประเด็นที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนและการโอนทรัพย์สินเป็นของรัฐที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นหลังการปฏิรูปการปกครอง สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดดั้งเดิมที่ผูกสิทธิในที่ดินเข้ากับพระราชอำนาจของกษัตริย์ผู้ถือครองแผ่นดินทั้งหมด ไปสู่ระบบที่รัฐสมัยใหม่ต้องจัดการทรัพย์สินผ่านกระบวนการทางกฎหมายที่มีความเป็นทางการและต้องอาศัยความชอบธรรมตามกฎหมายเวนคืนอย่างเป็นแบบแผนมากขึ้น51

ตารางที่ 2: แสดงจำนวนสัดส่วนกฎหมายที่มีการประกาศใช้ในประเทศไทยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ลำดับเรื่องจำนวน (ฉบับ)
1.เวนคืนและโอนทรัพย์สินฯ233
2.ภาษีอากรและค่าธรรมเนียม194
3.ควบคุมการประกอบอาชีพ108
4.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน107
5.งบประมาณ69
6.ศาลและกระบวนการยุติธรรม62
7.ขนส่งและคมนาคม55
8.ยกเลิกกฎหมาย52
9.ข้าราชการทหารและกองทัพ48
10.อื่นๆ (อาทิ ศาสนา ผังเมือง)763
รวม1,691
ที่มา: E-Public Law Project (2568a)

นอกเหนือจากกฎหมายในเรื่องเวนคืนและโอนทรัพย์สินฯ แล้ว กฎหมายอื่นๆ ที่มีการประกาศใช้ในช่วงระยะแรกของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นการมุ่งหมายเพื่อปรับโครงสร้างรัฐไทย และแก้ไขสภาวะความเป็นอยู่ของประชาชน อาทิ การแก้ไขปัญหาระบบภาษีซ้ำซ้อนในช่วงรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยการตราประมวลรัษฎากรและยกเลิกพระราชบัญญัติภาษี รวมถึงยกเลิกกฎหมายที่มีการประกาศใช้มาก่อนหน้านี้52 หรือการประกาศใช้พระราชบัญญัติห้ามยึดทรัพย์สินกสิกร พุทธศักราช 2475 ซึ่งห้ามไม่ให้มีการยึดทรัพย์สินของชาวนาที่มีปัญหาทางการเงินและเป็นหนี้เนื่องจากรับภาระโครงสร้างทางภาษีที่มีปัญหา หรือพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 เพื่อป้องกันมิให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกันในการแสวงหาดอกเบี้ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชาวนาในขณะนั้นที่ต้องกู้ยืมเงินมาเพื่อทำเกษตรกรรม53

ปรัชญาสำคัญของคณะราษฎรคือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางส่วนล่างในเรื่องทางเศรษฐกิจ โดยช่วยยกระดับและลดภาระของชาวนาที่เป็นเกษตรกร เพื่อนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างส่วนบนของสังคมให้ดีขึ้นและสอดคล้องกับวิถีประชาธิปไตย ซึ่งเป็นวิถีใหม่54 ดังจะเห็นได้จากความเห็นของปรีดี พนมยงค์ ซึ่งอธิบายว่า

“…ถ้าเราคงทำตามแบบเก่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองคราวนี้ไม่มีประโยชน์ เพราะไม่สามารถทำสาระสำคัญ คือ ความฝืดเคืองของราษฎร…รับรองความเห็นหม่อมเจ้าสกลฯ ว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองนี้ไม่ใช่ Coup d’ Etat แต่เป็น Revolution ในทางเศรษฐกิจ ไม่มีในทางการปกครองซึ่งเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียวมาเป็นหลายองค์เท่านั้น…55

บทสรุปและบทส่งต่อ

การวิเคราะห์กระบวนการนิติบัญญัติไทยในช่วง 2402–2500 ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการจัดแบ่งกฎหมายออกเป็นสามยุคเป็นกฎหมายชาวบ้าน กฎหมายนักกฎหมาย และกฎหมายเทคนิค แม้ในแง่หนึ่งจะช่วยให้มองเห็นพัฒนาการเชิงรูปแบบของกฎหมายและความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับศีลธรรมในสังคม แต่พลังในการอธิบายดังกล่าวกลับไม่เพียงพอในการอธิบายพลวัตทางสังคมที่หล่อหลอมให้กฎหมายไทยมีรูปลักษณะเช่นที่ปรากฏอยู่จริง กรอบคิดดังกล่าวถือเอาตัวกฎหมายเป็นศูนย์กลางและมุ่งมองไปที่การเปลี่ยนแปลงของเทคนิคทางนิติบัญญัติหรือสถาบันที่ใช้ตรากฎหมาย มากกว่าที่จะช่วยสำรวจให้เห็นว่าเหตุใดกฎหมายแบบนั้นจึงเกิดขึ้นในเวลานั้นและเพื่อรับใช้ผลประโยชน์ของใคร

ในทางกลับกัน หากพิจารณากฎหมายผ่านกรอบคิดของมาร์กซ์ จะเห็นว่ากฎหมายที่ปรากฏในแต่ละยุคไม่ใช่สิ่งลอยตัวเหนือสังคม หากแต่เป็นกลไกเชิงอำนาจที่สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางชนชั้นในแต่ละช่วงเวลา กล่าวคือ กฎหมายตราสามดวงไม่ใช่เพียงจารีต หากเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบทางสังคมที่ยึดโยงกับโครงสร้างเศรษฐกิจแบบศักดินา ในขณะที่กฎหมายสมัยใหม่หลัง 2402 ก็ไม่ใช่เพียงผลของการรับเทคนิคตะวันตก แต่เกิดจากการที่สยามถูกผนวกเข้าสู่ระบบทุนนิยมโลก ซึ่งบีบให้รัฐต้องสร้างกลไกทางกฎหมายเพื่อคงความสามารถในการแข่งขันและรักษาอำนาจในการจัดเก็บรายได้ กฎหมายภาษีจำนวนมาก การวางโครงสร้างศาลสมัยใหม่ การจัดระบบราชการ หรือแม้แต่กฎหมายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ล้วนเป็นภาพสะท้อนของความต้องการทางเศรษฐกิจและการเมืองของชนชั้นนำในยุคนั้นโดยตรง ไม่ใช่พัฒนาการตามตรรกะภายในของกฎหมายอย่างที่ตำรากฎหมายแบบดั้งเดิมมักอธิบายไว้

ในทางตรงกันข้าม จะสังเกตเห็นได้ว่าในเชิงแนวคิดเรื่องการนิติบัญญัตินั้น กฎหมายมุ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับประชาชนอย่างจำกัด ในระยะแรกของการออกกฎหมาย รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับชีวิตส่วนตัวของราษฎรมากเท่าใดนัก56 ซึ่งในความเห็นของผู้เขียน ตราบเท่าที่ชีวิตส่วนตัวนั้นไม่กระทบต่อระบบทุนนิยมและอำนาจรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้ว รัฐสมัยในช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นแทบจะไม่เข้าไปยุ่ง อาทิ ในด้านครอบครัวและมรดก ซึ่งส่วนหนึ่ง การนำแนวคิดแบบครอบครัวและมรดกตามกฎหมายตะวันตกมาใช้เป็นความพยายามจัดระเบียบความสัมพันธ์ในครอบครัวแบบผัวเดียวเมียเดียว (monogamy) ซึ่งไม่สอดคล้องกับความสัมพันธ์ในครอบครัวแบบจารีตของสยามที่ความสัมพันธ์ทางครอบครัวแบบหนึ่งผัวหลายเมีย โดยสายสัมพันธ์นี้สร้างความได้เปรียบและเครือข่ายอำนาจให้กับชนชั้นนำ ดังเช่นกรณีของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่แม้จะทรงเป็นต้นแบบของความเป็นสมัยใหม่ในมุมมองของสังคมไทย แต่ก็ทรงธำรงความสัมพันธ์แบบครอบครัวตามจารีตแบบเดิม เนื่องจากพลังของสายโลหิตนั้นมีส่วนต่อการค้ำจุนสถาบันของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เกิดขึ้นมาใหม่57 หรือในเรื่องศาสนาที่รัฐสยามต้องการใช้เป็นรากฐานในการวางระบบการศึกษาและระบบราชการลงไปในพื้นที่จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 12158

สภาวะการเข้าสู่ระบบกฎหมายสมัยใหม่ของสยามในลักษณะนี้จึงเป็นภาวะของการเลือกรับความเป็นสมัยใหม่ กล่าวคือ ชนชั้นนำของสยามเลือกที่จะรับระบบกฎหมายสมัยใหม่ และการวางพื้นฐานของการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เฉพาะเท่าที่มันตอบสนองต่อทุนนิยมและรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์เท่านั้น โดยไม่ได้มุ่งหมายจะคุ้มครองสิทธิของราษฎรในฐานะผู้ทรงสิทธิทางกฎหมาย (subject of law) แบบระบบกฎหมายตะวันตก59

นอกจากนี้ ข้อค้นพบเชิงประจักษ์จากข้อมูลกฎหมายกว่า 2,218 ฉบับ ทำให้เห็นยิ่งขึ้นว่ากฎหมายไทยไม่ได้พัฒนาไปตามลำดับขั้นแบบที่ทฤษฎีสามยุคเสนอ กล่าวคือก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง กฎหมายที่ถูกตราขึ้นมากที่สุดคือภาษี เหรียญตรา ศาล และระเบียบราชการ ซึ่งสะท้อนการสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในบริบทของทุนนิยมโลก แต่หลัง 2475 โครงสร้างนี้มิได้พลิกกลับทันที แต่กลับถูกปรับต่อในทิศทางที่ชนชั้นนำใหม่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการแก้โครงสร้างภาษี การตรากฎหมายห้ามยึดทรัพย์กสิกร หรือการตรากฎหมายเวนคืนจำนวนมากขึ้นเพื่อจัดการทรัพย์สินของรัฐสมัยใหม่ สิ่งนี้คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าใครบงการรัฐในห้วงเวลานั้น กฎหมายก็รับใช้ผลประโยชน์หรือความต้องการของผู้นั้น

ดังนั้น การอธิบายพัฒนาการของกฎหมายไทยด้วยการจัดยุคแบบตายตัว อาจช่วยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงด้านรูปแบบ แต่กลับบดบังความจริงที่สำคัญกว่า นั่นคือกฎหมายเป็นผลลัพธ์ของเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา


เชิงอรรถ

  1. สมยศ เชื้อไทย, คำอธิบายวิชากฎหมายแพ่ง : หลักทั่วไป (พิมพ์ครั้งที่ 28, วิญญูชน 2564) 53-54. ↩︎
  2. เพิ่งอ้าง 59-60. ↩︎
  3. Olúfẹ́mi Táíwò, Legal Naturalism: a Marxist Theory of Law (Cornell University Press 2015) 3 and 32. ↩︎
  4. กุลลินี มุทธากลิน, เศรษฐศาสตร์การเมือง (คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2568) 22. ↩︎
  5. แสวง บุญเฉลิมวิภาส, ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย (พิมพ์ครั้งที่ 13, วิญญูชน 2557) 86. ↩︎
  6. Jean-Baptiste Pallegoix, Description du Royaume Thai ou Siam (Gallica 1854) 357. ↩︎
  7. ดู ประกาศพระราชปรารภ. โรแบร์ แลงกาต์, กฎหมายตราสามดวง เล่ม 1 (โรงพิมพ์คุรุสภา 2505) 6. ↩︎
  8. ธงชัย วินิจจะกูล, รัฐราชาชาติ: ว่าด้วยรัฐไทย (ฟ้าเดียวกัน 2563) 263. ↩︎
  9. แสวง บุญเฉลิมวิภาส (เชิงอรรถ 5) 89. ↩︎
  10. แอนโทนี รีด, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในยุคการค้า ค.ศ. 1450 – 1680, พงษศรี เลขะวัฒนะ แปล (พิมพ์ครั้งที่ 2, สำนักพิมพ์ซิลค์เวอร์ม 2564) 148; ธงชัย วินิจจะกูล (เชิงอรรถ 8) 164-165. ↩︎
  11. แสวง บุญเฉลิมวิภาส (เชิงอรรถ 5) 123-124. ↩︎
  12. จรัญ โฆษณานันท์, ปรัชญากฎหมายไทย (พิมพ์ครั้งที่ 7, สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง 2550) 165-166. ↩︎
  13. นิธิ เอียวศรีวงศ์, ปากไก่และใบเรือ รวมความเรียงว่าด้วยวรรณกรรมและประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ตอนต้น (พิมพ์ครั้งที่ 4, ฟ้าเดียวกัน 2555) 121. ↩︎
  14. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และสมภพ มานะรังสรรค์, ‘บทนำ’ ใน ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และสมภพ มานะรังสรรค์ (บก.), ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยจนถึง พ.ศ. 2484 (สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2527) 6. ↩︎
  15. จอห์น เบาว์ริง, ราชอาณาจักรและราษฎรสยาม เล่ม 1, อนันต์ ศรีอุดม แปล (พิมพ์ครั้งที่ 2, มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ 2550) 172. ↩︎
  16. อรรถจักร สัตยานุรักษ์, การเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของชนชั้นผู้นำไทย ตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ถึงพุทธศักราช 2475: ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปรสำนึกจากกษัตริย์ สู่ชนชั้นนำถึงปัจเจกชนและสามัญชน (พิมพ์ครั้งที่ 4, สมมติ 2565) 11-50. ↩︎
  17. เพิ่งอ้าง 44. ↩︎
  18. กระทรวงยุติธรรม, การปฏิรูปกฎหมายและการศาลในรัชสมัยพระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยะมหาราช (โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี 2511)7-8; แสวง บุญเฉลิมวิภาส (เชิงอรรถ 5) 149-153. ↩︎
  19. พระราชบัญญัติใหม่ที่ประกาศใช้ในช่วงหลังปี พ.ศ. 2394 จนถึงปี พ.ศ. 2402 ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังคงมีลักษณะธรรมเนียมการใช้กฎหมายเหมือนกับกฎหมายตราสามดวง กล่าวคือ พระราชบัญญัติที่ประกาศนั้นเป็นการวินิจฉัยและตีความมูลคดีดังปรากฏในบทบัญญัติตามคัมภีร์พระธรรมศาสตร์. ดู ประกาศพระราชบัญญัติมรฎกสินเดิมแลสินสมรศ (คัดจากหมายรับสั่งเดือน 8 ปีกุญตรีศก จุลศักราช 1213) พระราชบัญญัติฝ่ายพระบวรราชวัง เรื่องเล่นเบี้ยในพระบวรราชวัง (คัดมาจากหมายรับสั่งเดือน 8 อุตราสาธ ปีฉลูจุลศักราช 1215) ใน วัชรญาณ, ‘ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4 ภาค 1’ (วัชรญาณ) <https://vajirayana.org/ประชุมประกาศรัชกาลที่-๔-ภาค-๑> สืบค้นเมื่อ 26 พฤศจิกายน 2568; เขมภัทร ทฤษฎิคุณ, ‘ทราบหรือไม่ว่าประเทศไทยเคยมีการออกกฎหมายมาแล้วกี่ฉบับ?’ (E-Public Law, 25 พฤศจิกายน 2566) <https://epubliclaw.com/data-stories/25/11/2023/2925/> สืบค้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568. ↩︎
  20. วัชรญาณ, ‘ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4 ภาค 5’ (วัชรญาณ) <https://vajirayana.org/ประชุมประกาศรัชกาลที่-๔-ภาค-๕/> สืบค้นเมื่อ 26 พฤศจิกายน 2568. ↩︎
  21. เพิ่งอ้าง. ↩︎
  22. ดู เพิ่งอ้าง. ↩︎
  23. ธงชัย วินิจจะกูล (เชิงอรรถ 8) 165-168 และ 183-187. ↩︎
  24. ดู ฉัตรดาว ลีเชวงวงศ์, ‘การเมืองในราชสำนักฝ่ายใน ในสมัยรัชกาลที่ 5’ (วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2558) 9 <https://digital.car.chula.ac.th/chulaetd/51871>; ดู กุลลดา เกษบุญชู มี้ด, ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์: วิวัฒนาการรัฐไทย (ฟ้าเดียวกัน 2562). ↩︎
  25. ดู พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, เจ้านายและข้าราชการกราบบังคมทูลความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงราชการแผ่นดิน ร.ศ. 103 และพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แถลงพระบรมราชาธิบายแก้ไขการปกครองแผ่นดิน (พิมพ์ครั้งที่ 5, บริษัท จันวาณิชย์ จำกัด 2526) 106. ↩︎
  26. กระทรวงยุติธรรม (เชิงอรรถ 18) 13. ↩︎
  27. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์, เล็กเชอร์ของพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนาธร 2468) 2-4. ↩︎
  28. สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, รายงานการประชุมเสนาบดีสภา รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาคที่ 1 เรื่อง สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 2545) 1. ↩︎
  29. ดู พระราชบัญญัติเคาน์ซิลออฟสเตด คือ ที่ปฤกษาราชการแผ่นดิน. ↩︎
  30. สุรเชษ์ฐ สุขลาภกิจ, ‘รัฐมนตรีสภา’ (ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า, 8 ธันวาคม 2560) <https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=รัฐมนตรีสภา> สืบค้นเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2568. ↩︎
  31. ชาญชัย รัตนวิบูลย์, ‘บทบาทของอภิรัฐมนตรีสภาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว’ (ปริญญานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2519) 74-75. ↩︎
  32. สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (เชิงอรรถ 28) 1. ↩︎
  33. หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, คำอธิบายกฎหมายปกครอง (สำนักงานทนายความพิมลธรรม 2513) 40-41, <https://pridi.or.th/sites/default/files/pdf/pridibook189.pdf>. ↩︎
  34. สุรเชษ์ฐ สุขลาภกิจ (เชิงอรรถ 30). ↩︎
  35. กุลลดา เกษบุญชู มี้ด (เชิงอรรถ 24) 208-209. ↩︎
  36. สุรเชษ์ฐ สุขลาภกิจ (เชิงอรรถ 30). ↩︎
  37. พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 มาตรา 1. ↩︎
  38. พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 มาตรา 8. ↩︎
  39. ในประเด็นว่าผู้ใดเป็นผู้เขียนคำอธิบายนี้ มีการคาดเดาออกไปเป็น 2 แนวทาง โดยแนวทางแรกคาดเดาว่าผู้เขียนอาจจะเป็นเดือน บุนนาค หรือไพโรจน์ ชัยนาม โดยพิจารณาจากสำนวนการเขียน แต่ในเว็บไซต์ห้องสมุดเนติบัณฑิตยสภา ระบุว่าเป็นปรีดี พนมยงค์ ซึ่งทินกฤต นุตวงษ์ ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าเนื้อหาคำอธิบายโดยส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับคำอธิบายกฎหมายปกครองที่แสดง ณ โรงเรียนกฎหมายในช่วงปี พ.ศ. 2475. ดู ทินกฤต นุตวงษ์, ‘คําอธิบายพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ฉบับปฐมฤกษ์แห่งสยาม’ (2555) 2 CMU Journal of Law and Social Sciences 5, 6 <https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/64595>. ↩︎
  40. ดู มปช., ‘คำอธิบายข้อความสำคัญบางอย่างในบทกฎหมายที่ได้นำลงในหนังสือนิติสาส์น แผนกกฤษฎีกา ปีที่ 3 เล่ม 4 (ประจำเดือนกรกฎาคม พุทธศักราช 2475)’ (2475) 5 นิติสาส์น แผนกสามัญ 449, 456 อ้างใน เพิ่งอ้าง 17. ↩︎
  41. ดู พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475; รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475. ↩︎
  42. หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (เชิงอรรถ 34) 148. ↩︎
  43. E-Public Law Project, ‘Law Index Dashboard’ (E-Public Law Project)  <https://epubliclaw.com/data-stories/law-index-dashboard/> สืบค้นเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2568. ↩︎
  44. พอพันธุ์ อุยยานนท์, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจแห่งประเทศไทย (สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2564) 13-14. ↩︎
  45. วิภา จิรภาไพศาล, ‘ออดิตออฟฟิส สมัยรัชกาลที่ 5 ตรวจพบลูกหลานขุนนางใหญ่คอร์รัปชั่นเงินครึ่งล้าน’ (ศิลปวัฒนธรรม, 17 กุมภาพันธ์ 2568) <https://www.silpa-mag.com/history/article_148424> สืบค้นเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2568. ↩︎
  46. เขมภัทร ทฤษฎิคุณ, ‘ปรีดี พนมยงค์ และคณะราฎร กับการสถาปนาระบบภาษีอากรที่เป็นธรรมในสังคมไทย’ (สถาบันปรีดี พนมยงค์, 1 เมษายน 2568) <https://pridi.or.th/th/content/2025/04/2402> สืบค้นเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2568. ↩︎
  47. เมาริตซิโอ เปเลจจี, เจ้าชีวิต เจ้าสรรพสิ่ง: การก่อร่างภาพลักษณ์สมัยใหม่ของสถาบันกษัตริย์สยาม, วริศรา กิตติคุณเสรี แปล (ฟ้าเดียวกัน 2566) 33-72. ↩︎
  48. ดู แสวง บุญเฉลิมวิภาส (เชิงอรรถ 5) 157-158. ↩︎
  49. ดู ไชยพัฒน์ ธรรมชุตินันท์, ‘สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้ากับการจัดทำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย’ (the 101.world, 11 พฤศจิกายน 2568) <https://www.the101.world/king-rama-vi-law-reform/> สืบค้นเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2568. ↩︎
  50. ดู พระราชบัญญัติป้องกันการเรียกขานชื่อเหล้าว่า ปอรต และมะเดรา (ประกาศใช้ปี พ.ศ. 2469). ↩︎
  51. เขมภัทร ทฤษฎิคุณ, (เชิงอรรถ 19). ↩︎
  52. เขมภัทร ทฤษฎิคุณ (เชิงอรรถ 46). ↩︎
  53. เขมภัทร ทฤษฎิคุณ, ‘คณะราษฎรกับการพิทักษ์ความเป็นธรรมในคิดดอกเบี้ยกู้ยืมเงิน’ (สถาบันปรีดี พนมยงค์, 28 กันยายน 2563) <https://pridi.or.th/th/content/2020/09/434> สืบค้นเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2568. ↩︎
  54. เขมภัทร ทฤษฎิคุณ, ‘มโนทัศน์ทางเศรษฐกิจของปรีดี พนมยงค์’ (สถาบันปรีดี พนมยงค์, 15 มิถุนายน 2563) <https://pridi.or.th/th/content/2020/06/304> สืบค้นเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2568. ↩︎
  55. ปรีดี พนมยงค์, เค้าโครงการเศรษฐกิจ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) (พิมพ์ครั้งที่ 2, สำนักพิมพ์สุขภาพใจ 2552) 150. ↩︎
  56. ประเด็นนี้เพิ่มเติมจากความเห็นของคุณไชยพัฒน์ ธรรมชุตินันนท์ ซึ่งคุณไชยพัฒน์ ได้ยกตัวอย่างตอนคุยกับผู้เขียนในประเด็นเรื่องครอบครัวและมรดก ซึ่งผู้เขียนขอบคุณคุณไชยพัฒน์ ธรรมชุตินันนท์ ที่ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจนี้ เมื่อตอนช่วยผู้เขียนอ่านร่างแรกของบทความนี้. ↩︎
  57. ดู กุลลดา เกษบุญชู มี้ด, (เชิงอรรถ 24); see Tamara Loos, Subject Siam: Family, Law, and Colonial Modernity in Thailand (Cornell University Press 2005) Chapter 1. ↩︎
  58. เขมภัทร ทฤษฎิคุณ, ‘การขยายอำนาจรัฐสยามในอาณาบริเวณล้านนา: กรณีศึกษาการบังคับใช้กฎหมายการปกครองคณะสงฆ์’ (Lanner, 9 เมษายน 2567) <https://www.lannernews.com/09042567-01/> สืบค้นเมื่อ 18 มกราคม 2569. ↩︎
  59. ดู ธงชัย วินิจจะกูล, เมื่อสยามพลิกผัน: ว่าด้วยกรอบมโนทัศน์พื้นฐานของสยามยุคสมัยใหม่ (ฟ้าเดียวกัน 2562). ↩︎

“ปฐมรัฐธรรมนูญ” ​โครงสร้างสถาบันการเมือง ในอุดมคติของคณะราษฎร

ใกล้จะถึงวันลงประชามติเพื่อตัดสินให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่​เข้ามาทุกที หลายคนอาจจะบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีแล้ว หรืออาจจะบอกรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา ซึ่งก็อาจจะมีมุมมองที่แตกต่างกันไป แต่อย่างหนึ่งที่อาจจะเห็นได้ชัดเจนคือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีขนาดที่ยาวมาก เต็มไปด้วยบทบัญญัติหลายเรื่อง ซึ่งเกี่ยวกับการเมืองการปกครองบ้าง และไม่เกี่ยวกับการเมืองการปกครองบ้าง โดยทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขยับขยายพื้นที่ออกไปกว่าการเป็นตราสารทางการเมือง ไปสู่พรมแดนซึ่งแท้จริงแล้วอาจจะไม่ใช่เรื่องทางรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ดี​ ผู้เขียนอยากจะชวนย้อนกลับมาว่า รัฐธรรมนูญของประเทศไทย แท้จริงแล้วจุดเริ่มต้นของรัฐธรรมนูญนั้นมีลักษณะอย่างไร โดยย้อนกลับไปอ่านพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว​ พุทธศักราช​ 2475​[1] หรืออาจเรียกอย่างลำลองว่า​ ปฐมรัฐธรรมนูญ​นั้น​ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มีความสำคัญในทางประวัติศาสตร์เฉพาะในฐานะรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทยเพียงอย่างเดียว​ แต่ในอีกแง่หนึ่งคือ​ รัฐธรรมนูญนี้เป็นภาพสะท้อนจินตนาการและอุดมการณ์ทางการเมืองของคณะราษฎร

ในแง่หนึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอายุการใช้งานที่สั้นมาก ๆ โดยมีอายุการใช้งานอยู่เพียงแค่ 7 เดือนเท่านั้น ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรัฐธรรมนูญที่ถูกเรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร[2] โดยผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยคือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ซึ่งถือกันว่าเป็น “มันสมอง” ของคณะราษฎร เมื่อทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จแล้วคณะราษฎรก็ได้นำร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม พุทธศักราช 2475 ที่ได้จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย[3]

หากลองพิจารณาโครงสร้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้​ จะพบว่าเนื้อหาของบทบัญญัติที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้มีขนาดยาวมาก​เพียงแค่​ 39 มาตราเท่านั้น และในแต่ละมาตรานั้นถูกกำหนดไว้อย่างสั้น ๆ​ ในฐานะหลักการ​ที่สะท้อนอุดมการณ์ทางการเมืองและความมุ่งหมายทางการเมืองเท่านั้น​ ในส่วนของรายละเอียดต่าง ๆ​ นั้นจะถูกกำหนดไว้ในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติแทน​ ทำให้ลักษณะสำคัญของปฐมรัฐธรรมนูญจึงเป็นมีการกำหนดเรื่องโครงสร้างสถาบันการเมือง​ ในฐานะระเบียบของการใช้อำนาจระหว่างบรรดาสถาบันการเมืองต่าง ๆ​ เท่านั้น​ ในส่วนบทบัญญัติอื่น ๆ​ ดังที่เราเห็นในปัจจุบัน​ อาทิ​ สิทธิและเสรีภาพ​ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ​ หรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญนั้น​ ล้วนแล้วแต่ค่อย ๆ​ ถูกเพิ่มเติมเข้ามา​ เมื่อมีการพยายามนำเข้าแนวคิดทางกฎหมายจากต่างประเทศเข้ามา

อย่างไรก็ดี​ หากพิจารณาใจความสำคัญของปฐมรัฐธรรมนูญก็คือ​ กลไกในการถ่ายโอนอำนาจสูงสุดจากกษัตริย์มาสู่ราษฎร​ และได้จัดแบ่งอำนาจสูงสุดของประเทศออกเป็น​ 3 ประเภท​คือ​ อำนาจนิติบัญญัติ​ อำนาจบริหาร​ และอำนาจตุลาการ​[4] ผ่านสถาบันการเมือง​ 4 จำพวก​ที่ถูกตั้งภายใต้ปฐมรัฐธรรมนูญนี้ ได้แก่​ กษัตริย์​ สภาผู้แทนราษฎร​ คณะกรรมการราษฎร​ และศาล

สถาบันกษัตริย์

สถาบันการเมืองแรกที่ถูกกำหนดไว้ในปฐมรัฐธรรมนูญก็คือ​ สถาบันกษัตริย์​ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง​นั้น​ คณะราษฎรไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ลงแต่อย่างใด​ ดังจะเห็นได้จากคำอธิบายของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม​หรือปรีดี​ พนมยงค์​ ได้อธิบายเจตนารมณ์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองไว้ว่า

“…ถ้าเราคงทำตามแบบเก่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองคราวนี้ไม่มีประโยชน์ เพราะไม่สามารถทำสาระสำคัญ คือ ความฝืดเคืองของราษฎร…รับรองความเห็นหม่อมเจ้าสกลฯ ว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองนี้ไม่ใช่ Coup d’ Etat แต่เป็น Revolution ในทางเศรษฐกิจ ไม่มีในทางการปกครอง ซึ่งเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียวมาเป็นหลายองค์เท่านั้น…[5]

นอกจากนี้​ เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติในปฐมรัฐธรรมนูญแล้ว​ จะเห็นได้ว่าความมุ่งหมายของคณะราษฎรนั้นไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลงตัวองค์ประมุขของประเทศ​แต่อย่างใด​ เนื่องจากในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า​ ผู้เป็นกษัตริย์ของประเทศ คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว​[6] สอดคล้องกับที่คณะราษฎรได้ประกาศไว้ในประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ว่า

“…คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร…[7]

นอกจากนี้ ในบทบัญญัติของพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ยังกำหนดให้ในกรณีที่ต้องมีการสืบราชสันตติวงศ์​ ให้เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์​ พ.ศ.​ 2467 โดยต้องได้รับความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร​​[8] ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ถูกเพิ่มเติมขึ้นมา​ เพื่อให้กิจการของสถาบันกษัตริย์ในการสืบราชสันตติวงศ์สัมพันธ์กับราษฎรในฐานะเจ้าของอำนาจสูงสุด[9]

บทบาทของกษัตริย์ในฐานะประมุขของประเทศตามปฐมรัฐธรรมนูญนี้คือ​ การกำหนดให้กษัตริย์เป็นผู้แสดงออกแทนรัฐ และจำกัดอำนาจของกษัตริย์[10]​ ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติที่กำหนด​ว่า​ พระราชบัญญัติ คำวินิจฉัยของศาล และการอื่น ๆ ซึ่งจะมีบทกฎหมายระบุไว้เฉพาะจะต้องกระทำในนามของกษัตริย์​ในฐานะประมุขสูงสุดของรัฐ​[11] แต่การกระทำในนามของกษัตริย์นี้เป็นเพียงแต่การกระทำในเชิงรูปแบบเท่านั้น​ ดังจะเห็นได้ว่า​ การกระทำใด ๆ​ ของกษัตริย์นั้นถูกกำหนดให้ต้องมีกรรมการราษฎรผู้หนึ่งผู้ใดลงนามด้วยโดยได้รับความยินยอมของคณะกรรมการราษฎรจึ่งจะใช้ได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ​ โดยเป็นการจำกัดอำนาจของกษัตริย์และวางเงื่อนไขความสมบูรณ์ของการกระทำของกษัตริย์​ ในขณะเดียวกันก็เป็นการวางแนวทางกำหนดผู้ต้องรับผิดชอบแทนกษัตริย์​ ทำให้กษัตริย์ไม่ต้องมีความรับผิดชอบใด ๆ​ ทั้งสิ้น​[12]

นอกจากนี้​ บทบัญญัติในปฐมรัฐธรรมนูญ​ยังกำหนดให้ในกรณีที่กษัตริย์มีเหตุจำเป็นชั่วคราวที่จะทำหน้าที่ไม่ได้หรือไม่อยู่ในพระนคร​ ให้คณะกรรมการราษฎรเป็นผู้ใช้อำนาจแทน​ เพื่อให้การดำเนินงานของรัฐบาลเป็นไปโดยปกติไม่ต้องชะงัก[13]​ หลักการนี้สะท้อนให้เห็นว่า​ การใช้อำนาจของกษัตริย์นั้นเป็นเพียงการใช้อำนาจในเชิงรูปแบบในฐานะสัญลักษณ์แทนรัฐเท่านั้น​ ในขณะที่อำนาจในทางบริหารที่แท้จริงนั้นเป็นของคณะกรรมการราษฎร[14]

สภาผู้แทนราษฎร

สถาบันการเมืองจำพวกที่สองในปฐมรัฐธรรมนูญก็คือ​ สภาผู้แทนราษฎร​ โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นสภาการแผ่นดิน[15] เพียงสภาเดียว[16]​ มีอำนาจและหน้าที่ในการปรึกษาหารือ​ หรือในการชี้ขาดกิจการอันเป็นอำนาจสูงสุดของประเทศ​[17] เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยสูงสุด​ เพราะเป็นองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากราษฎร​

อย่างไรก็ดี​ เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรเป็นสถาบันการเมืองใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย​ จึงได้มีการกำหนดให้การได้มาของสภาผู้แทนราษฎรมีลำดับตามกาลสมัย[18]​ โดยแบ่งวิธีการได้มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกเป็น​ 3 สมัย​ โดยสมัยแรก​ ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ​ จึงจำเป็นต้องกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีที่มาจากสมาชิกของคณะราษฎรไปก่อน​ สมัยที่สอง​ เมื่อได้มีการจัดการประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเปิดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็น​ 2 ประเภทคือ​ ประเภทที่มาจากสมาชิกเดิมที่เป็นคณะราษฎร​ และประเภทที่มาจากการเลือกตั้ง​ และสมัยที่สาม ภายในระยะเวลา​ 10 ปี​เมื่อราษฎรมีความเข้าใจในประชาธิปไตยและมีความรู้ในระดับประถมเกินครึ่งหนึ่งแล้ว​ จึงจะจัดให้มีการเลือกตั้งเป็นการทั่วไป​[19]

ในด้านอำนาจและหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรนั้น​ ตามปฐมรัฐธรรมนูญกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรสูงสุดผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติของประเทศ[20]​ และบทบัญญัติซึ่งออกโดยสภาผู้แทนราษฎรนี้เรียกว่า​ พระราชบัญญัติ​ ซึ่งจะมีผลใช้บังคับก็ต่อเมื่อพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐได้ประกาศให้ใช้แล้ว[21]

นอกจากนี้​ สภาผู้แทนราษฎรยังมีอำนาจในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน[22]​ และแต่งตั้งคณะกรรมการราษฎร​ และเสนาบดีลงมาจนถึงข้าราชการสามัญทุกชั้น​ โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจดูแลควบคุมกิจการของประเทศ และมีอำนาจประชุมกันถอดถอนกรรมการราษฎรหรือพนักงานรัฐบาลผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้[23]

คณะกรรมการราษฎร

ตามบทบัญญัติในปฐมรัฐธรรมนูญนั้น​ ไม่ปรากฏสถาบันทางการเมืองในลักษณะเดียวกันกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน​ ดังจะเห็นได้ว่า​ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มีการระบุถึงสถาบันการเมืองที่เรียกว่า​ “คณะรัฐมนตรี” แบบปัจจุบัน​ แต่มีสถาบันการเมืองที่เรียกว่า​ “คณะกรรมการราษฎร[24]” โดยประกอบประธาน​ 1 คน​และกรรมการอื่นอีก​ 14​ คน รวมเป็น 15 คน[25]​ โดยตำแหน่งประธานคณะกรรมการราษฎรเป็นหัวหน้า​ อาจจะเทียบได้กับนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน​ โดยประธานคณะกรรมการราษฎรมาจากการเลือกตั้งสมาชิกจากสภาผู้แทนราษฎร​ และกรรมการราษฎรคนอื่น ๆ จะมาจากการเลือกโดยประธานกรรมการจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร[26]

ในปฐมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนดให้คณะกรรมการราษฎรมีบทบาทหน้าที่สำคัญอยู่ 2 ประการ​ ได้แก่​ ประการแรก อำนาจในการบริหารทั่วไป​ โดยใช้อาจในการบริหารงานตามกฎหมายที่สภาผู้แทนราษฎรตราขึ้นมา[27]​​ ซึ่งมีลักษณะเป็นทั้งอำนาจในการปฏิบัติตามกฎหมายและอำนาจทางปกครอง​ เว้นแต่อำนาจในการนิติบัญญัติและการวินิจฉัยคดี ที่เหลือล้วนเป็นอำนาจของคณะกรรมการราษฎรทั้งสิ้น[28]​ และการใช้อำนาจนิติบัญญัติในกรณีฉุกเฉิน​[29]​ คณะกรรมการราษฎรอาจจะใช้อำนาจนิติบัญญัติได้เช่นเดียวกัน[30]

นอกจากนี้​ ภายใต้โครงสร้างทางการเมืองของคณะกรรมการราษฎร ยังมีการรับเอาสถาบันการเมืองเดิมที่เคยมีอยู่ในระบบกฎหมายก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วย โดยกำหนดให้เสนาบดี[31]​ ซึ่งเคยเป็นสภาการเมืองประเภทหนึ่ง ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยทำหน้าที่เป็นผู้บริหารกระทรวงต่าง ๆ​ ซึ่งทำงานให้กับกษัตริย์และอยู่ภายใต้เสนาบดีสภาและองคมนตรีสภา แต่เมื่อสถาบันการเมืองเดิมเหล่านี้ได้ถูกลบล้างออกไปจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว เสนาบดีประจำกระทรวงจึงมาขึ้นอยู่กับคณะกรรมการราษฎรแทน[32]​ โดยลำดับของความรับผิดชอบจึงแบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ สภาผู้แทนราษฎร​ คณะกรรมการราษฎร และเสนาบดี

ลำดับความรับผิดชอบทางการเมืองภายใต้ปฐมรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้​ ผู้เขียนมีข้อสังเกตว่า โครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมการราษฎรตามบทบัญญัติของปฐมรัฐธรรมนูญนั้นมีลักษณะแตกต่างจากโครงสร้างสถาบันการเมืองแบบรัฐสภาในกรณีของประเทศอังกฤษ หรือระบบการเมืองแบบเวสมินสเตอร์ (Westminster system) ซึ่งเกิดขึ้นมาจากพัฒนาการทางการเมืองแบบอังกฤษ ที่ทำให้ค่อยเกิดการเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากสถาบันกษัตริย์ไปสู่รัฐสภา และนายกรัฐมนตรีที่มาจากรัฐสภา

แต่กรณีของปฐมรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ได้มีโครงสร้างสถาบันทางการเมืองที่มีเส้นแบ่งขอบเขตอย่างชัดเจนระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร​ เนื่องจากฝ่ายบริหารหรือคณะกรรมการราษฎรนั้นมีที่มาจากสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในประเด็นนี้ ศาสตราจารย์​ ไพโรจน์​ ชัยนาม ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ลักษณะของคณะกรรมการราษฎรนั้นเป็นสถาบันการเมืองที่ไม่เหมือนกับคณะรัฐมนตรี[33] ซึ่งผู้เขียนได้ตั้งข้อสังเกตว่า เนื่องจากลักษณะของคณะกรรมการราษฎรมีสถานะจริง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร​ และในเชิงการบริหาราชการแผ่นดิน คณะกรรมการราษฎร​ ไม่ใช่ผู้มีอำนาจว่าการบริหารราชการกระทรวงต่าง ๆ​ โดยตรง​ แต่การบริหารราชการกระทรวงดำเนินการโดยเสนาบดี ซึ่งเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช​ 2475​ (ฉบับ​ 10 ธันวาคม​ พ.ศ.​ 2475) ซึ่งได้รวมอำนาจของคณะกรรมการราษฎรกับกับเสนาบดีมาไว้กับคณะรัฐมนตรี[34]

ดังนี้​ หากพิจารณาลักษณะสถาบันการเมืองของคณะกรรมการราษฎรแล้ว อาจเทียบได้กับรูปแบบของการปกครองภายใต้สภาแห่งชาติ (Convention nationale) ของประเทศฝรั่งเศส[35] ภายหลังสงครามปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ.​ 1789 (พ.ศ.​ 2332) ซึ่งมีลักษณะเป็นสภาที่มีอำนาจสูงสุด (sovereign assembly) ในฐานะองค์กรปกครองสูงสุด[36] โดยมีคณะกรรมการหนึ่งที่สภาแห่งชาติตั้งขึ้นมาเพื่อมาทำหน้าที่ในเชิงบริหาร เรียกว่า คณะบริหารของสภาแห่งชาติ (Ministres de la Convention)[37] ก่อนที่ในเวลาต่อมาประเทศฝรั่งเศสจะเปลี่ยนแปลงมาเป็นรูปแบบรัฐสภาแบบระบบการเมืองแบบเวสมินสเตอร์​ ตามรัฐธรรมนูญของปีที่ 3​ (Constitution de l’an III)[38] หรือรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส​ ค.ศ. 1795 ของสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 1 โดยกำหนดให้มีสถาบันการเมืองสำคัญ 2 สถาบันคือ สภานิติบัญญัติ​ ซึ่งประกอบไปด้วยสองสภาคือ สภาผู้สูงอายุ​ (Conseil des Anciens) ซึ่งทำหน้าที่เป็นสภาสูง และสภาห้าร้อย (Conseil des Cinq-Cents) ซึ่งทำหน้าที่เป็นสภาล่าง และมีอีกสถาบันการเมืองสำคัญอีกสถาบันหนึ่ง เรียกว่า​ คณะกรรมการบริหาร (Directoire) ซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบการบริหารทั่วไป

ศาล

ศาลเป็นสถาบันการเมืองสุดท้ายในสถาบันการเมืองภายใต้ปฐมรัฐธรรมนูญ และเป็นอีกสถาบันการเมืองหนึ่งที่เกิดขึ้นมา ก่อนการประกาศใช้ปฐมรัฐธรรมนูญ โดยบทบัญญัติในปฐมรัฐธรรมนูญนี้ได้บัญญัติเรื่องศาลไว้เพียงแค่ 1 มาตรา โดยเป็นการรับรองสถานะของสถาบันในระบบการเมืองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมืองใหม่[39] โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้ศาลที่มีหน้าที่ระงับข้อพิพาท ยังคงมีบทบาทในการระงับข้อพิพาทต่อไป[40]​​

ดังจะเห็นได้ว่า โครงสร้างสถาบันการเมืองในอุดมคติของคณะราษฎรตามปฐมรัฐธรรมนูญนั้น ประกอบไปด้วยสถาบันทางการเมืองที่จำกัดเพียง 4 ประเภทเท่านั้น ได้แก่ กษัตริย์ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการราษฎร และศาล ซึ่งเมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้างอำนาจแล้ว จะเห็นได้ว่าการออกแบบสถาบันการเมืองดังกล่าวมิได้มีความมุ่งหมายในการสร้างระบบการเมืองที่มีความซับซ้อนหรือมีการกระจายอำนาจออกไปยังองค์กรอิสระหรือกลไกตรวจสอบหลายระดับ หากแต่เป็นความพยายามในการจัดวางระเบียบของการใช้อำนาจอธิปไตย ให้มีความชัดเจน โดยกำหนดให้มีสถาบันเพียงเท่าที่จำเป็นต่อการทำหน้าที่ใช้อำนาจสูงสุดของรัฐเท่านั้น​

ในโครงสร้างดังกล่าว สภาผู้แทนราษฎรถูกสถาปนาขึ้นในฐานะศูนย์กลางของอำนาจอธิปไตย เป็นองค์กรที่รวบรวมทั้งความชอบธรรมทางประชาธิปไตยและอำนาจในการกำหนดทิศทางของรัฐ ขณะที่สถาบันอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ คณะกรรมการราษฎร หรือศาล ล้วนถูกออกแบบให้มีบทบาทในลักษณะสถาบันประกอบ (auxiliary institutions) ที่ทำหน้าที่รองรับหรือปฏิบัติการตามการตัดสินใจของสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลัก มากกว่าที่จะเป็นองค์กรซึ่งมีอำนาจอิสระถ่วงดุลกันเองในลักษณะแบบการแบ่งแยกอำนาจตามแนวคิดรัฐธรรมนูญสมัยใหม่​

เป้าหมายสำคัญที่สุดของ ปฐม​รัฐธรรมนูญ​คือ​ การให้ราษฎรเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุด และเป็นศูนย์กลางของระบอบการปกครองทั้งหมด บรรดาสถาบันทางการเมืองต่าง ๆ​ จึงยึดโยงกับไปหาประชาชนโดยมีสภาผู้แทนราษฎรเป็นศูนย์กลาง อาทิ​ สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้พิจารณาการสถาปนากษัตริย์พระองค์ใหม่ การกำหนดให้คณะกรรมการราษฎรมาจากสภาผู้แทนราษฎร และสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ตั้งหรือปลดคณะกรรมการราษฎรและเสนาบดี (รวมถึงข้าราชการประจำแบบผู้พิพากษา)

ด้วยเหตุนี้ ปฐมรัฐธรรมนูญจึงอาจมิได้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเป็นรัฐธรรมนูญในความหมายของกฎหมายสูงสุดที่จำกัดอำนาจรัฐเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นรัฐธรรมนูญในฐานะระเบียบการถ่ายโอนและจัดวางอำนาจอธิปไตยจากสถาบันกษัตริย์มาสู่ราษฎรผ่านสภาผู้แทนราษฎรเป็นสำคัญ


เชิงอรรถ

[1] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, ประกาศเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 49, หน้า 166–179, https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/1092745.pdf.

[2] ในเบื้องแรกนั้นมีความตั้งใจที่จะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แต่เมื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ได้ทรงเติมข้อความเข้าไปในรัฐธรรมนูญว่า “ชั่วคราว” ซึ่งทำให้ในเวลาต่อมาได้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น; ดู

[3] นันทวัฒน์ บรมานันท์, “ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย,” Public Law Net, 9 กรกฎาคม 2544 [Online], สืบค้นเมื่อ 29 มกราคม 2569, จาก http://public-law.net/publaw/view.aspx?id=138.

[4] ทินกฤต นุตวงษ์, “คำอธิบายพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ฉบับปฐมฤกษ์แห่งสยาม,” CMU Journal of Law and Social Sciences 5, ฉบับที่ 2 (2012): 7, https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/64595. ผู้เขียนใช้บทความของคุณทินกฤต นุตวงษ์ ในการเรียบเรียงคำอธิบายพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ของนายปรีดี พนมยงค์ ใน นิติสาส์น แผนกสามัญ ปีที่ 5, เล่มที่ 5 (2475): 449-466 ซึ่งผู้เขียนขอขอบคุณ คุณทินกฤต นุตวงษ์ ในการนำเอกสารดังกล่าวมาเผยแพร่.

[5] ปรีดี พนมยงค์, เค้าโครงการเศรษฐกิจ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) (พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สุขภาพใจ, 2552), 150.

[6] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 4.

[7] ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 (24 มิถุนายน 2475), เผยแพร่บนเว็บไซต์สถาบันปรีดี พนมยงค์, สืบค้นเมื่อ 29 มกราคม 2026, https://pridi.or.th/th/libraries/1583202126.

[8] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 4.

[9] ปรีดี พนมยงค์, “คำอธิบายข้อความสำคัญบางอย่างในบทกฎหมายที่ได้นำลงในนิติสาส์น แผนกกฤษฎีกา ปีที่ 3 เล่มที่ 4 (ประจำเดือนกรกฎาคม พุทธศักราช 2475),” นิติสาส์น แผนกสามัญ ปีที่ 5, เล่มที่ 5 (2475): 453-455; อ้างใน ทินกฤต นุตวงษ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4, 10-28.

[10] นันทวัฒน์ บรมานันท์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 3.

[11] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 3 ประกอบมาตรา 7.

[12] ปรีดี พนมยงค์, อ้างแล้ว เชิงรรถที่ 9, 452 และ 455; อ้างใน ทินกฤต นุตวงษ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4, 13-16.

[13] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 5.

[14] ปรีดี พนมยงค์, อ้างแล้ว เชิงรรถที่ 9, 454; อ้างใน ทินกฤต นุตวงษ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4, 13-16

[15] เพิ่งอ้าง, 455; อ้างใน ทินกฤต นุตวงษ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4, 13-16.

[16] สภาผู้แทนราษฎร ถูกกำหนดให้เป็นสภาการเมืองเพียงสภาเดียวของประเทศไทย โดยในช่วงระยะแรกของประชาธิปไตยไทย รัฐธรรมนูญที่ตราขึ้นมายังไม่มีการใช้ระบบสภาคู่ที่มีสภาสูงกับสภาล่าง จนล่วงเข้ามาเมื่อมีการตั้งพฤตสภาในปี พ.ศ. 2489 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ซึ่งม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้เสนอให้มีการตั้งสภาสูงที่เรียกว่า พฤฒสภา ซึ่งเป็นต้นแบบของวุฒิสภาในอนาคต; ดู เขมภัทร ทฤษฎิคุณ, “วุฒิสภา (สูงวัย) ในไทยกับบทบาทของสภาสูงในโลก : มองบทบาทวุฒิสภาไทยเปรียบเทียบต่างประเทศ,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, 30 พฤษภาคม 2566 [Online], สืบค้นเมื่อ 30 มกราคม 2566, https://pridi.or.th/th/content/2023/05/1554.

[17] ปรีดี พนมยงค์, อ้างแล้ว เชิงรรถที่ 9, 455; อ้างใน ทินกฤต นุตวงษ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4, 13-16.

[18] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 10.

[19] ปรีดี พนมยงค์, อ้างแล้ว เชิงรรถที่ 9, 456-459; อ้างใน ทินกฤต นุตวงษ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4, 13-16.

[20] เพิ่งอ้าง, อ้างแล้ว เชิงรรถที่ 9, 456; อ้างใน ทินกฤต นุตวงษ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4, 13-16.

[21] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 8.

[22] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 9.

[23] ปรีดี พนมยงค์, อ้างแล้ว เชิงรรถที่ 9, 456; อ้างใน ทินกฤต นุตวงษ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4, 13-16.

[24] ไพโรจน์ ชัยนาม, รัฐธรรมนูญ: บทกฎหมายและเอกสารสำคัญในทางการเมือง ของประเทศไทย (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2519, 112.

[25] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 32.

[26] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 33.

[27] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 28.

[28] ปรีดี พนมยงค์, อ้างแล้ว เชิงรรถที่ 9, 462-463; อ้างใน ทินกฤต นุตวงษ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4, 13-16.

[29] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 29.

[30] ปรีดี พนมยงค์, อ้างแล้ว เชิงรรถที่ 9, 462-463; อ้างใน ทินกฤต นุตวงษ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4, 13-16.

[31] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 31.

[32] ปรีดี พนมยงค์, อ้างแล้ว เชิงรรถที่ 9, 464; อ้างใน ทินกฤต นุตวงษ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4, 13-16.

[33] ไพโรจน์ ชัยนาม, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 24, 112.

[34] เพิ่งอ้าง, 112-113.

[35] ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับ รศ.ดร. นันทวัฒน์ บรมานันท์ ซึ่งอธิบายว่า คณะกรรมการราษฎรน่าจะมีที่มาจาก องค์กรที่ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารในรัสเซีย “People’s Commissioner” ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญรัสเซียฉบับปี ค.ศ.1924 (พ.ศ.2467) ซึ่งใช้อยู่ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน โดยผู้เขียนมีความเห็นว่า ถ้าพิจารณาจากลักษณะความสัมพันธ์ของสถาบันการเมืองที่มีสภาผู้แทนราษฎรเป็นศูนย์กลางแล้ว น่าจะมีลักษณะคล้ายคลึงกันกับ คณะบริหารของสภาแห่งชาติ (Ministres de la Convention). ดู นันทวัฒน์ บรมานันท์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 3.

[36] “National Convention,” Encyclopaedia Britannica, accessed January 30, 2026, https://www.britannica.com/topic/National-Convention; this article describes the National Convention as the assembly that governed France from September 20, 1792 to October 26, 1795, following the overthrow of the monarchy and establishing the First Republic.

[37] see Pierre Caron, “Conseil exécutif provisoire et pouvoir ministériel (1792-1794),” Annales historiques de la Révolution française 14, no. 79 (January-February 1937): 4–16, https://www.jstor.org/stable/41924818.

[38] see “Constitution du 5 fructidor an III,” Wikipédia, accessed January 31, 2026, https://fr.wikipedia.org/wiki/Constitution_du_5_fructidor_an_III.

[39] ปรีดี พนมยงค์, อ้างแล้ว เชิงรรถที่ 9, 466; อ้างใน ทินกฤต นุตวงษ์, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 4, 13-16.

[40] พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, มาตรา 39.

การศึกษาสถานะทางกฎหมายและความรับผิดของคณะกรรมการจรรยาบรรณในกฎหมายไทย: ศึกษาบทบาทในการควบคุมดูแลจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ชื่องานวิจัย: การศึกษาสถานะทางกฎหมายและความรับผิดของคณะกรรมการจรรยาบรรณในกฎหมายไทย: ศึกษาบทบาทในการควบคุมดูแลจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ผู้วิจัย: ศ.ดร.สหธน รัตนไพจิตร และเขมภัทร ทฤษฎิคุณ

รายงานวิจัยนำเสนอต่อ: นายกสภาวิชาชีพบัญชี สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์

บทคัดย่อ

งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาสถานะและความรับผิดทางกฎหมายของคณะกรรมการจรรยาบรรณของสภาวิชาชีพบัญชีภายใต้กฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ลักษณะของบทบาทและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการดังกล่าว และพิจารณาผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากการใช้อำนาจดังกล่าวในมิติต่าง ๆ การศึกษานี้อาศัยการวิเคราะห์บทบัญญัติของพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 เป็นหลัก ควบคู่กับการศึกษาเปรียบเทียบกับคณะกรรมการมรรยาททนายความ และแนวคิดในกฎหมายต่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีของประเทศอังกฤษ เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบการจัดวางการกำกับดูแลจรรยาบรรณวิชาชีพในระบบกฎหมายที่แตกต่างกัน

ผลการศึกษาพบว่า ในบริบทของกฎหมายไทย คณะกรรมการจรรยาบรรณของสภาวิชาชีพบัญชีถูกจัดวางให้ทำหน้าที่ในลักษณะของการใช้อำนาจทางกฎหมายมหาชน แม้จะสังกัดองค์กรวิชาชีพที่มิใช่หน่วยงานของรัฐโดยตรงก็ตาม เนื่องจากกฎหมายได้มอบหมายอำนาจเชิงบังคับในการควบคุมกำกับการประกอบวิชาชีพ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิในการประกอบอาชีพของบุคคลโดยตรง ลักษณะดังกล่าวทำให้การกระทำของคณะกรรมการจรรยาบรรณอยู่ภายใต้กรอบความรับผิดตามกฎหมายมหาชน โดยเฉพาะความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ และความรับผิดทางอาญาในฐานะเจ้าพนักงานตามที่กฎหมายกำหนด

เมื่อเปรียบเทียบกับคณะกรรมการมรรยาททนายความ พบว่าทั้งสององค์กรมีสถานะทางกฎหมายและลักษณะของอำนาจหน้าที่ในเชิงหลักการที่สอดคล้องกัน กล่าวคือ ต่างเป็นคณะกรรมการภายใต้องค์กรวิชาชีพซึ่งได้รับมอบหมายอำนาจจากรัฐให้ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ และถูกจัดวางให้อยู่ภายใต้กรอบความรับผิดทางกฎหมายในลักษณะเดียวกัน ความแตกต่างที่ปรากฏจึงเป็นเพียงรายละเอียดในทางปฏิบัติ มิใช่ความแตกต่างในเชิงโครงสร้างของสถานะและความรับผิดทางกฎหมาย

ในทางตรงกันข้าม กรณีของประเทศอังกฤษสะท้อนรูปแบบการกำกับดูแลวิชาชีพที่ตั้งอยู่บนฐานของความสัมพันธ์ทางกฎหมายเอกชนระหว่างองค์กรวิชาชีพกับสมาชิก โดยการควบคุมจรรยาบรรณมิได้ถูกจัดวางให้เป็นการใช้อำนาจทางปกครองโดยตรง ความแตกต่างดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ปัญหาความรับผิดขององค์กรวิชาชีพมิใช่ประเด็นเชิงเทคนิคของกฎหมายแต่ละประเทศ หากแต่เป็นผลจากการออกแบบโครงสร้างอำนาจและสถานะทางกฎหมายขององค์กรควบคุมวิชาชีพในแต่ละระบบกฎหมาย ดังนี้ จะเห็นได้ว่ากรอบความรับผิดของคณะกรรมการจรรยาบรรณวิชาชีพบัญชีในกฎหมายไทยถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อรองรับการใช้อำนาจทางกฎหมายมหาชน โดยการใช้ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่เป็นกลไกหลัก และการจำกัดความรับผิดทางอาญาไว้สำหรับกรณีการใช้อำนาจโดยไม่สุจริตหรือฝ่าฝืนหน้าที่อย่างร้ายแรง ซึ่งสะท้อนความพยายามของกฎหมายในการสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้เสียหายกับการคุ้มครองผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ

คำสำคัญ: ความรับผิดของคณะกรรมการจรรยาบรรณ สภาวิชาชีพบัญชี องค์กรวิชาชีพ

Review – The End of Everything การล่มสลายของอาณาจักรที่เคยยิ่งใหญ่

ชื่อหนังสือ: การล่มสลายของอาณาจักรที่เคยยิ่งใหญ่ (The End of Everything)

ผู้เขียน: Victor Davis Hanson

แปล: อาริตา พงศ์ธรานนท์

สำนักพิมพ์: แอร์โรว์

หนังสือ The End of Everything ของ Victor Davis Hanson เป็นงานเชิงประวัติศาสตร์ว่าด้วย การล่มสลายของอารยธรรม ที่ไม่ได้เล่าในเชิงพยากรณ์วันสิ้นโลก หากแต่ใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือเตือนสติสังคมร่วมสมัยอย่างตรงไปตรงมา และบางครั้งก็ตรงไปตรงมาจนชวนอึดอัด Hanson ไม่ได้ตั้งคำถามว่า โลกจะพังหรือไม่ แต่ถามว่า สังคมหนึ่ง ๆ พังได้อย่างไร ทั้งที่ดูเหมือนสังคมดังกล่าวเจริญที่สุดในช่วงเวลานั้น

โครงสร้างของหนังสือใช้กรณีศึกษาจากอารยธรรมสำคัญในประวัติศาสตร์ อาทิ กรีก โรมัน จีนโบราณ และอารยธรรมตะวันออกใกล้ เพื่อชี้ให้เห็นรูปแบบร่วมของการล่มสลาย ไม่ว่าจะเป็นสงครามกลางเมือง ความแตกแยกทางสังคม การเสื่อมถอยของสถาบันการเมือง ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ และการที่ชนชั้นนำขาดความสามารถหรือความชอบธรรมในการปกครอง สิ่งที่ Hanson พยายามเน้นคือ อารยธรรมไม่ได้ล่มสลายเพราะศัตรูภายนอกเพียงอย่างเดียว หากแต่พังจากภายในก่อนเสมอ

จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่การเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันอย่างโจ่งแจ้ง Hanson ไม่ซ่อนจุดยืนของตนเองว่าเขามองสังคมตะวันตกร่วมสมัย โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาว่า กำลังเดินเข้าใกล้เงื่อนไขแบบเดียวกับอารยธรรมที่เคยล่มสลายมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างรุนแรง การลดทอนคุณค่าของกฎหมายและสถาบัน หรือการเมืองของอัตลักษณ์ที่บ่อนทำลายความเป็นพลเมืองร่วมกัน หนังสือจึงไม่ใช่ประวัติศาสตร์แบบเป็นกลางทางอุดมการณ์ แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกใช้เป็นคำเตือนทางการเมืองอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดี จุดนี้เองเป็นทั้งพลังและข้อจำกัดของหนังสือเล่มนี้ ในด้านหนึ่งหนังสืออ่านสนุก คมคาย และชวนให้คิด เพราะผู้เขียนไม่กลัวที่จะสรุป เปรียบเทียบ และตัดสินในเชิงคุณค่าต่าง ๆ แต่อีกด้านหนึ่ง ความเป็นบรรทัดฐาน (normative) และมุมมองแบบอนุรักษนิยมของตัว Hanson เอง ได้ทำให้การอธิบายดูเป็นการเลือกหลักฐานและตีความประวัติศาสตร์เพื่อสนับสนุนข้อกังวลร่วมสมัยของตนเองเป็นหลัก ซึ่งถ้าผู้อ่านที่คุ้นเคยกับงานประวัติศาสตร์เชิงโครงสร้างหรือสายวิพากษ์อาจรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้มั่นใจในบทสรุปเร็วเกินไป

ในเชิงแนวคิด หนังสือเล่มนี้ชวนให้ตั้งคำถามสำคัญว่า ความมั่นคงของอารยธรรมขึ้นอยู่กับอะไร ระหว่างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หรือคุณค่าทางการเมืองและศีลธรรม Hanson เลือกคุณค่าทางการเมืองและศีลธรรม ซึ่งเขาเชื่อว่าเมื่อสังคมสูญเสียความเชื่อร่วมในกฎหมาย หน้าที่พลเมือง และขอบเขตอำนาจรัฐ ต่อให้มั่งคั่งหรือก้าวหน้าเพียงใด ก็พร้อมจะพังทลายได้ไม่ต่างจากอารยธรรมในอดีต

ในขณะเดียวกันแนวคิดของ Hanson มองไปที่ความบกพร่องที่เกิดจากผู้นำในเวลานั้นไม่เข้มแข็ง ซึ่งนำไปสู่ความเสื่อม ทางแก้ไขเดียวของสังคมคือ การหาผู้นำที่เข้มแข็งเพื่อฟื้นระเบียบกลับมา แต่งานเขียนของนักวิชาการคนอื่น ๆ อาทิ The Myth of the Strong Leader ของ Archie Brown ซึ่งอธิบายว่า “ผู้นำเข้มแข็ง” (strongman) คือคำตอบของวิกฤตทางการเมือง โดย Brown ชี้ว่าเป็นผู้นำที่เข้มแข็งนั้นเป็นมายาคติ (myth) ทางการเมือง ประชาธิปไตยไม่ล้มเหลวเพราะผู้นำอ่อนแอ แต่ล้มเพราะสถาบันถูกกัดกร่อน เมื่อสถาบันอ่อนแอมาก ๆ ย่อมนำไปสู่ความเปราะบางของรัฐในระยะยาว จุดแตกต่างนี้มาจากฐานคิดที่แตกต่างกัน เนื่องจาก Hanson มองปัญหาความเสื่อมเป็นผลมาจากปัจเจก (personalize) และเรื่องทางจริยธรรม (moralize) มากกว่าของอำนาจ

หากอ่าน The End of Everything ในฐานะการตั้งคำถามและการเตือนจากบทเรียนประวัติศาสตร์ หนังสือเล่มนี้มีคุณค่าในแง่ของวิธีการมองการเมือง สถาบัน และความแตกแยกทางสังคมในมุมยาว สำหรับบริบทอย่างประเทศไทย หนังสือเล่มนี้อาจไม่ให้คำอธิบายตรงตัว แต่ช่วยตั้งคำถามได้ดีว่า สังคมที่ความขัดแย้งถูกทำให้ปกติ และสถาบันถูกทำให้เป็นเครื่องมือทางการเมือง กำลังสะสมเงื่อนไขของการล่มสลายไว้มากเพียงใด

โดยสรุป The End of Everything ไม่ใช่หนังสือที่ทุกคนต้องเห็นด้วย แต่เป็นหนังสือที่ยากจะอ่านแล้วไม่คิดต่อ คุณค่าของมันไม่ได้อยู่ที่การทำนายอนาคตอย่างแม่นยำ หากแต่อยู่ที่การย้ำเตือนว่า อารยธรรมไม่เคยล่มสลายเพราะโชคร้าย หากแต่ล่มสลายเพราะมนุษย์ค่อย ๆ ทำลายเงื่อนไขของการอยู่ร่วมกันเสียเอง และคำถามที่หนังสือฝากไว้กับผู้อ่านก็คือ เรากำลังอยู่ในช่วงต้น กลาง หรือปลายของกระบวนการนั้นแล้วหรือยัง