การศึกษาสถานะทางกฎหมายและความรับผิดของคณะกรรมการจรรยาบรรณในกฎหมายไทย: ศึกษาบทบาทในการควบคุมดูแลจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ชื่องานวิจัย: การศึกษาสถานะทางกฎหมายและความรับผิดของคณะกรรมการจรรยาบรรณในกฎหมายไทย: ศึกษาบทบาทในการควบคุมดูแลจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ผู้วิจัย: ศ.ดร.สหธน รัตนไพจิตร และเขมภัทร ทฤษฎิคุณ

รายงานวิจัยนำเสนอต่อ: นายกสภาวิชาชีพบัญชี สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์

บทคัดย่อ

งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาสถานะและความรับผิดทางกฎหมายของคณะกรรมการจรรยาบรรณของสภาวิชาชีพบัญชีภายใต้กฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ลักษณะของบทบาทและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการดังกล่าว และพิจารณาผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากการใช้อำนาจดังกล่าวในมิติต่าง ๆ การศึกษานี้อาศัยการวิเคราะห์บทบัญญัติของพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 เป็นหลัก ควบคู่กับการศึกษาเปรียบเทียบกับคณะกรรมการมรรยาททนายความ และแนวคิดในกฎหมายต่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีของประเทศอังกฤษ เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบการจัดวางการกำกับดูแลจรรยาบรรณวิชาชีพในระบบกฎหมายที่แตกต่างกัน

ผลการศึกษาพบว่า ในบริบทของกฎหมายไทย คณะกรรมการจรรยาบรรณของสภาวิชาชีพบัญชีถูกจัดวางให้ทำหน้าที่ในลักษณะของการใช้อำนาจทางกฎหมายมหาชน แม้จะสังกัดองค์กรวิชาชีพที่มิใช่หน่วยงานของรัฐโดยตรงก็ตาม เนื่องจากกฎหมายได้มอบหมายอำนาจเชิงบังคับในการควบคุมกำกับการประกอบวิชาชีพ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิในการประกอบอาชีพของบุคคลโดยตรง ลักษณะดังกล่าวทำให้การกระทำของคณะกรรมการจรรยาบรรณอยู่ภายใต้กรอบความรับผิดตามกฎหมายมหาชน โดยเฉพาะความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ และความรับผิดทางอาญาในฐานะเจ้าพนักงานตามที่กฎหมายกำหนด

เมื่อเปรียบเทียบกับคณะกรรมการมรรยาททนายความ พบว่าทั้งสององค์กรมีสถานะทางกฎหมายและลักษณะของอำนาจหน้าที่ในเชิงหลักการที่สอดคล้องกัน กล่าวคือ ต่างเป็นคณะกรรมการภายใต้องค์กรวิชาชีพซึ่งได้รับมอบหมายอำนาจจากรัฐให้ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ และถูกจัดวางให้อยู่ภายใต้กรอบความรับผิดทางกฎหมายในลักษณะเดียวกัน ความแตกต่างที่ปรากฏจึงเป็นเพียงรายละเอียดในทางปฏิบัติ มิใช่ความแตกต่างในเชิงโครงสร้างของสถานะและความรับผิดทางกฎหมาย

ในทางตรงกันข้าม กรณีของประเทศอังกฤษสะท้อนรูปแบบการกำกับดูแลวิชาชีพที่ตั้งอยู่บนฐานของความสัมพันธ์ทางกฎหมายเอกชนระหว่างองค์กรวิชาชีพกับสมาชิก โดยการควบคุมจรรยาบรรณมิได้ถูกจัดวางให้เป็นการใช้อำนาจทางปกครองโดยตรง ความแตกต่างดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ปัญหาความรับผิดขององค์กรวิชาชีพมิใช่ประเด็นเชิงเทคนิคของกฎหมายแต่ละประเทศ หากแต่เป็นผลจากการออกแบบโครงสร้างอำนาจและสถานะทางกฎหมายขององค์กรควบคุมวิชาชีพในแต่ละระบบกฎหมาย ดังนี้ จะเห็นได้ว่ากรอบความรับผิดของคณะกรรมการจรรยาบรรณวิชาชีพบัญชีในกฎหมายไทยถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อรองรับการใช้อำนาจทางกฎหมายมหาชน โดยการใช้ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่เป็นกลไกหลัก และการจำกัดความรับผิดทางอาญาไว้สำหรับกรณีการใช้อำนาจโดยไม่สุจริตหรือฝ่าฝืนหน้าที่อย่างร้ายแรง ซึ่งสะท้อนความพยายามของกฎหมายในการสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้เสียหายกับการคุ้มครองผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ

คำสำคัญ: ความรับผิดของคณะกรรมการจรรยาบรรณ สภาวิชาชีพบัญชี องค์กรวิชาชีพ

บรรยายพิเศษ – เครื่องมือทางธุรกิจ: กฎหมายการร่วมลงทุน ระหว่างรัฐกับเอกชน

เครื่องมือทางธุรกิจ: กฎหมายการร่วมลงทุน ระหว่างรัฐกับเอกชน (บรรยาย วิชา LW 512 สัมมนากฎหมายธุรกิจยุคใหม่ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย • 1 พฤศจิกายน 2568)

ชี้แจง – สภาพปัญหา ผลการศึกษา และแนวทางการแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจโรงแรมและที่พักค้างคืน

สภาพปัญหา ผลการศึกษา และแนวทางการแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจโรงแรมและที่พักค้างคืน (เอกสารชี้แจงคณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางการปรับปรุงมาตรการเกี่ยวกับการกำกับดูแลและส่งเสริมการประกอบธุรกิจท่องเที่ยว คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา)

เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงสภาพปัญหาเชิงโครงสร้างของการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจโรงแรมและที่พักค้างคืนในประเทศไทย พร้อมทั้งนำเสนอผลการศึกษาและแนวทางการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงสำคัญว่า ระบบกฎหมายปัจจุบันไม่สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงของรูปแบบธุรกิจที่พักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้มีสถานที่พักจำนวนมากอยู่นอกระบบกฎหมาย และรัฐไม่สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวเป็นฐานในการกำหนดนโยบายหรือกำกับดูแลกิจการได้อย่างเหมาะสม

จากข้อมูลที่นำเสนอ พบว่าประเทศไทยมีผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมและที่พักค้างคืนจำนวนมากกว่าที่ปรากฏในระบบการอนุญาตของรัฐอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลจากแพลตฟอร์มเอกชนสะท้อนว่ามีสถานที่พักกว่า 90,000 แห่ง ขณะที่ข้อมูลการขึ้นทะเบียนกับกรมการปกครองมีเพียงประมาณหนึ่งในสามของจำนวนดังกล่าว สถานการณ์นี้สะท้อนปัญหาการขาดฐานข้อมูลที่ครบถ้วนและสอดคล้องกัน ซึ่งจำกัดความสามารถของภาครัฐในการกำกับดูแล จัดเก็บรายได้ และกำหนดนโยบายด้านการท่องเที่ยวอย่างมีหลักฐานรองรับ

ตัวอย่างของความไม่สอดคล้องของกฎหมายและการบริหารจัดการข้อมูลของรัฐ ได้แก่ กรณีการรายงานการเข้าพักของคนต่างด้าว ซึ่งกฎหมายสองฉบับ ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและกฎหมายว่าด้วยโรงแรม กำหนดขอบเขตและวิธีการรายงานแตกต่างกัน ส่งผลให้ข้อมูลที่รัฐได้รับมีความคลาดเคลื่อน แม้จะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมเดียวกัน ความไม่สอดประสานเชิงกฎหมายเช่นนี้สะท้อนปัญหาการขาดแนวทางนโยบายแบบบูรณาการ และตอกย้ำว่าการกำกับดูแลกิจการที่พักยังตั้งอยู่บนกรอบกฎหมายที่แยกส่วนกัน

การที่โรงแรมและที่พักค้างคืนจำนวนมากไม่สามารถเข้าสู่ระบบการอนุญาต มิได้เกิดจากการหลีกเลี่ยงกฎหมายเพียงอย่างเดียว หากแต่มีสาเหตุสำคัญจากการที่กฎหมายหลายฉบับไม่สอดคล้องกับลักษณะทางกายภาพและรูปแบบการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายโรงแรม กฎหมายควบคุมอาคาร กฎหมายผังเมือง และกฎหมายสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนกำหนดเงื่อนไขที่ออกแบบมาเพื่อโรงแรมขนาดใหญ่แบบดั้งเดิม และไม่รองรับที่พักขนาดเล็ก ที่พักดัดแปลง หรือรูปแบบใหม่ เช่น โฮสเทล เกสต์เฮาส์ หรือการใช้ทรัพย์สินเดิมมาประกอบธุรกิจ

นอกจากนี้ รูปแบบธุรกิจที่พักค้างคืนได้พัฒนาไปไกลกว่ากรอบความคิดของกฎหมาย โดยกฎหมายโรงแรมยังคงเน้นการควบคุม “ตัวอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวก” มากกว่าการคำนึงถึง business model และการใช้ทรัพยากรจริงของธุรกิจ นอกจากนี้ นิติสัมพันธ์การเช่าที่พักค้างคืนยังถูกควบคุมอย่างเข้มงวดโดยรัฐ เช่น การแยกระหว่างการเช่ารายวันกับรายเดือน ซึ่งไม่สอดคล้องกับรูปแบบการให้บริการในยุคแพลตฟอร์มดิจิทัล และก่อให้เกิดพื้นที่สีเทาทางกฎหมายที่ผู้ประกอบการไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้โดยสุจริต

ผลกระทบจากการที่ธุรกิจโรงแรมและที่พักค้างคืนไม่สามารถเข้าสู่ระบบกฎหมายได้ ส่งผลทั้งต่อภาครัฐและภาคเอกชน ในฝั่งรัฐ เกิดการขาดข้อมูลในการกำหนดนโยบายและการกำกับกิจการ รวมถึงการสูญเสียรายได้จากภาษีและค่าธรรมเนียม ขณะที่ภาคเอกชนต้องแบกรับต้นทุนค่าเสียโอกาส ความเสี่ยงจากการประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย การเข้าถึงสินเชื่อที่จำกัด และความเสี่ยงต่อการทุจริตเชิงโครงสร้างจากการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

จากสภาพปัญหาดังกล่าว เอกสารเสนอแนวทางการแก้ไขโดยเน้นการปรับปรุงกฎหมายในลักษณะบูรณาการ ทั้งการแก้ไขกฎหมายโรงแรมให้เปิดกว้างครอบคลุม “โรงแรมและที่พักค้างคืน” ในภาพรวม การยอมรับความหลากหลายของรูปแบบที่พักโดยกำหนดหน้าที่พื้นฐานด้านความปลอดภัยและความรับผิดเป็นแกนกลาง และการปรับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายควบคุมอาคาร ผังเมือง และสิ่งแวดล้อม ให้สอดรับกับประเภทที่พักใหม่ นอกจากนี้ ยังเสนอให้พิจารณากระจายอำนาจการกำกับดูแลไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การกำกับกิจการใกล้ชิดกับบริบทพื้นที่มากขึ้น

เพศภาวะ ปัญญาประดิษฐ์ และการจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางสังคมในโลกเทคโนโลยี

บทคัดย่อ

ในโลกปัจจุบันความสัมพันธ์ทางเพศภาวะระหว่างมนุษย์ยังคงดำเนินไปภายใต้โครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียม แม้จะมีการยอมรับความหลากหลายทางเพศเพิ่มขึ้น ทว่าแบบแผนทางวัฒนธรรมและกฎหมายยังคงกำหนดกรอบบทบาททางเพศแบบชายเป็นใหญ่ ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามามีบทบาทในฐานะกลไกร่วมจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางสังคม โดยไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือที่มนุษย์ควบคุม หากแต่มีอำนาจในการคัดกรอง จำแนก และนิยามตัวตนของมนุษย์ โดยเฉพาะในประเด็นอัตลักษณ์ทางเพศ

การเรียนรู้ของ AI ส่วนใหญ่เกิดจากข้อมูลที่มีอคติ ทำให้เพศสภาพถูกจำกัดให้อยู่ในกรอบไบนารีและมองข้ามความหลากหลายของตัวตนทางเพศต่าง ๆ ซึ่งนำไปสู่การผลิตซ้ำความไม่เท่าเทียมโดยไม่ได้ตั้งใจ แม้จะมีความพยายามในระดับนโยบายและกฎหมายในการควบคุมและส่งเสริมจริยธรรมของ AI ทั้งในรูปแบบบังคับและสมัครใจ แต่แนวทางเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังมุ่งจัดการผลกระทบมากกว่าตั้งคำถามต่ออำนาจที่แฝงอยู่ในเทคโนโลยีเหล่านี้

งานศึกษานี้จึงเสนอการวิเคราะห์ผ่านกรอบ Actor-Network Theory (ANT) เพื่อทำความเข้าใจว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับคำสั่ง แต่เป็นผู้กระทำที่ร่วมประกอบสร้างความเป็นเพศในโลกสมัยใหม่ และเปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถามต่อกฎหมายว่าในยุคของเทคโนโลยีที่ไม่เป็นกลางเช่นนี้ ความยุติธรรมทางเพศจะยังสามารถเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ผ่านการศึกษากรอบการอธิบายทางด้าน AI ในทางกฎหมาย ทั้งในปัจจุบันและสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นในอนาคตภายใต้บริบทของสังคมไทยต่อไป

เอกสารประกอบการนำเสนอ

บทคัดย่อในเอกสารประกอบการประชุม

คู่มือคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับท้องถิ่น

ชื่อหนังสือ: คู่มือคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับท้องถิ่น

การอ้างอิงแนะนำตามรูปแบบ APA: นคร เสรีรักษ์, และคณะ. (2565). คู่มือคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับท้องถิ่น. แพร่: พีเพรส.

สรุปสาระสำคัญ

คู่มือคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับท้องถิ่นจัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดหลักการในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยหนังสือเล่มนี้เป็นการจัดทำงานร่วมกันระหว่าง Privacy Thailand และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ที่ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ จึงได้ร่วมกันจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “แนวทางการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” เพื่อเป็นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิส่วนบุคคลและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานโดยไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและสามารถคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

นำเสนอ – สร้างการเข้าถึงข้อมูลเปิดด้วยกฎหมายที่เอื้ออำนวย

สร้างการเข้าถึงข้อมูลเปิดด้วยกฎหมายที่เอื้ออำนวย (เวที Thailand Rule of Law Fair: Open Government & Open Data)

เอกสารนำเสนอชุดนี้ตั้งต้นจากคำถามสำคัญว่า “กฎหมายไทยไม่ให้เปิดเผยข้อมูลจริงหรือไม่” โดยชี้ให้เห็นว่า ปัญหาของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนกฎหมายด้านข้อมูล หากแต่อยู่ที่การมีกรอบกฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลจำนวนมาก แต่กลับขาดความสอดประสานในเชิงนโยบาย กฎหมายพื้นฐานหลายฉบับ อาทิ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พระราชบัญญัติสถิติ และพระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล ล้วนส่งสัญญาณที่ไม่สอดคล้องกัน ขณะที่โครงสร้างหน่วยงานด้านข้อมูลของรัฐก็มีความซ้ำซ้อนและกระจัดกระจาย ส่งผลให้ระบบการเปิดเผยข้อมูลไม่สามารถทำงานเป็นเอกภาพได้อย่างแท้จริง

แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการบังคับใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 แต่สถานการณ์การเข้าถึงข้อมูลของประชาชนกลับไม่ได้ดีขึ้นตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย สถิติการอุทธรณ์คำสั่งไม่เปิดเผยข้อมูลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคำขอเปิดเผยจำนวนมากถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลว่าผู้ขอ “ไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล” สะท้อนมุมมองของรัฐที่ยังมองข้อมูลข่าวสารเป็นทรัพยากรของราชการ มากกว่าจะเป็นข้อมูลสาธารณะที่ประชาชนมีสิทธิรับรู้ ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่างหลักการทางกฎหมายกับการบังคับใช้ในทางปฏิบัติอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ สาเหตุที่รัฐไทยยังไม่สามารถเปิดข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้เกิดจากกฎหมายเพียงมิติเดียว หากแต่เป็นผลของปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ซ้อนทับกัน ทั้งในมิติของกฎหมายและกระบวนการ เทคโนโลยี และวัฒนธรรมทางการเมือง การปรับเปลี่ยนเชิงสถาบันที่เน้นเพียงการตรากฎหมายหรือจัดตั้งหน่วยงานใหม่ โดยไม่แตะต้องวัฒนธรรมการใช้อำนาจและทัศนคติที่ปิดกั้นข้อมูล ทำให้กฎหมายข้อมูลข่าวสารไม่สามารถทำหน้าที่เป็นหลักประกันของความโปร่งใสหรือประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริง

มื่อมองเปรียบเทียบกับต่างประเทศ เอกสารยกกรณี Freedom of Information Act (FOIA) ของสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างสำคัญ โดยเฉพาะการแก้ไขกฎหมายในปี ค.ศ. 2016 และแนวคำวินิจฉัยของศาลที่ช่วยปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย ลดขอบเขตของข้อยกเว้น กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจนและโปร่งใส รวมถึงปรับรูปแบบการให้บริการข้อมูลผ่านระบบดิจิทัล กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การทำให้สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล “ใช้งานได้จริง” จำเป็นต้องอาศัยทั้งการออกแบบกฎหมายและการตีความที่ยึดหลักการเปิดเผยเป็นหลัก

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ นอกเหนือจากการเปิดเผยข้อมูลแล้ว การแบ่งปันข้อมูลเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ แนวคิดเรื่อง Open Government จะไม่สมบูรณ์ หากไม่มีระบบนิเวศของการแบ่งปันข้อมูลที่ชัดเจน การแบ่งปันข้อมูลจำเป็นต้องมีมาตรฐาน กำหนดสิทธิและหน้าที่ของเจ้าของข้อมูล ผู้ใช้ข้อมูล และบุคคลที่สาม รวมถึงกลไกกำกับดูแล โดยเฉพาะในกรณีที่ข้อมูลอยู่ในความครอบครองของเอกชนที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจสูง เพื่อให้ข้อมูลสามารถเชื่อมโยง เคลื่อนย้าย และนำไปใช้ประโยชน์สาธารณะได้อย่างแท้จริง

ในบริบทของประเทศไทย กรณี Data Exchange Center (DXC) ในกระบวนการยุติธรรมเป็นตัวอย่างของความพยายามเชิงปฏิบัติในการแบ่งปันข้อมูลของภาครัฐ แม้ระบบดังกล่าวจะแสดงให้เห็นความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีและการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน แต่ก็ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากการดำเนินงานยังอาศัยข้อตกลงแบบ MOU เป็นหลัก และขาดกรอบกฎหมายระดับหลักการที่กำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบในการแบ่งปันข้อมูลอย่างเป็นระบบ

ท้ายที่สุด ประเทศไทยอาจจะจำเป็นต้องมีกฎหมายว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูล โดยวางโครงสร้างครอบคลุมตั้งแต่วัตถุประสงค์และขอบเขตของกฎหมาย สิทธิและหน้าที่ของผู้ถือและผู้ใช้ข้อมูล บทบาทของผู้ให้บริการตัวกลาง อำนาจของหน่วยงานกำกับดูแล ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ไปจนถึงบทกำหนดโทษ ข้อเสนอดังกล่าวสะท้อนความพยายามยกระดับข้อมูล ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของรัฐโปร่งใสและประชาธิปไตย มากกว่าการมองข้อมูลเป็นเพียงเรื่องเทคนิคหรือระบบสารสนเทศ

The Junction of Economic Ideologies: A Study of Economic Principles in the Constitution of Thailand

The Junction of Economic Ideologies: A Study of Economic Principles in the Constitution of Thailand

Published in Thai Legal Studies, Vol. 4 No. 2 (2024): December Issue

Suggested Bibliographic Citation: Trisadikoon, K. (2024). “The Junction of Economic Ideologies: A Study of Economic Principles in the Constitution of Thailand.” Thai Legal Studies, 4(2). 132–161. https://doi.org/10.54157/tls.274260

Abstract

The Thai Constitution functions as a political instrument outlining state powers and relationships and as a meta-institution shaping societal norms, particularly in terms of economic frameworks and ideologies. Earlier Thai constitutions mainly endorsed market-oriented liberal economic systems. But the Constitution of the Kingdom of Thailand, B.E. 2560 (2017) newly included the Sufficiency Economy Philosophy (SEP). However, the inherent ambiguity of SEP poses significant challenges for its translation into coherent economic policy. This development may have impacted the enforcement of law recently, especially in the context of regulating major corporate mergers. This inquiry studies mechanisms underpinning the ideological transformation in the legal framework and its implications for the theoretical foundations and practical application of the law. Legally analyzing the three most recent Constitutions and an institutional economic perspective, this study examines the Constitutions’ ideological and economic provisions. It aims to understand the emergence of ideological divergence, the institutional ascendancy of SEP, and preliminary implications arising from this ideological conflict.

นิติเศรษฐศาสตร์ของการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล: มุมมองจากทฤษฎีตัวการ-ตัวแทน

ชื่อบทความ: นิติเศรษฐศาสตร์ของการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล: มุมมองจากทฤษฎีตัวการ-ตัวแทน

เผยแพร่ใน: วารสาร CMU Journal of Law and Social Sciences, ปีที่ 17 ฉบับที่ 2 (2024): กรกฎาคม – ธันวาคม 2567

การอ้างอิงแนะนำตามรูปแบบ APA: วัชรพล ศิริ และเขมภัทร ทฤษฎิคุณ. (2567). นิติเศรษฐศาสตร์ของการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล: มุมมองจากทฤษฎีตัวการ-ตัวแทน. วารสารนิติสังคมศาสตร์, 17(2). 145-176. https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/275731

บทคัดย่อ

บทความนี้เป็นการทดลองนำมโนทัศน์ปัญหาตัวการ-ตัวแทน ซึ่งเป็นแนวคิดในทางเศรษฐศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับการวิเคราะห์สภาพปัญหาการบังคับใช้กฎหมายไทย โดยอาศัยตัวอย่างการศึกษาคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562  ทั้งนี้ การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจปัญหาการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทยผ่านแนวคิดปัญหาตัวการ-ตัวแทน โดยกำหนดให้ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นตัวการ และหน่วยงานของรัฐอื่นเป็นตัวแทนที่ต้องทำตามเจตนารมณ์ของตัวการ

อย่างไรก็ดี จากการศึกษาพบว่าสภาพปัญหาตัวการ-ตัวแทนที่เกิดขึ้นจากพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มีสาเหตุมาจากปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมูลและจริยธรรมวิบัติ ซึ่งทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่ตอบสนองต่อเจตนารมณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติ (ตัวการ) โดยผู้เขียนได้นำเสนอบทวิเคราะห์สภาพปัญหานี้โดยอาศัยตัวอย่างการศึกษา 2 ประการคือ ความขัดแย้งระหว่างตัวการ-ตัวแทนในการตรากฎหมายลำดับรอง และความขัดแย้งระหว่างตัวการ-ตัวแทนในการตีความกฎหมาย  อนึ่ง การศึกษากฎหมายผ่านทฤษฎีตัวการ-ตัวแทนนี้จะมีประโยชน์ต่อการวิพากษ์และการเสนอแนะเพื่อแก้ไขกฎหมายต่อไป

ตุลาการ ปราบดาภิเษก และรัฐประหาร: บทวิพากษ์และข้อสังเกตต่อความสัมพันธ์ทางจารีตและการรับรองความชอบธรรมของรัฐประหาร ในงานวิจัยของ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล

ชื่อบทความ: ตุลาการ ปราบดาภิเษก และรัฐประหาร: บทวิพากษ์และข้อสังเกตต่อความสัมพันธ์ทางจารีตและการรับรองความชอบธรรมของรัฐประหาร ในงานวิจัยของ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล

เผยแพร่ใน: วารสาร CMU Journal of Law and Social Sciences, ปีที่ 17 ฉบับที่ 2 (2024): กรกฎาคม – ธันวาคม 2567

การอ้างอิงแนะนำตามรูปแบบ APA: เขมภัทร ทฤษฎิคุณ. (2567). ตุลาการ ปราบดาภิเษก และรัฐประหาร: บทวิพากษ์และข้อสังเกตต่อความสัมพันธ์ทางจารีตและการรับรองความชอบธรรมของรัฐประหาร ในงานวิจัยของ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล. วารสารนิติสังคมศาสตร์, 17(2). 30-63. https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/275525

บทคัดย่อ

การรับรองความชอบธรรมของการรัฐประหารเป็นประเด็นการศึกษาที่มีความสนใจในวงวิชาการด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของประเทศไทยที่มีการรัฐประหารเกิดขึ้นบ่อยและซ้ำ ๆ งานวิจัยเรื่อง การทำให้รัฐประหารหมดไปด้วยมาตรการทางกฎหมายและการเปลี่ยนบรรทัดฐานของศาลไทย เป็นตัวอย่างหนึ่งของงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรตุลาการกับการรัฐประหารในประเด็นเรื่องการรับรองความชอบธรรมของรัฐประหาร โดยงานวิจัยฉบับนี้พยายามสร้างคำอธิบายปรากฏการณ์ยอมรับและสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐประหารโดยองค์กรตุลาการผ่านความสัมพันธ์ทางจารีตในสังคมไทย แต่คำอธิบายที่ปรากฏในงานวิจัยนี้สะท้อนความไม่ชัดเจนของความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรตุลาการและการรับรองความชอบธรรมของการรัฐประหารจากเหตุผลทางจารีตในสังคมไทย โดยไม่ได้มองมิติความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของจารีตและการรัฐประหาร ความไม่ชัดเจนดังกล่าวนำมาสู่การอภิปรายในทางวิชาการ ซึ่งบทความฉบับนี้ต้องการนำเสนอข้อวิพากษ์และข้อสังเกตต่องานวิจัยในประเด็นดังกล่าว

รายงานพิจารณาการศึกษา เรื่อง สภาพปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหากฎหมายในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

ชื่องานศึกษา: รายงานพิจารณาการศึกษา เรื่อง สภาพปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหากฎหมายในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

ผู้ศึกษา: คณะอนุกรรมาธิการศึกษาและกําหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาด้านกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ภายใต้คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร

การอ้างอิงแนะนำตามรูปแบบ APA: คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร. (2567). รายงานพิจารณาการศึกษา เรื่อง สภาพปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหากฎหมายในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.

รายงานนี้วิเคราะห์ปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไขที่เกี่ยวกับกฎหมายในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยเน้นถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในฐานะแหล่งรายได้หลักและผลกระทบจากกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา เผยให้เห็นปัญหาหลัก เช่น ความปลอดภัยในการท่องเที่ยวที่ยังไม่เพียงพอ การกระจายอำนาจที่จำกัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล นอกจากนี้ยังระบุปัญหาเฉพาะในธุรกิจต่างๆ เช่น กฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับธุรกิจโรงแรม การขาดกรอบกฎหมายสำหรับธุรกิจเช่ารถ และการจัดการท่องเที่ยวทางน้ำที่ไม่มีแนวทางชัดเจน รายงานเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัยและออกกฎหมายใหม่เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนของอุตสาหกรรม รวมถึงเพิ่มความโปร่งใสในการจัดการและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระดับสากล