แปลรักฉันด้วยใจเธอกับความเป็นชายที่พร้อมจะกดทับทุกคน

แปลรักฉันด้วยใจเธอเป็นซีรีย์ขนาดสั้นของค่ายนาดาว ซึ่งมักจะทำซีรีย์ที่ให้ความรู้สึกแปลกใหม่ผิดไปจากละครหรือซีรีย์ที่มีอยู่ตามท้องตลาดเสมอ ในส่วนตัวแล้วนอกจากเนื้อเรื่องแล้วชอบมุมกล้องกับสีภาพที่ช่วยให้โลเคชั่นและบรรยากาศของเรื่องดีขึ้นไปอีก และที่สำคัญที่สุดคือ การพยายามเล่าเรื่องชีวิตของคนที่พ้นไปจากกรุงเทพฯ อันเป็นเมืองหลวงที่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกรวมมาไว้ที่นี่พื้นหลังของเรื่องที่เป็นจังหวัดภูเก็ต เลยยิ่งทำให้เรื่องนี้น่าสนใจขึ้นไปอีก

ส่วนที่อยากจะเน้นในบล็อกนี้ไม่ใช่เรื่องของงานภาพ แสง และสี แต่เป็นเรื่องของความเป็นชายที่กดทับคนทุกคนซึ่งส่วนตัวคิดว่าสิ่งนี้คือซีรีย์กำลังเน้น

เต๋เป็นตัวละครที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของเด็กมัธยมไทยทั่วๆ ไป คนหนึ่งเลยซึ่งยังไม่เข้าใจความต้องการของตัวเอง ในการทำความเข้าใจเพศวิถีของตนเอง ฉะนั้น จะเห็นได้เลยว่าตลอดซีรีย์มันคือการค้นหาตัวตนของเต๋ โดยมีตัวละครบางตัวช่วยให้เต๋โตขึ้น

สิ่งที่ทำให้เต๋ค้นพบอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเองได้ยากนั้นมันเกิดจากความเป็นชายที่กดทับคนทุกคนในสังคมนี้ จะเห็นได้ในหลายๆ ฉากที่ตัวละครอีกตัวคือ โอ้เอ้ว พยายามช่วยเต๋ในการค้นหาตัวตนของตัวเอง แต่มันจะกลับมาสู่การที่เต๋ก็เลือกที่จะปฏิบัติตามกระแสของสังคม

ความเป็นชายที่กดทับตัวละครเต๋นี้มันสร้างลักษณะหลายๆ อย่างขึ้นมา ทั้งความพยายามเป็นฮีโร่ เราจะเห็นได้ว่าเต๋เป็นสิ่งนั้นเยอะมาก พยายามทำให้ทุกคนมีความสุขและพยายามแข็งแกร่งตลอดเวลาแต่มันไม่ใช่ ฉากส่วนใหญ่ที่เราจะเห็นเต๋ค่ำครวญมันมักจะเป็นการทำอยู่คนเดียวในที่ปิด เพราะความเป็นชายไม่ยอมรับให้ผู้ชายอ่อนแอ

เราคิดว่าซีรีย์นี้แตกต่างจากนิยายบอยเลิฟหรือวายทั่วไปที่เคยอ่านหรือเคยดูนะ เราคิดว่าเรื่องนี้มันแฟนตาซีน้อยกว่า บ่อยครั้งที่นิยายบอยเลิฟหรือวายมันจะทำไปแฟนตาซีไปเลย กล่าวคือ ตัวละครในนิยายบอยเลิฟหรือวายส่วนใหญ่จะค้นพบอัตลักษณ์และเพศวิถีผ่านของตนเองผ่านการตกหลุมรักและผิดหวัง แล้วก็ข้ามไปสู่การร่วมรักทางกายภาพแบบหนักๆ (ฉากเซอร์วิส) แต่เรื่องนี้มันมีฉากร่วมรักหลายฉากที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางเพศ และมันทำให้ตัวละครได้เรียนรู้อัตลักษณ์และเพศวิถีของตนเอง เช่น ฉากเล้าโลมในบ้านเต๋ เป็นต้น ซึ่งจะเห็นว่าตัวละครนั้นเติบโตขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้ทำให้มันจริงมันสะท้อนชีวิตของการเป็นวัยรุ่น

หลายฉากที่ซีรีย์นี้ใส่เข้าไปคือ สัญลักษณ์ต่างๆ เช่น การจูบใต้บันได้ หรือการจูบกันใต้น้ำ เป็นต้น มันมีสัญลักษณ์ที่ซ่อนเอาไว้ เพื่อที่จะสื่อถึงบทบาทและสถานภาพทางเพศวิถีที่หลากหลายแต่จริงๆ อาจจะยังไม่เป็นที่ยอมรับของคนในสังคม

จุดที่ยากที่สุดของคนเมื่อค้นหาอัตลักษณ์และเพศวิถีของตนเจอแล้ว คือ การอธิบายสิ่งนี้กับคนรอบตัว ในตอนท้ายของซีรีย์มันจึงเป็นช่วงที่เต๋ต้องเริ่มอธิบายความเป็นตัวเองให้กับคนในครอบครัวฟัง ความเข้าใจและได้รับการยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะกับคนในวัยเต๋ที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นมา ซึ่งส่วนตัวเราคิดว่าในจุดนี้เรื่องเล่าออกมาได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว

ความประทับใจที่สุดของซีรีย์นี้จึงเป็นเรื่องของการให้พื้นที่นำเสนอเรื่องการค้นหาเพศวิถีและอัตลักษณ์ทางเพศของตัวละคร ซึ่งในปัจจุบันสังคมไทยนี้อาจจะไม่ได้ให้พื้นที่เหล่านี้เพียงพอรึเปล่า

เวลากลไกแห่งอำนาจของชนชั้นนำสยาม

วันนี้ได้มีโอกาสอ่านบทความของคุณวิภัส เลิศรัตนรังษี ชื่อว่า “เวลาอย่างใหม่” กับการสร้างระบบราชการสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 ในนิติยสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 42 ฉบับที่ 1 พฤศิจกายน 2563

ความน่าสนใจของบทความนี้คือ การหยิบเอา “เวลา” ซึ่งเป็นกลไกอย่างหนึ่งที่ชนชั้นนำสยามในสมัยใช้สร้างระบบราชการแบบรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางคือ “กรุงเทพ” ในบทความนี้ได้บอกเล่าถึงระบบเวลาแบบใหม่ที่นำมาใช้ในสยาม โดยระบบเวลาแบบใหม่นี้ประกอบไปด้วยกลไก 2 ประการสำคัญคือ ประการแรก ปฏิทินซึ่งเปลี่ยนจากการใช้ปฏิทินแบบจันทรคติมาเป็นปฏิทินสุริยคติตามระบบเกรโกเรียนแบบตะวันตก และประการที่สองคือ การนับเวลาโดยใช้นาฬิกากล ซึ่งแต่เดิมสยามใช้การบอกเวลาแบบโมงยาม และในการนับเวลานั้นก็แตกต่างกันไปตามพื้นที่

ผลของการเปลี่ยนมาใช้ระบบเวลาแบบใหม่นี้เกิดขึ้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีประกาศให้ใช้เวลาแบบใหม่ในระบบราชการ ซึ่งส่งผลให้การนับวันเดือนปีแบบเดิมเปลี่ยนไป (เดิมจะนับเดือนแบบไทยก็จะเป็นเดือนอ้าย เดือนยี่ เดือนสาม เดือนสี่) มาเป็นการนับเดือนแบบตะวันตกแบบในปัจจุบัน และทรงให้ใช้รัตนโกสินทร์ศกแทนการใช้จุลศักราช ซึ่งนับปีตามแบบจันทรคติ การใช้ระบบปฏิทินแบบใหม่นี้ส่งผลต่อระบบราชการที่จะใช้วันเดือนปีในแบบเดียวกันตลอดทั่วทั้งดินแดนสยาม และเมื่อระบบรวมศูนย์อำนาจก่อร่างสร้างตัวจนแน่นอนแล้ว การใช้จ่ายงบประมาณต่างๆ จึงเป็นกระบวนการที่สอดคล้องกับการใช้ระบบเวลาแบบใหม่ ทั้งการกำหนดวันจัดเก็บภาษี วันส่งภาษีมาส่วนกลาง วันประชุมเพื่ออนุมัติงบประมาณแผ่นดิน และการส่งงบประมาณแผ่นดินไปยังดินแดนต่างๆ ภายใต้การปกครองของสยาม

ในด้านการนับเวลาแบบนาฬิกากล ได้สร้างระบบการเข้าทำงานที่ชัดเจนโดยแยกเวลาการทำงานออกจากเวลาส่วนตัว ซึ่งแต่เดิมการรับราชการนั้นเป็นไปตามพระราชอัธยาศัยและอัธยาศัยของผู้บังคับบัญชา แต่ระบบราชการแบบใหม่นี้ได้กำหนดเวลาการเข้าทำงานที่แน่นอนขึ้นมา โดยเริ่มจาก 10.00 – 17.00 น. ซึ่งเป็นการนับเวลาแบบนาฬิกากล ซึ่งเริ่มแพร่หลายนับตั้งแต่รัชกาลที่ 4 และเมื่อตั้งกระทรวงทั้ง 12 สำเร็จในสมัยรัชกาลที่ 5 กระทรวงต่างๆ ก็มีชั่วโมงการทำงานที่แน่นอน

อย่างไรก็ตามในกรณีเวลาราชการนั้นอาจมีความแตกต่างกันตามส่วนราชการบ้างทั้งเพราะขึ้นกับพระราชอัธยาศัยของผู้บังคับบัญชา เช่น กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ ทรงโปรดปราณการทำงานเวลากลางคืน ซึ่งเป็นธรรมดาของเชื้อพระวงศ์ราชสำนักสยาม ทำให้เวลาการทำงานของกระทรวงต่างประเทศแตกต่างไปจากส่วนราชการอื่นบ้าง เป็นต้น ในขณะที่บางส่วนราชการมีความสำคัญมากจึงต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมงและตลอด 7 วัน เช่น กรมราชเลขาธิการ เป็นต้น ซึ่งในประเด็นนี้จะเห็นได้ว่าค่าของเวลาของคนนั้นไม่เท่ากัน เวลาของคนธรรมดาไม่สามารถกำหนดให้การทำงานของคนๆ อื่นเปลี่ยนแปลงไปได้ อย่างไรก็ตาม เจ้านายบางพระองค์ก็ทรงเคร่งครัดกับการใช้เวลาระบบใหม่อย่างมาก เช่น กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นต้น

นอกจาก เรื่องนี้อีกสิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ระบบเวลาเดิมนั้นให้ความสำคัญทางศาสนามาก วันพระจะเป็นวันหยุดราชการเสมอ แต่ภายใต้ระบบใหม่รัฐสยามกำหนดให้วันอาทิตย์เป็นวันหยุดราชการแทนเพื่อให้เกิดความแน่นอน แต่การนำระบบเวลาแบบใหม่นี้มาใช้ก็ยังไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของราษฎร ซึ่งยังใช้ระบบเวลาแบบดั้งเดิม (จารีต) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่นอกกรุงเทพ ทำให้ในตอนท้ายต้องมีการปรับเปลี่ยนให้วันพระกลับมาเป็นวันหยุดราชการอีกครั้งหนึ่งในบางพื้นที่

ในช่วงแรกระบบเวลาของสยามนั้นยังคงแบ่งออกเป็นระบบเวลาแบบใหม่คือ ระบบเวลาที่สถาปนาขึ้นโดยรัฐสยามเพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้กับระบบราชการ กับระบบเวลาดั้งเดิม (จารีต) ซึ่งใช้กันในหมู่ราษฎร อย่างไรก็ตาม การที่ระบบเวลาเป็นดั้งเช่นในปัจจุบันก็ได้สะท้อนชัยชนะของระบบเวลาแบบใหม่ที่รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสถาปนาขึ้นมา

โดยส่วนตัวรู้สึกว่าบทความนี้น่าสนใจในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการมองระบบเวลาซึ่งชนชั้นนำสยามนำมาใช้ในการรวมและรักษาอำนาจ

เทวะประติทิน พระพุทธศักราช 2462” สร้างตามปฏิทินปรับเทียบของพระเจ้าน้องยาเธอ
กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ จาก มติชน

เล่าเรื่องคุณเสริม วินิจฉัยกุล

เขียนครั้งแรงในเสริม วินิจฉัยกุล: ผู้ช่วยจัดทำตำรา ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย บนเว็บไซต์ pridi.or.th

ในชีวิตของนายปรีดี พนมยงค์นั้น ได้รู้จักผู้คนมากหน้าหลายตา ในบรรดาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับแวดวงเศรษฐกิจการคลังและการธนาคาร คุณเสริม วินิจฉัยกุล เป็นผู้หนึ่งที่มีความน่าสนใจมาก

ชีวิตครอบครัวและการศึกษา

คุณเสริมเป็นบุตรชายคนโตของพระยานิมิราชทรงวุฒิ (สวน วินิจฉัยกุล) กับคุณหญิงนิมิราชทรงวุฒิ (เนือง) สกุลเดิมบุณยรัตพันธุ์ ซึ่งในวัยเด็กของคุณเสริมนั้น บิดาและมารดาประสงค์จะให้ได้เติบโตและดำเนินอาชีพเป็นผู้พิพากษาเช่นเดียวกันกับบิดา จึงได้พาคุณเสริมในวัย 7 ขวบ ไปเข้าศึกษา ณ โรงเรียนอัสสัมชัญ ตามคำแนะนำของเจ้า พระยาศรีธรรมาธิเบศร์ (แต่เมื่อเป็นหลวงจินดาภิรมย์) เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายจะจัดทำประมวลกฎหมายเช่นเดียวกับประเทศฝรั่งเศส และโรงเรียนอัสสัมชัญก็เป็นโรงเรียนมีการเรียนการสอนวิชาภาษาฝรั่งเศสในขณะนั้น บิดาและมารดาของคุณเสริมจึงตัดสินใจส่งคุณเสริมเรียน ณ โรงเรียนอัสสัมชัญ เป็นนักเรียนประจำ

เมื่อคุณเสริมเรียนอยู่โรงเรียนอัสสัมชัญได้ 9 ปี ก็จบหลักสูตรมัธยม 6 ภาษาฝรั่งเศสแล้ว คุณเสริมและเพื่อน ๆ ได้ปรึกษาหารือกันว่าอยากจะเรียนภาษาฝรั่งเศสต่ออีกสัก 1 ปี จึงได้ไปร้องขอให้ท่านเจษฎาจารย์ ฟ. ฮีแลร์ ได้มีเมตตาตั้งชั้น 7 ให้เป็นกรณีพิเศษ

เมื่อจบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ คุณเสริมได้สมัครเข้าศึกษาต่อโณงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม ซึ่ง ณ โรงเรียนกฎหมายแห่งนี้เองกำลังเปิดรับสมัครล่ามภาษาฝรั่งเศส โดยทางกระทรวงยุติธรรมได้ขอให้ทางโรงเรียนอัสสัมชัญหาล่ามภาษาฝรั่งเศสให้ ซึ่งท่านเจษฎาจารย์ ฟ. ฮีแลร์ ได้เรียกคุณเสริมไปสอบถามว่าสนใจจะรับงานนี้หรือไม่ ประกอบกับในขณะนั้นโรงเรียนกฎหมายได้กำหนดอัตราเงินเดือนไว้ 80 บาทต่อเดือน ทำให้คุณเสริมตกลงรับงานเป็นล่ามแปลภาษาที่โรงเรียนกฎหมาย โดยคุณเสริมได้ทำงานเป็นล่ามแปลภาษาอยู่โรงเรียนกฎหมาย จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนกฎหมาย เป็นเนติบัณฑิตในปี พ.ศ. 2472

ชีวิตเมื่อครั้งเป็นผู้ช่วยจัดทำตำรา

ภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ไม่เพียงแต่สถาบันการเมืองสำคัญ ๆ ของประเทศจะได้เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น โรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม ก็ได้แปลงสภาพมาเป็นมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง พร้อมกับได้มีการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนเดิมของโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม เสียใหม่เป็นการใหญ่ ทั้งในสาขาวิชากฎหมายและวิชาบัญชี

ในขณะนั้นคุณเสริมก็ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง โดยได้รับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยจัดทำตำราของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญและมีการจัดสอบเป็นกิจลักษณะ เพราะด้วยมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองประสงค์จะให้มีตำราประกอบคำสอนให้ครบถ้วน ซึ่งในช่วงเวลานั้นคุณเสริมได้เข้ามาเป็นผู้ช่วยจัดทำตำราของบุคคลสำคัญหลายท่าน เช่น ศาสตราจารย์ เอกูต์ (Henri AYGOUT) นักกฎหมายชาวฝรั่งเศสผู้บทบาทสำคัญต่อการเรียนการสอนกฎหมายอาญาของประเทศไทย ซึ่งในบางครั้งศาสตราจารย์ เอกูต์ ก็ให้คุณเสริมเป็นผู้บรรยายแทน เป็นต้น

ในเวลาต่อมามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีความประสงค์จะมีอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย และได้จัดตั้งทุนการศึกษาเพื่อให้บุคคลไปศึกษาต่อต่างประเทศเพื่อกลับมาเป็นอาจารย์ประจำนั้น คุณเสริมได้มีโอกาสสอบและได้รับทุนการศึกษาเพื่อไปศึกษาต่อ ณ ประเทศฝรั่งเศสพร้อมกันกับคุณทวี ตะเวทิกุล ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของคุณเสริม

ในชีวิตของนายปรีดี พนมยงค์นั้น ได้รู้จักผู้คนมากหน้าหลายตา ในบรรดาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับแวดวงเศรษฐกิจการคลังและการธนาคาร คุณเสริม วินิจฉัยกุล เป็นผู้หนึ่งที่มีความน่าสนใจมาก

ชีวิตครอบครัวและการศึกษา

คุณเสริมเป็นบุตรชายคนโตของพระยานิมิราชทรงวุฒิ (สวน วินิจฉัยกุล) กับคุณหญิงนิมิราชทรงวุฒิ (เนือง) สกุลเดิมบุณยรัตพันธุ์ ซึ่งในวัยเด็กของคุณเสริมนั้น บิดาและมารดาประสงค์จะให้ได้เติบโตและดำเนินอาชีพเป็นผู้พิพากษาเช่นเดียวกันกับบิดา จึงได้พาคุณเสริมในวัย 7 ขวบ ไปเข้าศึกษา ณ โรงเรียนอัสสัมชัญ ตามคำแนะนำของเจ้า พระยาศรีธรรมาธิเบศร์ (แต่เมื่อเป็นหลวงจินดาภิรมย์) เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายจะจัดทำประมวลกฎหมายเช่นเดียวกับประเทศฝรั่งเศส และโรงเรียนอัสสัมชัญก็เป็นโรงเรียนมีการเรียนการสอนวิชาภาษาฝรั่งเศสในขณะนั้น บิดาและมารดาของคุณเสริมจึงตัดสินใจส่งคุณเสริมเรียน ณ โรงเรียนอัสสัมชัญ เป็นนักเรียนประจำ

เมื่อคุณเสริมเรียนอยู่โรงเรียนอัสสัมชัญได้ 9 ปี ก็จบหลักสูตรมัธยม 6 ภาษาฝรั่งเศสแล้ว คุณเสริมและเพื่อน ๆ ได้ปรึกษาหารือกันว่าอยากจะเรียนภาษาฝรั่งเศสต่ออีกสัก 1 ปี จึงได้ไปร้องขอให้ท่านเจษฎาจารย์ ฟ. ฮีแลร์ ได้มีเมตตาตั้งชั้น 7 ให้เป็นกรณีพิเศษ

เมื่อจบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ คุณเสริมได้สมัครเข้าศึกษาต่อโณงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม ซึ่ง ณ โรงเรียนกฎหมายแห่งนี้เองกำลังเปิดรับสมัครล่ามภาษาฝรั่งเศส โดยทางกระทรวงยุติธรรมได้ขอให้ทางโรงเรียนอัสสัมชัญหาล่ามภาษาฝรั่งเศสให้ ซึ่งท่านเจษฎาจารย์ ฟ. ฮีแลร์ ได้เรียกคุณเสริมไปสอบถามว่าสนใจจะรับงานนี้หรือไม่ ประกอบกับในขณะนั้นโรงเรียนกฎหมายได้กำหนดอัตราเงินเดือนไว้ 80 บาทต่อเดือน ทำให้คุณเสริมตกลงรับงานเป็นล่ามแปลภาษาที่โรงเรียนกฎหมาย โดยคุณเสริมได้ทำงานเป็นล่ามแปลภาษาอยู่โรงเรียนกฎหมาย จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนกฎหมาย เป็นเนติบัณฑิตในปี พ.ศ. 2472

ชีวิตเมื่อครั้งเป็นผู้ช่วยจัดทำตำรา

ภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ไม่เพียงแต่สถาบันการเมืองสำคัญ ๆ ของประเทศจะได้เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น โรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม ก็ได้แปลงสภาพมาเป็นมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง พร้อมกับได้มีการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนเดิมของโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม เสียใหม่เป็นการใหญ่ ทั้งในสาขาวิชากฎหมายและวิชาบัญชี

ในขณะนั้นคุณเสริมก็ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง โดยได้รับตำแหน่งเป็นผู้ช่วยจัดทำตำราของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญและมีการจัดสอบเป็นกิจลักษณะ เพราะด้วยมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองประสงค์จะให้มีตำราประกอบคำสอนให้ครบถ้วน ซึ่งในช่วงเวลานั้นคุณเสริมได้เข้ามาเป็นผู้ช่วยจัดทำตำราของบุคคลสำคัญหลายท่าน เช่น ศาสตราจารย์ เอกูต์ (Henri EYGOUT) นักกฎหมายชาวฝรั่งเศสผู้บทบาทสำคัญต่อการเรียนการสอนกฎหมายอาญาของประเทศไทย ซึ่งในบางครั้งศาสตราจารย์ เอกูต์ ก็ให้คุณเสริมเป็นผู้บรรยายแทน เป็นต้น

ในเวลาต่อมามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีความประสงค์จะมีอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย และได้จัดตั้งทุนการศึกษาเพื่อให้บุคคลไปศึกษาต่อต่างประเทศเพื่อกลับมาเป็นอาจารย์ประจำนั้น คุณเสริมได้มีโอกาสสอบและได้รับทุนการศึกษาเพื่อไปศึกษาต่อ ณ ประเทศฝรั่งเศสพร้อมกันกับคุณทวี ตะเวทิกุล ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของคุณเสริม

ในการไปศึกษาต่อ ณ ประเทศฝรั่งเศสนั้น นายปรีดีในฐานะผู้ประศาสน์การของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ได้กำหนดให้คุณเสริมไปศึกษาต่อทางด้านสาขากฎหมายเอกชนและสาขาเศรษฐศาสตร์ ซึ่งคุณเสริมใช้เวลาศึกษาอยู่ประเทศฝรั่งเศสประมาณ 3 ปี จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกเป็นดอกเตอร์อังดรัวต์ (Docteur en droit) พร้อมกับได้รับประกาศนียบัตรชั้นสูงทางกฎหมายเอกชนและประกาศนียบัตรชั้นสูงทางเศรษฐศาสตร์

เข้ารับราชการ ณ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เมื่อสำเร็จการศึกษากลับมาประเทศไทย รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม มีนโยบายจะปรับปรุงตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ให้ทันสมัย  ดังนั้น เมื่อคุณเสริมกลับมาจากการไปศึกษาต่อ จึงถือว่าเป็นจังหวะอันดีในการเข้ารับราชการต่อ ณ คณะกรรมการกฤษฎีกาในตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการร่างกฎหมาย

คุณเสริมรับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการร่างกฎหมายเป็นเวลา 2 ปี ก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการร่างกฎหมาย เรื่อยมาจนกระทั่งศาสตราจารย์ ดร. เดือน บุนนาค เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาในเวลานั้น ได้ไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี คุณเสริมจึงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยมีภารกิจหลักคือการเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี คอยให้ความเห็นทางกฎหมาย และรับนโยบายของรัฐบาลไปร่างกฎหมาย

ในช่วงที่รับราชการเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา คุณเสริมมีบทบาทสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การเป็นสมาชิกเสรีไทย โดยเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้นนั้น นายปรีดี พนมยงค์ เล็งเห็นผลกระทบจากสงครามที่เกิดขึ้นและได้เตรียมแผนการสำหรับการจัดตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้นมา โดยในระยะแรกนั้นขบวนการเสรีไทยประกอบด้วยสมาชิกเพียงไม่กี่คนที่เข้ามาร่วมกันรับฟังนโยบายจากนายปรีดี โดยการนัดพบกันนั้นจะใช้วิธีการนัดทานอาหารกลางวันกันที่ห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่งของตึกโดมมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง โดยสมาชิกนัดทานอาหารกลางวันนี้ประกอบไปด้วยตัวนายปรีดีเอง และสมาชิกอีก 4 คน คือ ศาสตราจารย์ ดร. เดือน บุนนาค  ศาสตราจารย์ วิจิตร ลุลิตานนท์  คุณทวี ตะเวทิกุล และตัวคุณเสริมเอง

ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง และในภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิคนั้นจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ประกาศยอมแพ้สงครามต่อกองทัพของประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยซึ่งร่วมเป็นพันธมิตรกับจักรวรรดิญี่ปุ่น จึงพลอยมีสถานะเป็นผู้แพ้สงครามไปด้วยเช่นกันในสายตาของชาติสัมพันธมิตรบางชาติ เช่น รัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรได้แสดงความจำนงขอให้รัฐบาลไทยส่งผู้แทนไทยไปเจรจาสัญญาความตกลงสมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นสนธิสัญญายุติสงครามระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสหราชอาณาจักร (อ่านรายละเอียดต่อได้ที่ ความตกลงสมบูรณ์แบบและปัญหาข้าว) ซึ่งคณะผู้สำเร็จราชการในขณะนั้นได้แต่งตั้งหม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยยันต์ (ภายหลังได้รับการสถาปนาเป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย) พลโท พระยาอภัยสงคราม และคุณเสริม ไปเป็นผู้แทนของรัฐบาลไทยไปเจรจากับรัฐบาลสหราชอาณาจักร ณ เมืองแคนดี ประเทศศรีลังกาในปัจจุบัน  อย่างไรก็ตาม คณะผู้แทนในครั้งนั้นไม่สามารถเจรจาได้เป็นผลสำเร็จ

จากนักร่างกฎหมายสู่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนที่ 2

เมื่อกลับมาจากประเทศศรีลังกา คุณเสริมได้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาต่อไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง จนหม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เกิดมีเหตุขัดใจกับรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนลาออกจากตำแหน่ง พร้อมกับรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยอีก 2 คน (อ่านรายละเอียดต่อได้ที่ ภาวะเงินเฟ้อกับชีวิตคนไทยภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2) ทำให้รัฐบาลของหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ต้องหาบุคคลอื่นมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งคุณเสริมได้บรรยายเหตุการณ์นั้นเอาไว้ในอัตชีวประวัติว่า

“…วันหนึ่งคุณหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ซึ่งข้าพเจ้าคุ้นเคยกับท่านเป็นอันดี เพราะเป็นเนติบัณฑิตรุ่นเดียวกัน และนับถือท่าน ได้เรียกข้าพเจ้าไปพบ และขอร้องให้ข้าพเจ้าไปเป็นผู้ว่าการธนาคารชาติ…”

แม้ว่าคุณเสริมจะได้สงสัยและรู้สึกแปลกใจถึงเหตุผลดังกล่าว แต่ด้วยหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์เป็นบุคคลที่คุณเสริมเคารพ และเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาได้ขอร้องและคาดคั้น คุณเสริมจึงตกลงยอมรับในการไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยต่อจากหม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ซึ่งขณะนั้นคุณเสริมมีอายุเพียง 39 ปีเศษเท่านั้น

ความท้าทายของคุณเสริมในการเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยต่อจากหม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ก็คือ ธนาคารแห่งประเทสไทยเกือบไม่มีเงินตราต่างประเทศเหลืออยู่เลย รัฐบาลได้ออกกฎหมายอนุมัติให้ขายทองคำสำรองที่รัฐบาลได้เอาไปฝากไว้ในประเทศสหรัฐอเมริกาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเริ่มต้นภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้องซื้อกลับคืนมาภายใน 5 ปี ซึ่งผลจากการขายทองคำนั้นทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีทุนสำรองเป็นเงินจำนวน 5,000,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในเรื่องนี้หม่อมเจ้าวิวัฒนไชยได้ดำเนินการไปแล้วเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และได้ขอร้องให้คุณเสริมดำเนินการซื้อทองคำคืนให้ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งคุณเสริมได้ทำสำเร็จภายในระยะเวลา 2 ปีต่อมา

การหาเงินตราต่างประเทศเข้ามานั้นทำได้ยากลำบากมากในขณะนั้น รัฐบาลต้องอาศัยวิธีการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงิน และควบคุมการส่งเงินออกไปนอกประเทศ โดยกำหนดให้จะต้องได้รับอนุญาตจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นอกจากนี้อัตราแลกเปลี่ยนก็ไม่คงที่ทำให้ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนระบบหลายอัตราคือ ใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทยไปพร้อมกับการใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามตลาด (อ่านรายละเอียดต่อได้ที่ ภาวะเงินเฟ้อกับชีวิตคนไทยภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2)

ในระหว่างที่คุณเสริมดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นสมัยที่ 2 (พ.ศ. 2495 – 2498) ในปี พ.ศ. 2497 รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้แต่งตั้งให้คุณเสริมดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังเพิ่มอีกตำแหน่งหนึ่ง โดยเป็นปลัดกระทรวงการคลังคนแรกของประเทศไทย

ในช่วงดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังนั้น คุณเสริมได้รับความไว้วางใจจากพระบริภัณฑ์ยุทธกิจ (เภา เพียรเลิศ) ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยพระบริภัณฑ์ยุทธกิจได้มอบหมายภารกิจสำคัญ ๆ ให้แก่คุณเสริมทำเป็นจำนวนมากทั้งการต้อนรับแขกสำคัญของรัฐบาล เช่น อดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้คุณเสริมเข้าประชุมธนาคารโลกแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ในช่วงดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังนั้น คุณเสริมได้รับความไว้วางใจจากพระบริภัณฑ์ยุทธกิจ (เภา เพียรเลิศ) ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยพระบริภัณฑ์ยุทธกิจได้มอบหมายภารกิจสำคัญ ๆ ให้แก่คุณเสริมทำเป็นจำนวนมากทั้งการต้อนรับแขกสำคัญของรัฐบาล เช่น อดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้คุณเสริมเข้าประชุมธนาคารโลกแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

คุณเสริมเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังครั้งแรกในช่วงปี พ.ศ. 2500-2501 ซึ่งเป็นการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพียงชั่วคราวและในขณะเดียวกันคุณเสริมก็ดำรงตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงการคลังไปด้วย จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2508 คุณเสริมได้ลาออกจากตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังเพื่อรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพียงตำแหน่งเดียว โดยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลจอมพล ถนอม กิตติขจร

บทบาทของคุณเสริม วินิจฉัยกุลนั้น เปลี่ยนแปลงไปจากความตั้งใจเริ่มต้นของบิดาและมารดาเป็นอย่างมาก คุณเสริมไม่ได้มีโอกาสเป็นผู้พิพากษาดังความตั้งใจของบิดา แต่ที่ผ่านมาคุณเสริมได้ทำกิจการงานต่าง ๆ เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติมาโดยตลอด


อ้างอิง

  • อนุสรณ์ในการพระราชทานเพลิงศพ นายเสริม วินิจฉัยกุล ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม. นายกราชบัณฑิตยสถาน

บรรณานุกรม

  • อนุสรณ์ในการพระราชทานเพลิงศพ นายเสริม วินิจฉัยกุล ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม. นายกราชบัณฑิตยสถาน ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 19 ตุลาคม พุทธศักราช 2528
  • จารุบุตร เรืองสุวรรณ, “นิทานเสรีไทย,” สถาบันปรีดี พนมยงค์, สืบค้น จาก https://pridi.or.th/th/content/2020/08/377.
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย, “นายเสริม วินิจฉัยกุล,” ธนาคารแห่งประเทศไทย, สืบค้นจาก https://www.bot.or.th/Thai/AboutBOT/RolesAndHistory/Governor/Pages/Serm.aspx.

กฎหมายกับสกุลเงินดิจิทัล: ข้อเสนอทางกฎหมายในการพัฒนา

บทความนี้ผู้เขียนดัดแปลงมาจากบทความซึ่งเคยที่ส่งประกวดลงตีพิมพ์ในหนังสือรพีประจำปี พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียนเกี่ยวกับข้อเสนอในการพัฒนากฎหมายกับสกุลเงินดิจิทัล

บทนำ

นับตั้งแต่การประดิษฐ์แท่นพิมพ์ของกูเทนแบร์ก (Johannes Gutenberg) มาจนถึงการประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำของเจมส์ วัตต์ (James Watt) มาจนถึงการค้นพบอินเทอร์เน็ต ตลอดหน้าประวัติศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยีส่งผลต่อวิถีชีวิตของมนุษย์มาโดยตลอด ในเรื่องของเงินตราก็มีพัฒนาจากการใช้เหรียญกษาปณ์กับธนบัตรก็มาสู่การชำระเงินผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ แม้ในปัจจุบันเหรียญกษาปณ์และธนบัตรยังคงเป็นวิธีการชำระเงินหลักๆ ที่สังคมมนุษย์ใช้อยู่ แต่บทบาทของการชำระเงินผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็เป็นที่นิยมมากขึ้น ในหลายประเทศเริ่มเข้าสู่การเป็นสังคมปลอดเงินสด (Cashless society) บทบาทของระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์มีความสำคัญมากยิ่งขึ้น อย่างในประเทศไทยก็มีการพัฒนาระบบพร้อมเพย์ ซึ่งเป็นระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่รัฐบาลกำลังผลักดัน รวมไปถึงแนวคิดเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งยังเป็นเรื่องใหม่อยู่ทั้งในแวดวงของกฎหมาย และการพัฒนากฎหมายในยุคของโลกไร้พรมแดนก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและน่าสนใจนักกฎหมายจึงสมควรให้ความสำคัญโดยตระหนักถึงผลกระทบอย่างรอบด้านถึงความเชื่อมโยงระหว่างกฎหมายและศาสตร์ต่าง ๆ สำหรับบทความฉบับนี้ผู้เขียนได้นำเสนอข้อเสนอทางกฎหมายประกอบกับนโยบายในการพัฒนากฎหมายกับสกุลเงินดิจิทัลนั้นควรจะคำนึงถึงในเรื่องใดบ้าง

ความเบื้องต้นเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล

ในเบื้องต้นก่อนที่จะไปกล่าวถึงข้อเสนอทางกฎหมายเกี่ยวกับการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัล จำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลเสียก่อน สกุลเงินดิจิทัลตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า Cryptocurrency ซึ่งเป็นคำที่เกิดจาก คำว่า “Cryptographic” ที่แปลว่า “การเข้ารหัสลับ” กับคำว่า “Currency” ที่แปลว่า “สกุลเงิน” โดยนัยนี้คำว่า Cryptocurrency จึงหมายถึงสกุลเงินที่มีการเข้ารหัส ซึ่งตามพจนานุกรมภาษาอังกฤษออนไลน์ของอ็อกฟอร์ด ให้ความหมายของคำว่า “Cryptocurrency” ว่า เป็นสกุลเงินดิจิตอล (Digital money) ซึ่งใช้เทคนิคการเข้ารหัสในการควบคุมการสร้างหน่วยของสกุลเงินและยืนยันการโอนเงิน โดยทำงานเป็นอิสระจากการกำกับดูแลจากธนาคารกลาง[1] ลักษณะสำคัญของสกุลเงินดิจิตอลคือการกำหนดหน่วยบัญชีของเงิน หรือสกุลเงิน (Monetary unit of account) ขึ้นเอง ในลักษณะเดียวกันกับเงินตราที่ออกใช้โดยรัฐ เช่น ประเทศไทยออกใช้เงินตราซึ่งกำหนดหน่วยของเงินไว้เป็นบาท[2] ซึ่งสกุลเงินดิจิตอลสกุลแรกที่เกิดขึ้นบนโลก คือ บิทคอยน์ (Bitcoin) ซึ่งกำหนดหน่วยของเงินไว้เป็นบิทคอยน์ (BTC)

ก่อนหน้าปี ค.ศ. 2008 แนวคิดเกี่ยวกับส่งมูลค่าผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยปราศจาก บุคคลที่สามอย่างสถาบันการเงินหรือผู้ให้บริการชำระเงินผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเกี่ยวข้อง ยังเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ เนื่องมาจากปัญหาเรื่องความไว้วางใจ (Trust) เพราะหากปราศจากบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเงินนั้นได้ถูกโอนมาจริง ในจำนวนที่ถูกต้อง เงินในบัญชีของผู้โอนลดลงจริงซึ่งเจ้าของบัญชีจะเอาไปโอนซ้ำไม่ได้ (Double spending) และจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่มีบุคคลใดมาเปลี่ยนแปลงข้อมูลทางการเงินได้ การมีบุคคลที่สามทำให้แน่ใจได้ว่า เงินถูกโอนมาแล้ว ยอดเงินมีการเปลี่ยนแปลง เพราะบุคคลที่สามต้องทำการปรับเปลี่ยนยอดเงินในบัญชี และในขณะเดียวกันบุคคลที่สามก็ต้องใช้ความระมัดระวังในการรักษาเงินซึ่งอยู่ในครอบครองของตน เพื่อไม่ให้ตนต้องมีความรับผิด

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 2008 ได้มีบทความฉบับหนึ่งชื่อว่า Bitcoin : A Peer-to-Peer Electronic Cash System ของบุคคลที่ใช้ชื่อว่า ซาโตชิ นากาโมโตะ (Satoshi Nakamoto) ซึ่งนำมาสู่การเกิดขึ้นบิทคอยน์ (Bitcoin) สกุลเงินดิจิทัลสกุลเงินแรกในปีถัดมา ในบทความฉบับนี้ได้กล่าวถึง กับเทคโนโลยีที่เรียกว่า บล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาแก้ไขปัญหาความไว้วางใจ โดยคำว่าบล็อกเชนนั้นก็มาจากลักษณะของการเก็บข้อมูลการทำธุรกรรมซึ่งจะถูกเข้ารหัสและเก็บไว้เป็นบล็อก ๆ และนำบล็อกล่าสุดที่เกิดขึ้นมาเข้ารหัสกับบล็อกก่อนหน้า อันเป็นผลให้บล็อกแต่ละบล็อกเชื่อมโยงกันเสมือนมีสายโซ่เชื่อมกันไว้ การเก็บข้อมูลธุรกรรมในแต่ละบล็อกเชื่อมโยงกันโดยอาศัยการเข้ารหัสนี้เองทำให้ไม่สามารถแก้ไขข้อมูลธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้ หากบุคคลใดเจาะระบบเข้ามาเพื่อแก้ไขข้อมูลธุรกรรม บุคคลนั้นจะต้องทำการแก้ไขข้อมูลธุรกรรมในทุกบล็อกก่อนหน้านี้ด้วย มิฉะนั้นผลรวมที่แสดงในบล็อกล่าสุดก็ไม่ถูกต้อง[3]

สถานการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล

สกุลเงินดิจิทัลยังเป็นเรื่องใหม่ทั้งสำหรับประเทศไทยและต่างประเทศ ในช่วง 2 – 3 ปี ที่ผ่านมาข้อถกเถียงเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลในหลายประเทศนั้นเป็นเรื่องของสถานะของสกุลเงินดิจิทัลว่ามีสถานะเป็นเงินตราหรือไม่ และรัฐจะจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสกุลงเงินดิจิทัลไว้อย่างไร ปัจจุบันในหลายประเทศเริ่มยอมรับและให้สถานะกับสกุลเงินดิจิทัล และมีการออกกฎหมายมากำกับกิจการ เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา มลรัฐนิวยอร์กได้มีการบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล[4] เป็นต้น ในบางประเทศมีการรับรองสถานะของสกุลเงินดิจิทัลว่า เป็นสิ่งที่สามารถชำระเงินได้ตามกฎหมาย (Legal Tender)[5] นอกเหนือไปจากเงินตราของรัฐ (National currency or Legal currency) ซึ่งออกโดยธนาคารแห่งชาติ หรือโรงกษาปณ์ อย่างไรก็ตามการรับรองสถานะของสกุลเงินดิจิทัลให้สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมายนั้นเป็นคนละเรื่องกับการที่สกุลเงินดิจิทัลเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งยังมีผู้เข้าผิดอยู่เป็นจำนวนมาก การที่สกุลเงินดิจิทัลนั้นไม่ใช่เงินตราที่กฎหมายรับรองให้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายนั้นเจ้าหนี้ก็มีสิทธิปฏิเสธการชำระหนี้ เพราะเป็นการชำระหนี้เป็นอย่างอื่น แต่หากเจ้าหนี้รับการชำระหนี้ด้วยสกุลเงินดิจิทัลหนี้ก็ระงับไป อย่างไรก็ตามสถานะของสกุลเงินดิจิทัลยังไม่ถือเป็นเงินตราในประเทศไทย[6] แต่มีสถานะเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561

ทิศทางการพัฒนากฎหมายกับสกุลเงินดิจิทัล

สำหรับประเทศไทยในปัจจุบันสถานะของเงินดิจิทัลมีความชัดเจนมากขึ้นภายหลังจากการประกาศใช้พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 เข้ามารองรับสถานะของสกุลเงินดิจิทัล อย่างไรก็ตามในเรื่องเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลยังเป็นเรื่องใหม่ในทางกฎหมาย ทั้งในแง่ของการใช้บังคับและการพัฒนากฎหมาย หัวใจสำคัญของการพัฒนากฎหมายกับสกุลเงินดิจิทัลคือ การรักษาประโยชน์ระหว่างการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและการแข่งขัน กฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐใช้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม ในลักษณะนี้กฎหมายจึงเป็นเครื่องมือกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนเป็นการทั่วไป โดยเป็นเครื่องกำหนดแบบแผนความประพฤติของคนในสังคมและมีกระบวนการบังคับที่เป็นกิจจะลักษณะ ซึ่งในการออกฎหมายนั้นย่อมส่งผลกระทบต่อเอกชน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและการปกครอง ในการออกกฎหมายรัฐจึงควรตระหนักรู้ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการตรากฎหมาย ผู้เขียนจึงขอนำเสนอข้อเสนอแนะและความเป็นห่วงในการพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล ดังต่อไปนี้

1. การกำกับกิจการ[7]

ในปัจจุบันในประเทศไทยได้มีพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นกฎหมายที่รับรองสถานะของสกุลเงินดิจิทัลเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่ง และกำหนดให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นผู้กำกับกิจการ ในการประกอบกิจการเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล ผู้ประกอบกิจการจะต้องได้รับอนุญาตเสียก่อน[8] การขออนุญาตนั้นเป็นมาตรการ ในการกำกับกิจการอย่างหนึ่งโดยเป็นมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดสิ่งที่สังคมไม่ต้องการ และเป็นการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ เพื่อให้การประกอบกิจการมีมาตรฐานเป็นไปในทิศทางอย่างเดียวกัน[9] ดังนั้น การขออนุญาต จึงเป็นการคัดกรองผู้ประกอบกิจการที่จะเข้ามาประกอบกิจการจะต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหากไม่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ

อย่างไรก็ตามแม้ว่าการกำกับกิจการจะมีประโยชน์ทั้งในแง่เป็นการป้องกันสิ่งที่สังคม ไม่ต้องการ แต่การกำกับกิจการที่เข้มงวดจนเกินไปก็อาจก่อให้เกิดผลกระทบตามมาในหลายเรื่อง ดังนี้

1.1 การแข่งขัน

เมื่อพิจารณาในเรื่องของการแข่งขันแล้ว การออกกฎหมายฉบับหนึ่ง เป็นการสร้างภาระ และต้นทุนให้กับเอกชนที่อยู่ใต้บังคับของกฎหมายฉบับนั้น ซึ่งต้นทุนนี้เป็นภาระกับเอกชน ผู้ประกอบกิจการหากพิจารณาในมิติของเศรษฐศาสตร์แล้ว ต้นทุนเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่ส่งผลต่อการตัดสินใจประกอบกิจการของผู้ประกอบกิจการ ซึ่งหากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนั้นสูงเกินกว่าผลประโยชน์ที่เอกชนจะได้รับ มีแนวโน้มว่า เอกชนอาจตัดสินใจไม่ประกอบกิจการในด้านนั้นไปเลย หรือถ้าเอกชนจะยังตัดสินใจ ประกอบกิจการด้านนั้นอยู่ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเอกชนรายใหญ่ที่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่กระทบต่อการตัดสินใจดำเนินธุรกิจของเอกชนรายนั้น ในลักษณะนี้การแข่งขันจึงถูกจำกัดไว้เฉพาะเอกชนรายใหญ่เท่านั้น เนื่องจากต้นทุนในการเข้าสู่การประกอบกิจการนั้นสูง กลายเป็นรัฐเป็นผู้กีดกันการแข่งขันไป ซึ่งในทางกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจนั้น บทบาทของรัฐไม่ควรดำรงตนเป็นคนที่กีดกันเอกชนในการประกอบกิจการ ในทางตรงข้ามรัฐต้องขจัดการกีดกันในการแข่งขันเสียด้วยซ้ำ โดยจะต้องไม่วางกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน[10]

1.2 การบังคับใช้กฎหมาย

ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนั้นส่งผลต่อการตัดสินใจของเอกชน เอกชนที่เห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่องค์กรกำกับกิจการกำหนดขึ้น อาจเลือกที่จะประกอบกิจการโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือกฎเกณฑ์นั้น และกลายเป็นธุรกิจใต้ดิน (Shadow business) แทน ซึ่งบทบาทของรัฐที่จะบังคับใช้กฎหมายจะยิ่งทำได้โดยยาก เพราะในยุคโลกาภิวัตน์ที่การติดต่อสื่อสารทำได้สะดวกรวดเร็วและยากที่จะตามร่องรอยได้ในโลกของอินเทอร์เน็ต การบังคับใช้กฎหมายจึงทำได้ยากขึ้น เพราะเอกชนที่ประกอบธุรกิจใต้ดินนั้นอาจะไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ไม่อยู่ภายใต้การใช้บังคับกฎหมายของรัฐไทย และในท้ายที่สุดกฎหมายก็ไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสำหรับในเรื่องการกำกับกิจการนั้นผู้เขียนมีข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อประโยชน์ในการพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล อยู่ด้วยกัน 3 ประการ ดังนี้

(1) การกระจายข้อมูลข่าวสาร บนสมมติฐานของเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อว่ามนุษย์เป็นสัตว์เศรษฐกิจการตัดสินใจของมนุษย์ จึงเป็นไปอย่างมีเหตุมีผล อย่างไรก็ตามในบางกรณีการตัดสินใจของมนุษย์อาจมีข้อบกพร่อง ซึ่งปัจจัยหนึ่ง ก็มาจากการได้รับข้อมูลข่าวสารที่ไม่ครบถ้วน ในด้านนี้ผู้เขียนจึงเสนอบทบาทขององค์กรกำกับกิจการ ทำหน้าที่เป็นผู้กระจายข้อมูลข่าวสารไปสู่ความรับรู้ของประชาชาน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้ กับเอกชน แทนที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ที่มีความเข้มงวดจนเกินไป รัฐควรให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตัวเอง แทนที่รัฐจะเข้าตัดสินใจแทนเอกชน เพราะถ้าหากเอกชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ครบถ้วนการตัดสินใจของเอกชนจะมีความผิดพลาดน้อยลงและมีความเสียหายน้อยลง รัฐในฐานะของสิ่งที่มีขึ้นเพื่อลดต้นทุนของประชาชนก็ควรจะทำหน้าที่นี้ โดยกระจายข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ให้มากที่สุด เช่น ในกรณีที่มีบุคคลจะออกเหรียญดิจิทัลหรือทำการเสนอขายดิจิทัลโทเคน รัฐก็ควรตรวจสอบแผนการและวิธีการของเขาและนำเสนอข่าวสารนี้สู่ประชาชน

(2) การร่วมมือกันระหว่างองค์กรกำกับกิจการกับผู้ประกอบการในเรื่องการดำเนินกิจการนั้นย่อมไม่มีใครมีความรู้ความเข้าใจดีเท่ากับผู้ประกอบกิจการ แทนที่องค์กรกำกับกิจการจะทำแต่หน้าที่ควบคุมและออกกฎเกณฑ์แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่เข้าใจหรือคำนึงถึงสภาพของผู้ประกอบการ องค์กรกำกับกิจการควรเปิดช่องให้ผู้ประกอบการมีส่วนร่วมทั้งในแง่ของ การรับฟังความคิดไปจนถึงให้ผู้ประกอบกิจการร่วมกันออกกติกาควบคุมความประพฤติของสมาชิกด้วยกันเอง[11] เพราะไม่มีใครจะเข้าใจเรื่องในทางธุรกิจได้ดีเท่ากับผู้ประกอบกิจการด้วยกันเอง โดยผู้ประกอบกิจการนั้นอาจจัดทำมาตรฐานกลาง (Code of practice) ขึ้นมา โดยการมอบหมายของรัฐและภายใต้ความเห็นชอบของรัฐ ซึ่งหากมีเอกชนคนใดฝ่าฝืน รัฐก็จะลงโทษให้ ดังนั้น ทั้งการรับฟังความคิดเห็นและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบกิจการกำกับตัวเองนั้น อาจช่วยลดต้นทุนของเอกชนลงและมีความคล่องตัวในทางธุรกิจมากกว่าการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของรัฐและองค์กรกำกับกิจการ และจูงใจให้เอกชนอยากมีส่วนร่วมกับรัฐในการกำกับกิจการ

(3) การใช้กฎหมายซึ่งมีอยู่เดิมในหลายเรื่องผู้เขียนเห็นว่ากฎหมายที่มีอยู่เดิมนั้นก็เพียงพอแล้ว เพียงแต่หน่วยงานของรัฐยังขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่เดิม เช่น การจัดการกับธุรกิจที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับ สกุลเงินดิจิทัลหรือการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลในลักษณะที่เป็นการเชิญชวนให้มาระดมทุน แต่แท้จริงแล้วไม่มีการประกอบกิจการเช่นว่า เพียงแต่ต้องการชักชวนให้ประชาชนนำเงินมาลงทุนและนำเงินนั้นมาหมุนเวียนจ่ายเป็นผลตอบแทนในลักษณะที่เป็นแชร์ลูกโซ่อันจะเป็นความผิดฐานการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 หรือการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการฟอกเงินให้มีประสิทธิภาพ เป็นต้น

2. การจัดเก็บภาษี

นอกจากพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 แล้ว กฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่เกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลซึ่งออกมาในเวลาไล่เลี่ยกันก็คือ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2561ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการประกาศใช้เพื่อให้สามารถจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้พึงประเมินที่ได้จากการถือหรือครอบครองสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งจะเก็บจากกำไรที่ได้จากการถือหรือครอบครองสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเก็บเป็นเงินได้พึงประเมินร้อยละ 15 ของเงินได้ และหากมีกำไรหรือผลประโยชน์เกินกว่านั้นก็เก็บเกินกว่าร้อยละ 15 ได้ ซึ่งค่อนข้างเป็นการกำหนดกฎหมายที่มีความลักลั่น เพราะในขณะเดียวกันกฎหมายยกเว้นภาษีให้กับการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ แต่กลับมาเก็บภาษีจากการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลการที่กฎหมายไทยรับรองสถานะของสกุลเงินดิจิทัลและดิจิทัลโทเคน (Digital token) เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital asset) ก็เพราะต้องการให้ตลาดแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งเดิมต้องถือว่า เป็นกิจการใต้ดินขึ้นมาเป็นตลาดที่ถูกต้องและอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ อย่างไรก็ตามแม้ผู้ประกอบกิจการตลาดแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลจะยอมตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของรัฐก็ตาม แต่เอกชนผู้ครอบครองสกุลเงินดิจิทัลหรือดิจิทัลโทเคนอาจไม่อยากปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของรัฐ ซึ่งก็สามารถทำได้โดยเลี่ยงไปใช้บริการตลาดแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลในต่างประเทศแทน หรือเลี่ยงไปใช้ช่องทางอื่น เช่น การแลกเปลี่ยนกันเป็นการส่วนตัวผ่านแชทบ็อก (Chat box) ซึ่งท้ายที่สุดมาตรการที่ออกมาก็จะไม่มีประสิทธิภาพ

การรับรองสถานะของสกุลเงินดิจิทัล

โดยทั่วไปแล้วรัฐจะถือเอกสิทธิ์ในการออกใช้เงินตรา (Privilege right to coin money) แต่เพียงผู้เดียว โดยถือว่าเป็นอำนาจอธิปไตยของรัฐในการออกเงินอย่างอิสระตามเจตนารมณ์ของตน ซึ่งทำให้รัฐทุกรัฐสามารถทำเงินขึ้นใช้ กำหนดมูลค่าของสกุลเงิน และออกกฎหมายควบคุมการหมุนเวียนของเงินในระบบได้[12] การที่รัฐมีอำนาจในการออกใช้เงินตรา กำหนดมูลค่าของสกุลเงิน และออกกฎหมายควบคุมการหมุนเวียนของเงินในระบบได้นี้ สร้างความเชื่อมั่นและยอมรับมูลค่าของเงินในการชำระหนี้ได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ในหมู่ทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้ เงินตรามีลักษณะพิเศษ เพราะไม่มีชนิดดีชนิดเลวหรือชนิดปานกลางอย่างทรัพย์อื่น ๆ[13] ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของเงินตรา อย่างไรก็ตามประเทศไทยบังคับใช้หลักเอกสิทธิ์ในการออกเงินตราของรัฐอย่างเคร่งครัดและปฏิเสธการนำระบบเงินตราอื่นมาใช้แทนเงินตราของรัฐ โดยการนำระบบเงินตราอื่นมาใช้จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2501[14] การที่รัฐไทยปฏิเสธการนำระบบเงินตราอื่นมาใช้ควบคู่กับเงินตราของรัฐนั้นก็เป็นการละเลยประโยชน์ที่รัฐจะได้รับจากการยอมรับสถานะของเงินดิจิทัล ในแง่ของการพัฒนาเศรษฐกิจและการลดความเหลื่อมล้ำได้ นักเศรษฐศาสตร์ชาวเปรูชื่อ เฮอร์นานโด เดอ โซโต (Hernando De Soto) ได้กล่าวไว้ว่า “คนจนไม่ได้จนเพราะว่าเขาขาดทรัพย์สินหรือทรัพยากร แต่จนเพราะว่าเขาขาดเงินทุน” การที่รัฐรับรองสถานะของสกุลเงินดิจิทัลบางสกุลให้มีสถานะที่เป็นเงินตราซึ่งชำระหนี้ได้ตามกฎหมายแล้วเจ้าหนี้จะต้องรับนั้น ก็เป็นทางเลือกหนึ่งในการช่วยเหลือให้คนจนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสามารถนำเงินทุนนั้น ไปต่อยอดได้ เช่น การนำสกุลเงินดิจิทัลไปใช้เพื่อปล่อยเป็นสินเชื่อเพื่อการเกษตรหรือเพื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ปัญหาอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำนั้นมาจากความไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการพัฒนา การรับรองสถานะของสกุลเงินดิจิทัลอาจเข้ามามีบทบาทในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

บทสรุป

ความเปลี่ยนแปลงอันเกิดขึ้นจากสกุลเงินดิจิทัลยังคงเป็นเรื่องใหม่ และแม้แต่กฎหมายซึ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยก็ยังเป็นเรื่องที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์เกิดขึ้นในต่างประเทศสักเท่าไร การพัฒนากฎหมายกับสกุลเงินดิจิทัลจึงยังเป็นภารกิจที่พึ่งเริ่มต้นขึ้น ซึ่งการพัฒนาในเรื่องนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้หากปราศจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ขอบเขตของกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ออกมาใช้บังคับควรมีลักษณะเป็นการชั่งน้ำหนักระหว่างการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนและการพัฒนาเทคโนโลยีและการแข่งขัน รัฐไม่ควรปิดประตูและปฏิเสธการพัฒนา เพราะในโลกอันไร้พรมแดนอย่างอินเทอร์เน็ตนั้นบทบาทของรัฐลดน้อยถอยลงไปมาก แต่รัฐก็ยังมีความจำเป็นอยู่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคมให้ดำเนินไปโดยสงบสุข รัฐต้องปรับเปลี่ยนบทบาทของตัวเองและเรียนรู้เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ข้อเสนอดังกล่าวข้างต้นเป็นเพียงบางส่วนของการพัฒนากฎหมายในอนาคต


อ้างอิงจาก

[1] “Cryptocurrency a digital currency in which encryption techniques are used to regulate the generation of units of currency and verify the transfer of funds, operating independently of a central bank.”, English Oxford Living Dictionaries, “Cryptocurrency,” Accessed February 20, 2018, https://en.oxford dictionaries.com/definition/cryptocurrency.

[2] พงศ์บวร ควะชาติ, “สกุลเงินเสมือนจริงปลอดการควบคุมบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต”, (วิทยานิพนธ์นิติศาสตร์มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2557), น. 48.

[3] พินัย ณ นคร, กฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ในยุคดิจิทัล, (กรุงเทพมหานคร : วิญญูชน, 2561), น. 44.

[4] New York codes, Rules and Regulations Title 23.

[5] “Legal tender is a medium of payment recognized by a legal system to be valid for meeting a financial obligation.”, British royal mint, “Legal tender guidelines ,” Accessed February 20, 2018, https://www.royalmint.com/help/trm-faqs/legal-tender-amounts/.

[6] ข่าวธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 8/2557 เรื่อง ข้อมูลเกี่ยวกับบิทคอยน์และหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ที่ลักษณะใกล้เคียง

[7] ผู้เขียนเลือกใช้คำว่า “กำกับกิจการ” (Regulation) แทนคำว่า “กำกับดูแล” (Tutelle) เนื่องจากคำว่ากำกับดูแลนั้นในทางกฎหมายมหาชนจะใช้ในความสัมพันธ์ระหว่างนิติบุคคลสองนิติบุคคล เช่น ระหว่างรัฐส่วนกลางกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โปรดดูเพิ่มเติมใน สมคิด เลิศไพฑูรย์, กฎหมายปกครองท้องถิ่น, (กรุงเทพมหานคร : เอ็กซเปอร์เน็ท, 2550), น. 390.

[8] มาตรา 26 พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561.

[9] ธรรมนิตย์ สุมันตกุล, กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ : ทฤษฎี “กฎ” ในทางเศรษฐศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร : วิญญูชน, 2560), น. 135.

[10] สุรพล นิติไกรพจน์, “หลักการพื้นฐานของกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศส ส่วนที่หนึ่ง หลักเสรีนิยม,” วารสารนิติศาสตร์, เล่มที่ 24, ปีที่ 3, น. 608.

[11] ธรรมนิตย์ สุมันตกุล, “เครื่องมือบังคับการในกฎหมายสิ่งแวดล้อม,” สืบค้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560, http://web.krisdika.go.th/pdfPage.jsp?type=act&actCode=189.

[12] พงศ์บวร ควะชาติ, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ , น. 55.

[13] จี๊ด เศรษฐบุตร, หลักกฎหมายแพ่งลักษณะหนี้, แก้ไขเพิ่มเติมโดย ดาราพร ถิระวัฒน์, พิมพ์ครั้งที่ 15, (กรุงเทพมหานคร : โครงการตำราและเอกสารประกอบการสอน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548), น. 39.

[14] บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การใช้เบี้ยกุดชุมแทนเงินตรา เรื่องเสร็จที่ 63/2560.

เงินรัชชูปการ ภาษีซึ่งเก็บจากความเป็นราษฎร

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2563 บนเว็บไซต์ pridi.or.th

เงินรัชชูปการเป็นภาษีซึ่งรัฐบาลสยามในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเก็บเพื่อใช้เป็นแหล่งรายได้ของรัฐ  อย่างไรก็ตาม ลักษณะของเงินรัชชูปการนั้นแตกต่างจากบรรดาภาษีอากรซึ่งรัฐบาลเก็บจากราษฎรในขณะนั้น เนื่องจากภาษีดังกล่าวไม่ได้เก็บโดยอาศัยฐานรายได้ การบริโภค ทรัพย์สิน หรือการเข้าแสวงหาประโยชน์ในทรัพยากรธรรมชาติในลักษณะเดียวกันกับอากรค่านา หรืออากรค่าน้ำ ในขณะที่เงินรัชชูปการนั้นเป็นเงินซึ่งเก็บจากความเป็นราษฎร โดยในบทความนี้จะนำทุกท่านสำรวจความเป็นมาของเงินรัชชูปการ

สภาพเศรษฐกิจและสังคมก่อนการเก็บเงินรัชชูปการ

ย้อนกลับไปก่อนหน้ารัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเริ่มเก็บเงินรัชชูปการในปี พ.ศ. 2462 ประเทศสยามได้จัดเก็บเงินในลักษณะคล้าย ๆ กัน เรียกว่า “เงินค่าราชการ”โดยเริ่มเก็บในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว  

การจัดเก็บเงินค่าราชการนี้เป็นผลสำคัญมาจากสนธิสัญญาเบาว์ริงซึ่งทำขึ้นระหว่างรัฐบาลสยามกับ “รัฐบาลสหราชอาณาจักรบริเตนและไอร์แลนด์” ในปี พ.ศ. 2398 ซึ่งมีผลเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคมของสยามเป็นอย่างมาก  

ในด้านเศรษฐกิจ แต่เดิม การค้าขายกับต่างชาติถูกผูกขาดโดยราชสำนักเท่านั้น แต่ภายหลังการเข้าทำสนธิสัญญารัฐสยามยุติการเข้ามามีบทบาทโดยตรงทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ ตามสนธิสัญญาเบาว์ริงนั้นรัฐบาลสยามจะต้องเปิดเสรีทางการค้าให้เอกชนสามารถค้าขายได้[1] ทำให้สยามกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของตลาดโลก พลังทางเศรษฐกิจนี้ได้ผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่สำคัญที่สุด คือ การปลดปล่อยแรงงานให้เป็นอิสระจากระบบไพร่และระบบทาส ซึ่งจะมีผลทำให้แรงงานเป็นอิสระสามารถทำการผลิตให้แก่ตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่[2]

อย่างไรก็ตาม การยกเลิกระบบไพร่และระบบทาสนั้นมีผลกระทบต่อรายได้ของชนชั้นปกครองสยามเป็นอย่างมาก เนื่องจากชนชั้นปกครองสยามมีไพร่เป็นแรงงานไว้ใช้สอยเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเศรษฐกิจของตนเอง การยกเลิกระบบไพร่จึงกระทบต่อสถานะทางเศรษฐกิจของชนชั้นปกครองสยามโดยตรง เพื่อชดเชยให้กับชนชั้นปกครองที่ต้องเสียอำนาจในการควบคุมไพร่และทาสไป พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงต้องปฏิรูปการคลังและการจัดเก็บภาษีเพื่อนำเงินมาจ่ายให้กับขุนนางแทนการให้คุมกำลังคน[3]

ในบรรดาเงินทั้งหลายที่รัฐจัดเก็บมาเพื่อนำมาใช้เป็นเบี้ยหวัดเงินเดือนให้กับขุนนางที่มาทำงานราชการนั้น ก็คือ “เงินค่าราชการ” ซึ่งเก็บตามพระราชบัญญัติเก็บเงินค่าราชการ ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2444) โดยจัดเก็บเอาจากชายฉกรรจ์ (อายุตั้งแต่ 18-60 ปี) ทุกคน[4] โดยเก็บในอัตราไม่เกินคนละ 6 บาทต่อปี[5] โดยบุคคลที่ได้รับการยกเว้น 14 ประเภท ได้แก่[6]

(1) ราชนิกูล[7]

(2) ข้าราชการที่รับพระราชทานเบี้ยหวัด เงินเดือน หรือเงินบำนาญ 

(3) ข้าราชการที่รับพระราชทานสัญญาบัตร หรือประทวนตราเสนบดีตั้งโดยพระบรมราชานุญาต 

(4) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และสารวัตรกำนัน 

(5) ทหารบก ทหารเรือที่ประจำการ หรือที่ปลดออกจากราชการแล้ว 

(6) ผู้ซึ่งได้บริจาคทรัพย์ช่วยราชการในปีนั้น เกินกว่าอัตราค่าราชการที่ต้องเสียอยู่แล้ว 

(7) ผู้ได้รับตราภูมิคุ้ม (การเก็บเงิน) ค่าราชการ 

(8) ภิกษุ สามเณร นักบวช และปะขาว 

(9) นักเรียนที่สอบวิชาได้ชั้นประโยค 1 ยกเว้นเก็บเงินค่าราชการให้ปีหนึ่งถ้าสอบชั้นประโยค 2 ได้ยกเว้นเก็บเงินค่าราชการให้อีกปีหนึ่ง[8]

(10) ผู้ที่มีบุตรเสียค่าราชการ 3 คนแล้ว 

(11) ผู้ที่เริ่มอพยพเข้ามาตั้งภูมิลำเนาเป็นปีแรก

(12) คนพิการและทุพพลภาพที่ไม่สามารถประกอบการหาเลี้ยงชีพได้เอง

(13) คนจำพวกอื่น ๆ ซึ่งทรงพระกรุณายกเว้นให้ และ 

(14) ชาวจีนและบุตรชาวจีน หลานชาวจีนที่เสียเงินผูกปี้[9]

ซึ่งจะเห็นได้ว่า ฐานที่นำมาใช้ในการจัดเก็บภาษีนั้นไม่ได้มาจากรายได้ การบริโภค ทรัพย์สิน หรือการเข้าแสวงหาประโยชน์ในทรัพยากรธรรมชาติ ตามคติแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเจ้าของสรรพสิ่งในผืนแผ่นดินนี้ แต่เป็นเงินที่บังคับเก็บจากราษฎรชายไทยทุกคนที่บรรลุนิติภาวะ  

โดยที่หากบุคคลนั้นอนาถาไม่สามารถชำระเงินค่าราชการได้นั้น ข้าหลวงเทศภิบาลมีอำนาจสั่งให้บุคคลนั้นไปทำงานโยธาเป็นเวลาไม่เกิน 30 วัน[10] แต่หากบุคคลนั้นไม่ใช่คนอนาถา แต่มีเจตนาหลีกเลี่ยงไม่ชำระเงินค่าราชการและไต่สวนได้ความว่าเช่นนั้นจริง บุคคลนั้นจะถูกลงโทษโดยการยึดทรัพย์มาขายทอดตลาดนำเงินมาชำระเป็นค่าราชการและค่าใช้สอยในการขายทอดตลาด[11] แต่ถ้าบุคคลนั้นไม่ทรัพย์ให้ยึดมาขายทอดตลาดได้ก็ให้ลงโทษบุคคลนั้นด้วยการทำงานโยธาเช่นเดียวกันกับคนอนาถา[12]

ปริมาณเงินค่าราชการถือเป็นรายได้สำคัญของรัฐบาลสยามเป็นอย่างมาก โดยจะเห็นได้จากเอกสารงบประมาณแผ่นดินในช่วงปี พ.ศ. 2446-2462 นั้น เงินค่าราชการมีสัดส่วนร้อยละ 5-10 ของรายได้แผ่นดิน ดังแสดงตามตารางที่ 1

ตารางที่ 1 : สถิติเงินค่าราชการเทียบเงินรายได้รวมของประเทศ พ.ศ. 2446 – 2462

พ.ศ.เงินค่าราชการ (บาท)รายได้รวม (บาท)เงินค่าราชการเทียบรายได้รวมคิดเป็นร้อยละ
24463,386,93743,458,8177.79
24473,426,27644,948,1097.62
24484,138,24950,455,2688.20
24494,928,80855,514,5448.87
24503,952,05254,283,7147.28
24513,051,38658,920,3615.17
24526,883,68260,686,68211.34
24536,954,35161,355,05911.33
24547,342,30859,462,27812.35
24556,981,01264,776,47910.77
24567,314,64672,093,34210.14
24577,441,44371,145,91510.45
24587,688,45774,356,48410.33
24598,069,17979,498,12410.14
24608,340,67282,462,74410.11
24618,409,81387,814,2849.57
24629,251,13790,682,03610.20

ที่มา:  สมศักดิ์ มหาทรัพย์สกุล, การเก็บเงินรัชชูปการและผลกระทบต่อสังคมไทย ระหว่าง พ.ศ. 2444-2482.

จากเงินค่าราชการสู่เงินรัชชูปการ

แม้ว่าการเก็บเงินค่าราชการจะมีผลเป็นการสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลสยามเป็นจำนวนมาก (ดังแสดงตามตารางข้างต้น) แต่ก็ยังคงมีข้อบกพร่องอยู่ ซึ่งข้อบกพร่องประการสำคัญนั้นเนื่องมาจากพระราชบัญญัติเงินค่าราชการ ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2444) ได้ยกเว้นไม่เก็บเงินค่าราชการแก่ราษฎร และข้าราชการของรัฐถึง 14 ประเภท ซึ่งในเกือบทุกประเภทที่ทางราชการยกเว้นให้นี้จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี รวมถึงบางประเภทนั้นในภายหลังรัฐบาลสยามก็ได้ยกเลิกการยกเว้นไปแล้ว เช่น ยกเลิกการเก็บเงินผูกปี้ข้อมือจีนมาเป็นการเก็บเงินค่าราชการ และในบางหน่วยราชการทุกกรม กอง ก็ได้ขอพระราชพระบรมราชานุญาตยกเว้นไม่ให้เก็บเงินค่าราชการกับเจ้าหน้าที่ในสังกัดของตนที่อายุอยู่ในช่วง 18-27 ปี ซึ่งรวมแล้วมีจำนวนกว่า 5,490 คน[13] ซึ่งแนวโน้มการจัดเก็บเงินค่าราชการนั้นมีแต่จะน้อยลงไปทุกที ถึงขนาดว่า เสนบาดีกระทรวงนครบาลได้มีหนังสือกราบทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า “…การเก็บเงินค่าราชการ นับวันจะได้น้อยลงไปทุกที เห็นควรเก็บเงินค่าราชการจากผู้ที่รับราชการตามพระราชบัญญัติยกเว้นเพิ่มเติมขึ้น…”[14]

ทำให้ในเวลาต่อมาได้มีการเสนอยกเลิกการยกเว้นการจ่ายเงินค่าราชการในบางประเภท เช่น กรมหมื่นจันทบุรีนฤนาท เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ถวายความเห็นให้ยกเลิกการยกเว้นเก็บค่าราชการแก่นักเรียนที่สอบได้ชั้นประโยคที่ 1 และประโยคที่ 2[15] และยกเลิกการยกเว้นเก็บค่าราชการแก่ราชนิกูล[16] เป็นต้น ซึ่งทั้งสองกรณีข้างต้นนี้สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นชอบด้วยและทรงโปรดเกล้าฯ ออกประกาศยกเลิกการยกเว้น  นอกจากนี้ ยังได้พยายามกำหนดหลักเกณฑ์การยกเว้นในรายละเอียดต่าง ๆ เสียใหม่ เช่น การยกเว้นไม่เก็บเงินค่าราชการแก่นักบวช จะต้องเป็นนักบวชจริง ๆ เท่านั้น หรือจะยกเว้นให้แก่ข้าราชการครูก็ต้องเป็นผู้สอบได้วุฒิทางครูและมีคำสั่งแต่งตั้งจากทางราชการแล้ว และมีศิษย์สอนอยู่ไม่ต่ำกว่า 10 คน (สำหรับในกรุงเทพฯ กำหนดไว้ 20 คน) เป็นต้น[17]

การยกเลิกการเก็บเงินค่าราชการและการกำหนดหลักเกณฑ์การยกเว้นใหม่นั้น แม้จะทำให้เกิดผลดีแก่ราชการใน 2 ประการคือ ประการแรกเป็นการแก้ปัญหาเรื่องการเก็บเงินค่าราชการที่มีแนวโน้มว่ามีรายได้ลดลง และประการที่สองเป็นการสร้างควาเป็นธรรมให้แก่ราษฎรผู้ต้องเสียเงินค่าราชการในหลักการว่าทุกคนต้องเสียเท่า ๆ กันหมด[18] แต่วิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวทำให้ระบบการจัดเก็บเงินค่าราชการมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ประกอบกับพระราชบัญญัติเก็บเงินค่าราชการ ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2444) นั้นได้ใช้มานานแล้ว จึงนำมาสู่การประกาศใช้กฎหมายฉบับใหม่ คือ พระราชบัญญัติลักษณะการเก็บเงินรัชชูปการ พ.ศ. 2462

พระราชบัญญัติลักษณะการเก็บเงินรัชชูปการ พ.ศ. 2462 นั้น ชั้นหลักการแทบไม่แตกต่างจากพระราชบัญญัติเก็บเงินค่าราชการ ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2444) เลย เพียงแต่แตกต่างกันในเรื่องบุคคลที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียเงินค่ารัชชูปการ ซึ่งเดิมยกเว้นไม่เก็บกับราชนิกูล และข้าราชการที่รับพระราชทานเบี้ยหวัด เงินเดือน และเงินบำนาญ (ข้าราชการพลเรือน) แต่ในครั้งนี้กฎหมายจำกัดผู้ได้รับการยกเว้นให้น้อยลง ทำให้สามารถเก็บเงินจากบุคคลได้เพิ่มขึ้น ดังแสดงตามตารางที่ 2

ตารางที่ 2 : สถิติเงินรัชชูปการเทียบเงินรายได้รวมของประเทศ พ.ศ. 2462 – 2468

พ.ศ.เงินรัชชูปการ (บาท)รายได้รวม (บาท)เงินค่ารัชชูปการเทียบรายได้รวมคิดเป็นร้อยละ
24629,251,13790,682,03610.20
24638,176,49580,340,17710.17
24647,749,23479,624,9429.73
24666,930,04681,598,5888.49
24677,126,55785,182,2198.36
24687,036,26492,712,6627.85

ที่มา:  สมศักดิ์ มหาทรัพย์สกุล, การเก็บเงินรัชชูปการและผลกระทบต่อสังคมไทย ระหว่าง พ.ศ. 2444-2482.

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องความไม่เป็นธรรมในการจัดเก็บภาษียังคงไม่หายไป เพราะการเก็บเงินค่ารัชชูปการนั้นไม่ได้คำนึงถึงความสามารถในการเสียภาษีของราษฎรเลยแม้แต่น้อย และแม้จะมีการพิจารณาสภาพเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละพื้นที่ที่มีการจัดเก็บทำให้เก็บภาษีในอัตราที่แตกต่างกัน แต่วัตถุประสงค์นั้นเพื่อป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง ดังเช่นกรณีของกบฏผู้มีบุญ หรือในพื้นที่ที่อยู่ใกล้เขตปกครองของชาติตะวันตกก็จะเก็บอัตราต่ำกว่า ก็ด้วยกลัวว่าราษฎรจะหนีไปอยู่ในบังคับของชาติตะวันตก ยิ่งในเวลาต่อมานั้นได้มีการเก็บภาษีเงินได้ขึ้นมาอีกประเภทหนึ่ง แต่รัฐบาลสยามในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ยังทรงไม่ตัดสินพระทัยยกเลิกการเก็บเงินรัชชูปการ เพราะด้วยทรงเห็นว่าเป็นเงินจำนวนมากที่สร้างรายได้ให้แก่รัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ ราษฎรในขณะนั้นจึงจำเป็นต้องเสียทั้งเงินรัชชูปการและภาษีเงินได้

ดังนั้น เมื่อมีการอภิวัฒน์สยามเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 และในเวลาต่อมามีการร่างประมวลรัษฎากรเพื่อจัดเก็บภาษีที่เป็นธรรม จึงได้มีการเสนอยกเลิกการเก็บเงินรัชชูปการเสีย เพราะเป็นภาษีที่ไม่มีความเป็นธรรมในการจัดเก็บ


เชิงอรรถ

[1] กุลลดา เกษบุญชู-มีด, “การปรับปรุงประเทศให้เป็นสมัยใหม่ในรัชกาลที่ 5 และผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในระยะต่อมา,” เอกสารประกอบการบรรยาย โครงการ Global Competence Project, วันที่ 3-20 มีนาคม 2540, น. 4.

[2] เพิ่งอ้าง, น. 8

[3] การทำงานราชการสยามแต่เดิมนั้นไม่มีเงินเดือนหรือเบี้ยหวัดตายตัวเป็นประจำทุกเดือน.

[4] พระราชบัญญัติเก็บเงินค่าราชการ ร.ศ. 120, มาตรา 5.

[5] อย่างไรก็ตาม ในบางพื้นที่อาจกำหนดอัตราการจัดเก็บที่แตกต่างกันได้ เช่น มณฑลอีสานเก็บค่าราชการเพียง 4 บาท หรือในภูเก็ต ชุมพร และนครศรีธรรมราชเก็บเพียง 2 บาท เป็นต้น ซึ่งการพิจารณาว่าจะเก็บในพื้นใดเท่าใดนั้นประเมินจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่นั้น เช่น มณฑลอีสานนั้นเก็บเงินค่าราชการน้อยกว่าพื้นที่อื่น เนื่องจากกลัวความขัดแย้งที่มีขึ้นมาจากกบฏผู้มีบุญ เป็นต้น.

[6] พระราชบัญญัติเก็บเงินค่าราชการ ร.ศ. 120, มาตรา 6.

[7] ราชนิกูลในพระราชบัญญัตินี้ หมายถึง สายสกุลวงศ์ ณ บางช้าง ซึ่งเป็นพระญาติกับสมเด็จพระอมรินทรา พระบรมราชินีนาถ ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ต้องถูกสักเลขเป็นไพร่และตั้งคนในตระกูลเป็นเจ้าหมู่ควบคุมกันเอง.

[8] ชั้นประโยค 1 หมายถึง ระดับประถมศึกษาในปัจจุบัน ในขณะที่ประโยค 2 หมายถึง ระดับชั้นมัธยมศึกษา.

[9] ชาวจีนจะต้องเสียเงินค่าแรงผูกปี้ตามพระราชบัญญัติลักษณะผูกปี้จีน ร.ศ. 119 (พ.ศ. 2443).

[10] พระราชบัญญัติเก็บเงินค่าราชการ ร.ศ. 120, มาตรา 8.

[11] พระราชบัญญัติเก็บเงินค่าราชการ ร.ศ. 120, มาตรา 14 และมาตรา 15.

[12] พระราชบัญญัติเก็บเงินค่าราชการ ร.ศ. 120, มาตรา 14.

[13] กจช. ร.6 น.11.4/6. ทูลเกล้าถวายบัญชีชายฉกรรจ์ที่เสียเงินค่าราชการ. ลงวันที่ 24 กันยายน 2456; อ้างถึงใน สมศักดิ์ มหาทรัพย์สกุล, “การเก็บเงินรัชชูปการและผลกระทบต่อสังคมไทย ระหว่าง พ.ศ. 2444-2482,” (วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2534), น.114.  

[14] กจช. ร.6 ค.17/6. หนังสือนครบาลที่ 18/5488. ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2456; อ้างถึงใน เพิ่งอ้าง, น.115.

[15] กจช. ร.6 ค.17/3. หนังสือยกเลิกการยกเว้นเงินค่าราชการจำพวกนักเรียนประโยค 1 ประโยค 2 ให้เสียเงินค่าราชการ. ลงวันที่ 22-31 มกราคม 2485; อ้างถึงใน เพิ่งอ้าง, น.115.

[16] กจช. ร.6 ค.17/5. ไม่ยกเว้นการเก็บเงินค่าราชการแก่ราชนิกูล. ลงวันที่ 15-21 มิถุนายน 2460; อ้างถึงใน เพิ่งอ้าง, น. 116.

[17] กจช. ร.6 น.11.4ก/11. คำสั่งเสนาบดีกระทรวงนครบาล ที่ 122/1846. ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2459; อ้างถึงใน เพิ่งอ้าง, น. 115.

[18] เพิ่งอ้าง, น. 116

ประมวลรัษฎากร: การปรับปรุงระบบภาษีอากรที่เป็นธรรม

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2563 บนเว็บไซต์ pridi.or.th

ไม่เพียงแต่ผลงานในด้านการเมืองการปกครองเท่านั้น  การปรับปรุงภาษีอากรเพื่อความเป็นธรรมของสังคมโดยยึดหลัก “มีมากเสียมาก มีน้อย ใช้มากเสียมาก ใช้น้อยเสียน้อย” ตามหลักการเก็บภาษีอากรของประเทศในระบอบประชาธิปไตย[1] ก็เป็นภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งของคณะราษฎร ที่ได้ลงมือทำหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย

ระบบภาษีของสังคมไทยก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ประเทศสยามมีการจัดเก็บภาษีทางตรงจากประชาชนหลายอย่าง ซึ่งสร้างภาระแก่ประชาชนและเป็นต้นทุนแก่การประกอบอาชีพของประชาชน อาทิ ภาษีรัชชูปการ ซึ่งเป็นเงินช่วยราชการตามที่กำหนดโดยเรียกเก็บจากชายฉกรรจ์ที่มีอายุตั้งแต่ 18 – 60 ปี[2] (บรรลุนิติภาวะแล้ว) ที่มิได้รับราชการทหารหรือได้รับการยกเว้นเป็นรายบุคคล[3] โดยจะเก็บปีละ 4 บาท (บางภาคเสีย 6 บาท) โดยเงินค่ารัชชูปการนั้นเริ่มในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  หรือภาษีสมพัตสร (อากรค่าสวน) ซึ่งเป็นเงินที่รัฐเก็บจากจำนวนพื้นที่ที่ปลูกไม้ล้มลุกบางประเภทและจำนวนไม้ผลยืนต้นบางประเภท (เช่น ขนุน เงาะ กระท้อน และมะไฟ เป็นต้น) โดยจะเก็บเป็นรายปี

ระบบการจัดเก็บภาษีแต่เดิมนั้นไม่ได้คำนึงถึงความสามารถในการเสียภาษีของผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีแต่อย่างใด อาทิ ภาษีรัชชูปการนั้นจัดเก็บกับบุคคลที่บรรลุนิติภาวะทุกคน ไม่ว่าจะเศรษฐีหรือยากจน ก็ต้องเสียภาษีรัชชูปการในอัตรา 4 บาทต่อปีเช่นกัน และหากบุคคลใดไม่เสียภาษีตามวันกำหนด นายอำเภอมีอำนาจที่จะยึดทรัพย์สมบัติของบุคคลนั้นเพื่อขายทอดตลาด เพื่อให้ได้เงินที่จะต้องเสีย และค่าใช้จ่ายในการยึดทรัพย์ขายทอดตลาดด้วย แต่ถ้าบุคคลนั้นไม่มีทรัพย์สมบัติเพียงพอแก่การจะชำระภาษีรัชชูปการนายอำเภอมีอำนาจที่จะสั่งให้เอาตัวบุคคลนั้นไปใช้งานโยธาตามที่ทางการกำหนดไว้เป็นระยะเวลา 30 วัน[4]

นอกจากภาษีรัชชูปการและภาษีสมพัตสรแล้ว ยังมีภาษีอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมากที่เก็บกับประชาชนในขณะนั้น เช่น อากรค่านา อากรสวน ภาษีไร่อ้อย และภาษีไร่ยาสูบ เป็นต้น ซึ่งภาษีแต่ละประเภทนั้นสร้างภาระให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก โดยจากการสำรวจของคาร์ล ซี. ซิมเมอร์แมน (Carle C. Zimmerman) ซึ่งรัฐบาลสยามจ้างให้สำรวจเศรษฐกิจในชนบทในปี พ.ศ. 2473 พบว่า ภาษีซ้ำซ้อนและไม่เป็นธรรมนั้นเป็นการซ้ำเติมให้ประชาชนโดยเฉพาะชาวนาที่มีความยากลำบากจากการทำนาที่มีรายได้น้อยอยู่แล้ว ยังต้องจ่ายภาษีให้กับรัฐบาลอีก ทำให้ความเป็นอยู่ของชาวนาและคนในชนบทยากลำบาก[5]

การยกเลิกและปรับปรุงภาษีที่ไม่เป็นธรรมต่าง ๆ

เมื่อคณะราษฎรได้เข้ามาบริหารประเทศไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก็ได้มีนโยบายที่จะปรับปรุงภาษีต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น ซึ่งในขณะนั้นนายปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีดำริจะยกเลิกภาษีที่ไม่เป็นธรรมต่าง ๆ โดยกระทรวงการคลังได้ออกแถลงการณ์เพื่อให้ประชาชนทราบในการยกเลิกภาษีบางประเภท และเสนอร่างประมวลรัษฎากรอันเป็นหลักการเก็บภาษีใหม่[6]

โดยภาษีที่รัฐบาลเสนอยกเลิกนั้น ได้แก่ ภาษีรัชชูปการ อากรค่านา อากรค่าสวน ภาษีไร่อ้อย และภาษีไร่ยาสูบ ซึ่งภาษีแต่ละประเภทนั้นสร้างรายได้ให้แก่รัฐบาลเป็นจำนวนมาก (ตารางที่ 1) แต่ภาษีดังกล่าวเป็นการเก็บจากประชาชนทางตรงหลายอย่างซึ่งเป็นภาระแก่ประชาชน[7] และได้มีการปรับปรุงภาษีบางประเภทให้มีลักษณะเหมาะสมขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้รัฐบาลมีแหล่งรายได้ที่มีประสิทธิภาพและไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน (ตารางที่ 2)

ตารางที่ 1 : แสดงประเภทภาษีที่ยกเลิกและมูลค่าเงินภาษีที่จัดเก็บได้

ประเภทภาษีมูลค่าเงินภาษีที่จัดเก็บได้
ภาษีรัชชูปการคิดเป็นเงิน  6,800,000 บาท  
อากรค่านาคิดเป็นเงิน  5,400,000 บาท  
อากรสวนคิดเป็นเงิน  320,000 บาท
ภาษีไร่อ้อยคิดเป็นเงิน  18,500 บาท
ภาษีไร่ยาสูบคิดเป็นเงิน  60,000 บาท
รวมภาษีอากรเป็นเงิน12,598,500 บาท

ที่มา:  รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 17/2481, น. 950.

ตารางที่ 2 : แสดงประเภทภาษีที่ยกเลิกและมูลค่าเงินภาษีที่จัดเก็บได้

ประเภทภาษีรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงและมูลค่าเงินภาษีที่อาจจัดเก็บได้
ภาษีเงินได้ซึ่งประมาณว่าจะได้เพิ่มราว 280,000 บาท
ภาษีการค้าซึ่งเปลี่ยนมาเรียกว่า “โรงค้า” จะได้เพิ่มราว 380,000 บาท  
ภาษีธนาคารซึ่งได้ปรับปรุงวิธีการจัดเก็บภาษีเสียใหม่และมิได้คำนวณในทางเพิ่ม
อากรซึ่งประมาณได้เพิ่มราว 1,850,000 บาท
รวมภาษีอากรปรับปรุงใหม่เป็นเงิน2,510,000 บาท

ที่มา:  รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 17/2481, น. 950.

แม้จะยังมีเงินขาดอยู่อีกบ้างจากการยกเลิกและปรับปรุงภาษีไป รัฐบาลในขณะนั้นได้ตระหนักถึงข้อนี้ดี และได้หาวิธีการชดเชยภาษีที่เสียไป โดยรัฐบาลได้ดำเนินวิธีการหาภาษีอากรที่เก็บจากทางอ้อมเป็นส่วนใหญ่เพื่อชดเชย และรัฐบาลได้ดำเนินวิธีการหาภาษีทางตรงที่เก็บใหม่ ซึ่งก็คือ “อากรมหรสพ” ซึ่งรัฐบาลจัดเก็บตามอัตราค่าเข้าดูการมหรสพจากผู้เข้าดูมหรสพนั้น ๆ จะเก็บภาษีเป็นรายได้เพิ่มขึ้นได้อีกราวปีละ 200,000 บาท และรัฐบาลจะได้มีการพิจารณาเพิ่มภาษีอากรประเภทค่าธรรมเนียมบางชนิดซึ่งจะได้เสนอเป็นพระราชบัญญัติต่อไป[8]

หลักการของการจัดเก็บภาษีใหม่ตามประมวลรัษฎากร

หลักการใหม่ของประมวลรัษฎากรนั้น นายดิเรก ชัยนาม รัฐมนตรีในฐานะตัวแทนของรัฐบาล ได้แถลงไว้ต่อสภาผู้แทนราษฎรว่า 

“รัฐบาลได้แถลงไว้ว่าจะปรับปรุงภาษีให้เป็นธรรมแก่สังคมนั้น…รัฐบาลได้ถือหลักโดยคำนึงถึงความสามารถในการเสียภาษีของราษฎรตามส่วนซึ่งราษฎรจะเสียได้ หลักในเรื่องความแน่นอน หลักความสะดวก และหลักประหยัดค่าใช้จ่าย และคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนในทางการเมืองเป็นสิ่งประกอบการพิจารณา ด้วยความรู้สึกของประชาชนนั้นมิใช่จะคำนึงถึงความรู้ของคนชั้นเดียว ได้พยายามนึกถึงความรู้สึกของคนทุกชั้น สิ่งใดที่จะคิดเก็บภาษีก็เป็นไปในทำนองซึ่งหวังว่า ผู้ซึ่งสามารถเสียภาษีได้นั้น คงจะเสียสละเพื่อความเจริญของท้องที่และของประเทศชาติ”

จากคำกล่าวของนายดิเรก ชัยนาม จะเห็นได้ว่า เจตนารมณ์ของรัฐบาลในขณะนั้นโดยเฉพาะนายปรีดี พนมยงค์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปรารถนาที่จะให้ระบบภาษีใหม่นี้มีหลักการคำนึงถึงความสามารถในการจ่ายภาษี (Ability to pay) ของประชาชนผู้รับภาระภาษี ซึ่งระบบภาษีก่อนหน้าการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบภาษีที่ไม่ได้คำนึงถึงหลักการดังกล่าว แต่มุ่งใช้ภาษีในลักษณะของการสร้างความมั่งคั่งให้กับรัฐบาล 

กล่าวคือ ในอดีต การจัดเก็บภาษีหลายประเภทจึงไม่มุ่งคำนึงว่า ผู้รับภาระภาษีมีความสามารถที่จะเสียภาษีดังกล่าวหรือไม่ ดังเช่น ภาษีรัชชูปการที่บังคับเก็บจากชายฉกรรจ์วัย 18-60 ปี ทุกคนในพระราชอาณาจักร  แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้ระบบภาษีตามประมวลรัษฎากรนั้นภาษีเงินได้ที่ได้รับการปรับปรุงทำให้มีผู้ต้องเสียภาษีน้อยลงจากเดิม 3 ล้านคน ตามพระราชบัญญัติลักษณการเก็บเงินรัชชูปการ พุทธศักราช 2463 มาเป็นเพียง 2 หมื่นคน จากจำนวนประชาชนทั้งสิ้น 14 ล้านคน[9]

ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบแล้วแม้จำนวนผู้เสียภาษีจะลดลง และรัฐได้รับเงินภาษีลดลง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับความเป็นธรรมในสังคมแล้ว การจัดเก็บภาษีตามระบบใหม่นั้นย่อมดีกว่าแน่นอน ในส่วนของรายได้ของรัฐบาลที่ขาดไปนั้น รัฐบาลได้ใช้วิธีสร้างภาษีประเภทใหม่และเก็บภาษีจากฐานอื่นแทน เช่น ภาษีทางอ้อม และภาษีมรดก เป็นต้น 

ในท้ายที่สุดนี้ ผลของการริเริ่มปฏิรูประบบภาษีของคณะราษฎรในวันนั้นยังคงเป็นรากฐานสำคัญของระบบภาษีของประเทศไทยในปัจจุบัน ประมวลรัษฎากรที่ได้ร่างไว้ในครั้งนั้นยังคงใช้สืบเนื่องกันมาผ่านการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับยุคสมัยในปัจจุบัน สิ่งนี้เป็นข้อยืนยันถึง “ผลของการที่ก่อสร้างไว้ดีแล้ว ย่อมไม่สูญหาย”


เชิงอรรถ

[1]   สุพจน์ ด่านตระกูล, ชีวิตและงานของ ดร.ปรีดี พนมยงค์, (กรุงเทพฯ : สุขภายใจ, 2552), น. 196.

[2]   พระราชบัญญัติลักษณการเก็บเงินรัชชูปการ พุทธศักราช 2463, มาตรา 4.

[3]   พระราชบัญญัติลักษณการเก็บเงินรัชชูปการ พุทธศักราช 2463, มาตรา 5; กำหนดบุคคลเอาไว้ 5 ประเภท ไม่ต้องเสียภาษีรัชชูปการ คือ ประเภทที่ 1 ได้แก่ พระภิกษุ สามเณร บาทหลวง และผู้สอนศาสนาอิสลาม และประเภทที่ 2 ได้แก่ ทหารบก ทหารเรือ ตำรวจภูธร ตำรวจพระนครบาลที่ประจำการ และทหารกองหนุนบางชั้นบางประเภท ประเภทที่ 3 ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัต และแพทย์ประจำตำบล ประเภทที่ 4 ได้แก่ คนพิการทุพลภาพที่ไม่สามารถจะประกอบการหาเลี้ยงชีพได้เอง และประเภทที่ 5 คนพวกอื่น ๆ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกเว้นเป็นการเฉพาะ.

[4]   พระราชบัญญัติลักษณะการเก็บเงินรัชชูปการ พุทธศักราช 2463, มาตรา 11.

[5]   คาร์ล ซี. ซิมเมอร์แมน, การสำรวจเศรษฐกิจในชนบทแห่งสยาม, แปลโดย ซิม วีระไวทยะ, พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2525), น. 32.

[6]   สุพจน์ ด่านตระกูล, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 1, น. 197-198.

[7]   รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 17/2481, น. 950.

[8]   รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 17/2481, น. 951.

[9]   ไสว สุทธิพิทักษ์, ดร.ปรีดี พนมยงค์, พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพฯ: บริษัท บพิธการพิมพ์ จำกัด, 2526), น. 491-492.

รัฐธรรมนูญคืออะไร: ความหมายและที่มาของคำ

ตลอดช่วงระยะเวลาของความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยหลายคน น่าจะคุ้นเคยกับคำ ๆ นี้อยู่บ้างในบริบทที่แตกต่างกันตามหน้าข่าวต่าง ๆ เช่น คณะรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญแล้ว ประชาชนเข้าชื่อกันเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ และพรรคฝ่ายค้านชูแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นต้น ซึ่งบางคนอาจสงสัยว่ารัฐธรรมนูญคืออะไร และคำ ๆ นี้มีที่มาอย่างไร

“รัฐธรรมนูญ” คืออะไร

ในปัจจุบันเมื่อพูดถึงรัฐธรรมนูญคนส่วนใหญ่คงรู้และเข้าใจได้ว่า รัฐธรรมนูญ หมายถึง ชื่อของกฎหมายที่กำหนดระเบียบแห่งอำนาจสูงสุดในรัฐและความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจเหล่านี้ต่อกันและกัน[1] แต่ในอดีตเมื่อครั้งอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยนั้น มีประชาชนบางคนคิดว่า “รัฐธรรมนูญ คือ ลูกพระยาพหลพลพยุหเสนา”[2] เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะในตอนนั้นรัฐธรรมนูญยังเป็นของใหม่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และแม้จะมีความคิดเกี่ยวกับการมีกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศและจัดรูปแบบการปกครองภายในของรัฐ แต่ก็ไม่ได้เป็นการพูดถึงกันเป็นการทั่วไปในสมัยนั้น และโดยส่วนใหญ่มักพูดถึงกันในกลุ่มเจ้านาย และปัญญาชนหัวก้าวหน้าชาวสยาม

ทำไมถึงเรียกว่า “รัฐธรรมนูญ”

ในเบื้องต้นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศและจัดรูปแบบการปกครองภายในของรัฐนั้น กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เรียกว่า “รัฐธรรมนูญ” เพราะคำ ๆ นี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาในประเทศไทย ซึ่งหากย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2427 ซึ่งเป็นปีที่ 17 ในการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีคณะเจ้านายและข้าราชการจำนวนหนึ่งของสถานทูตสยามประจำกรุงลอนดอนและกรุงปารีส ได้รวมกันลงชื่อในเอกสารคำกราบบังคมทูลความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครองราชการแผ่นดิน ร.ศ. 103 หรือที่เรียกกันว่า “คำกราบบังคมทูล ร.ศ. 103” ซึ่งเนื้อหาในคำกราบบังคมทูลข้อหนึ่งได้ระบุว่า 

“…แลทางนี้ตามความเห็นของข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวง มีทางเดียวแต่ที่จะจัดการบำรุงรักษาตามทางยุโรปทั้งปวง ที่เขาเห็นพร้อมลงทางเดียวกันว่า ไม่มีทางอื่นที่จะดีไปกว่าทางนี้ เพราะที่จะรักษาบ้านเมืองให้พ้นจากความกดขี่ซึ่งเป็นต้นเหตุของอันตรายนั้นต้องทำให้เป็นที่นับถือวางใจซึ่งกันแลกัน ที่เห็นชั่วเห็นดีเห็นผิดเห็นชอบทางเดียวกัน จึงนับว่าเป็นผู้เห็นทางชอบธรรมเสมอกันได้ แต่การบำรุงรักษาอย่างเช่นมีในกรุงสยามทุกวันนี้ เป็นทางผิดตรงกันข้ามต่อทางยุโรป ปราศจากแบบแผนแลกฎหมายที่เรียกว่า ตอนสติติวชั่น ซึ่งประกอบด้วยสติปัญญาแลกำลังของราษฎรเป็นการพร้อมเพรียงกันเป็นประมาณ ซึ่งเขานับกันว่ายุติธรรมทั่วถึงกัน…ต้องเปลี่ยนแลปงประเพณีปัจจุบันนี้ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องทรงพระราชวินิจฉัยราชการบ้านเมืองทุกสิ่งไปในพระองค์ ซึ่งประเพณีที่อังกฤษเรียกว่า แอบโสลูดโมนากี ให้เป็นประเพณีซึ่งเรียกว่า คอนสติติวชั่นแนลโมนากี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นมหาประธานของบ้านเมือง ที่จะทรงพระราชวินิจฉัยมีพระบรมราชโองการเป็นสิทธิ์ขาด แก่ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ ดังเช่นสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทุก ๆ พระองค์ในยุโรป ที่มิต้องทรงราชการด้วยพระองค์เองทั่วไปทุกอย่าง”[3]

อย่างไรก็ตาม ในตอนนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดำรัสตอบความเห็นของผู้จะให้เปลี่ยนการปกครอง โดยพระองค์ทรงเห็นว่าในขณะนั้นประเทศมีความจำเป็นต้องปฏิรูประบบราชการเสียก่อน ก่อนจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยทรงมีพระราชดำรัสว่า “…การต้องการในเมืองเราเวลานี้ที่เป็นต้องการสำคัญนั้น คือ คอเวอเมนต์รีฟอม (Government reform) จำเป็นที่จะให้พนักงานของราชการแผ่นดินทุก ๆ กรมทำการให้ได้เนื้อเต็มหน้าที่ แลให้ได้ประชุมปรึกษาหารือกัน ทำการเดินให้ถึงกันโดยง่ายโดยเร็วทำการรับผิดชอบในหน้าที่ของตัว  หลีกลี้ไม่ได้…”[4] ซึ่งพระองค์ได้กล่าวถึงเหตุผลอีกประการหนึ่งดังปรากฏในพระราชนิพนธ์เรื่อง พระบรมราชาธิบายเรื่องสามัคคี โดยกล่าว่า “…เพราะฉะนั้นจะป่วยการกล่าวไปถึงความคิดที่จะตั้งปาลิเมนต์ขึ้นในหมู่คนซึ่งไม่มีความรู้พอที่จะตั้งปาลิเมนต์ขึ้นในหมู่คนซึ่งไม่มีความรู้พอที่จะคิดราชการ และไม่เป็นความต้องการของคนทั้งปวง นอกจากที่อยากจะเอาอย่างประเทศยุโรปเพียงสี่ห้าคนเท่านั้น…ถ้าจะจัดตั้งปาลิเมนต์ หรือให้เกิดมีโปลิจิกัลปาตีขึ้นในเวลาที่บ้านเมืองยังไม่ต้องการดังนี้ ก็จะมีแต่ข้อทุ่มเถียงกันจนการอันใดไม่สำเร็จไปได้ เป็นเครื่องถ่วงให้บ้านเมืองมีความเจริญช้า…”[5] ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระองค์ไม่ทรงเชื่อมั่นว่าประชาชนในขณะนั้นจะพร้อมสำหรับการปกครองแบบประชาธิปไตย[6]  อย่างไรก็ตาม ในครั้งหนึ่งทรงเคยมีพระราชดำรัสในการประชุมเสนาบดี ณ พระที่นั่งราชกรัณยสภาในปี พ.ศ. 2453 ว่า “ฉันจะให้ลูกวชิราวุธมอบของขวัญให้แก่พลเมืองไทยทันทีที่ขึ้นสู่ราชบัลลังก์กล่าวคือ ฉันจะให้เขามีปาลิเมนต์และคอนสติติวชั่น”[7]

จะเห็นได้ว่าเมื่อมีการกล่าวถึงกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศและจัดรูปแบบการปกครองภายในของรัฐในตอนแรกนั้นจะใช้คำทับศัพท์ว่า “คอนสติติวชั่น” ซึ่งมาจากคำในภาษาอังกฤษของคำว่า “Constitution” ซึ่งเป็นการนำความหมายโดยตรงที่ใช้ในบริบทเช่นว่านั้นของต่างประเทศมาใช้ในประเทศไทย

ในเวลาต่อมาแม้ประเทศสยามจะได้มีแนวคิดเกี่ยวกับการมีกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยบ้างแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีคำเรียกที่ชัดเจนเป็นภาษาไทยอย่างในปัจจุบัน เช่น “Outline of Preliminary Draft” เอกสารซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงให้พระยากัลยาณไมตรีหรือฟรานซิส บี. แซยร์ เป็นผู้ยกร่างถวาย หรือ “An Outline of Changes in the Form of Government” ซึ่งให้เรมยด์ บี. สตีเวนส์ และพระยาศรีวิสารวาจาเป็นผู้ยกร่างถวาย ซึ่งในเวลาต่อมาฝ่ายอนุรักษ์นิยมมักจะเรียกว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เป็นต้น

จนกระทั่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้ทูลเกล้าฯ ถวายกฎหมายฉบับหนึ่งชื่อว่า “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475” เพื่อให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยใช้เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ[8]

สำหรับสาเหตุที่ใช้คำว่า “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม” นั้น ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นผู้ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้อธิบายว่า คำว่า “ธรรมนูญ” นั้นไม่ใช่คำใหม่หรือคิดขึ้นมาลอย ๆ แต่เป็นคำที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว โดยคำว่า “ธรรมนูญ” หรือ “ธรรมนูน” นั้นแผลงมาจากคำภาษาบาลีว่า “ธมฺมานุญโญ” ดังปรากฏในคำภีร์พระธรรมศาสตร์ ซึ่งในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ได้ทรงแผลงคำดังกล่าวมาเป็นคำว่า “พระธรรมศาสตร์” จนมาถึงในสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำคำว่า “พระธรรมนูญ” มาใช้ประกอบกับคำว่า “ศาล” โดยหมายถึงกฎหมายจัดระเบียบศาลนั้น ๆ เช่น พระธรรมนูญศาลหัวเมือง ร.ศ. 114 พระธรรมนูญศาลทหารบก ร.ศ. 126 พระธรรมนูญศาลทหารเรือ ร.ศ. 127 และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ร.ศ. 127[9]  ดังนั้น เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองปรีดี จึงนำคำว่าธรรมนูญมาใช้เป็นชื่อของกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศและจัดรูปแบบการปกครองภายในของรัฐ แต่เพื่อให้ชัดเจนว่าเป็นกฎหมายจึงเติมคำว่า “พระราชบัญญัติ” เข้าไปเพื่อให้หมายถึงกฎหมายว่าด้วยระเบียบการปกครองแผ่นดิน[10]

ส่วนคำว่า “รัฐธรรมนูญ” นั้นเกิดขึ้นมาภายหลังจากพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ใช้บังคับไปแล้ว โดยเกิดจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ เมื่อครั้งทรงพระอิสริยยศเป็นหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร ได้ทรงเสนอผ่านหนังสือพิมพ์ประชาชาติว่าคำว่า “ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน” นั้นยืดยาวเกินไป จึงสมควรใช้คำว่า “รัฐธรรมนูญ”[11] ซึ่งทรงอธิบายในเชิงภาษาศาสตร์และนิรุกติศาสตร์ของคำนี้ว่ามาจากการนำคำ 2 คำมาประกอบกันคือ คำว่า “รัฐ” และ “ธรรมนูญ”

หม่อมเจ้าวรรณไวทยากรได้อธิบายคำว่า “ธรรมนูญ” นั้นมาจากคำว่า “ทำนูน” หรือ “ทำนูล” ซึ่งเป็นคำภาษาเขมรโดยหมายถึงท่วงทำนอง โดยคำนี้แผลงมาจากคำว่า “ทูล” ซึ่งคำเขมรนี้ก็มาจากคำว่า “ตรุมนูน” ในภาษาทมิฬ ตรุมซึ่งแผลงกลายเป็น “ธรรม” แปลว่าระเบียบการ ส่วนคำว่า “นูน” แปลว่าแนวหรือบรรดทัด ดังนั้น คำว่า “ตรุมนูน” จึงหมายถึงบรรทัดฐานของกฎระเบียบ[12] แม้ว่าโดยสภาพแล้วคำว่า “รัฐธรรมนูญ” จะสามารถนำไปใช้แทนคำว่า “Constitution” เลยได้ก็ตาม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคำว่า “ธรรมนูญ” นั้นถูกนำไปใช้แล้วในความหมายต่างๆ กัน แต่จะใช้คำว่า “ธรรมนูญการปกครอง” ก็เป็นการเยิ่นเย้อเกินไป ดังนั้น จึงนำคำว่า “รัฐ” เข้ามาประกอบเพื่อจึงกลายเป็นคำว่า “รัฐธรรมนูญ” เพื่อให้สื่อถึงการกฎระเบียบการปกครองภายในของรัฐ

เมื่อหม่อมเจ้าวรรณไวทยากรได้ดเสนอคำๆ นี้ผ่านทางหนังสือพิมพ์ประชาชาติแล้ว คณะอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและรัฐบาลในขณะนั้นเห็นด้วยกับข้อเสนอของหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร เพราะเป็นคำที่กระทัดรัดได้ความตรงกับคำว่า “ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน” ซึ่งถ่ายทอดมาจากคำว่า “Consititution” ในภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส[13]  ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อคณะอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงใช้คำว่า “รัฐธรรมนูญ” แทนดังปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475ฉบับวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475

อย่างไรก็ตาม คำว่า “ธรรมนูญ” ยังคงได้รับการนำมาใช้เป็นชื่อของรัฐธรรมนูญในบางครั้งในประวัติศาสตร์ไทยในช่วงที่มีทหารเข้าทำรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลได้มีการนำคำว่า “ธรรมนูญ” มาใช้เรียกชื่อกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศและจัดรูปแบบการปกครองภายในของรัฐ ได้แก่ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 และธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534

ในต่างประเทศนั้นเรียกกฎหมายสูงสุดนี้ว่าอะไร

ในต่างประเทศนั้นก็เช่นเดียวกันกับประเทศไทยที่มีการเรียกรัฐธรรมนูญด้วยชื่อที่แตกต่างกันไปบ้างตามบริบท โดยคำว่า “Consitution” เป็นคำที่พึ่งนำมาใช้เมื่อประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศใช้รัฐธรรมนูญของตน โดยก่อนหน้านี้คำว่า “Constitution” นั้นแม้จะปรากฏการใช้มาอย่างยาวนานก็ตาม เช่น ใน the Politic ของอริสโตเติล อธิบายว่า Constitution ในลักษณะเดียวกันกับระบบการปกครองคือ การจัดองค์กรของบรรดาผู้ปกครองทั้งหลายในเมือง (Polis) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำหนดผู้เป็นเจ้าของอำนาจสูงสุด เป็นต้น[14] อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าการประกาศใช้รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกานั้นก็ได้มีคำเรียกตราสารทางกฎหมายฉบับหนึ่งซึ่งมีลักษณะเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศและจัดรูปแบบการปกครองภายในของรัฐในลักษณะเช่นเดียวกันกับรัฐธรรมนูญของประเทศอังกฤษช่วงสมัยสาธารณรัฐซึ่งเรียกว่า the Instrument of Government

นอกจากนี้ ในปัจจุบันประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีก็ไม่ได้เรียกรัฐธรรมนูญของตนว่ารัฐธรรมนูญหรือมีรากทรัพย์ในลักษณะเดียวกันกับคำว่า “Constitution” โดยเรียกกฎหมายสูงสุดของตนว่า Grundgesetz หรือ Basic Law ในภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลว่า “กฎหมายพื้นฐาน” เป็นต้น ดังนั้น ความสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่จะใช้ชื่อว่า “รัฐธรรมนูญ” หรือ “กฎหมาย” แต่ความสำคัญอยู่ที่ว่ากฎหมายนั้น ๆ มีข้อความกำหนดระเบียบแห่งอำนาจสูงสุด และความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจเหล่านั้นต่อกันและกันหรือไม่[15]


เชิงอรรถ

[1] หยุด แสงอุทัย, หลักรัฐธรรมนูญทั่วไป, พิมพ์ครั้งที่ 9, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์วิญญูชน, 2539), น. 39; คำว่า “กฎหมายรัฐธรรมนูญ” (Constitutional law) กับคำว่า “รัฐธรรมนูญ” (Constitution) นั้นมีความหมายแตกต่างกันในทางวิชาการ โดยคำว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นหมายถึงกฎหมายซึ่งเป็นสาขาวิชาหนึ่งในกฎหมายมหาชนซึ่งว่าด้วยกฎเกณฑ์เกี่ยวกับองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐและความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรเหล่านั้น ดังนั้น ในทางวิชาการกฎหมายรัฐธรรมนูญจึงเป็นการพูดถึงกฎหมายสาขาหนึ่งที่ศึกษากฎเกณฑ์เกี่ยวกับองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐและความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรเหล่านั้น นอกจากนี้ กฎหมายรัฐธรรมนูญอาจมีความหมายรวมไปถึงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐและความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรเหล่านั้นในความหมายอย่างกว้าง ซึ่งไม่ได้จำกัดเอาไว้เฉพาะภายใต้ตราสารทางกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่ง และรวมถึงกฎเกณฑ์ที่ไม่เป็นรายลักษณ์อักษรด้วย

[2] ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, ประสบการณ์และความเห็นบางประการของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ สัมภาษณ์โดย ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, (กรุงเทพฯ : สถาบันปรีดี พนมยงค์, 2542), น. 5.

[3] ชัยอนันต์ สมุทวณิช และขัตติยา กรรณสูต, เอกสารการเมืองการปกครองไทย, (กรุงเทพฯ : โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2518), น. 59 – 60.

[4] เพิ่งอ้าง, น. 79.

[5] พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบรมราชาธิบายเรื่องสามัคคี, (พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, 2489), น. 14.

[6] การมีรัฐสภา (Parliament) สะท้อนถึงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย.

[7] ว.ช. ประสังสิต, แผ่นดินสมเด็จพระปกเกล้า, (พระนคร : ผดุงชาติ, 2505), น. 46.

[8] ในส่วนของคำว่าชั่วคราวนั้นสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเติมเข้าไปเมื่อครั้งคณะราษฎรได้เข้าเฝ้าเพื่อทูลเกล้าฯ ถวาย ณ วังสุโขทัยในวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2475.

[9] ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 1, น. 6.

[10] เพิ่งอ้าง, น. 6.

[11] เพิ่งอ้าง, น. 5.

[12] พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ, รวมวิทยาการท่านวรรณฯ (พระนคร : โอเดียนสโตร์, 2494), น. 451 – 461.

[13] ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 8, น. 5.

[14] ปิยบุตร แสงกนกกุล, รัฐธรรมนูญ: ประวัติศาสตร์ข้อความคิด อำนาจสถาปนา และการเปลี่ยนผ่าน, (นนทบุรี : ฟ้าเดียวกัน, 2559), น. 7.

[15] หยุด แสงอุทัย, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 1, น. 39.

อาชญากรรมที่เป็นแชร์ลูกโซ่มองผ่านแนวคิดแบบนิติเศรษฐศาสตร์

บทความนี้ดัดแปลงมาจากบทความชื่อเดียวกันที่เคยเผยแพร่ในเว็บไซต์ www2.fpo.go.th

“แชร์ลูกโซ่” เป็นการก่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นมากในประเทศไทย จากการเก็บสถิติการร้องเรียนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 – 2560 (กรกฎาคม) พบว่า มีเรื่องร้องเรียนมากกว่า 1,290 เรื่อง และมีจำนวนผู้เสียหายมากกว่า 38,000 คน รวมมูลค่าความเสียหายราวๆ 390,000,000,000 บาท (สามแสนเก้าหมื่นล้านบาท)[1] สร้างผลกระทบในทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก โดยสาเหตุของการเกิดอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นแชร์ลูกโซ่นั้นมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน ซึ่งในบทความนี้จะนําเสนอการตัดสินใจของอาชญากรในการก่ออาชญากรรมที่เป็นแชร์ลูกโซ่ ผ่านแนวคิดแบบนิติเศรษฐศาสตร์ (Economic Analysis of law) ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ศึกษาประเด็นสำคัญทางกฎหมายต่างๆ ทฤษฎี การตีความกฎหมาย และผลกระทบของกฎหมายต่อพฤติกรรมของตัวละครที่เกี่ยวข้องและสังคม โดยใช้ระเบียบวิธีทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก (นีโอคลาสสิก) มาเป็นเครื่องมือวิเคราะห์

“แชร์ลูกโซ่” คืออะไร

“แชร์ลูกโซ่” หมายถึง ธุรกิจที่มีลักษณะเป็นการเชื้อเชิญให้คนเอาเงินมาลงทุน โดยอ้างว่า จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนกลับไปในอัตราที่สูงเกินกว่าความเป็นจริง แต่ตัวธุรกิจนั้น ไม่มีการประกอบกิจการที่จะสร้างผลตอบแทนด้วยตัวของธุรกิจเอง ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนนั้นมาจากการชักชวนสมาชิกคนใหม่ให้เข้ามาลงทุน เพื่อนำเงินลงทุนจากสมาชิกรายใหม่ มาหมุนเวียนจ่ายให้สมาชิกรายก่อน ๆ

ซึ่งการชักชวนให้ประชาชนมาร่วมลงทุนในธุรกิจแชร์ลูกโซ่นั้นเป็น “อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ” รูปแบบหนึ่ง โดยอาชญากรรมที่เป็นแชร์ลูกโซ่เริ่มเป็นที่รู้จักในประเทศไทยในคดีแชร์ชม้อย ซึ่งได้ระดมเงินจากประชาชนในรูปแบบการเล่นแชร์น้ำมัน เพื่อปราบปรามการกระทำความผิดดังกล่าวรัฐบาลต้องออกพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกง ประชาชน พ.ศ. 2527 กำหนดให้ผู้กระทำจะต้องรับผิดในคดีอาญาโดยถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาและเป็นคดีแพ่ง โดยการถูกฟ้องล้มละลายเพื่อนำเงินที่ได้จากการฟ้องล้มละลายมาใช้คืนให้กับผู้เสียหาย ปัจจุบันผ่านมากว่า 30 ปีแล้ว นับตั้งแต่ คดีแชร์ชม้อยถูกฟ้องเป็นคดีอาญาอาชญากรรมที่เป็นแชร์ลูกโซ่ ได้มีพัฒนารูปแบบการฉ้อโกงที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น เพื่อนำมาใช้หลอกลวงประชาชน

ภาพโมเดลแชร์ลูกโซ่

การตัดสินใจก่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นแชร์ลูกโซ่

นิติเศรษฐศาสตร์ได้อธิบายปัญหาการก่ออาชญากรรมโดยมุ่งเน้นไปที่การตัดสินใจของอาชญากรที่กระทำไปโดยอาศัยการเลือกอย่างมีเหตุมีผล บนข้อสมมติว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล และการตัดสินใจของมนุษย์เป็นโดยอาศัยและคำนึงเหตุผลต่างๆ มาประกอบกัน ซึ่งบนฐานคิดเช่นนี้ในทางนิติเศรษฐศาสตร์จึงอธิบายการตัดสินใจกระทำความผิดของอาชญากรมีปัจจัย 2 ประการ คือ ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ และต้นทุนที่คาดคะเนของการก่ออาชญากรรม ซึ่งอาชญากรจะชั่งน้ำหนักและถ่วงดุลระหว่างปัจจัยดังกล่าวภายในใจเสมอทุกครั้งที่จะมีการตัดสินใจ

  • ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ คือ ผลสำเร็จของการก่ออาชญากรรม ซึ่งหมายถึงการได้ทรัพย์สินจากการฉ้อโกงเนื่องมาจากการก่ออาชญากรรมแชร์ลูกโซ่
  • ต้นทุนที่คาดคะเนของการก่ออาชญากรรม คือ สิ่งที่อาชญากรต้องเสียไปในการก่ออาชญากรรม ซึ่งมีหลายปัจจัยภายใน ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการกระทำความผิด[2] บทลงโทษของกฎหมาย[3] ต้นทุนค่าเสียโอกาส[4] และการเพิ่มโอกาสหรือความน่าจะเป็นในการถูกจับกุมมาดำเนินคดี

ดังนั้น หากอาชญากรทบทวนแล้วเห็นว่า ผลประโยชน์ที่ได้รับน้อยกว่าต้นทุนที่เสียไป อาชญากรอาจตัดสินใจไม่กระทำความผิด แต่ถ้าอาชญากรเห็นว่าประโยชน์ที่ได้รับมากกว่าต้นทุนที่เสียไป อาชญากรอาจตัดสินใจกระทำความผิด ซึ่งการนำวิธีคิดในทางนิติเศรษฐศาสตร์มาใช้นี้มีส่วนช่วยในการปรับเพิ่มต้นทุนหรือลดทอนผลประโยชน์ที่อาชญากรเห็นว่าตนจะได้รับจากการก่ออาชญากรรมได้ เช่น การกำหนดโทษให้หนักขึ้นก็เป็นเครื่องมือในการป้องปรามการกระทำความผิดรูปแบบหนึ่ง หรือการเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสให้กับอาชญากร โดยเพิ่มมูลค่าทางเลือกอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจของอาชญากร หรือการเพิ่มโอกาสหรือความน่าจะเป็นในการถูกจับกุมของอาชญากรมาดำเนินคดี โดยการมีหน่วยงานเฉพาะที่มีจำนวนพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เหมาะสมและมีความเชี่ยวชาญ เป็นต้น ซึ่งหากต้นทุนการก่ออาชญากรรมสูงเกินกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ ย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจในการก่ออาชญากรรม

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวแปรต่อการตัดสินใจนั้นคือ การเพิ่มโอกาสหรือความน่าจะเป็นในการถูกจับกุมมาดำเนินคดีนั้น ในปัจจุบันอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นแชร์ลูกโซ่นั้นได้มีการสร้างรูปแบบของแชร์ลูกโซ่ให้มีความสลับซับซ้อนมากขึ้นและสร้างความยากลำบากให้กับภาครัฐในการสืบสวนและสอบสวน ทำให้ความเป็นไปได้ที่จะถูกจับลดลง โอกาสที่อาชญากรจะตัดสินใจกระทำความผิดจึงเพิ่มขึ้น ปัญหาและความท้าทายของภาครัฐในทางปฏิบัติก็คือ รัฐจะวิ่งไล่ตามการกระทำความผิดในลักษณะนี้ได้ทันท่วงทีหรือไม่


เชิงอรรถ

[1] “ตายทั้งเป็น! สถิติร้องเรียน “แชร์ลูกโซ่” ปี 2557 – ปัจจุบัน กว่า 1,200 คดีความ เหยื่อกว่า 3.8 หมื่นคน รวมเงินสูญเสีย 3.9 แสนล้าน”, เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2563, จาก www.thepowernetworknews.com/2020/07/20/แชร์ลูกโซ่-2/.

[2] ค่าใช้จ่ายในการกระทำความผิด ซึ่งอาชญากรรมที่เป็นแชร์ลูกโซ่มีต้นทุนในส่วนนี้ เช่น ค่าดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจขายตรงเพื่ออำพรางธุรกิจแชร์ลูกโซ่ เป็นต้น.

[3] บทลงโทษของกฎหมาย ได้แก่ ค่าปรับ และอัตราโทษจำคุก.

[4]  ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ซึ่งเกิดจากการเตรียมการหรือการก่ออาชญากรรมหรือการถูกจำคุก เนื่องจากทุกๆ การตัดสินใจเลือกย่อมจะเกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสขึ้นมา การตัดสินใจก่ออาชญากรรมก็เช่นเดียวกัน.

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบบกฎหมายจีน

ชื่อหนังสือ : ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบบกฎหมายจีน

ผู้เขียน : อาร์ม ตั้งนิรันดร

สำนักพิมพ์ : วิญญูชน


ในหนังสือเล่มนี้ อ.อาร์ม ตั้งนิรันดร ได้นำเสนอแนวคิดพื้นฐานของกฎหมายจีน ซึ่งตั้งอยู่บนอิทธิพลของของแนวคิดปรัชญาต่างๆ ซึ่ง อ.อาร์ม ได้อธิบายผ่านปรัชญาที่มีอิทธิพลในแต่ละยุคโดยแบ่งออกเป็น 4 ยุค คือ

ยุคที่หนึ่ง กฎหมายสมัยราชวงศ์ แก่นแท้ของกฎหมายคือ ปรัชญาแบบขงจื้อ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับประชาชน คือความสัมพันธ์แบบครอบครัวฉบับขยาย แนวคิดทางกฎหมายจึงเป็นความสัมพันธ์แบบเน้นไปที่สังคมโดยรวม โดยมีหน่วยเล็กสุดของสังคมคือ ครอบครัว ตรงข้ามกับกฎหมายโรมันที่มีหน่วยเล็กสุดคือ บุคคล ทำให้บรรดากฎหมายของจีนสมัยราชวงศ์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับบุคคลเท่ากับกฎหมายที่มีฐานจากโรมัน เช่น เรื่องกรรมสิทธิ์กฎหมายจีนยุคราชวงศ์สนใจกรรมสิทธิ์เฉพาะในเชิงภาษี แต่กฎหมายโรมันสนใจกรรมสิทธิ์ในฐานะที่ัเชื่อมโยงกับสิทธิของปัจเจกบุคคล

ยุคที่สอง เป็นยุคปฏิรูปกฎหมายปลายสมัยราขวงศ์ชิง จีนกำลังพยายามพัฒนากฎหมาย โดยส่งคนไปศึกษากฎหมายประเทศต่างๆ ในช่วงของการเรียนรู้วัฒนธรรม แม้ประเทศจีนจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นระบอบสาธารณรัฐ แนวคิดทางกฎหมายดังกล่าวก็ยังคงได้รับการรักษาไว้

ยุคที่สาม เป็นช่วงที่จีนกลายเป็นคอมมิวนิสต์ ระบบกฎหมายที่จีนคณะชาติวางไว้ถูกยกเลิก เพราะมองเป็นกฎหมายของนายทุน กฎหมายแบบสังคมนิยมเข้ามามีบทบาท เช่น กรรมสิทธิ์ถูกยกเลิก ที่ดินเป็นของคอมมูน

ยุคที่สี่ จีนหลังเติ้งเสียวผิง กฎหมายจีนเริ่มเปิดรับมากขึ้นในสาขากฎหมายต่างๆ เพื่อรองรับการเปิดประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็มีกลิ่นอายแบบคอมมิวนิสต์บ้าง

หนังสือเล่มนี้เป็นมากกว่าเพียงแค่การ Introduction เพื่อทำความเข้าใจระบบกฎหมายจีน แต่เป็นการอธิบายถึงปรัชญาของกฎหมายที่อยู่เบื้องหลังระบบกฎหมายทั้งหมด

Enola Holmes เล่าเรื่องอำนาจผ่านการผจญภัย

“Enola Holmes” เป็นภาพยนตร์จอเงินของ “Neflix” โดยเล่าเรื่องราวของ Enola Holmes หญิงสาววัย 16 ปี ซึ่งเป็นน้องสาวของนักสืบชื่อดัง Sherlock Holmes ซึ่งเป็นตัวละครจากผลงานสร้างสรรค์ของเซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ (Arthur Conan Doyle)

โดยในเรื่องนั้นจะบอกเล่าเรื่องราวของ Enola ซึ่งอาศัยอยู่กับแม่ของเธอแล้วจนวันหนึ่ง แม่ของเธอก็ได้หายออกไปจากบ้านเพื่อไปทำภารกิจบางอย่าง ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับ Enola เป็นอย่างมาก และนำไปสู่การออกตามหาแม่ที่หายไป ซึ่งในระหว่างทางเธอได้เข้าไปช่วยชีวิต Lord Tewsbury ขุนนางหนุ่มซึ่งมีความฝันจะเดินตามรอยพ่อที่จะ “ปฏิรูป” ประเทศอังกฤษจากการถูกปองร้าย ทำให้ Enola ต้องเข้าไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายในครั้งนี้

การ “ปฏิรูป” ที่ถูกพูดถึงในเรื่องนั้นมีความสำคัญอยู่ 3 เรื่อง ได้แก่

ประการแรก คือ การปฏิรูประบบการเลือกตั้องของอังกฤษในปี ค.ศ. 1884 โดยรัฐบาลผลักดันให้เกิดการพระราชบัญญัติปฏิรูป ค.ศ. 1884 หรือ “Third Reform Act 1884” ซึ่งเป็นกฎหมายที่ขยายสิทธิการเลือกตั้งแก่ผู้ใช้แรงงานในภาคการเกษตรหรือแรงงานรับจ้างในไร่ โดยผลของกฎหมายฉบับนี้ทำให้ชาวนาอังกฤษมีสิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้นอีกราวๆ 2.5 ล้านคน จึงอาจกล่าวได้ว่ากฎหมายฉบับนี้ได้ทำให้เกณฑ์ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเปลี่ยนไปเป็น “ชาย” บรรลุนิติภาวะทุกคนและเป็นเจ้าของหรือเช่าที่อยู่อาศัยมีสิทธิเลือกตั้งทุกคน

ประการที่สอง คือ การปฏิรูปการถือครองที่ดิน (ประเด็นนี้ถูกพูดถึงไม่มากมีประมาณ 2 ฉาก)

ประการที่สาม คือ กระแสสตรีนิยมที่เริ่มก่อตัวขึ้นในสังคมอังกฤษ ซึ่งจะเห็นได้จากหลายๆ ฉากในหนังแม้จะไม่ได้พูดถึงตรงๆ เช่น การที่แม่ของ Enola อ่านหนังสือแนวคิดแบบสตรีนิยม การที่แม่สอนศิลปะการต่อสู้ให้กับ Enola หรือแม้แต่ในตอนท้ายของเรื่องที่แม่ของ Enola พูดถึงการพยายามเปลี่ยนแปลงโลกที่ลูกสาวของเธอจะเติบโตขึ้นมา เป็นต้น ซึ่งการปฏิรูปสำคัญที่สุดของกลุ่มเคลื่อนไหวสตรีนิยมในขณะนั้นคือ การเรียกร้องให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้งเสมอภาคกับผู้ชาย

ซึ่งจะเห็นได้ว่าในหนังนั้นหยิบประเด็นทางสังคมและการเมืองต่างๆ มาเล่าได้อย่างสนุกสนานผ่านการผจญภัยของ Enola และนอกจากนี้ตัวหนังยังพยายามที่จะเล่าความคิดทางการเมืองผ่านบรรดาตัวละครสำคัญต่างๆ อาทิ ทั้งท่านหญิงย่าของ Lord Tewsbury หรือ Mycroft พี่ชายของ Enola ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม แม่ของ Enola ที่มีแนวคิดแบบเสรีนิยมหรือบรรดาผู้หญิงในสมาคมของแม่ และ Sherlock ซึ่งเป็นตัวแทนของคนชนชั้นกลางค่อนไปทางสูงที่มีความพึ่งพอใจในสถานะและไม่ถูกกดขี่ทางสังคมจึงเลือกที่จะไม่ให้ความสำคัญหรือสนใจกับปัญหาทางการเมือง

ตัวหนังบอกเล่าเรื่องราวทางการเมืองและอำนาจไปได้ไกลกว่าเพียงแค่ในภาพใหญ่ระดับการเมืองของชาติ แต่ตัวหนังยังสะท้อนเรื่องราวของอำนาจทางการเมืองต่างๆ ที่ปกคลุมอยู่บนตัวผู้คน เช่น ในตอนที่ Enola ถูกส่งเข้าไปเรียนในโรงเรียนกุลสตรี ซึ่งฉากนั้นนำเสนอภาพของอำนาจที่กดทับตัวผู้หญิงชั้นสูงของอังกฤษที่ต้องมีมารยาท กริยา และบุคลิกสอดคล้องกับมาตรฐานแบบวิกตอเรียน หรือประเด็นเรื่องความแตกต่างระหว่างช่วงวัยและอำนาจที่กดทับกันระหว่างความอาวุโส ซึ่งส่วนนี้จะเห็นได้ชัดในครอบครัวของ Lord Tewsbury

สำหรับสิ่งสุดท้ายที่ชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ก็คือ การกล่าวถึงความเชื่อมมั่นและการพยายามทำให้เห็นถึงโลกที่เราคาดหวังจะให้เป็นโดยอุทิศกำลังและแรงกายในการทำสิ่งนั้น ซึ่งจะเห็นได้จากความพยายามขับเคลื่อนของแม่ของ Enola กับ Lord Tewsbury และแม้กระทั่งตัวของ Enola เอง